แผนที่วางไว้อย่างดีของแสงคำเป็อันต้องล่มลง ภาพนักโทษสองคนนอนตายอยู่กลางห้องขังเพราะถูกฆ่าปิดปากยังอยู่ในความคิดเขา นางสาวใช้ที่ยกขันโตกอาหารหายตัวไปไร้ร่องรอย นายสิบผู้รับหน้าที่คุมห้องขังถูกคาดโทษหนักและกระจายกำลังกันออกค้นหาตลอดทั้งวันเพื่อพบกับความว่างเปล่า กระทั่งยามค่ำนายสิบถึงถูกเรียกตัวไปเข้าเฝ้า เป็การเข้าเฝ้าที่นาน และพอเดาได้ว่าที่นายสิบต้องเจอในคุ้มหลวงนั้นมันจะหนักหนาเพียงใด
แสงคำรออยู่ใต้เงาสักใหญ่ ใช้ความมืดพรางตัวไม่ให้ใครเห็น เขาจะรอนายสิบอยู่ที่นี่นานเท่าที่จำเป็ ถ้าไม่คืบหน้าก็จะหาวิธีหลบหนีออกไปสืบเอาต่อข้างนอก เขามองไปยังไฟสว่างไสวของคุ้มหลวง คอยชะเง้อมองหานายสิบที่จะกลับออกมา แม้จะอยากหนีออกไปก่อนให้สิ้นเื่สิ้นราวแต่พอคิดกลับไปกลับมาแล้วมันได้ไม่คุ้มเสีย เขาเอาตัวเองเข้ามายุ่งกับเื่นี้มากเกินแอบหนี ยิ่งถ้ารวมชุดทหารและคำกล่าวอ้างที่ใช้มาั้แ่เข้าประตู มันแทบเป็ไปไม่ได้เลยที่เขาจะออกไปข้างนอกได้โดยไม่ออกแรงหนีหรือทำร้ายใคร
นายสิบเข้าเฝ้านานเกือบชั่วยามถึงแล้วเสร็จ พอออกมาพบแสงคำที่หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมไปเข้าเฝ้าด้วยทั้งที่เป็คนนำข่าวมาจากเชียงตุงและเป็พยานรู้เห็นทั้งหมด นายสิบก็บ่นใส่แสงคำเป็ชุดใหญ่ แต่จะบอกว่าพูดอะไรกับเ้าบ้างนั้นก็หาไม่
“ข้าจะไปทูลเ้านายทีหลังเื่ข่าวจากเชียงตุง นายไม่ต้องกังวล เราแก้ไขเื่ที่อยู่ตรงหน้ากันก่อนดีกว่า”แสงคำพยายามเลียบเคียงเอาความ
“เราก็ทหารราชวงศ์เหมือนกัน ทำไมสูไม่เข้าไปพร้อมกันน้อ แปลกคนแท้สู”
“เป็นกน้อยหาข่าวต้องเก็บตัว ให้คนเห็นมากก็ไม่ดี จะทำงานลำบากนัก”แสงคำแก้ตัวไป
นายสิบไม่ว่าอะไร พยักหน้าเชิงตอบว่าเข้าใจ เท้าเดินจ้ำพรวดๆ มุ่งหน้าสู่ป้อม แสงคำมองรอบตัว สำรวจทางหนี เขาไม่อยากไปที่ป้อมมากนัก แต่ตอนนี้ที่แย่คือเขาหาทางหนียังไม่พบเลยและนายสิบผู้นี้รู้อะไรหลายอย่าง เป็ประโยชน์แก่การตามหาโจรที่เขา้าตัวแน่นอน เขาจะต้องเลียบเคียงถามไถ่ดู ไม่ก็หาทางปลีกตัวไปแอบฟัง อย่างใดอย่างหนึ่ง
“เดี๋ยวสูไปบ้านข้า สูเป็พยานแล้ว ต้องมาช่วยข้าหาตัวคนร้าย”นายสิบเอ่ยขึ้นโดยไม่หันมามอง
แสงคำได้ยินดังนั้นก็รู้ว่าเป็โอกาสเหมาะ ทว่าเขาไม่ไว้ใจนายสิบผู้นี้มากนนัก การปลีกตัวไปแอบฟังหรือแอบตามน่าจะดีกับเขามากกว่า
“ข้าต้องไปส่งข่าวก่อน แล้วข้าถึงจะไปบ้านนายได้”แสงคำหาเหตุผลมาเอาตัวเองออกไปอยู่วงนอก เขาเชื่อว่าการไปเข้าเฝ้าคงเป็อะไรที่ฟังขึ้นแน่นอน แม้นายสิบและลูกสาวจะเป็คนฉลาดและอาจจะสงสัยในตัวเขาได้ แต่ตอนนี้ต้องลองเสี่ยงวิธีนี้เพื่อรักษาตัวรอดไว้ก่อน
อีกฝ่ายหยุดยืนนิ่ง มือเท้าสะเอว หน้าก้มมองพื้นเหมือนกำลังคิดบางอย่าง นายสิบอาจจะคิดหนักที่เขาปลีกตัวไปเวลานี้ หรือจะสงสัยเขา เป็ไปได้หลายอย่าง แสงคำยืนอยู่ข้างหลังเตรียมรับการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นได้ เขารู้ถึงจิตที่สั่นของนายสิบ จิตที่สั่นด้วยการครุ่นคิดอย่างหนัก
“ข้าจะตามนายไปทีหลัง ขอเพียงบอกข้าว่าบ้านนายอยู่ทางใด”
นายสิบหมุนตัวมามอง สายตาสำรวจจรวจตราหาสิ่งมีพิรุจบนตัวแสงคำ ครู่เดียวก็คลายอาการลง นายสิบโบกมือไล่ให้เขาไปเสีย
“บ้านข้าออกทางคุ้มทิศใต้ไปทางดอยสูงนู่น”แกชี้ไปยังเงาภูดอยสูงทะมึนที่ยังพอเห็นได้เป็เงาดำ“ไม่อย่างนั้นก็ไปกับลูกสาวข้า นางคงกลับบ้านในไม่ช้าพร้อมทหารคนสนิทของข้า”
แสงคำก้มหัวนิดหนึ่งขอบคุณนายสิบ“เื่ข่าวจากเชียงตุงดูจะกินเวลานาน ไม่ต้องห่วง ข้าคงพอหาเจอ”
“ตามใจสู”นายสิบตอบในที่สุด หลังจากนิ่งคิดไปนาน
แสงคำจึงลาจากนายสิบแสร้งมุ่งหน้ากลับไปยังคุ้มหลวง
การใช้คำพูดหลอกล่อเอาตัวรอดไม่ใช่สิ่งที่แสงคำชอบทำมาแต่ยังเล็ก ตอนเรียนดาบกับครูเขามักจะโดนลงโทษบ่อยๆ เวลาออกไปเล่นซน เขาจะไม่ยอมแก้ตัวหรือหาทางพูดเอาตัวรอด ยอมโดนลงโทษอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง ครูมักจะบอกเขาในยามเรียกมาสอนว่าเขาไม่มีคำหวานไปหว่านล้อมใครๆ แม้การเถรตรงและอดทน ไม่พูดจาหลอกลวงจะเป็เื่ดี แต่วาทศิลป์ก็จำเป็เช่นกัน เขาผิดกับศิษย์พี่อีกสองคนที่ต่างมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวและมีคำพูดคำจาดี เอาชนะคนได้ด้วยคำพูดก็ได้ ชนะคนด้วยดาบก็ได้ แสงคำมาเรียนรู้เอาภายหลังเมื่อเขาเดินทางออกมาจากสำนัก ต้องพบเจอผู้คนที่เขาไม่ชอบหรือไม่ไว้เนื้อเชื่อใจเขา เขาเรียนรู้ที่จะพูดให้คนเลิกยุ่งกับตนหรือพูดให้เชื่อในคำพูดของเขาเพื่อเลี่ยงจะใช้ดาบ นานวันเข้าเขาถึงเข้าใจคำครูมากขึ้น
ทางเดินมีแสงไฟสลัวพาเขาใกล้คุ้มหลวงมากขึ้นเรื่อยๆ ข้างหน้าห่างออกไปไม่ไกลมีทหารยามสามคนยืนประจำหน้าคุ้ม เขาเลยเลี้ยวตัดลานไปหาหอสูงที่เขาได้เจอสาวบัวจันทร์เมื่อตอนกลางวัน ใกล้ๆ นั้นมีรั้ว ด้านนอกมีทหารเฝ้าแต่ไม่ยากเกินจะพาตัวเองออกไป แสงคำเร่งฝีเท้าไปตามทางเดิน หลบแวบเข้าหาเงาหอสูง ใกล้นั้นมีต้นไม้ใหญ่เหมาะเป็ที่บังตา จากตรงนั้นเขาจะใช้หลบและมองหาเส้นทางเพื่อไม่ผิดพลาด วิชาเท้าของเขาแม้จะไม่เป็ที่รู้จักในหมู่นักสู้ แต่มั่นใจได้ว่าไม่เป็รองใครในแผ่นดิน พอเขาเร่งก้าวเร็วขึ้นถึงขั้นที่สาม ใครก็ตามเขาทันได้ยาก รวมถึงคนที่กำลังตามมาั้แ่เข้าเดินมายังหอสูงนี้ด้วย
เขาคาดการณ์ไว้แล้วล่วงหน้า นายสิบไม่ไว้ใจเขาและส่งคนมาสะกดรอยเขา ไม่ว่าคนผู้นั้นจะมีฝีมือแค่ไหน มันซ่อนตัวจากััของเขาไม่ได้ เพียงอึดใจก็ออกจากใต้ต้นไม้ตัดทางเดินไปด้านหลังหอสูง เ้าคนที่ตามวิ่งกวดมา แสงคำได้ยินเสียงฝีเท้าชัด แต่ไม่มีใครได้ตัวเขา ก้าวเหินเมื่อผนวกกับะโจะพาเขาขึ้นที่สูงได้รวดเร็ว แสงคำะโยันผนังหอสูงส่งตัวเองไปยังกำแพง ะโตัวลอยตัดหลังทหารยามออกมานอกคุ้มได้โดยไม่มีใครตามทัน
นครเวียงเงินยางที่เงียบเพราะภัยโจรคำรบสองกลืนกินแสงคำสู่ความลึกลับของมันช้าๆ เขาเดินไปบนถนนหนทางไร้ร้างผู้คน ทุกฝีเท้าที่ผ่านบ้านเรือนยากจะวางใจ หัวของเขาตื้อเพราะเหนื่อย แสงคำผ่อนฝีเท้าเดินช้าลงกว่าเดิมนิดหน่อย แม้จะเล็ดลอดออกมาจากคุ้มหลวงและกำลังทหารจำนวนมากได้ แต่การใช้ก้าวเหินขั้นที่สามนั้นกินแรงมากโข เขาจะต้องนั่งพักเอาแรงก่อนจะเริ่มทำอย่างอื่น กระนั้นเื่ที่อยากรู้จากนายสิบก็คุ้มที่จะเสี่ยงไปแอบฟัง นายสิบถูกหาญเมืองจับเอาคอวางไว้กับหลักปะา จะต้องมีการหารือกับคนที่ไว้ใจได้ภายในคืนนี้ ไม่มีช้าไปกว่านี้แน่ ยิ่งได้เข้าเฝ้าด้วยแล้ว แสงคำยิ่งมั่นใจว่านายสิบจะต้องรวมคนมายังบ้านตนและปรึกษากัน อาจลืมติดตามเขาไปชั่วคราวเลยก็เป็ได้ พอคิดได้เช่นนั้นแล้วแสงคำไม่รอช้า มุ่งหน้าไปบ้านนายสิบตามที่เ้าของบ้านบอกไว้
บ้านของนายสิบเป็เรือนไม้ยกสูง ไม่ได้กว้างขวางใหญ่โตเท่าไหร่นัก แม้เบี้ยหวัดของทหารยศนายสิบจะไม่ได้น้อย แต่ดูเหมือนสองพ่อลูกจะอยู่กันอย่างเรียบง่าย แสงคำเดินผ่านเล้าไก่ไปได้ไม่มากก็ชะงักฝีเท้า มีหมาตัวหนึ่งนอนอยู่ใต้เรือน แม้จะกำลังหลับ แต่ถ้าเข้าไปมันจะตื่นเอาได้ เลยก้าวถอยกลับ อ้อมเล้าไก่ไปทางหลังบ้าน ที่นั่นแสงคำยืนเงียบรอเวลา เสียงไก่ในเล้าร้องกระโต๊กกระต๊ากสักครู่ก็หยุดไป พอถอยเท้าออกห่างมาได้ก็อ้อมด้านหลังเล้าไก่ออกไปนอกเขตบ้าน ทำให้เกิดเสียงแปลกๆ นิดเดียวแผนคงล่มไม่เป็ท่า แสงคำใช้ประโยชน์ท้องฟ้าค่ำคืนอันมืดมิดอย่างเต็มที่ ซ่อนตัวจากสายตาคนในบ้านที่อาจชะเง้อมามองสู่เงาไม้ด้านนอก สองพ่อลูกยังอยู่ในบ้านและไม่เข้านอน เขาเห็นแสงตะเกียงที่ติดอยู่ก็พอจะเดาได้
“ข้าว่าแล้ว สูต้องแอบมาแบบนี้”
มือของนายสิบที่มาใกล้แบบไม่มีเสียงฉกหน้าแสงคำ พอถูกป้องกันได้ก็ะโตามมาอีก แสงคำถอยฉากว่องไว นายสิบพุ่งตัวลอยเข้ามาราวกับติดปีกบิน เข่าพับเตะกดลงมา แขนของแสงคำยกขึ้นป้อง เชิงมวยของนายสิบผู้นี้ไม่ธรรมดา สมแล้วที่มีจิตกล้าแข็งจนต้องเพ่งจิตเข้าสู้ แสงคำใช้กระดูกตานกแก้วสับหลังมืออีกฝ่ายที่ชกตามมาหลังเตะพลาด กระดูกตำกล้ามแขนแข็งปานเหล็ก มันไม่สามารถทำอะไรคู่ต่อสู้ได้เลย หมัดของนายสิบเ้าเรือนรัวทั้งซ้ายทั้งขวา เดี๋ยวล้วงต่ำ เดี๋ยวกดลงหัว แสงคำต้องถอยหนี หาช่องโต้กลับไม่ได้
“ฝีมือสูดีนี่ไอ้แสง”เ้าบ้านแยกเขี้ยว มือฉกชกเข้ามาอีกจนแสงคำต้องขยับเดินหนีไม่เป็ขบวน
หลังจากปัดป้อง มือพยายามสับและฉกกลับใส่อีกฝ่าย แสงคำก็เปลี่ยนกลวิธี นายสิบแข็งแรงว่องไว ดูเหมือนแรงจะไม่ตกง่ายๆ เทียบกับนักล่าค่าหัวตัวใหญ่ที่เขาล้มเมื่อวันก่อนนับว่าคนละชั้นกันเลย หมัดหนักปานค้อนและเร็วเหมือนแตนต่อย ถ้าเป็คนอื่นแสงคำคงไม่ยืนรอรับหมัด ชักดาบฟันสวนไปไม่ลังเลก็ได้ เขาเชื่อว่านายสิบเป็คนมีคุณธรรม เ้านายผู้ดูแลเวียงเงินยางควรมีทหารแบบนี้รับใช้ แสงคำเลยไม่กล้าลงมือ
“สูเป็ใครกันแน่ไอ้แสง”ลูกแปของอีกฝ่ายตามคำถามนั้นมาติด ๆ แสงคำยันฝ่าเท้ากันลูกแปก่อนดีดตัวถอยห่าง
“ข้าไม่ใช่โจรที่นายตามหาก็แล้วกัน”
“เื่นั้นไม่อาจรู้แน่”มือของนายสิบม้วนพลิกไปมารวดเร็วหลอกล่อ จะออกซ้ายก็ไม่ออก กลับออกขวาที่ล่อไว้ มันฟาดเข้ามาหมายซัดกกหูแสงคำแต่ก็ถูกป้องไว้ได้หวุดหวิด
“สูออมมือนี่นาไอ้แสง งัดออกมาให้หมด มีอะไรก็งัดออกมา ฝีมือที่แท้จริงของสู”
มือสองข้างของแสงคำจรดพร้อมรับมือ นายสิบโผนเข้าหา แสงคำขยับเท้าซ้ายดึงตัวเอียงหลบ มือล้วงลงใต้หมัดอีกฝ่าย พุ่งยัดเข้าหาท้อง ฝ่ามือของแสงคำผลักตรงสะโพกนายสิบส่งร่างเซถอยไป
“พอได้แล้ว!”
เสียงลูกสาวนายสิบดังมาจากบนเรือน ห้ามทั้งคู่ให้หยุดประมือกัน หมัดของนายสิบชะงัก แสงคำกระถดเท้าถอยฉากหลายก้าว ไม่หนี ไม่ไปไหนเพราะการหนีจะทำให้เขากลายเป็คนน่าสงสัยมากกว่าเดิม
“สูมาห้ามทำไมบัวจันทร์ มันเป็โจร”นายสิบชี้หน้าแสงคำ
“พ่อเข้าใจผิดแล้ว ข้าบอกพ่อไปแล้วว่าเขาช่วยข้าไว้ เขาไม่ได้ทำเื่แบบนั้น”
แสงคำยืนนิ่งฟัง บีบแขนที่รับหมัดจนยอกไปทั่ว ทั้งเหนื่อยและอึดอัดเหนียวเนื้อเหนียวตัว
“ขึ้นไปคุยกันบนบ้านเถอะไอ้แสง”เ้าของบ้านชวนแล้วกวักมือให้ตาม ท่าทางยังเต็มไปด้วยโทสะ
แสงคำไม่ปฏิเสธ เขาเชื่อว่านายสิบใจกว้างพอแม้จะเพิ่งประหมัดกันไป ตัวเขาเองชอบคนแบบนี้ แม้ยศในกองทัพจะไม่ได้ใหญ่โตแต่มีฝีมือเยี่ยม มีน้ำใจแม้แต่กับคนที่ไม่รู้จัก เขามาที่นี่เงียบๆ เหมือนอสรพิษเล็ดลอดเข้าในเขตเรือน นายสิบกลับต้อนรับเขาเข้าบ้านหลังประมือกัน ถ้าไม่ฝีมือดีและใจกว้าง คงไม่เกิดขึ้นแน่ นับได้ว่าเป็ยอดฝีมือโดยแท้