บึ้ม!
เสียงระเบิดดังสนั่นออกมาจากห้องทำงานของไป่ฟานเซียนเป็นรอบที่เท่าไรก็ไม่รู้ของวัน หลิวเยี่ยนเฟยและจอมดาบเจิ้งเหรินอี้ที่กำลังแลกเปลี่ยนกระบวนท่ากันอยู่ที่ชายทะเลหันไปมองทิศทางนั้นที่เริ่มมีเสียงวุ่นวายตามมาแล้วหันกลับมายิ้มให้กันแห้งๆ
“น่าจะหกรอบแล้วสินะครับ...”
“เจ้าออกไปทำธุระพึ่งกลับมา...ถ้านับตั้งแต่เช้านั่นคือรอบที่สิบสามแล้วต่างหาก” ชายชราเก็บดาบเข้าไปในฝักแล้วถอนหายใจ
ขณะเดียวกันเขาก็มองไปยังหลานสาวของเขาที่นั่งอยู่ไม่ไกล เหม่ยอิงกำลังทำหน้าตาคร่ำเคร่งขณะที่หลับตานั่งสมาธิ ในมือของนางคือหินแร่บางอย่างที่เป็นของวิเศษซึ่งได้มาจากไป่ฟานเซียน ส่วนในร่างกายของเธอนั้นมีโอสถชนิดหนึ่งกำลังทำงานและปลดปล่อยพลังงานออกมาไม่หยุด
“ขั้นที่ 9แล้วเหรอเนี่ย?”
แม้แต่ชายชรายังแปลกใจระยะเวลาเพียงสองสามวันกลับสามารถทำให้หลานสาวของเขาพัฒนามาจนถึงขั้นนี้ของวิเศษและโอสถของสาวน้อยคนนั้นยังคงน่าตื่นตะลึงเช่นเคย
แต่สิ่งที่ชายชราลำบากใจที่สุดก็คือเหม่ยอิงนั้นแม้จะพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว แต่เขาพึ่งจะมารู้ตัวหลังจากที่คุยกับไป่ฟานเซียนว่าเธอนั้นมีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง
เด็กคนนี้เป็นประเภทพลังปราณที่สะสมอยู่ต่ำกว่ามาตรฐาน!
เพราะฉะนั้นนอกจากพลังปราณที่น้อยกว่าคนอื่นแล้วเวลาที่ปลดปล่อยออกมาถ้ามันไม่มากจนหมดตัวไปเลยก็จะน้อยนิดจนแทบสัมผัสไม่ได้
เหมือนเมื่อวานที่เธอปล่อยพลังปราณทั้งหมดออกมาในระหว่างกระบวนการหลอมโอสถถึงมันจะยังโชคดีที่สำเร็จแต่ว่ามันก็แลกกับการที่เธอทรุดลงไปหอบหายใจอยู่หลายนาที
ก่อนหน้านี้เป็นเพราะเขาพึ่งสอนเหม่ยอิงแค่กระบวนท่า ไม่งั้นเขาคงจะรู้ตัวไปก่อนหน้านี้แล้ว ดังนั้นตอนนี้ระหว่างที่เด็กคนอื่นกำลังวุ่นวายกับการทำหม้อระเบิดไม่ก็แช่เย็นจนหม้อเป็นน้ำแข็ง เธอต้องใช้เวลามานั่งดูดซับพลังของโอสถแลของวิเศษแบบนี้
“ดูเหมือนการฝืนยกระดับวรยุทธ์ขึ้นมาเร็วเกินไปมันก็ไม่ใช่ผลดีนะครับ” หลิวเยี่ยนเฟยนั่งพักลงแล้วเช็ดเหงื่อด้วยผ้าขนหนู เขากับจอมดาบเจิ้งเหรินอี้ด้วยความที่เป็นนักดาบเหมือนกันจึงสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว
“ใช่...สิ่งที่เพิ่มมันก็แค่ขอบเขต แต่พลังปราณที่สะสมอยู่ในร่างกายมันยังตามไม่ทันก็เท่านั้น”
ชายชราส่ายหัว วรยุทธ์ของเหม่ยอิงนั้นเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเพราะอิทธิพลของโอสถ มันถือเป็นกรณีพิเศาที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพก็เหมือนขนาดของแก้วที่ขยายขนาดขึ้นแต่น้ำในแก้วนั้นไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม เธอต้องอาศัยเวลาสักพักในการเติมน้ำนั่นให้กลับมาเต็มแก้วอีกครั้ง
“แล้วสถานการณ์ด้านนอกเป็นยังไงบ้างล่ะ?” เจิ้งเหรินอี้นั้นกลายเป็นมีความสุขอย่างยิ่งกับการได้อาศัยในบ้านหลังนี้เพราะมันทั้งปลอดภัยต่อหลานสาวของเขา แล้วยังกันผู้คนมาวุ่นวายได้อีกต่างหาก แต่มันก็ค่อนข้างจะมีข้อเสียก็คือเขาแทบจะไม่ได้รับรู้ข่าวสารจากโลกภายนอกเลยสักนิด
ยกเว้นตอนที่นั่งฟังยามที่ท่านจอมพลมาเยี่ยมหรือดูผ่านโทรทัศน์ในห้องนั่งเล่น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเขาหายไปไหนหลายวันแล้วเหมือนกัน
“ตอนนี้พบผู้ฝึกตนได้ตามท้องถนนทั่วไปเลยล่ะครับส่วนมากจะเป็นคนที่พึ่งเข้าถึงขั้นรวมปราณ เพราะการสนับสนุนจากทางรัฐบาลกับสมาคมโอสถ ปริมาณผู้ฝึกตนในประเทศตอนนี้เพิ่มขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าเลยครับ”
หลิวเยี่ยนเฟยเล่าให้ฟังขณะดื่มน้ำ
“เร็วขนาดนี้เชียว? นี่พึ่งจะผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเดือนเลยนะ” ชายชราประหลาดใจกับความเร็วที่พลเอกหนุ่มบอก แบบนี้มันไม่ได้หมายความว่าคนรุ่นใหม่พวกนี้มีความสามารถในการฝึกยุทธ์กันมากกว่าพวกเขาอีกหรือไร?
ทันใดนั้นก็มีเสียงกระพือปีกเล็กๆดังขึ้นด้านบนหัวเป็นราชินีมังกรที่อยู่ในร่างเจ้าแดงน้อยที่บินลงมาจากฟ้า นางใช้ฟากเล็กๆของนางฉกแก้วน้ำไปจากมือของหลิวเยี่ยนเฟยไปนอนดูดอย่างสบายใจ
“พวกเจ้าเอาไปเทียบกันไม่ได้หรอก...ตอนนี้โลกกำลังค่อยๆเปลี่ยนไป พลังชีวิตของโลกใบนี้กำลังฟื้นกลับมาตั้งแต่ที่นางตื่นขึ้น บางทีอีกไม่นานพวกเจ้าก็น่าจะบรรลุระดับต่อไปได้นะ?”
ราชินีมังกรดูดน้ำจนหมดแก้วแล้วก็บินจากไปเหมือนแค่มาหาอะไรทำแก้เบื่อ ทิ้งไว้เพียงปรมาจารย์สองคนที่กำลังแปลกใจกับคำพูดของราชินีมังกร
บึ้ม!
ก่อนที่ทั้งสองคนจะสนทนากันต่อนั้น ที่บริเวณห้องทำงานของไป่ฟานเซียนก็เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นขึ้นมาอีกครั้ง พวกเขาหันมามองหน้าแล้วพูดออกมาพร้อมกัน
“รอบที่สิบสี่แล้วสินะ...”
ในห้องทำงาน ฮุ่ยเอ๋อตอนนี้มีน้ำตาคลอออกมาจากดวงตาทั้งสองข้าง มือของเธอเอื้อมไปจับเศษหม้อที่พึ่งระเบิดจนกระจัดกระจายด้วยความเสียดาย
ตั้งแต่เช้านี่ก็เป็นหม้อใบที่สิบกว่าๆแล้ว แต่ไม่ว่าเธอจะพยายามแค่ไหนปริมาณพลังหยางที่มากมายของเธอก็จะสร้างปัญหาในขั้นตอนสุดท้ายเสมอ ขนาดว่าเธอแทบจะใช้ไฟอ่อนสุดและเพิ่มวัตถุดิบที่เป็นธาตุหยินเข้าไปมากกว่าเดิมมันก็ยังไม่ได้ผลจนสูตรของโอสถบางชนิดเกือบจะเพี้ยนไปเลยด้วยซ้ำ
ส่วนถังเย่เย่นั้นก็ไม่ค่อยจะต่างกันเพียงแต่ดีหน่อยที่กรณีของเธอแค่ทำให้หม้อถูกแช่แข็ง ทำให้เธอแค่นำมันไปกะเทาะออกก็ยังสามารถนำหม้อบางใบที่สภาพยังดีกลับมาใช้ได้อยู่
ไป่ฟานเซียนนั้นอยากจะกุมขมับกับความสุดโต่งทั้งสองแบบของลูกศิษย์ตัวน้อยสองคนนี้ของนาง เพียงแต่นางก็ทำได้แค่คิดและไม่สามารถจะตำหนิอะไรเด็กๆได้เพราะมันไม่ใช่ความผิดของพวกเธอ พลังปราณของทั้งสองคนนี้มันพิเศษเกินไป ตามปกติผู้ที่มีพลังปราณแบบนี้มักจะไม่ค่อยเลือกเป็นนักปรุงโอสถสักเท่าไร
หรือถ้าพวกเขาเลือกที่จะเป็นจริงๆวิธีการปรุงโอสถของพวกเขาแต่ละคนก็จะมีเอกลักษณ์ที่คาดไม่ถึงกันทั้งนั้น
หญิงสาวมองไปยังหม้อปรุงโอสถหลายใบของนางที่วางอยู่บนชั้น มันเป็นของเก่าที่นางไม่ได้ใช้แล้วความจริงนางอยากจะยกพวกมันให้กับเด็กพวกนี้เสียให้รู้แล้วรู้รอด เพราะความทนทานของหม้อพวกนั้นถ้าไม่ได้มีพลังระดับเหนือมนุษย์ก็ไม่มีทางที่จะทำพวกมันเสียหายได้เลย
แต่มันจะกลายเป็นเด็กๆต่างหากที่จะบาดเจ็บเพราะหม้อเหล่านี้แทน หม้อระดับสูงนั้นเป็นดาบสองคม มันสามารถช่วยเพิ่มความสำเร็จในการปรุงโอสถให้กับนักปรุงได้ แต่ขณะเดียวกันมันก็ต้องการพลังงานมหาศาลเป็นสิ่งทดแทน และพลังงานเหล่านั้นมันไม่ใช่อะไรที่นักปรุงมือใหม่ที่มีระดับพลังแค่รวมปราณหรือผู้ฝึกยุทธ์จะจ่ายเพื่อใช้งานมันได้แน่นอน
จึงเป็นเหตุผลที่นักปรุงมือใหม่ต่อให้จะมีตระกูลหนุนหลังยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ล้วนเริ่มต้นจากหม้อฝึกหัดกันทั้งสิ้น
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหม้อระดับต่ำจะไม่ดี ทุกอย่างอยู่ที่ฝีมือของผู้ปรุง ไป่ฟานเซียนยังเคยแสดงตัวอย่างให้เห็นโดยการใช้หม้อปรุงยาธรรมดาๆในการปรุงโอสถระดับสี่อย่างพลิกสวรรค์ฟื้นชะตาให้เห็นมาแล้ว
“...พวกเจ้าวันนี้พักกันก่อนเถิด”
ไป่ฟานเซียนสะบัดมือคราหนึ่ง เศษหม้อและสมุนไพรที่กระจัดกระจายก็รวมตัวกันแล้วทำความสะอาดจนเป็นระเบียบ ฮุ่ยเอ๋อที่ตอนแรกแค่น้ำตาคลอนั้นเกือบจะร้องไห้ออกมาจริงๆเพราะคิดว่านายหญิงนั้นยอมแพ้ในตัวของพวกเธอไปเสียแล้ว
หญิงสาวมองเด็กน้อยทั้งสองคนที่ยืนหงอยกันอยู่ที่มุมห้อง นางถอนหายใจแล้วยื่นมือทั้งสองข้างไปลูบหัวพวกเธอเบาๆ
“ไม่ต้องกังวลไป การควบคุมหยินและหยางในร่างกายนั้นสามารถฝึกกันได้ถ้าระดับวรยุทธ์ของพวกเจ้าสูงขึ้นการจะควบคุมพวกมันอย่างอิสระนั้นไม่ใช่ปัญหาเลย”
ไป่ฟานเซียนอธิบายอย่างใจเย็นจนเด็กๆเริ่มใจชื้นขึ้นมา ทั้งสองคนเงยหน้าขึ้นมามองไป่ฟานเซียนอย่างมีความหวังอีกครั้ง
ถ้าพูดกันตามตรง พลังปราณของทั้งสองคนนี้มีความเป็น “หยิน” และ“หยาง” ที่เข้มข้นและรุนแรงเกินไปขนาดที่มันสามารถไปกลบสมดุลส่วนอื่นเสียจนมิด ถ้าให้พวกเธอไปปรุงโอสถที่ต้องใช้จุดเด่นของธาตุอย่างเช่นโอสถหยางสุดขั้วหรือโอสถหยินสุดขั้วพวกนั้น มันน่าจะไม่มีปัญหาทั้งยังจะไปส่งเสริมให้สรรพคุณโอสถดีขึ้นด้วยซ้ำ
แต่พอเป็นโอสถทั่วไปนั้นเป็นไปไม่ได้เลย
“งั้นหนูขอลองอีกครั้งได้ไหมคะ? พวกหนูยังอยากฝึกอีก” ฮุ่ยเอ๋อเป็นคนที่พูดขึ้นมาโดยมีถังเย่เย่ที่อายุน้อยกว่าพยักหน้าหงึกหงักอยู่ข้างๆ
“ไม่ได้...” คำปฏิเสธที่คาดไม่ถึงของไป่ฟานเซียนทำให้เด็กน้อยหน้าเสีย
แต่หญิงสาวก็รีบบอกเหตุผลออกมาเสียก่อน
“...หม้อฝึกหัดพวกนั้นไม่เหลือแล้ว...ไปบอกลุงหวงของพวกเจ้าให้โทรหาซุนหมิงฉวนให้เอาหม้อมาส่งอีกรอบหนึ่งก็แล้วกัน”
“...”
ในอาคารแห่งหนึ่งที่มีห้องซึ่งคล้ายกับสถานนีวิจัย มีชายหนุ่มที่ใส่เสื้อกาวน์สีขาวกำลังวุ่นวายอยู่กับหม้อใบหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ ทันทีที่เปิดฝามันกลับแผ่ความร้อนออกมาจนใบหน้าใต้หน้ากากนั้นมีเหงื่อไหลออกมาหลายเม็ด
“...เกือบจะสำเร็จแล้ว”
ชายหนุ่มพึมพำเบาๆ เขาใช้เครื่องมือผสมวัตถุดิบบางอย่างลงไปเคลือบด้านในของหม้อจนเรียบเป็นเนื้อเดียวกัน ปริมาณความร้อนที่แผ่ออกมาเริ่มลดลงจนเห็นได้ชัด แต่มันก็ยังมีความอุ่นที่ยังสัมผัสได้อยู่
“...ฟู่ว”
เมื่อเห็นว่าผลงานใกล้จะสำเร็จเขาก็ถอนหายใจและถอดหน้ากากออก เขาเดินไปเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทสักหน่อยแล้วเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อเข้าไปดูข่าวสารในโลกออนไลน์
“มีใครจะลงแข่งการประลองปรุงโอสถครั้งนี้บ้าง?”
“ฉันว่าจะลงรุ่นไม่เกินขั้นสองล่ะ!”
“ผมยังเป็นมือใหม่อยู่เลย ผมจะลองลงไปหาประสบการณ์ดูดีไหมนะ?”
“พวกนายๆ! ไปดูประกาศของรายการเร็วเข้า!”
“อะไร?ทำไมต้องตกใจขนาดนั้น?”
“แม่เจ้า!? ท่านจักรพรรดินีโอสถจะไปเป็นกรรมการกิตติมศักดิ์!”
“เรื่องจริงเหรอเนี่ย?”
“งั้นผมต้องเข้าร่วมแน่นอน!”
“ผมด้วย!”
ชายหนุ่มนั่งมองบรรยากาศในกลุ่มด้วยความตื่นเต้นเช่นเดียวกัน ที่นี่จะเป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจาก“กลุ่มแฟนคลับของท่านจักรพรรดินีโอสถ” ที่ในตอนนี้มีสมาชิกเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
“ผมเองก็จะไปแข่งด้วย! ผมจะแสดงผลงานที่ได้รับคำแนะนำโดยตรงมาจากท่านจักรพรรดินีให้ได้เห็นเอง”
เขาพิมพ์ลงไปบนช่องแสดงความคิดเห็นแล้วพับหน้าจอลงอย่างว่องไว เขาก็คือชายหนุ่มคนเดียวกับที่ไปเปิดซุ้มในงานสัมมนาที่สมาคมนักปรุงโอสถในวันนั้นและได้รับเกียรติเป็น “ซุ้มแรก” ที่ถูกไป่ฟานเซียนถล่มจนเละเทะ
หลังจากกลับมา เขาก็เริ่มทำการวิจัยอย่างบ้าคลั่ง เขาไม่โกรธที่ถูกหญิงสาวตำหนิเลยแม้แต่น้อย แต่เขามุ่งความสนใจไปที่คำพูดหนึ่งของหญิงสาวมากกว่า
ก่อนหน้านี้เขามุ่งเน้นความรุนแรงของธาตุหยางมากจนเกินไปเพื่อที่จะให้โอสถนั้นหลอมกลั่นเสร็จได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่ว่าผลลัพธ์มันก็แสดงให้เห็นแล้วว่าแม้แต่โอสถระดับสองขั้นสูงก็ยังระเบิดเพราะสมดุลของโอสถนั้นพังทลาย
ดังนั้นเขาจึงปรับความคิดใหม่ เขามุ่งเน้นไปที่การเสริมความทนทานและการหลอมเพียง “โอสถระดับต่ำกว่าสอง”แทน
ถ้าเขาโฟกัสว่าหม้อของเขาจะใช้เพื่อปรุงเพียงโอสถระดับต่ำ เพื่อใช้ในการผลิตปริมาณมากให้เข้ากับยุคสมัยของผู้ฝึกตนที่พึ่งจะเริ่มนี้ เขาก็จะสามารถลดอัตราส่วนของพลังหยางลงมาได้อีกส่วนหนึ่ง แต่จะไปเสริมทางด้านความเสถียรแทนจนมันไม่ไปลดสรรพคุณของโอสถลงมากนัก แล้วยังคงคอนเซ็ปต์ของหม้อที่สามารถลดระยะเวลาในการปรุงเอาไว้ได้ด้วย
เขากำลังภาคภูมิใจกับผลงานที่ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์นี้ ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่มีเบอร์แปลกๆโทรเข้ามา
“สวัสดีครับ?”
ชายหนุ่มกดรับไปอย่างประหลาดใจ โดยปกติไม่ค่อยจะมีคนโทรมาหาเขาบ่อยนัก ขณะที่กำลังสงสัยว่าอีกฝ่ายเป็นใครเสียงหวานใสกระจ่างที่เต็มไปด้วยความสงบก็ดังขึ้นมาจากปลายสาย
“...สวัสดี”
เขาสะดุ้งไปครั้งหนึ่งจนเผลอเอาหูออกจากโทรศัพท์ เขาไม่คิดไม่ฝันว่าจะมีผู้หญิงที่ไม่ใช่แม่โทรมาหาเขาแบบนี้
แต่เสียงนั้นก็ดูคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด แม้มันจะส่งผ่านมาทางโทรศัพท์แต่เขาคิดว่าเขาเคยได้ยินเสียงนี้มาก่อน
“ข้าคือไป่ฟานเซียน”
ทันทีที่รู้ว่าคู่สายตอนนี้คือใครชายหนุ่มแทบจะทำโทรศัพท์ในมือตกพื้น เขาละล่ำละลั่กรีบตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงสั่นๆอย่างไม่เชื่อหูว่า
“ทะ...ท่านจักรพรรดินี?”
“...อืม” ไป่ฟานเซียนตอบกลับมา นี่แทบจะเป็นครั้งแรกที่นางเคยสนทนาผ่านอุปกรณ์สื่อสารในยุคนี้ แต่ด้วยประสบการณ์จากบนโลกออนไลน์ที่นางเคยเห็นทำให้นางสามารถใช้งานมันได้อย่างไม่มีติดขัด
“...เจ้ายังมีหม้อที่เจ้าเคยเอาไปแสดงที่งานสัมนาหรือไม่?”
เขาประหลาดใจที่ท่านจักรพรรดินีถามเขาเรื่องนี้จนลืมกระทั่งว่านางได้เบอร์ของเขามาได้อย่างไร และยังตอบกลับไปแบบไม่ปิดบัง “ยังพอมีอยู่ครับแต่เป็นหม้อรุ่นทดลอง ตอนนี้ผมทำการพัฒนาปรับลดความรุนแรงของมันลงจนมัน...”
“ข้าอยากได้เจ้าหม้อรุ่นแรกนั่นข้ามีความจำเป็นบางอย่างที่ต้องใช้มัน” ชายหนุ่มได้ยินเสียงถอนหายใจเบาๆมาจากปลายสาย
“เอ๋?”
“นอกจากนี้ข้ายังอยากให้เจ้าสร้างหม้ออีกใบที่มีความ“ตรงข้าม” กับหม้อใบแรกทั้งหมด”
“ท่านหมายถึงหม้อที่มีปริมาณพลังหยินแปดถึงเก้าส่วนเหรอครับ?” ชายหนุ่มถามอย่างไม่แน่ใจ การสร้างนั้นเป็นไปได้ เขาแค่ต้องหาวัตถุดิบนิดหน่อยแต่หม้อแบบนั้นจะเป็นที่ต้องการของตลาดได้อย่างไรกัน?
นั่นมันใช้ยากกว่าหม้อที่มีพลังหยางรุนแรงเสียอีก
เพราะผู้ใช้จำเป็นที่จะต้องใช้ไฟที่แรงมากๆหรือมีพลังปราณธาตุหยางมหาศาล ไม่เช่นนั้นกว่าที่วัตถุดิบจะหลอมละลายเป็นเนื้อเดียวกันมันจะต้องใช้เวลานานกว่าปกติกี่เท่าก็ไม่รู้
หรือว่าท่านจักรพรรดินีจะใช้มันปรุงโอสถพิเศษบางชนิด ถ้าอย่างนั้นก็พอมีเหตุผลอยู่
“มันออกจะเป็นการเอาแต่ใจไปเสียหน่อย...แต่เจ้าสามารถทำให้เสร็จก่อนอาทิตย์หน้าได้หรือไม่?” ไป่ฟานเซียนแสดงน้ำเสียงเชิงขอร้อง มันเป็นสิ่งที่เธอไม่ได้ทำบ่อยนัก เพราะเธอรู้ว่าครั้งนี้เป็นเธอที่มารบกวนคนอื่นจริงๆ
แต่ว่าทันทีที่ชายหนุ่มได้ยิน จิตใจของเขาพลันฮึกเหิมขึ้นมาทันตา เขารู้สึกเหมือนกับว่าพละกำลังของเขากำลังล้นปรี่จนใช้อย่างไรก็ใช้ไม่หมด น้ำเสียงขอร้องของไป่ฟานเซียนยังคงดังก้องอยู่ในหูของเขาตลอดเวลา
“ได้เลยครับ! ผมจะทำให้ ผมจะทำให้เอง!”