ตอนที่หนึ่งร้อยสามสิบสาม วิทยาการและความเชื่อ
มันมีสาเหตุอยู่ที่พระพุทธเจ้าท่านแบนการเรียนและการสอนวิทยาอาคมต่างๆไว้ในพระวินัย
แน่นอนเราอาจจะมองว่าอาคมนั้นจัดอยู่ในหมวดเดียวกับการขี่ข้างขี่ม้าและการใช้อาวุธที่ก็โดนแบนโดยพระวินัยเช่นกัน
แต่เป็นเรื่องราวของการมองโลกว่า
การมีวิทยาอาคมและอำนาจเหนือธรรมชาตินั้นไม่ได้เกี่ยวพันกับทุกข์หรือการดับทุกข์แต่ประการใด
แต่ประชาชนทั่วไปน่ะ ไม่ต้องการรู้หนทางของการดับทุกข์หรือการดับทุกข์ขนาดนั้นในชีวิตประจำวัน
หากเราถูกงูกัดเราแค่ต้องการซีรั่มของสถานเสาวภาหรือหากสถานเสาวภานั้นให้ซีรั่มเราไม่ทันเราก็ต้องอาศัยยาสมุนไพรของหมองูแถวบ้านไปพลางๆ
เราอาจจะทนคิดว่า
ความรู้เรื่องการเป็นอมตะหรือเหาะเหินเดินอากาศไม่เป็นความรู้ที่เกี่ยวกับการดับทุกข์ไม่ต้องสนใจ
แต่เราจะคิดอย่างเดียวกันไหมหากเป็นความคิดที่เกี่ยวกับส้วมอัตโนมัติสายยางฉีดห้องน้ำหรือซีรั่มแก้พิษงู?
แม้พระอาจารย์หลายท่านมีแนวคิดคล้ายคามิโจวโทวมะแห่ง To Aru Index ที่มองว่าอยากจุดไฟใช้ไฟแช็กเอาก็ได้อยากไปไหนก็ใช้รถเดินทางเอา
พลังพิเศษหรือเวทย์ไม่ได้สำคัญขนาดนั้น
แต่คำถามคือ
ก่อนการมีไฟแช็กน่ะจะโดนมองว่าเป็นการขวนขวายเกินตนเองไปในความคิดที่ไม่เกี่ยวกับการดับทุกข์หรือไม่?
หากมีความคิดที่จะประดิษฐ์อะไรหรือแก้ไขสภาพที่เราเป็นอยู่จะเป็นการแก้ไขอะไรที่เกินตัวเองหาความคิดใส่ตัว?
หากเรามองโลกว่ามันควรจะเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว
การทนรับความเจ็บปวดให้ได้คือคุณธรรมอันดีงามแทนที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
เราทำเพียงแค่ยอมรับความทรมานที่เกิดมาจากปัญหานั้นเท่านั้น
ไม่เชื่อว่าเราจะมีโลกที่ดีกว่าหรือมีความสุขมากกว่านี้ในโลกที่เต็มไปด้วยความทุกข์นี้ได้
แน่นอนพระสงฆ์ปัจจุบันได้ปรับปรุงเรื่องนี้โดยการโยนเรื่องที่สีเทาไม่เกี่ยวกับทุกข์และการดับทุกข์ให้ลูกศิษย์ลูกหาทำอีกแล้ว
โดยการให้ลูกศิษย์ลูกหานั้นเรียนด้านคอมพิวเตอร์แทนท่านอาจารย์ที่ศีลธรรมผุดผ่องกว่า
ทั้งที่ลูกศิษย์ควรจะคิดว่าต่อให้เรารักท่านอาจารย์ของเราแค่ไหนก็เถอะ
ทำเรื่องที่ผิดบาปแทนท่านอาจารย์อย่างนี้มันจะดีจริงๆหรือ?
นี่คือผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อศาสนา
ที่ในโลกของเทคโนโลยีเป็นเรื่องธรรมดา
ศาสนาก็เริ่มตอบตนเองเหมือนกันว่าทำไมท่านพระอาจารย์ใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็น
ศาสนาเลยต้องค่อยๆปรับตัวตามความก้าวหน้าของสังคมเช่นนี้โดยไม่รู้ตัว
ไม่แปลกที่คนเราจะรังเกียจการถ่ายภาพในตอนแรกว่าเหมือนตัวจริงมากเกินไปจะทำให้วิญญาณที่ไม่มีที่มาที่ไปนั้นไปสิงสู่ภาพวาดนั้นได้
แบบเดียวกับการที่การปั้นรูปหุ่นเราต้องปั้นไม่ให้เหมือนคนหรือเพียงแค่ครึ่งตัวเท่านั้นห้ามปั้นเต็มร่างกายเพราะจะมีวิญญาณไปสิงสู่
ทั้งที่รูปปั้นของชาวกรีกโรมันโบราณก็ปั้นเต็มตัวเยอะแยะไป
น่าจะเป็นเพราะว่าพวกนั้นคือรูปปั้นเทพเจ้าหรือวีรบุรุษกึ่งเทพแน่ๆ
วิญญาณธรรมดาเลยไม่สามารถสิงรูปปั้นเต็มร่างเหล่านั้นได้
ชาวบ้านมีความเชื่อมากมายหลายอย่าง
แลอย่างหนึ่งที่พวกเขาเชื่อคือคนที่มีเรือเหาะลอยมาบนท้องฟ้าแบบวิมานในตำนานได้นี่ต้องเป็นคนมีบุญญาธิการแน่ๆ
“สาธุ ไหว้จ้า”
ชาวบ้านในชุมโจรของเสือดำไหว้เจิดที่ลงมาจากเรือเหาะตามปรกติ
ทั้งที่มันเป้นแค่วิทยาการธรรมดา(เหรอ?)
แต่ชาวบ้านเชื่อว่าอะไรที่อยู่บนฟ้านั้นคือที่อยู่ของเทวดา
คนที่ควบคุมฝนฟ้าเดินทางทางอากาศได้นั้นคือคนมีบุญญาธิการมากกว่าคนทั่วไป
ไม่ได้คิดจะต่อสู้แต่ประการใด