ตอนที่ 9
แม่ทัพบูรพาแห่งสกุลเฉิน
เสียงตีระฆังดังกึกก้องฟังแล้วฮึกเหิมปลุกใจยิ่ง
และตามมาด้วยขบวนอันยิ่งใหญ่ของคณะแม่ทัพที่ได้ชัยชนะจากการปราบกลุ่มฏของอ๋องนอกคอก แต่เดิมเป็อ๋องที่ไม่มีชื่อเสียงมีอำนาจก็ไม่สามารถยิ่งใหญ่ไปได้กว่านี้ จึงคิดใฝ่สูงสุมกองกำลังเงียบๆรอวันปราศึกฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน
ทว่าเขาลืมคิดไปว่าสกุลเฉินที่เป็แม่ทัพนั้นก็เคี้ยวไม่ง่ายสายข่าวมากมายล้วนสืบเสาะ จวบจนพบเบาะแสสำคัญ และจัดทัพบุกกองฏโดยไม่ให้รู้ตัวสุดท้ายคว้าชัยมาได้อย่างสง่างาม นำหัวอ๋องฏมาถวายฮ่องเต้กลับสู่จวนอย่างปลอดภัยงดงาม
ในวันนี้สกุลเฉินก็ยังคงยิ่งใหญ่เกรียงไกรแม้ภายในจวนจะวุ่นวายมากเื่ แต่หากนับจากความทรงอำนาจที่ถือครองอยู่ความวุ่นวายพวกนั้นจะนับเป็อะไรได้
เฉินหวังเจี้ยนนามของแม่ทัพบูรพา ผู้นำชัยชนะมามอบให้แก่แคว้นเต๋อหวางฉายครั้งแล้วครั้งเล่าร่างสูงกำยำแกร่งดั่งหินผา ความเด็ดขาดราวกับคมกระบี่ ไม่สนสายสัมพันธ์ไม่ทนต่อความอยุติธรรม เที่ยงตรงและน่าหวั่นเกรง
เทพาผู้นี้เดินทางกลับมาให้ยลโฉมสองข้างทางเรียงรายไปด้วยผู้คน พวกเขาโห่ร้องะโก้องต้อนรับการกลับมาของวีรบุรุษ
อวี้เยี่ยนและเฉินเจิงเหยียนแต่งตัวงดงามรอคณะแม่ทัพเดินมาให้ถึงจวนนอกจากฮูหยินเอกที่จากไปแล้ว ก็มีเพียงฮูหยินรองและคุณหนูใหญ่ตระกูลเฉินที่สามารถออกหน้าออกตามารับผู้นำตระกูลอย่างเชิดหน้าชูคอได้
อวี้เยี่ยนชื่นชอบบรรยากาศในตอนนี้เป็ที่สุดทุกคนยำเกรงนาง เหล่าสตรีมองนางด้วยสายตาริษยา อาภรณ์งามสีม่วงเข้มพริ้มไหวสยายไปตามสายลมทัศนียภาพร้อนแรงดั่งภาพมายา และพร้อมหายไปท่ามกลางหมอกควันสีหม่น สร้างความร้อนรนกระตุ้นความรู้สึกอยากไขว่คว้าไล่ตามความงามอย่างลุ่มหลง
เฉินโจวฉีมองเห็นอวี้เยี่ยนแล้วแสงแดดเจิดจ้าส่องลงมากระทบเกราะบนบนร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มสองมือแกร่งกำบังเหี้ยนเพื่อกระตุ้นอาชาสีดำให้เดินเร็วขึ้นอีกหน่อยเขาโบกมือมาให้นาง ท่าทางองอาจยิ่ง ร่างสูงคล้ำขึ้นไม่น้อยกระนั้นใบหน้าคมสันกลับยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวา นั่นคือพี่ชายของนาง
ส่วนร่างกำยำข้างๆพี่ชาย คือผู้เป็ตำนานที่ชาวเมืองล้วนยกย่อง เฉินหวังเจี้ยน
ความรู้สึกแรกที่อวี้เยี่ยนมองเห็นบิดา
นั่นคือเฉยชา
น่าหัวเราะที่ในกาลก่อนนางไขว่คว้าการยอมรับจากบิดาผู้นี้แทบเป็แทบตายที่สุดแล้วกลับสู้เฉินชิงเหลียนไม่ได้แม้เพียงเสี้ยว
“ทำหน้าอะไรของเ้าบึ้งตึงเช่นนี้ใช้ได้ที่ไหน เ้าเด็กเวยหนิงนั่นยังฉีกยิ้มจอมปลอมได้ดีกว่าเ้าเสียอีก”มารดากระซิบอยู่ข้างหู อวี้เยี่ยนลอบถอนหายใจเบื่อหน่าย ก่อนดวงหน้างามจะประดับแย้มแต้มรอยยิ้มขึ้นมา
“อวี้เอ๋อร์”เฉินโจวฉีลงจากอาชา เขายิ้มกว้างจนเห็นฟันสีขาวเรียงเป็ระเบียบ ขายาวๆก้าวพรวดพราดเข้ามาหานาง พอถึงตัวก็ดึงเข้าไปกอดแนบอก อวี้เยี่ยนถอนหายใจจะอกชายใดก็ไม่สามารถเทียบได้กับของพี่ชาย
อวี้เยี่ยนโอบมือเล็กกับร่างหนาใบหน้างามถูไถอย่างออดอ้อน พูดเสียงงึมงำ “พี่ชาย”
“ผอมลงหรือไม่”เฉินโจวฉีดึงร่างของเด็กสาวออกมามอง ขมวดคิ้วกระบี่อย่างกังวลที่กอดนางครั้งล่าสุดคล้ายมีน้ำมีนวลมากกว่านี้ เขาหันไปหาหญิงสาวข้างกายน้องสาว“ท่านแม่ อวี้เอ๋อร์เหตุใดจึงผ่ายผอมลงได้ขนาดนี้เล่า”
มาถึงก็เห็นเพียงน้องสาวถึงกับมองข้ามมารดาอย่างนางไป เฉินเจิงเหยียนชักสีหน้าไม่พอใจก่อนจะกลบเกลื่อนเมื่อมองไปยังใบหน้าคล้ำของบุตรชาย
“ก่อนหน้านี้นางป่วยเล็กน้อยไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร เด็กสาวพวกนี้เดี๋ยวก็พองเดี๋ยวก็ยุบ มีอะไรให้น่ากังวล”
เมื่อฟังแล้วเรียกได้ว่าไม่ได้ทำให้เฉินโจวฉีหายกังวลแต่อย่างใด
บางคราเขาก็รู้สึกว่ามารดาคล้ายจะปฏิบัติกับน้องสาวแตกต่างกับปฏิบัติกับเขาอย่างค่อนข้างมากเกินไป
“เกิดอะไรขึ้นกับเ้า”เฉินโจวฉีหันไปมองเด็กสาว ใบหน้างดงามดูอย่างไรก็ซีดเซียวลง “ตอนข้าไม่อยู่ใครรังแกเ้าหรือ?”
อวี้เยี่ยนกระพริบตาน่ารักหัวเราะเบาๆ “ใครจะมากล้ารังแกข้าเ้าคะ”
ั์ตาเรียวหงส์เหลือบมองไปทางบุตรของอนุที่ยืนอยู่ข้างหลังมารดาพวกนางพยายามทำตัวให้สงบเสงี่ยม ทว่าพอเฉินโจวฉีเดินมุ่งตรงมาพวกนางเริ่มมีปฏิกิริยา
อันเป็ที่รู้กันดีว่าเฉินโจวฉีมีสิทธิ์ที่จะได้เป็ซื่อจื่อของจวนแม่ทัพสูงแม้แม่ทัพบูรพาจะไม่เคยป่าวประกาศ แต่ทุกครั้งที่มีงานกองทัพ เขามักจะหอบบุตรชายไปร่วมด้วยนี่ไม่ใช่การเตรียมตัวสำหรับการเป็แม่ทัพใหญ่คนต่อไปหรอกหรือ
และคนแรกที่เก็บอาการไม่อยู่คือเฉินเวยหนิง
ในกาลก่อนเฉินเวยหนิงชื่นชมเฉินโจวฉียิ่งไม่สิ บางทีนางอาจชื่นชมบุรุษรูปงามทุกคน
“น้องสาวขอแสดงความยินดีที่ท่านพี่กลับมาอย่างปลอดภัยเ้าค่ะ”เฉินเวยหนิงเดินเนิบนาบมาเกาะแขนร่างสูงอย่างสนิทสนม เฉินโจวฉีก้มหน้ามองเขาเอ่ยทักทายนิ่งเรียบ “น้องสามนี่เอง ไม่เจ็บป่วยอะไรกันใช่หรือไม่”
“เพราะท่านพี่ไม่อยู่ทุกๆ วันข้าล้วนกังวลใจ” เด็กสาวพูดเสียงอ่อนหวาน การถอนหายใจของนางดูน่ามองมีเด็กสาวน่าทะนุถนอมแบบนี้อยู่ในครรลอง ใครบ้างจะไม่ชื่นชอบทหารกล้าที่เดินทางมาพร้อมคณะแม่ทัพ ทุกคนจดจ้องมาที่คุณหนูสามเป็ตาเดียว
คุณหนูใหญ่เกี้ยวกราดน่ากลัวเกินไปแม้นางงดงามแค่ไหน จึงไม่คิดมีใครกล้าจดจ้องพวกเขาพักสายตาโดยการลอบมองร่างบอบบางของเฉินเวยหนิงแทนร่างโตเป็สาวเริ่มอวบอิ่มและขาวผุดผ่อง มองแล้วสบายตายิ่ง
“ไม่มีอะไรต้องกังวลใจข้าและท่านพ่อกลับมาปลอดภัย ไม่าเ็อะไร” เฉินโจวฉีดึงมือบอบบางของเฉินเวยหนิงออกหมุนตัวประคองอวี้เยี่ยนแทน “ดูอย่างไรเ้าก็ป่วย อยากผักผ่อนหรือไม่?”
เฉินเวยหนิงมองมืออันว่างเปล่าของตัวเองนางมองตามร่างที่เสนอตัวไปประคองอวี้เยี่ยนอย่างเอาใจใส่
“เป็อะไรของเ้ากันเวยเอ๋อร์”ครั้งนี้เป็เสียงทุ้มต่ำของบิดา เขาเดินมาสมทบหลังจากปล่อยให้บุตรชายเข้ามาทักทายก่อนเฉินเวยหนิงเห็นเช่นนั้นจึงยอบกายอย่างงดงาม มาตรด้วยเห็นว่าเขาเข้ามาทักทายนางก่อนอวี้เยี่ยนนางลอบเหยียดยิ้ม
อวี้เยี่ยนจะนับเป็อะไรหากบิดาไม่ถือหางของนางเอาไว้
“ท่านพ่อข้ากับท่านแม่...พี่น้องทุกคน ล้วนคิดถึงท่านนัก” เฉินเวยหนิงกล่าวเสียงสะอื้น ั์ตาดุจลูกกวางฉ่ำวาวไปด้วยน้ำตาชวนน่าถนอม แม่ทัพบูรพาเห็นเช่นนั้นก็ใจอ่อนยวบ
ในหมู่บุตรีของตระกูลเฉินเฉินอวี้เยี่ยนนั้นงดงามที่สุด ทว่าน่าขมวดคิ้วเกินไป บางคราเมื่อได้ยินข่าวคราวบุตรีคนโตเขากลับรู้สึกปวดหัวตุบๆ น่าเหนื่อยใจนัก แต่เพราะนางถือเป็บุตรีที่โดดเด่นที่สุดความร้ายกาจอันเลื่องลือพวกนั้นเขาถึงจำใจมองข้ามไป
บุตรีคนที่สามเฉินเวยหนิง ไม่โดดเด่นเท่าพี่สาว แต่ใบหน้ากลับชวนให้น่าทะนุถนอม ยามมองนางแล้วกลับโกรธไม่ลงให้ความรู้สึกคล้ายฮูหยินเอกผู้ล่วงลับไม่น้อย
ฉะนั้นแม้เฉินอวี้เยี่ยนจะโดดเด่นไปออกงานรื่นเริงเพื่อให้เป็หน้าเป็ตาต่อตระกูลได้ แต่ก็มีหลายๆ คราที่เขาขอให้นางนำเฉินเวยหนิงไปออกร่วมงานเช่นกัน
จะอย่างไรเขาก็ยังไม่ได้อยากได้ชื่อว่าบุรุษที่เมินเฉยต่อบุตรสาวของอนุ อีกทั้งั์ตาดุจกวางของนางก็คล้ายมารดาของนางชวนให้ใจอ่อนจริงๆ
ในส่วนของบุตรชายคนโตนั้น เฉินหวังเจี้ยนถอนหายใจอีกครา มีครบทุกอย่างที่ผู้สืบทอดสมควรจะมีทว่าเ้าตัวกลับดูไม่กระตือรือร้นในการเป็ผู้สือทอด เหมือนสิ่งเดียวที่บุตรชายสนใจจะมีเพียงน้องสาวของตัวเอง
ดูนั่นสิกระทั่งกลับมาจากศึกอันยาวนาน ถึงกับเมินเฉยต่อมารดา มุ่งเข้าหาน้องสาวแต่เพียงผู้เดียว
หันไปมองบุตรสาวคนที่สามเฉินเวยหนิงมองตาละห้อย นาง้าความอบอุ่นจากพี่ชายเช่นกันน่าเสียดายที่แม้เพียงเสี้ยวเฉินโจวฉียังไม่ชายตาแลมอง
แม่ทัพบูรพาหวนนึกไปถึงเสียงเล่าลือภายนอกจวนตระกูลเฉินช่างวุ่นวายนัก เป็เื่ที่แม้พยายามปิดบังแต่ความวุ่นวายย่อมลอดออกมาให้เห็นตอนนั้นจะปิดบังอย่างไรก็ไม่มิดแล้ว
“มีอะไรก็ไปคุยกันข้างใน”แม่ทัพบูรพาพูดเสียงเรียบ ทว่าทุกคนในลานกลับได้ยินชัดเจน
“ท่านพี่”เฉินเจิงเหยียนเดินนวยนาดเข้ามาเกาะแขนกำยำ ใบหน้างดงามร้ายกาจกระเง้ากระงอดน่ามองคล้ายเด็กสาว“คิดถึงท่านยิ่งนัก เข้าไปคุยข้างในกันเถิด”
เมื่อเจอความนุ่มนิ่มจากร่างของภรรยารองเฉินหวังเจี้ยนก็พยักหน้าพอใจ โอบกอดร่างนวยนาดนั้นไว้พาเดินเข้าไปในเรือนท่ามกลางสายตาหลายอารมณ์
เฉินโจวฉีประคองร่างของอวี้เยี่ยนเข้าไปในจวนเช่นกันยามเมื่อเห็นว่าเด็กสาวยังคงใบหน้าซีดเซียว ไออุ่นจากร่างกายกำยำช่างชวนผ่อนคลายอวี้เยี่ยนพยายามซึมซับไออุ่นจากอ้อมกอดนี้ไว้ ก่อนมันจะกลายเป็อ้อมกอดที่โอบเฉินชิงเหลียนในภายภาคหน้า
“อวี้เอ๋อร์เ้าเป็อย่างไรบ้าง?” เฉินโจวฉีเอ่ยถามอย่างกังวลใจเขาไม่ชินกับน้องสาวที่ป่วยเสาะแบบนี้ ทุกครั้งที่หันไปเจอ นางมักร่าเริงแจ่มใสด่ากราดบ่าวรับใช้ได้เสียงดังน่าฟัง
สำหรับพี่ชายน้องสาวผู้น่ารักคนนี้จะกล่าวสิ่งใด ย่อมน่าทะนุถอมไปทุกอย่าง
“ข้าช่วยพี่สาวเข้าไปในจวนให้ค่ะ”เฉินเวยหนิงสบโอกาสที่เฉินโจวฉีกำลังประคองตัวอวี้เยี่ยนให้มั่นคง เข้าไปประคองร่างงามต่อ“ท่านพี่เข้าไปในจวนเพื่อพูดคุยกับท่านพ่อและท่านแม่รองก่อนได้เลยนะเ้าคะ”
เฉินโจวฉีชะงักเมื่อมองตามเข้าไปตรงทางเข้า พบว่าบิดาและมารดากำลังมอง และรออยู่จริงๆ เขาจำใจปล่อยน้องสาวออกจากอ้อมกอดหันไปเอ่ยกับเฉินเวยหนิงอย่างช่วยไม่ได้ “ฝากอวี้เยี่ยนไว้กับเ้าก่อน”
เฉินเวยหนิงยิ้มน่ารักให้พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “ฝากพี่สาวกับข้าได้เลยเ้าค่ะ”
อวี้เยี่ยนถึงกับลอบกลอกตาใครจะไปรู้ว่าเฉินเวยหนิงยังมองเห็น “ก่อนหน้านี้พี่สาวยังแข็งแรงดีอยู่เลยนะเ้าคะพอพี่ชายกลับมาเท่านั้นแหละ ไม่รู้เหตุใดจึงออกอาการป่วยกะทันหัน”
“บางทีอาจไม่ใช่เพราะพี่ชายกลับมา”อวี้เยี่ยนไม่สนใจเสียงนกเสียงกา ปล่อยให้สาวน้อยประคองกึ่งลากเข้าจวนต่อไป “แต่พอเห็นหน้าเ้านานๆเข้า ข้าถึงรู้สึกว่าบรรยากาศเป็พิษ เลยป่วยขึ้นมาตอนพี่ชายมาพอดี”
พอถึงภายในห้องโถงแล้วเฉินเวยหนิงก็ผลักอวี้เยี่ยนให้นั่งเก้าอี้อย่างแรงไม่สนใบหน้าเหยเกจากสาวงาม ก่อนจะเดินเข้าไปพูดคุยกับเฉินโจวฉีเพื่อรายงานว่านางช่วยอวี้เยี่ยนเรียบร้อยดีแล้วใบหน้าน่ารักทำสีหน้าเปล่งประกายราวกับ้าคำชมทำให้เฉินโจวฉีจำต้องยกมือหน้าลูบหัวสาวน้อยไปครั้งนึง ยิ่งทำให้ั์ดุจกวางน้อยเบิกบานน่ามอง
น่าเสียดายที่เฉินโจวฉีหันหน้าออกไปอย่างรวดเร็วเพื่อสนทนากับบิดาและมารดาทิ้งให้เฉินเวยหนิงทำสีหน้าน่ารักแข็งค้างไว้แบบนั้น เมื่อเห็นว่าไม่มีคนสนใจก็จำต้องเดินกลับมายืนประจำที่ตน รอพี่ชายและบิดากับมารดาเอ่ยสนทนาเสร็จและจึงค่อยพูดคุยรวมๆ กับคนทั้งหลายต่อไป
บางครั้งการมองเฉินเวยหนิงทำสีหน้าหลายอย่างที่ไม่ใช่ใบหน้าดีใจก็ถือเป็ความสุนทรีย์บางอย่างให้อวี้เยี่ยนได้รับชม
เด็กสาวผู้นี้บอบบางเป็ที่ต้องตาของใครหลายคนไม่น้อย อีกทั้งทะเยอทะยานเป็อย่างสูง ภายใต้ใบหน้าใสซื่อยิ่งเติบโต นางยิ่งเรียนรู้ที่จะซ่อนคมมีดไว้ด้านหลัง พร้อมแทงหักหลังผู้คนทุกเมื่อ
อวี้เยี่ยนและเฉินเวยหนิงในกาลก่อนพวกนางคล้ายกันแบบนั้น ท้ายที่สุดแล้วจึงตกต่ำลงมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
“อย่าคิดว่าพี่ชายสนใจแต่เ้าแล้วท่านพ่อจะให้ท้ายเ้าด้วยเชียว” เฉินเวยหนิงกัดฟันกรอด
อวี้เยี่ยนที่นั่งอยู่เฉยๆเพียงเหลือบตามอง “ก็ยังดีกว่าไม่มีใครสนใจแบบเ้าแล้วกัน ท่านพ่อพอจะสนใจผู้ใดก็สนใจได้เพียงครู่เดียวไม่เช่นนั้นมารดาของเ้าที่เคยมีหวังจะได้บุตรอีกคนจะมีเพียงแค่เ้าคนเดียวมาตลอดเช่นนี้หรือ”
“เ้า!” เฉินเวยหนิงแทบจะอยากเข้าไปกระชากหัวคน
อวี้เยี่ยนเอ่ยว่าเพราะบิดาสนใจมารดาแค่ประเดี๋ยวเดียวแต่ก่อนเคยไปหาทุกคืนวัน ให้ความหวังแก่มารดาเป็อย่างยิ่งว่าจะสามารถทำบุตรได้อีกสักคนต่อมากลับไม่เหลียวแลมารดา ไปหลงใหลนางจิ้งจอกเฉินเจิงเหยียนเช่นเดิม ปล่อยมารดาให้โศกเศร้าเสียใจเป็นาน
เป็เื่ที่แสนชอกช้ำสำหรับเฉินเวยหนิงไม่น้อย
“บางทีข้าก็คิดว่าเ้าจะมีปากไว้ทำไมถ้าพูดออกมาแล้วจะทำให้ตัวเองขายขี้หน้าเื่เช่นนี้ก็นับเป็ความโง่เง่าอันคาดไม่ถึงของเ้าเช่นเดียวกัน” อวี้เยี่ยนพูดอย่างเบื่อหน่าย
“เ้า..!”
“อวี้เยี่ยนเวยหนิง มานี่เร็ว”
ก่อนสองร่างงามจะกระโจนเข้าหากันเสียงเรียกของเฉินเจิงเหยียนก็เรียกไว้ก่อน เฉินเวยหนิงยืนปรับอารมณ์ จะะโอะไรใส่หน้าอวี้เยี่ยนยังไงก็ได้แต่ไม่สามารถทำต่อหน้าผู้าุโได้ และเหมือนอวี้เยี่ยนก็คิดแบบนี้เช่นกัน
ทั้งสองคนเดินเข้าไปหาเฉินเจิงเหยียนพบบิดากวาดตามองบุตรทั้งสองคนอย่างพึงพอใจ มามองเช่นนี้เติบโตกันมาไม่เลวทั้งสองคน
เื่อื่นยังสามารถเลื่อนพูดคุยได้แต่กับเื่นี้ แม่ทัพบูรพากลับคิดว่าอยากพูดคุยไปเลย
“ข้าตรากตรำไปชายแดนเพื่อให้เต๋อหวางฉายไม่ถูกรุกรานจากพวกฏวันนี้ก่อนกลับมาที่จวน ได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้ พระองค์ได้ทรงถามถึงพวกเ้ามีว่าคนในดวงใจบ้างหรือไม่เพราะพระองค์เห็นบุตรชายที่เข้าท่าจากเหล่าขุนนางไม่น้อยที่น่าจะเหมาะสม อยากมอบสมรสพระราชทานให้พวกเ้าทั้งสองมีความเห็นอย่างไร”
เฉินโจวฉีเบิกตาใเมื่อได้ยิน“ท่านพ่อ! นี่มัน...!
“เงียบก่อน”แม่ทัพบูพาพูดเสียงเคร่ง “ให้น้องสาวเ้าเป็คนตอบ”
ร่างสูงองอาจจึงเงียบเสียงไปทว่าคิ้วทรงกระบี่กลับขมวดแล้วขมวดอีก
มีเพียงความเงียบเป็คำตอบอวี้เยี่ยนโคลงหัวคิดตามพลางร้องอ้อ ตอนที่บิดากลับมาเหมือนจะถามถึงสมรสพระราชทานกับพวกนางเช่นกันในกาลก่อน แต่ในครั้งนั้นให้ตายอย่างไรนางก็คิดเพียงจะแต่งกับชินอ๋องบิดาไม่มีทางเลือก ไม่ไถ่ถามต่อ
ส่วนเฉินเวยหนิงในตอนนั้นเป็อย่างไรกันนะ?
“ทั้งสองคนนี้ข้าจะเป็คนหาคู่สมรสที่เหมาะให้เองเ้าค่ะท่านพี่” เฉินเจิงเหยียนก้าวเข้ามาเอ่ยถามอย่างกังวลใจ“ปฏิเสธรับสั่งของฮ่องเต้ แบบนี้จะเป็อะไรหรือไม่เ้าคะ?”
ฮ่องเต้ย่อมหาคนที่ทำให้สกุลรุ่งเรืองหรือทำให้สกุลจมดิ่งก็ได้ เฉินเจิงเหยียนย่อมไม่ไว้ใจ
เฉินหวังเจี้ยนนิ่งเงียบไปอึดใจทว่าพอเห็นสายตาเป็กังวลของภรรยารอง คำพูดที่อยากจะเอ่ยว่าไม่สามารถทัดทานคำสั่งได้จำต้องกลืนลงไป เปลี่ยนคำเอ่ยใหม่ “ข้าคิดว่าไม่น่าจะยากอะไร เ้าคงมีตัวเลือกที่เหมาะสมไว้อยู่แล้วเมื่อได้เข้าเฝ้า ข้าจะทูลกับพระองค์ให้”
เฉิงเจิงเหยียนยิ้มงดงามให้สามีพูดอย่างตื้นตัน “ขอบคุณท่านพี่ เจิงเหยียนซึ้งใจนัก”
เฉินหวังเจี้ยนส่ายหน้า“สามีภรรยามีอะไรให้ต้องขอบคุณกัน”
มองภาพตรงหน้าอวี้เยี่ยนก็รับรู้ได้เลยว่าคู่หมั้นของนางอาจจะถูกกำหนดแล้วก็เป็ได้ นางพอคาดเดาไว้บ้างในใจจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อกาลก่อน
ว่ากันตามตรงคนพวกนั้นก็ไม่แย่เลย หากนับที่สามารถหลุดพ้นจากมารดาของตนได้ แม้พวกเขาจะโดนบ่วงเสน่ห์ของเฉินชิงเหลียนไปบ้างก็ถือว่าเป็ผู้ที่ช่วยเหลือนางไม่น้อยในกาลก่อน
ในขณะที่เฉินเวยหนิงกำลังยิ่งโกรธแค้นนึกไปถึงที่เฉินเจิงเหยียนบอกกว่าวว่า หากนางไม่สามารถทำให้ชวี่ซื่อจื่อกลายมาเป็ชายในดวงใจได้ก็จะจับนางแต่งงานกับตระกูลพ่อค้า
นางไม่ยินยอม!
และไม่รู้ว่าเพราะ์ได้ยินคำร้องขอของนางหรืออย่างไรต่อมาบ่าวรับใช้จึงวิ่งเต้นเข้ามา เอ่ยอย่างตื่นเต้น “ซื่อจื่อ...ชวี่ซื่อจื่อรออยู่หน้าจวนขอมาเข้าพบท่านแม่ทัพขอรับ!”
เฉินหวังเจี้ยนงุนงงไปชั่ววูบจวนแม่ทัพกับจวนเสนาบดีจะอย่างไรก็ดูไม่มีความเกี่ยวข้องกัน เ้าเด็กชวี่นั่นมาพบเขาด้วยเื่อันใดนะ?
ส่วนเฉินเวยหนิงแข็งทื่อไปแล้วั์ตาดุจลูกกวางของนางเบิกตากว้าง
หรือว่าเขาจะมาเพราะคำถามที่นางได้เอ่ยตอนไปงานรื่นเริงที่สกุลกวนในครั้งนั้น?
เขามาเพื่อให้คำตอบที่นางคาดหวังไว้ใช่หรือไม่?!
-----------------------------------
เฉินเวยหนิง : รังแกข้ากันเกินไปแล้ว!
เฉินอวี้เยี่ยน : เพราะเ้าไม่มีคนจ่ายค่าเพิ่มบทให้คนเขียนอย่างไรเล่า
บักซิน : หยุดใส่ร้ายข้อย! ข้อยไม่เคยรับเงินสินบน!
มาช้าแต่มานะ โดนกองงานทับตายค่ะ พยายามปั่นอยู่ กรี๊สๆๆๆ