บทที่หนึ่ง
บทนำ
กลางดึกคืนหนึ่งความมืดมิดคลี่คลุมทั่วเรือนหลังเล็กทรุดโทรม สถานที่ไร้แสงไฟแม้เปลวเทียนเล็กๆหญิงสาวผู้หนึ่งสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความใหัวใจเต้นแรงเหมือนเพิ่งถูกดึงออกมาจากฝันร้าย มือเรียวแต่แห้งตึงของนางกุมแน่นที่อกหอบหายใจรัวๆ ตาเรียวที่ทอดมองรอบตัวพบแต่ความมืด ก่อนจะเปล่งเสียงพร่าขึ้นเรียกหา“หวังจิ้งหยู..หวังจิ้งเหมย จุดตะเกียงสักดวงสิ เหตุใดจึงปล่อยให้มืดมิดเช่นนี้”
แต่เสียงนั้นก้องสะท้อนอยู่ในความว่างเปล่าไม่มีแม้แต่เสียงหรือเงาของใครตอบรับอย่างที่ควรจะเป็ นางตะลึงงันไปชั่วครู่ความเงียบสงัดทำให้นางเหมือนถูกกลืนหายไปในรัตติกาลลมหายใจที่ควบคุมไม่อยู่ทำให้ร่างสั่นสะท้าน พลันเกิดคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น...
ฟ่านหนิงยกเท้าเตรียมลงจากฟูกความเย็นแล่นขึ้นมาตามฝ่าเท้า นางชะงักกึก มือเรียวกลับััได้ไม่ใช่ฟูกนอนอบอุ่นนุ่มเนื้อดีที่คุ้นเคยของบุตรีเสนาบดีหากแต่เป็ฟูกแข็งกระด้างเหมือนแผ่นหินความเย็นแข็งนั้นกรีดแทงเข้าสู่ร่างจนขนลุกซู่ปลายนิ้วมือที่ััไปรอบกายก็มีแต่ความว่างเปล่านางถดตัวกลับมาได้แต่กอดอกตัวเองเหมือนกำลังไขว่คว้าความอบอุ่นเพียงน้อยนิด
ผ้าห่มที่คลุมกายบางจนแทบไร้ค่าแม้นางสวมถุงเท้าก็ยังไม่อาจข่มความเย็นที่กัดกินเข้าไปถึงกระดูกปลายเท้าเย็นเฉียบอย่างกับพึ่งเหยียบลงไปในแอ่งน้ำแข็งแม้จะเป็แค่่ใกล้เข้าฤดูสารทเท่านั้นแต่ราตรีกลับหนาวเช่นนี้เสียแล้วตะเกียงน้ำมันสักดวงก็ไม่มีให้พึ่งพาความมืดและความเย็นเยียบทำให้นางยิ่งรู้สึกอ้างว้างความอบอุ่นเดียวที่นางเหลือคือกอดตัวเองแน่นขึ้นเรื่อยๆ
ั์ตาของฟ่านหนิงพร่ามัวนางหลับตาแน่นพยายามข่มกลั้นน้ำตาแต่ความทรงจำทั้งหลายกลับตีรวนกลับมาเหมือนคลื่นโหมกระหน่ำ ภาพในวันวานยังชัดเจนราวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานวันที่ครอบครัวสกุลฟ่านยังรุ่งเรือง บ้านเรือนกว้างใหญ่ตระการตาพี่น้องอยู่พร้อมหน้า ผู้เป็บิดา...ฟ่านซือิ เสนาบดีผู้เปี่ยมความรู้รอยยิ้มละไมของบิดาที่ยิ้มให้นางเมื่อตอนกลับจากว่าราชการเสียงหัวเราะของน้องชาย...ฟ่านเฉิงที่วิ่งไล่เล่นตามเรือนมารดาของนางที่เอาอกเอาใจเสียงนุ่มหวานสม่ำเสมอความอบอุ่นเ่าั้เป็ความจริงที่ไม่มีวันได้กลับคืนอีกแล้ว
ชั่วพริบตาเดียวทุกสิ่งพลิกกลับราว์ถล่มลงมา เมื่อหลักฐานการค้าขายของเถื่อนถูกขุดขึ้นมา รายนามของสกุลฟ่านถูกโยงไปถึงพ่อค้าเถื่อนทั้งหลายหลังการสอบสวน คนพวกนั้นซัดทอดว่ามีสกุลฟ่านเกี่ยวข้องคำตัดสินของทางการรวดเร็วจนน่าใ
บิดาผู้เป็หลักยึดถูกสั่งปะาชีวิตต่อหน้าธารกำนัล นางไม่อาจแม้แต่จะร่ำลาครั้งสุดท้ายสิ่งเดียวที่ทำได้คือไปยืนมองดินถมร่างที่ถูกฝังไว้ในสุสานยากไร้ไม่มีศักดิ์ศรีใดเหลืออยู่ จวนโอ่อ่าเงินทองร้านค้าถูกยึดทรัพย์จนว่างเปล่าทุกคนแตกกระจัดกระจาย นางและมารดาถูกส่งไปทำงานที่โรงน้ำชาอย่างคนไร้ค่าน้องชายถูกเกณฑ์ใช้แรงงาน ด้านอนุถูกส่งไปโรงทอผ้าราวกับสกุลฟ่านไม่เคยมีวันรุ่งโรจน์มาก่อน
เพียงไม่นานหลังจากฝังบิดามารดาผู้สูงศักดิ์ก็ตรอมใจ ป่วยหนักจนล้มลงติดๆ กันฟ่านหนิงจำได้ดีว่าคืนนั้นนางกอดมารดาไว้ในอ้อมแขน เห็นลมหายใจสุดท้ายเลือนหายไปดวงตาอันเศร้าสร้อยปิดลงอย่างไร้เรี่ยวแรง หลังจากนั้นไม่นานฟ่านหนิงก็เป็ผู้ฝังมารดาด้วยมือตนเอง
นางยืนร่ำไห้อยู่หน้าหลุมศพร่างทรุดจนแทบลุกไม่ขึ้นแต่ก็ยังได้เห็นน้องชาย..ฟ่านเฉิงถูกปล่อยตัวออกมาจากทาสแรงงานชั่วคราวเพื่อมาร่ำลาครั้งสุดท้ายร่างกายผ่ายผอมจนโหนกแก้มโผล่ ใบหน้าที่เคยสดใสกลายเป็เพียงเงาของอดีตที่น่าเวทนาฟ่านหนิงยิ่งร้องไห้จนจวนขาดใจในวันนั้น
เพียงไม่ถึงเดือนนางก็สูญเสียมากกว่าทั้งชีวิตที่ผ่านมา บิดาผู้เป็ร่มโพธิ์ร่มไทรมารดาผู้คอยโอบอุ้ม และบ้านเรือนที่มั่นคงพร้อมหน้าครอบครัวสิ่งที่เหลืออยู่ตอนนี้มีเพียงความหนาวเหน็บ ความมืดและหัวใจที่เปราะบางของนางเท่านั้น
ในยามที่ฟ่านหนิงนอนขดกายอยู่บนฟูกแข็งกระด้างปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาเงียบๆ ในความมืดไม่มีผู้ใดเหลียวแลความอบอุ่นในความทรงจำกลายเป็เพียงเงามืดที่ทิ่มแทงหัวใจยิ่งนึกถึงวันวานก็ยิ่งสำนึกว่าตนไม่เหลือสิ่งใดอีกต่อไปโลกที่กว้างใหญ่กลับแคบลงจนเหลือเพียงร่างเล็กๆ ที่สั่นไหวอยู่ลำพัง ดวงตาที่บวมแดงชื้นน้ำตาเปิดกว้างทั้งคืนแม้จะหลับตาก็ยังไม่อาจสลัดภาพบิดาออกจากความคิดได้ บิดาผู้แสนอ่อนโยนที่นางเคยเชื่อมั่นว่าจะคุ้มครองสกุลฟ่านจนถึงที่สุดแต่บัดนี้กลับต้องสิ้นชีวิตด้วยโทษทัณฑ์ที่นางไม่อาจทำใจยอมรับได้
นางรู้ว่าบิดาไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นที่คนทั้งเมืองซุบซิบนินทาเพียงเพราะบิดาอยากหมั้นหมายให้นางได้ไปอยู่กับสกุลใหญ่ให้มีที่พึ่งพิงในวันข้างหน้า มิให้ลูกสาวต้องลำบากหากไร้ผู้เกื้อหนุนการหมั้นนั้นก็ดูเหมือนเป็เพียงเื่ปกติของสกุุลใหญ่ทั่วไปทว่ากลับกลายเป็บ่วงร้ายที่ฉุดครอบครัวให้จมลง ความจริงแล้วเื้ัเป็แผนการของพวกค้าเถื่อนใช้ตระกูลนางเป็หมากในกระดานที่พวกมันวางไว้ บิดามิได้มีเจตนาสักนิดเหตุใดจึงต้องถูกตัดสินปะา ทั้งยังยึดทรัพย์สมบัติทุกสิ่งราวกับจะขุดรากถอนโคนให้ตระกูลฟ่านเหลือแต่เถ้ากระดูก
หากเพียงลดลงเหลือแค่การยึดทรัพย์แล้วส่งให้ตระกูลตกชั้นเป็สามัญชนก็คงเพียงพอแล้วไม่ใช่หรือนางมิอาจเข้าใจความยุติธรรมที่โเี้นี้เลย แม้จะพยายามหาเหตุผลเท่าใดก็ไม่อาจคลายความปวดร้าวในอกได้
ทั้งคืนฟ่านหนิงพลิกกายอยู่ไม่เป็สุขเสียงลมพัดลอดไม้ไผ่ในห้องเก่าๆ ดังหวิวประหนึ่งเยาะเย้ยความอับจนของนางจนรุ่งเช้าแสงแดดแรกสาดเข้ามาทาบบนพื้นกระดานเก่าแต่หัวใจของนางยังมืดหม่นไร้แสงสว่างใดๆในวันนั้นนางจึงไม่ได้ออกไปทำงานในโรงน้ำชาตามปกติ ร่างกายเหนื่อยล้าแต่สิ่งที่ผลักดันให้นางลุกขึ้นคือความคิดเดียว..ต้องไปพบสตรีผู้นั้นให้ได้
ฟ่านหนิงตัดสินใจแอบออกจากที่พักแม้รู้ดีว่าหากกลับมาแล้วถูกผู้เป็นายลงโทษด้วยการเฆี่ยนตีก็ยอมสิ่งที่ต้องทำมีเพียงอย่างเดียวคือไปที่จวนสกุลถัง
สกุลถัง..ตระกูลขุนนางที่พึ่งมีอำนาจขึ้นเมื่อเร็วๆนี่ ผู้ที่ฟ่านหนิงอยากเจอไม่ใช่ใครอื่น แต่คือคุณหนูถังหลันชิงบุตรีที่ได้รับการกล่าวขานว่าเพียบพร้อมทั้งกิริยามารยาท ความงาม และสติปัญญานางเป็เหมือนเงาสะท้อนที่ทำให้ฟ่านหนิงต้องหันกลับมามองตัวเองทุกครั้งในตอนนี้
แต่การจะก้าวเข้าสู่เรือนใหญ่ในฐานะหญิงสาวต่ำต้อยเช่นนางเป็เื่เพ้อฝันประตูใหญ่ปิดตาย ไม่ว่าหันไปทางใดก็มีบ่าวเฝ้ายามยืนระวังเคร่งครัดฟ่านหนิงจึงทำได้เพียงเดินวนอยู่รอบจวนด้วยสีหน้าหม่นหมองมือทั้งสองกอดอกแน่นเพื่อข่มอารมณ์ทั้งความหนาวและใจที่เดือดพล่าน
ขณะนั้นเองเสียงหัวเราะของบ่าวโรงครัวก็ดังแว่วออกมาจากประตูเล็กทางด้านข้างฟ่านหนิงรีบแอบพาตัวเองไปใกล้พอที่จะได้ยิน โดยมิให้ใครสังเกตเห็น
“คุณหนูถังให้จัดเตรียมของไหว้ไปวัดในอีกสองวันครั้งนี้ต้องจัดของให้เรียบร้อย ห้ามมีข้อผิดพลาด”เสียงสนทนาธรรมดาทั่วไปเ่าั้กลับกลายเป็ดั่งแสงสว่างในความมืดมิดฟ่านหนิงที่ฟังอยู่หัวใจเต้นแรง นางกัดริมฝีปากแน่น พลางคิดว่าฟ้าดินคงเมตตา ไม่ให้หนทางถูกปิดตายเสียทีเดียว
“อีกสองวัน..ที่วัดงั้นหรือ?” ฟ่านหนิงพึมพำเบาๆราวกับคำประกาศิตจาก์
ในแววตาที่หม่นหมองกลับส่องประกายวาววับขึ้นมาอีกครั้งนี่อาจจะคือโอกาสเดียวที่จะได้พบถังหลันชิง นางจะไม่ยอมปล่อยให้โอกาสหลุดไป!
ยามเย็นเงียบสงัดบนยอดเขา เมฆหมอกปกคลุมผืนฟ้าลมหนาวพัดไหวแทรกผ่านต้นสนสูงชะลูด เสียงระฆังวัดดังแ่เบาเป็จังหวะสม่ำเสมอมาจากไกลๆชวนให้ทุกสรรพสิ่งสงบลงดุจแผ่นน้ำที่ไร้คลื่นกระเพื่อมแต่ในเงามืดนั้นกลับมีร่างหนึ่งเคลื่อนไหวอย่างเร่งร้อนลุกลน
ฟ่านหนิงสวมชุดคลุมผ้าดำคลุมศีรษะปิดบังใบหน้าดวงตาคมสว่างเจิดจ้าแม้ยามอยู่ในความมืดนางก้าวเท้าแ่เบาเข้าไปตามทางเดินไม้เก่าแก่ของวัดบนเขาเสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดอยู่ใต้ฝ่าเท้าทว่าในยามนี้ใจของนางกลับเต้นดังหนักยิ่งกว่านั้นนางอดกลั้นไม่ไหวทั้งความโกรธแค้น ความไม่เข้าใจ และความเ็ปพลุ่งพล่านอยู่ในอก
หญิงสาวเดินฝ่าความเงียบเข้าไปยังห้องพักเล็กที่อยู่ชั้นในสุดของอารามที่แห่งนั้นถังหลันชิงกำลังพำนักพักอยู่เพื่อหลีกหนีความวุ่นวายหลังจากจุดธูปไหว้พระหญิงสาวผู้ถูกขนานนามว่าเป็คู่แข่งแห่งโชคชะตาของฟ่านหนิง
ฟ่านหนิงผลักบานประตูไม้เบาๆแสงตะเกียงน้ำมันส่องสว่างเผยให้เห็นร่างบางในชุดผ้าฝ้ายสีอ่อนที่กำลังนั่งอยู่ข้างโต๊ะถังหลันชิงเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงประตูเปิด ใบหน้าสะอาดใสดวงตาเต็มไปด้วยความสงบ นางดูเหมือนกำลังเขียนคำภาวนาลงบนกระดาษบางๆเมื่อเห็นผู้บุกรุก สีหน้าก็แปรเปลี่ยนเล็กน้อย
“ฟ่านหนิง?”เสียงเรียกนั้นนุ่มนวลและแ่เบาราวกับไม่ได้ตื่นตระหนกกับการปรากฏกายที่ไม่คาดคิด แต่ก็อดเบิกตากว้างขึ้นไม่ได้เพราะบนใบหน้าสตรีที่บุกรุกเข้ามา หลังจากปลดผ้าคลุมหน้าออกวิ่งที่เด่นชักคือรอยแผลยาวที่ลงมาจากหางคิ้วผาดผ่านแก้มไปถึงที่ปลายคางรอยแผลที่ไม่ควรจะมีบนใบหน้าของหญิงสาวผู้งดงามเป็หนึ่งสร้างรอยราคีที่ไม่คู่ควรกับสตรีที่เคยเป็ดั่งเทพธิดา
หัวใจของฟ่านหนิงร้อนระอุทันทียิ่งเห็นสายตาของถังหลันชิงมองสำรวจาแที่แก้มตนทำเช่นว่านางไม่เกี่ยวข้องกับแผลเป็น่าเกลียดนี้นางจึงก้าวตรงเข้าไปเอ่ยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเ็ปและเกรี้ยวกราด “ถังหลันชิง!ข้าถามเ้าตรงๆ เถิดเหตุใดเ้าจึง้าทำลายครอบครัวข้าถึงเพียงนี้! หากเ้าผูกใจเจ็บเพราะข้าเคยร้ายกาจกับเ้าเหตุใดจึงไม่ลงโทษข้าเพียงผู้เดียว?เหตุใดต้องลากบิดามารดาข้าเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย!?”
เสียงสั่นสะท้านสะท้อนก้องไปในห้องเล็กแววตาของฟ่านหนิงเต็มไปด้วยน้ำตาที่กลั้นไว้ไม่ให้ไหลออกมา “บิดาของข้าอาจผิดแต่โทษถึงขั้นบ้านแตกล่มตระกูล...เ้าคิดว่าเหมาะสมแล้วหรือ?!”ฟ่านหนิงอดไม่ได้ที่จะโทษถังหลันชิง เพราะสตรีคนนี้เป็คนหนึ่งที่ร่วมสืบทำคดีกับหานอี้เหอ...หัวหน้าหน่วยสอบสวนแห่งศาลต้าหลี่การที่สกุลฟ่านถูกลากเข้าไปถังหลันชิงย่อมต้องรับรู้อยู่แล้วเหตุใดต้องมาทำสีหน้าไม่เข้าใจว่าแผลเป็ยาวที่เกิดจากการทรมานสอบสวนในเรือนจำมาได้อย่างไร
สตรีในชุดสีอ่อนบริสุทธิ์เตรียมอ้าปากจะเอ่ยตอบกลับแต่ยังมิทันจะเอ่ยวาจาใด เสียงประตูเปิดก็ดังเอี๊ยดร่างเล็กของสาวใช้คนสนิทถังหลันชิงก็ก้าวพรวดเข้ามาพร้อมกับแสงตะเกียงในมือนางเบิกตากว้างเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า ฟ่านหนิงยืนประชิดตัวคุณหนูของตน ใบหน้าน่ากลัวเต็มไปด้วยความกราดเกรี้ยวที่บิดเบี้ยว
“คุณหนู!”สาวใช้ร้องเสียงหลง รีบวิ่งเข้ามาขวางตรงกลางร่างสั่นเทิ้มด้วยความหวาดหวั่น “ฟ่านหนิง! เ้าคิดจะทำร้ายคุณหนูของข้าอย่างนั้นหรือ!?”
“ข้า...” ฟ่านหนิงยังไม่ทันได้อธิบายเสียงะโจากสาวใช้ก็ดังก้องลั่นออกไปนอกห้อง “ช่วยด้วย! มีผู้บุกรุก!มีคนคิดทำร้ายคุณหนูถัง!”
เสียงนั้นดังก้องไปทั่ววัดไม่นานนักเสียงฝีเท้าหลายสายก็ดังเข้ามาใกล้ ประตูถูกผลักเปิดออกจากทุกทิศทางบ่าวติดตามและศิษย์วัดหลายคนพุ่งเข้ามาพร้อมคบไฟในมือใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและมุ่งหาคนร้าย
ฟ่านหนิงใจหายวาบนางรู้ทันทีว่าหากถูกจับได้ นางคงถูกใส่ร้ายจนยากจะลบล้าง นางกำหมัดแน่นหันกลับไปสบตาถังหลันชิงอีกครั้งริมฝีปากสั่นเล็กน้อย แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจรีบตวัดผืนผ้าคลุมปกปิดใบหน้าและาแหันหลังพุ่งทะยานออกทางหน้าต่าง
“หยุดนาง!จับตัวไว้!” เสียงะโไล่ตามมา
ฟ่านหนิงก้าวเท้าเร็วสุดกำลังวิ่งฝ่าความมืดออกไป เสียงฝีเท้าของผู้ติดตามดังสะท้อนอยู่ไม่ห่างพื้นที่ลาดชันของูเาเต็มไปด้วยก้อนหินและต้นไม้สูงใหญ่หญิงสาวหอบหายใจรุนแรงแต่ไม่อาจหยุดได้ ลมหนาวเย็นตีหน้าร่างนางพลิ้วหลบสายตาคนติดตาม ะโข้ามโขดหิน วิ่งลึกเข้าไปในป่าทึบแห่งหุบเขาเสียงแมลงกลางคืนร้องระงมประสานกับเสียงฝีเท้าผู้ตามล่า
“หยุด!ฟ่านหนิง! เ้าหนีไม่พ้นหรอก!”
นางกัดฟันแน่นดวงตาที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นเปล่งประกายกลางความมืด “ข้าไม่มีวันกลับเข้าเรือนจำอีก!”
เสียงของนางเลือนหายไปท่ามกลางป่าลึกความมืดกลืนกินทุกสิ่ง แต่แววตาของฟ่านหนิงยังคงสว่างวาบด้วยความโกรธแค้นที่ไม่ยอมมอดดับ
สายลมพัดหอบกลิ่นชื้นของดินและไอหมอกกลางหุบเขาฟ่านหนิงวิ่งฝ่าแนวไม้ใหญ่เข้าไปลึกเรื่อยๆ หลังหลบผู้ตามล่าตัวเองใบหน้าซีดขาวเต็มไปด้วยเหงื่อ ไหล่บางสะท้อนแรงหอบหายใจแต่แม้นางจะเร่งเท้าสักเพียงใด เสียงฝีเท้าที่ไล่ตามมาก็ไม่เคยห่างหาย
ในยามที่นางคิดว่ามีเพียงแค่พวกศิษย์วัดติดตามตนเองมาเสียงทุ้มต่ำกลับดังแทรกเข้ามาจากเงามืดของพงไม้ “ฟ่านหนิงเ้าจะคิดหนีไปถึงไหนกัน?”
หัวใจของฟ่านหนิงกระตุกวูบทันทีดวงตาเบิกกว้าง นางรู้จักน้ำเสียงนั้นดี เป็เสียงของจ้าวจวิ้นหยาง ซื่อจื่อ[1]ผู้สูงศักดิ์แห่งหลินฝูโหว ตระกูลใหญ่ผู้อำนาจทหารตะวันออกและเป็หนึ่งในตระกูลใหญ่ผู้ร่วมสร้างแผ่นดิน
“เหตุใดเขาถึงมาอยู่ที่นี่?” ฟ่านหนิงขบกรามแน่นสายตาคมปลาบมองรอบๆ ความจริงก็ไม่ยากจะคาดเดาเขาย่อมติดตามมาดูแลถังหลันชิงนั่นเอง
ความคิดนั้นทำให้ริมฝีปากแดงของนางยกยิ้มเหยียดเย้ยหยันความรู้สึกอันโง่เขลาของบุรุษผู้นั้น ฮึ...แม้ถังหลันชิงจะใกล้แต่งเข้าสกุลหานของหานอี้เหออยู่ไม่กี่วันนี้แล้วเขาก็ยังตามคุ้มกันอย่างไม่ละสายตา รักอย่างโง่งมเช่นนี้…น่าสมเพชยิ่งนัก
นางแค่นหัวเราะในใจแม้เท้าจะยังคงก้าวอย่างไม่หยุดยั้งทว่าเสียงฝีเท้าของคนด้านหลังกลับมั่นคง หนักแน่น และรวดเร็วเหลือเกินไม่ว่าจะเปลี่ยนเส้นทางหลอกล่อสักกี่คราไม่ว่าจะอ้อมไปตามก้อนหินหรือซ่อนกายหลังแนวไม้ใหญ่ไม่นานเงาสูงใหญ่ในชุดสีเข้มก็ตามมาทันอยู่เสมอ
ยิ่งหนีก็ยิ่งใกล้ ฟ่านหนิงหอบหายใจแรงหน้าอกระทดระทวยราวกับจะฉีกขาด นางวิ่งจนขาจะหลุดใจแทบขาดแต่ก็ไม่อาจสลัดเขาออกไปได้เลย ในที่สุดเมื่อถึงลานหินเล็กกลางป่านางก็ต้องหยุดเท้าลงเพราะแรงกายหมดสิ้น ลมหอบดังสะท้อนอยู่ในโสตระหว่างซ่อนตัวที่พุ่มไม้
ในความมืดสลัวที่นางมองอย่างระวัง จู่ๆดวงตาคมเข้มดุจนิลที่ส่องประกายเย็นเยียบก็ปรากฏขึ้นใบหน้าของจ้าวจวิ้นหยางเผยออกมาชัดเจนแสงจันทร์ลอดผ่านกิ่งไม้ลงมาต้องกับดวงหน้าอันหล่อเหลาราวสลักจากหยกดวงตาคมลึกล้ำราวเหวหุบ ทำให้นางรู้สึกเย็นเยียบั้แ่สันหลัง
เขาก้าวออกจากความมืดช้าๆ เฉกเช่นยมทูตที่ค่อยๆเข้ามาปลิดชีพผู้คน แววตาคมที่จับจ้องมองมานั้นเต็มไปด้วยความมั่นใจดั่งจ้าวชีวิต
ฟ่านหนิงถึงกับลืมหายใจไปชั่วขณะหัวใจของนางเต้นรัวราวกลองศึก กายหยุดชะงักอย่างไร้เรี่ยวแรง แต่เพียงเสี้ยวอึดใจความหวาดหวั่นก็ถูกกลบด้วยสัญชาตญาณเอาชีวิตรอด นางสะบัดตัวหันกลับไปทันทีแล้วออกวิ่งอีกครั้ง แม้จะเหน็ดเหนื่อยเพียงใดก็ไม่อาจยอมถูกจับ
“เ้าไม่มีทางหนีได้ ฟ่านหนิง” เสียงทุ้มต่ำของจ้าวจวิ้นหยางดังขึ้นจากด้านหลังแฝงความกดดันที่ราวกับโซ่ตรวนล่ามตรึงให้หนีไม่พ้น
ฟ่านหนิงกัดฟันแน่นความเหนื่อยล้าแผ่ซ่านไปทั่วร่าง แต่ความดื้อรั้นในดวงตากลับส่องประกายรุนแรง “ข้าจะไม่มีวันถูกจับอีก!” นางหันหน้ากลับไปมองเขาเพียงชั่ววูบแต่เพราะความรีบร้อนและความมืดที่บดบังเส้นทางจึงไม่ทันสังเกตว่าข้างหน้านั้นคือผาสูงชันที่ลาดลงสู่วังวนหุบเขา
“อ๊ะ!” เสียงอุทานดังลั่น ร่างบอบบางของฟ่านหนิงเสียหลักก้าวพลาดไปข้างหน้าแม้จะหยุดกายแล้วแต่คล้ายว่าจะไม่ทัน ดวงตาของนางเบิกกว้างในความตระหนก ท้องฟ้าแผ่นดิน และเงาป่าพลันหมุนคว้างต่อหน้าต่อตา ร่างนางร่วงหล่นจากผาลมแรงพัดตีใบหน้าขาวซีด สายลมหวีดหวิวประหนึ่งเสียงหัวเราะของโชคชะตา
จ้าวจวิ้นหยางที่เพิ่งก้าวมาถึงขอบผาชะงักฝีเท้า ใบหน้าที่เ็าอยู่เสมอที่เขามักจะใช้มองนางฉายแววเปลี่ยนไปชั่ววูบดวงตาคมสบลงไปยังเงาร่างที่กำลังร่วงหล่นสู่ความมืดเบื้องล่าง
“ฟ่านหนิง!”เสียงะโก้องสะท้อนกลางหุบเขาแต่ร่างของนางได้หายไปแล้วในความมืดมิด
ร่างของฟ่านหนิงร่วงหล่นจากหน้าผาสูงเสียงลมหนาวหวีดหวิว หรือฟ้าดินกำลังหัวเราะเยาะต่อชะตากรรมที่บิดเบี้ยวของนาง?แสงจันทร์สาดส่องลงมาเพียงบางเบาทำให้เห็นเงาต้นไม้และโขดหินที่คืบคลานขึ้นมาจากความมืด
นางรู้สึกถึงความหวาดกลัวที่ไหลบ่าเข้ามาในอกความหนาวเหน็บกัดกินไปถึงกระดูก แต่แทนที่จะดิ้นรน ฟ่านหนิงกลับค่อยๆ สงบใจลง...บางทีนี่อาจเป็ทางออกเดียวที่นางรับได้ในที่สุด
ใช่แล้ว ความตาย อาจเป็การหลุดพ้นต่อให้รอดจากที่นี่ไปได้ก็ไม่มีสถานที่ใดในแผ่นดินให้กลับ
ภาพความหลังผุดขึ้นมาในใจทีละฉากครอบครัวสกุลฟ่านที่เคยยิ่งใหญ่ บัดนี้เหลือเพียงซากปรักหักพังบิดาถูกปะาต่อหน้าสาธารณะ มารดาตรอมใจจนสิ้นใจไปอย่างเงียบเชียบน้องชายถูกส่งไปเป็แรงงานจนร่างกายผ่ายผอมเกินเยียวยา ส่วนตัวนางเองผู้เคยเป็คุณหนูใหญ่ผู้สูงศักดิ์ กลับตกต่ำถึงขั้นต้องนั่งบรรเลงพิณที่โรงน้ำชาเล็กๆให้แเื่เหยียดหยาม
“นี่หรือ..คุณหนูใหญ่ฟ่าน” เสียงเหยียดหยามเ่าั้ยังดังก้องในหู“ไม่คิดว่าจะได้ยินเพลงพิณล้ำค่าที่โรงน้ำชาธรรมดาเช่นนี้”
ความเ็ป ความอับอายความสิ้นหวังผสมปนกันเป็รสชาติขมปร่าที่นางได้ลิ้มทุกวัน ทุกคืนทุกลมหายใจเข้าออก ดังนั้น หากความตายคือการดับสูญหากมันสามารถทำให้นางหลุดพ้นจากความทรมานนี้ได้ นางก็พร้อมยอมรับ
ครู่ถัดมาร่างบอบบางของสตรีที่เคยอยู่บนหอคอยงาช้างกระแทกลงสู่พื้นหินแข็งเยียบเย็นเสียงดังสะท้อนะเืหุบเหว เือุ่นไหลออกมาจากกายความเ็ปแล่นปราดแต่ไม่ทันได้รู้สึก ชีวิตหนึ่งได้จากไปอย่างรวดเร็วไร้คำสั่งเสีย
ทุกสิ่งพลันมืดสนิท
….
ไม่รู้ว่าผ่านไปเนิ่นนานเพียงใดฟ่านหนิงค่อยๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้ง รอบตัวนางยังคงมืดสลัว แต่กลับมิใช่หุบเขาหากเป็ความว่างเปล่ากว้างใหญ่ไร้จุดสิ้นสุดร่างนางเหมือนยืนอยู่กลางอากาศเวิ้งว้าง ไม่มีพื้น ไม่มีผนังมีเพียงความเงียบงันและความเย็นเยียบ
“ที่นี่คือ...ปรโลกอย่างนั้นหรือ?” ฟ่านหนิงพึมพำกับตนเองแต่เสียงสะท้อนกลับมาแ่เบา
ยังไม่ทันที่นางจะได้หาคำตอบสิ่งประหลาดก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า อักขระสีขาวจำนวนมาก ค่อยๆก่อตัวลอยขึ้นกลางความมืด แสงของมันค่อยๆ เรืองรอง ลอยกระจัดกระจายรอบตัวนาง
ฟ่านหนิงขมวดคิ้ว นางพยายามก้าวเข้าไปเพื่ออ่านอย่างสงสัยใคร่รู้แต่ไม่ว่าก้าวเท้าไปเท่าใดก็ไม่อาจเข้าใกล้ได้สักทีอักขระเ่าั้เหมือนอยู่ห่างออกไปตลอดเวลา พยายามเพ่งมองแล้วอ่านทีละตัวก็แล้วแต่ข้อความกลับปะปนกันยุ่งเหยิงราวกับตัวอักษรจากหลากหลายที่ถูกโยนรวมกันโดยไร้ระเบียบไม่สามารถประกอบเป็ประโยคได้
“นี่มันอะไรกัน ที่นี่ที่ไหนกันแน่?” นางเอ่ยถามด้วยเสียงสั่นเคลือบความงุนงง
ทันใดนั้นข้อความสีแดงเข้มก็ปรากฏขึ้นกลางความมืดแตกต่างจากอักขระสีขาวที่เลือนราง มันชัดเจนจนอ่านออกได้ทันทีพร้อมกับเสียงหนึ่งดังขึ้นราวกระซิบใกล้หู แต่ก็ประหนึ่งแว่วไกลจากปลายขอบฟ้า
“ที่นี่คือเื้ัของระบบ...ซึ่งกำลังแปรปรวน”
ฟ่านหนิงสะดุ้งโหยงดวงตากลมเบิกกว้าง นางเอ่ยถามเสียงสั่น “เ้าคือใคร? เื้ัระบบคือสิ่งใดกันแน่?”
ข้อความใหม่ปรากฏขึ้นพร้อมเสียงเดิมดังประกอบราวกับอ่านออกมาให้ฟัง
“ที่นี่คือเื้ัของระบบที่จะประเมินและปรับปรุงเส้นเื่ที่ได้รับความไว้วางใจเราได้รับข้อมูลจากนักเขียน และนำมาวิเคราะห์ด้วยการประเมินจากนักอ่านนับหมื่นเพื่อทำให้เส้นเื่น่าสนใจยิ่งขึ้น”
คำอธิบายที่ไร้เค้าโครงความเข้าใจทำให้ฟ่านหนิงขมวดคิ้วแน่นนางกัดริมฝีปากก่อนเอ่ยถาม “แล้ว...ข้าตายแล้วใช่หรือไม่? สรุปที่นี่คือปรโลกหรือ?”
ข้อความสีแดงเลื่อนขึ้นอีก
“ตัวละครนางร้าย :ฟ่านหนิง
สถานะ: ตาย
สาเหตุ: ตกหน้าผา”
หัวใจของนางกระตุกวูบ คำว่า “ตาย” นางเข้าใจอย่างถ่องแท้แต่สิ่งที่ทำให้นางสับสนคือ ‘ตัวละครนางร้าย’
“ตัวละครนางร้าย…คืออะไร?” เสียงสั่นเครือดังจากริมฝีปาก
เสียงตอบอย่างราบเรียบพร้อมข้อความ
“ฟ่านหนิงคือหนึ่งในตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรับบทนางร้าย จุดประสงค์ของการดำรงอยู่ของตัวละครคือสร้างเงื่อนไขเพื่อให้ตัวละครเอก‘ถังหลันชิงง และ ‘หานอี้เหอ’ได้กระชับความสัมพันธ์”
ราวกับสายฟ้าฟาดกลางอก ฟ่านหนิงตาเบิกโตน้ำเสียงสั่นพร่า “นี่มันอะไรกัน!บอกข้ามาให้หมด! เดี๋ยวนี้!” หญิงสาวตวาดลั่น
“ผมคือระบบเป็เครื่องมืออัจฉริยะสำหรับปรับปรุงนิยาย ให้การสนับสนุนเื่ราวที่ส่งเข้ามาจากนักเขียนเพื่อได้รับการประเมินจากการรวบรวมวิเคราะห์จากนักอ่านมากกว่าหมื่นคนให้ปรับปรุงเส้นเื่ให้มีความลื่นไหลมีเส้นที่น่าสนใจยิ่งขึ้นเส้นเื่ที่ผ่านมาของตัวละครฟ่านหนิงเป็สิ่งที่ได้รับเป็ฉบับปรับปรุงแล้ว แต่หลังจากกำลังจัดเก็บเข้าเป็เส้นเื่หลักเกิดระบบล่มในขั้นตอนการจัดเก็บ ทำให้ตัวละครของ...ฟ่านหนิงหลุดออกมานอกระบบและตอนนี้ไม่สามารถจัดเก็บเส้นเื่ที่ได้รับการประเมินเพื่อเพิ่มความสนุกของเนื้อหาให้เรียบร้อยแล้วได้อย่างที่ควร”
คำอธิบายที่เป็ตัวอักษรและเสียงประกาศเป็ดั่งแรงกดไร้รูปร่างหนักหมื่นชั่งร่างกายของฟ่านหนิงทรุดฮวบลงกับพื้นความว่างเปล่า แม้จะไม่มีผืนดินรองรับนางก็รู้สึกถึงความหนักอึ้งจนเข่ากระแทกเจ็บ น้ำตาเอ่อคลอหน่วยดวงตาแดงก่ำสั่นระริก เสียงของนางกดต่ำและสั่นเครือออกมาแทบขาดใจ
“เ้าจะบอกว่าความเ็ปของข้า ครอบครัวที่สูญสิ้นทั้งตระกูลของข้า...คือเพียงเื่แต่ง เพื่อให้ผู้อื่นได้รักและสมหวังกันอย่างนั้นหรือ!? เป็เพียงความบันเทิงของผู้อ่านนับหมื่นหรือ?” นางตวาดลั่นกลางความมืด แต่รอบกายกลับเงียบงันไม่มีผู้ใดตอบรับ มีเพียงความว่างเปล่าที่โอบล้อมเหยียดยิ้มเย้ยหยัน
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่จนความโกรธที่มีค่อยๆควบคุมได้ ฟ่านหนิงเงยใบหน้าที่เปื้อนน้ำตาขึ้นแต่กายบางยังสั่นเทิ้มดวงตาเปล่งแสงแข็งกร้าวส่ายหน้าหนักแน่น “ข้าไม่ยอม ครอบครัวข้า...สกุลฟ่านไม่ใช่เพียงความสนุกของใครหน้าไหน!”
ทันใดนั้นข้อความสีแดงใหม่ก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ลอยเด่นกลางความว่างเปล่า
“ผมสามารถส่งตัวละคร :ฟ่านหนิง กลับไปได้ หากทำข้อตกลงกอบกู้เส้นเื่อีกครั้งเพื่อให้เื่ราวสมบูรณ์และจัดเก็บเข้าระบบได้ แต่หากปฏิเสธเส้นเื่ทั้งหมดจะถูกลบเทียบเท่ากับโลกจะล่มสลาย”
ประโยคบอกเล่าไม่รู้จะเสนอทางช่วยหรือกำลังข่มขูกันแน่หากริมฝีปากของฟ่านหนิงกลับยกยิ้มเยาะทันทีที่ข้อความจบ “แล้วข้าจะต้องแยแสหรือ? ข้าไม่มีสิ่งใดเหลือแล้ว หากโลกจะดับสูญก็ให้ทุกคนตายตามข้าไปเสียสิ!”ว่าแล้วนางก็หัวเราะอย่างไร้สติอดกลั้นต่อสิ่งทั้งปวง
แต่เสียงระบบกลับกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ไม่ใส่ใจอาการแตกสลายของหญิงสาวสักนิด
“โดยหากยอมตกลงรับภารกิจ ตัวละครจะได้รับสิทธิ์แก้ไขในส่วนของตอนจบสกุลฟ่านได้ตามสมควรโดยต้องรักษาเส้นเื่หลักไว้ และไม่กระทำการ OOC[2]”
ฟ่านหนิงเบิกตากว้างหัวใจสั่นสะท้านแม้นางไม่เข้าใจคำว่า OOC แต่เื่ที่แก้ไขตอนจบของสกุลฟ่านก็เพียงพอจะทำให้เืในกายบางไหลพลุ่งพล่านความหวังที่นางสิ้นไปแล้วกลับลุกโชนขึ้นใหม่
ริมฝีปากนางสั่นระริกก่อนเปล่งเสียงออกมาชัดถ้อยชัดคำไม่สนใจเบื้องลึกเื้ัทำตัวเป็นักเจรจาที่ชาญฉลาด
“ข้าตกลง!”
[1]ซื่อจื่อ(ผู้สืบทอดตำแหน่งที่จะได้รับบรรดาศักดิ์คนถัดไป)
[2] OOC (Out of Character การกระทำหรือพฤติกรรมที่ไม่สอดคล้องกับลักษณะนิสัยหรือบทบาทของตัวละครในบริบท)