ตอนที่32 งานเลี้ยง
“คุณลุงคุณป้า ไม่คิดเลยว่าผมจะมีวาสนากับฟู่ซินตอนแรกผมนึกว่าต้องนั่งรถไฟไปรายงานตัวที่ฉางอันคนเดียวแล้วแบบนั้นคงนั่งรถจนเบื่อตายพอดี ! ”
“โชคดีที่วันนั้นผมไปสถานีรถไฟก่อนเพื่อดูเรื่องตั๋วผมถึงได้เจอเขา ! ”
“ตอนสมัยเรียนผมเองก็อยากสนิทกับฟู่ซินเช่นกันแต่ตอนนั้นผลการเรียนของผมธรรมดา และฟู่ซินก็ไม่ชอบคุย เขาเรียนดีขนาดนั้นผมจึงไม่กล้าไปทำความรู้จักเขาเท่าไหร่”
“คิดไม่ถึงเลยว่าเราสองคนจะได้เข้ากรมที่เดียวกัน! ฮ่าฮ่าฮ่า ! ”
“วันนี้ผมเอาตั๋วรถไฟมาให้เพื่อนของพ่อผมที่ทำงานสถานีรถไฟซื้อตั๋วรถนอนไว้ให้สองใบผมเลยตั้งใจจะเอามาให้ฟู่ซิน จะได้ไม่ต้องไปต่อแถวซื้อตั๋ว ! ”
“วันนั้นเราสองคนค่อยใช้ทางเดินพนักงานเข้าไปในสถานีรถไฟ”หลี่เทียนซื่อเป็นเด็กหนุ่มนิสัยดี สูงพอกันกับฟู่ซิน เขาชอบพูดชอบหัวเราะ
คนตระกูลฟู่มองเขาด้วยความขบขันส่วนฟู่ต้าหย่งควักเงินออกมาจ่ายเป็นค่าตั๋วรถไฟให้เขา
หวังซู่เหมยชอบเด็กนิสัยแบบนี้ที่สุดเธอจึงรบเร้าให้เขาอยู่ทานข้าวด้วยกัน
หลี่เทียนซื่อไม่เกรงใจเช่นกันเขาได้พูดคุยกับฟู่ซินถึงรายละเอียดข้อห้ามและสิ่งของที่ต้องนำไปด้วย
“พ่อของฉันบอกว่าในกองทัพมีของทุกอย่างเตรียมให้หมดแล้วพวกเสื้อผ้าและของอื่น ๆ ให้นำไปน้อยหน่อย แต่ควรเตรียมพวกของกินไปให้เยอะ ๆแม้จะบอกว่าอาหารการกินในกองทัพนั้นไม่เลวแต่อย่างน้อยก็ควรนำติดไปกินแก้เบื่อบ้าง ! ”
“นำเงินไปให้เยอะหน่อยก็ดี! แต่ถึงอย่างไรเราก็มีเบี้ยเลี้ยงฉันได้ยินพ่อบอกว่าทหารอย่างพวกเราไม่ต้องทำงานหนักอะไรเพราะถึงอย่างไรพวกเราก็เรียนจบมัธยมปลายมา ! ” หลี่เทียนซื่อพูดเก่งมากเรียกได้ว่าเป็นรองจากฟู่เซินเลยก็ว่าได้
นอกจากนี้เขายังเป็นคนช่างสังเกตและอ่านสีหน้าคนได้เก่งอีกด้วยพอเข้าบ้านมาเห็นความเป็นอยู่ของครอบครัวฟู่เขาก็รู้ได้ทันทีว่าครอบครัวนี้ไม่ได้มีชีวิตยากลำบาก แม้จะไม่ถึงขั้นร่ำรวยอู้ฟู่แต่ก็นับว่าไม่ขาดแคลนอาหาร
ระหว่างทานข้าวไก่ตากแห้งกับเนื้อแพะผัดผงกะหรี่บนโต๊ะแทบจะทำให้เขาหยุดไม่อยู่ มันอร่อยมาก !
……
วันต่อมาหลี่เทียนซื่อมาถึงบ้านครอบครัวฟู่ตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า บ้านครอบครัวหวังค่อนข้างไกลแต่พวกเขาก็ยังคงมาถึงในตอนเก้าโมงเช้า คนที่มาถึงแต่เช้ายังมีครอบครัวของฟู่เฉิงและป้ากุ้ยหลานที่มาช่วยงาน
ที่บ้านมีผู้หญิงหลายคนทำให้ทุกอย่างที่ต้องจัดเตรียมถูกเตรียมไว้เรียบร้อยหมดแล้วแม้แต่โต๊ะอาหารก็ยังถูกจัดวางพร้อมแล้วเช่นกัน
ในตอนที่ฟู่ต้าอันมาถึงก็เป็นเวลาสิบโมงกว่าแล้วเขายืมจักรยานของช่างใหญ่ปั่นกลับมา เขารู้สึกดีใจมากเมื่อรู้ว่าฟู่ซินจะไปเข้ากรม
“อาสามอาเพิ่งมาหรอ ? เมื่อวานผมเพิ่งบอกให้อามาเร็ว ๆ หน่อยไม่ใช่หรือ ! ” ปีนี้ฟู่ต้าอันอายุ22 ปี แก่กว่าฟู่ซิน 4 ปี ตั้งแต่เด็กเขามักจะเล่นกับหลานชายทั้งสองคนเสมอและทั้งฟู่ซินกับฟู่เซินก็สนิทกับอาของพวกเขามากดังนั้นพวกเขาจึงมักจะพูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง
หวังซู่เหมยตบหัวเขา“ทำไมถึงพูดกับอาสามแบบนั้น ! ”
“พี่สะใภ้ไม่เป็นไร ผมชินแล้ว เจ้าเด็กคนนี้ เมื่อวานอาบอกให้นายอยู่ต่อ นายก็ไม่ฟังวันนี้ทำมาเป็นบ่นอา เมื่อเช้าอาต้องไปบ้านของช่างใหญ่เพื่อขอยืมจักรยานเขาปั่นมาบังเอิญผนังบ้านของเขาพัง ฉันเลยช่วยซ่อมให้แล้วถึงมาได้ทันเวลานี่แหละ”
ขณะที่ฟู่ต้าอันกำลังพูดอยู่เขาก็ปัดฝุ่นบนร่างกายออก แล้วไปคุยกับฟู่ซินและคนอื่น
ส่วนฟู่ต้านีนั้นเธอเพิ่งพาเก่อลี่และเก่อเฟินลูกสาวทั้งสองคนของเธอมาถึง เก่อหงจวินไม่ได้มาด้วยเขาบอกว่างานในทุ่งนามีเยอะ เฮอะ !
ปีนี้เก่อลี่อายุ10 ปี แก่กว่าเก่อเฟิน 3 ปี แต่ดูจากส่วนสูงของเธอแล้ว เธอเหมือนเด็กอายุ 7-8ปีมากกว่า อีกทั้งเธอยังมีร่างกายผอมซูบ เก่อเฟินเองก็ไม่ได้ต่างกันเลย
หวังซู่เหมยเห็นเด็กน้อยทั้งสองคนก็รีบเข้าไปกอดพวกเธอทันทีเพราะนานทีเหลือเกินที่เธอจะได้พบหลานสาวทั้งสองแบบนี้
“ลี่ลี่เฟินเฟิน ป้ามีขนม เดี๋ยวพวกหนูเอาไปกินและไปเล่นกับพวกพี่ ๆ เขานะ”เธอให้เด็กน้อยทั้งสองคนไปหาฟู่เยี่ยนแล้ว หวังซู่เหมยจึงหันไปมองน้องสาวของสามี
สมัยตอนอยู่บ้านแม้ว่าฟู่ต้านีจะไม่ใช่คนมีรูปร่างอวบ แต่เธอก็มีผิวพรรณดี หน้าตาสะสวยเรียกได้ว่าเป็นสาวงามคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ แต่พอเธอแต่งงานออกไปไม่กี่ปีเธอก็ต้องทำงานหนักทุกวัน ตอนนี้เธอดูเหมือนหญิงวัยสี่สิบทั้งที่เธอเพิ่งอายุเพียง 32 ปีเท่านั้น !
“พี่สะใภ้ยังมีงานอะไรให้ฉันช่วยทำอีกไหม” ฟู่ต้านีเป็นคนที่ขยันขันแข็งอยู่เสมอ
“เธอไม่ต้องทำอะไรแล้วพวกเราแค่รอให้เธอมาถึงเท่านั้น วันนี้ก็ผ่อนคลายหน่อยเถอะนะอย่าเอาแต่คิดเรื่องทำงานเลย แล้วหลังจากทานข้าวเสร็จก็อย่าเพิ่งกลับพี่ชายของเธอมีเรื่องจะคุยด้วย”
หวังซู่เหมยลูบมือน้องสาวสามีด้วยความรู้สึกที่หลากหลายแขนของน้องสาวสามีดูซีดเซียว ใบหน้าดูดี แต่ดูเหมือนมีแป้งปกปิดอยู่หลายชั้น
ฟู่ต้านีพยักหน้ารับแต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังไปช่วยหวังซู่เหมยยกอาหารมาขึ้นโต๊ะสุดท้ายเป็นหวังซู่เหมยที่ไล่ให้เธอไปนั่งพูดคุยกับคนอื่นก่อน
วันนี้เปรียบเสมือนฉากเพื่อการเยินยอความสามารถของฟู่เยี่ยนเป็นเพราะมีป้าเหอและป้าสะใภ้หลี่เซียงหยุนอยู่ด้วยทั้งสองจึงพากันพูดเกินจริงไปอย่างใหญ่โต
“ตอนนั้นที่เสี่ยวฮั่วบอกกับฉันว่าเสี่ยวจวินจะมีอันตรายฟู่เฉิงลูกชายของฉันยังไม่เชื่อเลย แต่วันนั้นเขาเห็นเด็กคนนั้นตกลงไปในแม่น้ำถ้าคนที่ตกน้ำเป็นเสี่ยวจวินล่ะก็ เขาคงจะเอาชีวิตไม่รอดแน่นอน!”
ป้าเหอกำลังพูดจนน้ำลายแตกฟองขณะจับมือขวาของฟู่เยี่ยนแล้วลูบไปลูบมาด้วย
“ใช่ไง! เสี่ยวฮั่วบอกว่าฉันจะมีเคราะห์ถึงขั้นเลือดตกยางออกตอนแรกฉันก็ไม่เชื่อเหมือนกัน แต่สุดท้าย ……เธอทำนายได้แม่นมาก ! ” หลี่เซียงหยุนไม่ยอมแพ้เช่นกันเธอกำลังพูดสรรเสริญฟู่เยี่ยนราวกับกำลังเยินยอเทพเซียนลงมาจุติอย่างไรอย่างนั้น !
ฟู่เยี่ยนทำได้เพียงปั้นหน้าแย้มยิ้มบาง ๆ เหมือนตัวมาสคอตโอลิมปิกไปทุกที
เมื่อได้ยินคำชมจากแฟนคลับตัวยงทั้งสองคนนี้คนอื่นก็เกิดความสงสัยว่ามันจะจริงแท้เพียงใดพวกเขาต่างก็อยากให้ฟู่เยี่ยนดูดวงให้ แต่ก็ยังลังเลอยู่
แต่คนเรามักแพ้ให้กับใจตัวเองเพราะสุดท้ายผู้ที่เอาชนะความลังเลของตนเองได้เป็นคนแรกก็คือหลี่เทียนซื่อ
“น้องสาวดูดวงให้พี่เทียนก่อน ส่วนนี่คือค่าครู ! ” ขณะที่พูด เขาก็หยิบเงิน 1หยวนออกจากกระเป๋าแล้วตบลงบนโต๊ะ
ในฐานะที่หลี่เทียนซื่อเป็นเด็กที่เข้าวัดเข้าวาหมั่นไปทำบุญกับย่าของตัวเองเป็นประจำ เขาจึงเข้าใจธรรมเนียมนี้เป็นอย่างดี
ฟู่เยี่ยนยังไม่ทันเอ่ยปากก็มีเงินมาวางตรงหน้า1 หยวนแล้ว เมื่อเห็นเงินย่อมมองเห็นถึงโชคชะตาของอีกฝ่ายทว่าฟู่เยี่ยนกลับปฏิเสธที่จะดูดวงให้
“ไม่ต้องห่วงหรอกพี่เป็นคนมีบุญ พี่จะได้อยู่อย่างเป็นสุข”ฟู่เยี่ยนพูดแล้วก็หยิบเอายันต์แคล้วคลาดที่พับไว้ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
“แต่ในเมื่อพี่เทียนจ่ายเงินมาแล้วพวกเราเองก็นับว่ามีวาสนาต่อกัน ฉันไม่ได้ทำนายดวงให้พี่ฉะนั้นพี่เอายันต์แคล้วคลาดนี้ไป มันจะช่วยปัดเป่าภันอันตรายออกไปให้พ้นตัวพี่”
พูดแล้วเธอก็ยื่นยันต์แคล้วคลาดให้กับหลี่เทียนซื่อหลี่เทียนซื่อรับมันมาอย่างมีความสุข เขาตั้งใจว่าจะเอาไปอวดย่าของตัวเองเสียหน่อย
ฟู่เยี่ยนหันไปมองทุกคนดูเหมือนอาสาม อาหญิงและป้ากุ้ยหลานต่างก็อยากดูดวงกันทั้งนั้นแต่วันนี้เธอไม่สามารถดูดวงให้ทุกคนได้ ฟู่เยี่ยนจึงมองไปยังอาสามและเลือกดูดวงให้เขา เพราะเธอมองเห็นถึงเรื่องเร่งด่วนของเขา !
“วันนี้หนูดูดวงให้ได้แค่คนเดียวจึงทำได้เพียงดูดวงให้กับคนที่มีวาสนาเท่านั้นหนูเห็นว่าวันนี้อาสามมีวาสนากับหนูที่สุดแล้ว หลังจากทานอาหารเสร็จ หนูจะดูดวงให้อาสามแล้วกัน”ฟู่เยี่ยนพูดจบ ฟู่ต้านีและป้ากุ้ยหลานก็ดูมีสีหน้าผิดหวังขึ้นมาทันที
“‘งั้นอาจะรอนะ! ” ฟู่ต้าอันดีใจมาก หลานสาวของเขาเหมือนเป็นเทพเซียนลงมาจุติเลยไม่รู้ว่าเรื่องราวของเขากับโม่ลี่จะได้ลงเอยกันหรือไม่ ! ฟู่ต้าอันถูมือด้วยความตื่นเต้นเขาพยายามเก็บอาการอย่างสุดความสามารถ !
“อาหญิงอากับป้ากุ้ยหลานต่อคิวไว้ก่อน แล้วหนูจะดูดวงให้ในภายหลัง” หลังจากพูดจบหวังซู่เหมยก็เรียกทุกคนไปทานข้าว
“มากินข้าวกันได้แล้ว! ” หวังซู่เหมยและฟู่เหมี่ยวจัดโต๊ะเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ทุกคนนั่งลงที่โต๊ะฟู่ต้าหย่งจึงหยิบเอาเหล้าบลูเบอร์รี่และเหล้าองุ่นที่ฟู่เยี่ยนหมักไว้ในวันนั้นออกมาดื่มฉลอง
“มาวันนี้เป็นวันดี ทุกคนมาลองชิมเหล้าหมักผลไม้ที่ซู่เหมยทำกันเถอะ ! มาชนแก้วกัน ! ”
ทุกคนต่างยกแก้วขึ้นเพื่อดื่มฉลองให้กับฟู่ซิน!
หวังซู่เหมยน้ำตาคลอเบ้าลูกชายของตนเองได้เข้ากรมกับเขาเสียทีฟู่เยี่ยนและคนอื่นต่างทยอยกันมาวนฟู่ซินดื่มฉลองจนตอนนี้เขาดื่มจนใกล้เมาเต็มทีแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้นดวงตาของเขายังคงเป็นประกาย! แขกและเจ้าภาพกินดื่มกันอย่างสนุกสนาน ถึงแม้แขกทุกคนที่มาจะเป็นคนธรรมดาแต่พวกเขาต่างก็มีของขวัญติดไม้ติดมือมาด้วย
แต่ฟู่ต้าหย่งรับรู้ถึงความลำบากของแต่ละครอบครัวดีเขาจึงตัดสินใจไม่รับของขวัญ ทว่ามีของขวัญอยู่ชิ้นหนึ่งที่ฟู่ต้าหย่งชอบมาก
เพราะฟู่ต้าอันนำตั๋วซื้อรถจักรยานมาให้เขา1 ใบ !
“พี่ใหญ่ฉันเองก็ไม่มีอะไรจะให้เป็นของขวัญแก่เสี่ยวจินเช่นกันบังเอิญที่โรงงานของฉันมีการแข่งขันทักษะไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ฉันชนะอันดับที่ 1มาและรางวัลก็คือตั๋วใบนี้” ฟู่ต้าอันนำตั๋วรถจักรยานของตนเองยื่นให้ฟู่เยี่ยน
“ในเมื่อวันนี้หลานสาวและฉันมีวาสนาต่อกันฉันก็จะคิดเสียว่าตั๋วใบนี้คือค่าดูดวงด้วย ใช้ของชิ้นเดียวแทนน้ำใจให้กับคนสองคนพี่ว่าฉันฉลาดไหมล่ะ ? ” พูดแล้วเขายังยักคิ้วให้ทุกคนที่เห็นแบบนั้นต่างพากันขบขันกับท่าทีของเขา
ในตอนแรกฟู่ต้าหย่งไม่อยากรับมาเพราะเขาคิดว่าหากต้าอันใช้สิ่งนี้เป็นของหมั้นหมายตอนที่เขาแต่งงานมันคงมีหน้ามีตาไม่น้อย
แต่ฟู่ต้าอันพูดมาขนาดนี้แล้วฟู่ต้าหย่งจึงรับมันไว้อย่างมากในอนาคตเขาก็จะมอบมันเป็นของหมั้นเพิ่มไปให้กับน้องชายคิดเสียว่าเป็นของขวัญจากพี่ใหญ่ต้องบอกเลยว่าตอนนี้ฟู่ต้าหย่งได้ลืมฟู่เหล่าชวนไปแล้ว
วันนี้เขาไม่ได้เชิญฟู่เหล่าชวนมาไม่ว่าจะเป็นฟู่ต้าอันหรือฟู่ต้านีต่างก็ไม่มีใครพูดถึงพ่อของตนเองเลย
ฟู่เยี่ยนมองพ่อของตัวเองเป็นเหมือนเด็กคนหนึ่งที่มีของที่อยากได้คราวที่แล้วตอนไปร้านค้าสหกรณ์ พ่อของเธอมองจักรยานอยู่นานในใจของเธอคิดว่าเธอจะต้องเพิ่มลู่ทางหาเงินเพิ่ม จะได้ทำเงินได้มากขึ้น
หลังจากทานข้าวเสร็จแล้วทุกคนก็นั่งพักผ่อน ฟู่ต้าอันนั่งมองหลานสาวของเขาราวกับกำลังคาดหวังว่า:เมื่อไหร่เธอจะดูดวงให้อาเสียที !
ฟู่เยี่ยนเห็นอาสามจ้องเธอจนตาแทบจะบอดอยู่แล้วผู้ชายที่มีความรักช่างน่ากลัวเสียจริง !
ดังนั้นทั้งครอบครัวจึงช่วยกันเก็บโต๊ะอาหารฟู่เยี่ยนนำเหรียญห้าจักรพรรดิทั้งสามเหรียญที่เธอเคยใช้ดูดวงให้ไป๋โม่เฉินออกมา
เธอกำลังจะดูดวงด้วยการเสี่ยงทายเหรียญเพราะดูเหมือนว่างานแต่งงานของอาสามได้ถูกกำหนดไว้แล้ว !