จีอู๋ซวงถามอย่างระมัดระวัง
ทันทีที่สิ้นเสียงกลับได้ยินตี้หลิงหานกล่าวว่า “มู่อันเหยียนนางไม่มีทางยอมรับแน่”
สตรีผู้นั้นเจ้าเล่ห์ฉลาดแกมโกง ตราบใดที่มิอาจจับนางได้คาหนังคาเขา ต่อให้เอามีดจ่อคอนางก็ไม่มีทางยอมรับแน่
ความหน้าหนาของคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่เขาเองก็เคยประสบมาแล้ว
“แล้วเจ้าคิดจะทำเยี่ยงไร?อาหาน เช่นนั้นก็ช่างมันเถิด เจ้าลองคิดดู ถึงอย่างไรราตรีนี้มู่อันเหยียนก็เป็นผู้ที่ช่วยชีวิตเจ้าหากมิใช่เพราะนาง ผลที่ตามมาคงยากเกินจินตนาการ โดยเฉพาะเพื่อช่วยเจ้าแล้วนางถึงกับเปิดโปงความสามารถบุตรชายของตน ทักษะทางการแพทย์ของบุตรชายนางเก่งกาจถึงเพียงนั้นในภายภาคหน้าชีวิตของเจ้าก็ขึ้นอยู่กับเด็กผู้นั้นแล้ว”
จีอู๋ซวงลดเสียงลงเมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์โดยรวม
เขากลัวจริงๆว่าตี้หลิงหานจะมิอาจควบคุมความโกรธของตนเองได้และจะบุกไปต่อกรกับคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้นอย่างไรเปิ่นกงก็เป็นผู้ที่มีอัธยาศัยดี อั้นจิ่ววันพรุ่งเจ้านำถ้วยหลิวหลีที่เหลือไปมอบให้คุณหนูใหญ่ตระกูลมู่อย่างไรก็ต้องประกอบให้เข้าชุด ยังมีปลอกหมอน ให้จัดส่งไปเช่นกัน ผ้านี้ทำจากผ้าไหมน้ำแข็งเมื่อรวมกับหมอนหยกจะช่วยให้นอนหลับดียิ่ง...”
“พ่ะย่ะค่ะ”
อั้นจิ่วพยักหน้านายท่านช่างชั่วร้ายและเจ้าเล่ห์ยิ่ง ยามเช้าวันพรุ่งเมื่อนำของทั้งสองไปส่งมอบให้คุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ไม่จำเป็นต้องพูดอันใด แม่นางมู่ก็สามารถเข้าใจความหมายได้ทันที
“เช่นนั้น แล้วกระบี่เล่มนี้เล่า?”
จีอู๋ซวงถามด้วยความงุนงงได้ยินเพียงตี้หลิงหานพ่นลมหายใจเย็นชา “กระบี่เล่มนี้ก็ส่งไปเช่นกันเจ้าถือโอกาสบอกมู่อันเหยียนด้วยว่าสิ่งอื่นล้วนเก็บไว้ได้แต่ไม่อนุญาตให้ตัวกระบี่ขาดอัญมณีไปสักเม็ด จำเป็นต้องหาคนมาประกอบกลับให้เปิ่นกงด้วย...”
“พ่ะย่ะค่ะ”
อั้นจิ่วประสานมือคำนับ
ตี้หลิงหานโบกมืออั้นจิ่วจึงถอยหลังกลับและส่งจีอู๋ซวงไปพักผ่อน เนื่องจากเวลาล่วงเลยไปมากแล้วจีอู๋ซวงจึงค้างที่จวนไท่จื่อ ภายในจวนไท่จื่อนี้ เขามีเรือนเป็นของตนเองโดยเฉพาะราตรีกำลังจะผ่านพ้น ทว่าตี้หลิงหานกลับไม่รู้สึกง่วงงุนสักนิดเขาเดินจากห้องนอนไปยังห้องหนังสือ และยืนนิ่งอยู่ในนั้น มองภาพวาดของตนที่จำโฉมเดิมแทบมิได้ตี้หลิงหานเม้มริมฝีปากเขาแทบจะจินตนาการท่าทางของมู่อันเหยียนยามที่เข้ามาในห้องหนังสือแล้วพบภาพวาดนี้ได้นางคงโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงเลยทีเดียว
มู่อันเหยียน...
เขาพึมพำชื่อนี้ผ่านริมฝีปาก
ตกลงแล้วนางเป็นคนเช่นไร?
ช่วงเวลาสี่ปีที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยสามารถทำให้คนผู้หนึ่งเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิงได้จริงหรือ?
เขาหรี่ตาลง ภาพที่เห็นพร่ามัวสตรีเบื้องหน้าเขาฉลาดเรียบร้อย ท่าทีสงบนิ่ง ไม่พูดจามากความ ทว่ายามอยู่ต่อหน้าเขากลับมีความเข้มแข็งในสายตานี่คือมู่อันเหยียนเมื่อสี่ปีก่อน
ทว่าภาพกลับค่อยๆเปลี่ยนไป สตรีตรงหน้าพร่ามัวลงเรื่อยๆ ก่อนจะสะท้อนดวงตาแมวคู่หนึ่งออกมา รูปโฉมยังคงงดงามโดดเด่นทว่าคิ้วและดวงตากลับเปี่ยมด้วยความหยิ่งผยอง ยามยิ้มก็พาให้จิตใจโบยบินเพียงกะพริบตาก็เป็นได้ทั้งมีดและบุปผา ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของนาง
...
เนื่องจากวิ่งวุ่นไปมาทั้งคืนพอฮวาเหยียนทิ้งตัวลงนอนก็ผล็อยหลับไปทันที นางหลับยาวจนถึงยามอู่ เมื่อตื่นขึ้นมาก็รู้สึกเวียนหัวเล็กน้อย จึงนอนอย่างเกียจคร้านบนเตียงอีกครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้นมาแม้จะรับรู้ถึงการมีตัวตนของเหล่าข้ารับใช้ในเรือนชิงเฟิงได้น้อยทว่าหน้าที่ที่ต้องทำก็ล้วนจัดการอย่างเรียบร้อย มิได้แอบอู้แต่อย่างใด
วันนี้ฮวาเหยียนสวมกระโปรงสีเขียวอ่อนราวกับถักทอจากใบหลิวที่เพิ่งถูกเด็ดลงมาในฤดูร้อน เอวเล็กใบหน้างาม นางเป็นสตรีโฉมสะคราญอย่างแท้จริง
นางลุกขึ้นและเดินเล่นในจวนสักพักจากนั้นจึงไปหาหยวนเป่าเพื่อเรียกให้ไปทานข้าวด้วยกันทว่ากลับได้รับรายงานว่าหยวนเป่าออกจากจวนไปแล้ว นางไปหาบิดา ปรากฏว่าบิดาก็ไปว่าราชการที่ท้องพระโรงแล้วส่วนพี่ใหญ่ยิ่งมิต้องกล่าวถึง แต่ไรมาก็เอาแต่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวัง ทั่วทั้งจวนตระกูลมู่จึงเหลือคนเกียจคร้านเช่นนางเพียงคนเดียว
เดิมทีนางกำลังคิดจะชวนพี่หญิงมู่ไปเดินซื้อของท้ายที่สุดกลับนึกขึ้นได้ว่านางถูกบิดาสั่งกักบริเวณอยู่! เรื่องนี้ทำให้ฮวาเหยียนรู้สึกอึดอัดใจนักนางเดินไปที่ห้องอาหารด้วยท่าทีบูดบึ้ง พอดีกับที่เห็นพ่อบ้านลุงหวังหิ้วตะกร้าเดินมาเมื่อเห็นฮวาเหยียนดวงตาของเขาก็ลุกวาว ยิ้มจนใบหน้าเกิดรอยย่น ก่อนจะเดินเข้ามาหา“คุณหนูใหญ่ ตื่นแล้วหรือขอรับ ข้าน้อยรอท่านอยู่นานทีเดียว...”
“เหตุใดจึงรอข้าเล่า?ลุงหวัง มีเรื่องอันใดหรือ?”
ฮวาเหยียนหาวอีกรอบท่าทางดั่งไร้จิตวิญญาณ
ลุงหวังรู้สึกอิ่มเอิบใจยิ่งยามได้ยินฮวาเหยียนเรียกตนว่าลุงหวัง ริ้วรอยบนใบหน้าแย้มยิ้มของเขาก็ยิ่งย่นกว่าเดิม
“คุณหนูใหญ่ขอรับนี่เป็นของที่ข้ารับใช้ในจวนตระกูลมู่นำมาส่ง บอกว่าเป็นของที่คุณหนูใหญ่มู่เฉิงอินมอบให้ท่านขอรับ”
ดวงตาของฮวาเหยียนเปล่งประกายพี่หญิงมู่มอบของให้นางหรือ? นางรีบหยิบตะกร้าไม้ไผ่มาจากมือของพ่อบ้านลุงหวังเห็นเพียงในตะกร้าคลุมด้วยผ้าสีแดงหนึ่งชั้น บนผ้าแดงปักภาพดอกโบตั๋นสองดอกกำลังเบ่งบานงดงามเมื่อฮวาเหยียนคลี่ออกจึงเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใน
เป็นขนมสองจานขนมอิงฮวา [1] หนึ่งจาน และขนมพุทราเชื่อมหนึ่งจานแม้จำนวนจะไม่มาก ทุกจานวางขนมชิ้นเล็กเพียงหกชิ้น ทว่ากลับเห็นความประณีตและงดงามได้อย่างชัดเจน
นอกจากนี้ในตะกร้ายังมีจดหมายวางเอาไว้ฮวาเหยียนเปิดออกอ่าน ในนั้นมีตัวอักษรเล็กๆ สามบรรทัดที่บรรจงเขียนอย่างงดงามซึ่งมู่เฉิงอินเป็นผู้เขียนด้วยตนเอง ที่แท้ของทานเล่นสองจานนี้เป็นนางที่ลงมือและอยากให้ฮวาเหยียนได้ลองชิม
ฮวาเหยียนหยิบขนมอิงฮวาขึ้นมาชิ้นหนึ่งแล้วใส่เข้าปากกลิ่นหอมติดอยู่ที่ริมฝีปากและฟันของนาง อร่อยจนแทบทนไม่ไหว ทั้งหอมทั้งหวาน แต่กลับไม่เลี่ยนสักนิด
ฮวาเหยียนกินไปหนึ่งชิ้นก็รู้สึกเสียดายหักใจกินอีกไม่ลง คิดเพียงว่าของที่พี่หญิงมู่ทำขึ้นช่างอร่อยนักนางมิอาจทานเรียบคนเดียวได้ อย่างไรก็ต้องเก็บไว้ให้พี่ใหญ่ได้ลิ้มรสสักสองสามชิ้นนางจึงถือตะกร้าเดินไปทางห้องอาหาร
ยังไม่ถึงเวลารับประทานอาหารมื้อสายทว่าห้องครัวต้องอุ่นข้าวร้อนๆ เอาไว้เพื่อความสะดวกของเหล่าเจ้านายเผื่อเวลาใดที่ผู้เป็นนายหิวก็สามารถมาทานได้ทุกเมื่อฮวาเหยียนสั่งสาวใช้ให้ไปนำอาหารมาจากในครัว นางมองขนมทั้งสองจาน หักห้ามใจไม่ไหวจึงทานไปอีกชิ้นนางพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง ใบหน้าสดใสราวกับอาบย้อมแสงอาทิตย์
ทันใดนั้น ด้านนอกก็มีคนมารายงานว่ามีคนจากจวนไท่จื่อต้องการพบคุณหนูใหญ่กำลังรออยู่ที่หน้าประตู
เมื่อฮวาเหยียนได้ยินเช่นนี้ใจของนางพลันเต้นกระตุก คนจากจวนไท่จื่อบุกมาถึงประตูจวนแล้วหรือ?
ปฏิกิริยาโต้ตอบแรกของฮวาเหยียนคือตี้หลิงหานส่งคนมาเอาของกลับ!
ทว่าหลังคิดทบทวนแล้วนางมิได้ทิ้งหลักฐานใดไว้ แม้ทุกคนในจวนไท่จื่อจะทราบว่านางคือโจรผู้นั้น แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่มีหลักฐาน!
ดังนั้นฮวาเหยียนจึงลุกขึ้นยืนค่อยๆ ย่างก้าวอย่างเย่อหยิ่งไปทางประตูจวน
นางมองจากระยะไกลก็เห็นอั้นจิ่วยืนรออยู่ที่นั่นเมื่อพบว่าฮวาเหยียนมาถึงแล้ว เขาจึงเร่งร้อนก้าวออกมาเพื่อคำนับ “คุณหนูใหญ่ตระกูลมู่”
ท่าทางเคารพนับถือยิ่ง
ด้วยเหตุที่ฮวาเหยียนและหยวนเป่าได้ช่วยชีวิตตี้หลิงหานเอาไว้ในสายตาของเหล่าองครักษ์เงาจึงมองว่าพวกนางคือวีรบุรุษและวีรสตรีที่สร้างคุณูปการอันใหญ่ยิ่ง ดังนั้นท่าทีของอั้นจิ่วจึงเปี่ยมด้วยความเคารพนบนอบ กระทั่งใบหน้าน้ำแข็งที่มิเปลี่ยนแปลงมานับพันปีก็นุ่มนวลลงกว่าแต่ก่อนมาก
ฮวาเหยียนเหลียวซ้ายแลขวาก่อนจะพบว่ามีอั้นจิ่วเพียงผู้เดียวและไม่พบเงาของตี้หลิงหาน นับว่าถูกต้อง แม้องค์รัชทายาทเช่นเขามีเรื่องต้องการตรัสแต่ก็คงมิอาจมาได้ด้วยตนเอง
“อั้นจิ่วเจ้ามาทำอันใดหรือ?”
ฮวาเหยียนถามเขา
“แค่ก...”
อั้นจิ่วกระแอมไอหยิบถุงยาวที่เขาแบกไว้บนหลังยื่นให้นาง การกระทำนี้สร้างความสับสนให้แก่ฮวาเหยียนนัก“นี่คือสิ่งใด?”
เมื่อพูดจบนางก็เปิดถุงทันที“ในนั้นมีถ้วยแก้วหลิวหลีแสงจันทรา ปลอกหมอนไหมน้ำแข็ง และกระบี่ที่ฝักเปลี่ยนโฉมจนจำมิได้ขอรับ...”
เชิงอรรถ
[1] ขนมอิงฮวา 樱花糕 (Yīng huā gāo) หมายถึง เค้กดอกซากุระ