“ขอบคุณท่านมากนะเ้าคะ” อันซิ่วเอ๋อร์เอ่ยขอบคุณเมื่อเห็นเหล่าคนชั่วจากไปแล้วนางกับสหายจึงถอนหายใจโล่งอก นางแย้มยิ้มน้อยๆก่อนจะหยิบพู่ห้อยรูปผีเสื้ออันงดงามจากตะกร้าส่งให้จางเจิ้นอัน
“ขอมอบสิ่งนี้ให้ท่านเป็การขอบคุณเ้าค่ะ”
จางเจิ้นอันรับของที่หญิงสาวมอบให้มองตามแผ่นหลังบอบบางที่หันจากไป รู้สึกกะทันหันจนประหลาดใจอยู่บ้างแต่ก็เพียงเก็บของสิ่งนั้นไว้ แล้วก้าวเท้ายาวๆ มุ่งหน้าต่อไปยังสุดทาง
จากนั้นอันซิ่วเอ๋อร์จึงไปยังร้านผ้าเพียงลำพังนำพู่ห้อยที่เหลือทั้งหมดขายให้กับเถ้าแก่เนี้ยเ้าของร้านพู่ห้อยสิบกว่าชิ้นแลกเงินมาได้เพียงแปดอีแปะ ซึ่งก็หมดไปกับการซื้อเข็ม ด้ายและผ้าไหมสำหรับทำผ้าเช็ดหน้า
ปกติแล้วการนำพู่ห้อยมาขายส่งให้ร้านค้าเช่นนี้มักจะได้ราคาเพียงครึ่งเดียวของราคาขายปลีกด้วยเหตุนี้ ทุกครั้งที่มาตลาด อันซิ่วเอ๋อร์จึงมักจะลองตั้งแผงขายเองก่อนหากมีเหลือจึงค่อยนำมาขายส่งให้ร้านค้า
เถ้าแก่เนี้ยร้านนี้เห็นว่างานฝีมือของนางประณีตงดงามจึงเอ็นดูหญิงสาวอยู่ไม่น้อย เมื่อเห็นนางนำเงินที่ได้ไปซื้อของในร้านต่อเถ้าแก่เนี้ยจึงแถมเศษผ้าให้อีกเล็กน้อย อันซิ่วเอ๋อร์ดีใจมากเพราะเมื่อรวมกับเศษผ้าที่มีอยู่เดิม ก็พอจะนำไปเย็บพื้นรองเท้าคู่ใหม่ได้
“ขอบคุณเถ้าแก่เนี้ยเ้าค่ะ” อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวขอบคุณพร้อมกับโค้งคำนับเล็กน้อยแล้วจึงหมุนตัวเดินจากไป
ต่อมานางก็ไปเลือกซื้อกล้องยาสูบให้พ่อเฒ่าอันซื้อปิ่นปักผมทองแดงเคลือบสีให้ท่านแม่เหลียงซื่อเมื่อซื้อของเสร็จเรียบร้อยก็ยังพอเหลือเงินติดตัวอยู่สองสามอีแปะครั้นเห็นริมทางมีร้านขายลูกอมมันเทศ จึงใช้เงินหนึ่งอีแปะซื้อมาสิบเม็ดส่วนอีกสองอีแปะที่เหลือซื้อเชือกผูกผมสีแดงสองเส้นไปฝากต้ายาและเอ้อร์ยาเด็กหญิงทั้งสอง
เมื่อซื้อของทั้งหมดนี้แล้วเงินในตัวนางก็เหลือเพียงสองอีแปะเท่านั้น ขณะเดินกลับนางใช้เงินหนึ่งอีแปะซื้อก้อนแป้งเนื้อหยาบสองชิ้นพอเห็นขอทานน้อยคนหนึ่งยืนมองนางตาละห้อยอยู่ข้างๆ ด้วยความสงสารจึงแบ่งให้เขาไปชิ้นหนึ่ง ส่วนตัวเองก็ถือก้อนแป้งอีกชิ้นเดินกินไปพลางแม้ก้อนแป้งหยาบจะสากคออยู่บ้าง แต่นางกลับรู้สึกว่ามันหอมหวานยิ่งนัก
ยามบ่ายคล้อย ตลาดเริ่มวายอันซิ่วเอ๋อร์เดินมาจนสุดถนน ก็พบกับเหล่าป้าๆ ในหมู่บ้านหลายคนพอพวกนางเห็นอันซิ่วเอ๋อร์ ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยหยอกล้อนางอีกตามเคย
ชาวบ้านทั่วไปเวลาเดินทางมักชอบมีเพื่อนร่วมทางอันซิ่วเอ๋อร์เองก็ยังไม่รีบร้อนกลับบ้าน จึงตัดสินใจเดินกลับไปพร้อมกับพวกนาง
พอเดินผ่านท่าเรือเหล่าสตรีที่พอมีเงินเหลือติดตัวอยู่บ้างก็เอ่ยลาอันซิ่วเอ๋อร์เตรียมตัวลงเรือกลับบ้าน ค่าโดยสารเรือนั้นไม่แพง เพียงหนึ่งอีแปะเท่านั้นทว่าอันซิ่วเอ๋อร์คลำเหรียญอีแปะสุดท้ายในอกเสื้อแล้ว ก็ยังตัดใจใช้ไม่ได้
หากกลับทางน้ำ ระยะทางเพียงสามถึงห้าลี้แต่หากต้องเดินลัดเลาะไปตามเขา จะต้องอ้อมเป็ระยะทางกว่าสิบลี้
เหล่าป้าที่อยู่ข้างๆเห็นอันซิ่วเอ๋อร์ไม่ลงเรือไปด้วย ก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย จึงเอ่ยถาม“ซิ่วเอ๋อร์ ทำไมเ้าไม่นั่งเรือกลับเล่า?”
ใครๆก็รู้ว่าพ่อแม่ของอันซิ่วเอ๋อร์รักและตามใจนางมากเพียงใด ต่อให้ฐานะทางบ้านจะยากจนแต่ก่อนนี้นางไปกลับตลาดนัดแทบไม่เคยต้องเดินเท้าเลยพวกสตรีเ่าั้จึงแปลกใจที่เห็นวันนี้ นางกลับต้องเดินไปเดินกลับเอง
“เงินข้าหมดไปกับการซื้อของให้คนที่บ้านแล้วเ้าค่ะ”อันซิ่วเอ๋อร์เม้มปากยิ้มตอบ “เดินกลับพร้อมพวกป้าก็ดีเหมือนกันถือว่าชมวิวทิวทัศน์ข้างทางไปด้วย”
“ูเาแห้งแล้ง ลำธารกันดารเช่นนี้จะมีทิวทัศน์อันใดให้ชมกัน” สตรีร่างท้วมคนหนึ่งหัวเราะเยาะทำหน้าทะเล้นใส่อันซิ่วเอ๋อร์ พลางพูดว่า “เ้าไม่มีเงินแต่ก็นั่งเรือโดยไม่เสียเงินได้นี่นา”
พูดพลางก็บุ้ยใบ้ไปทางแม่น้ำอันซิ่วเอ๋อร์มองตามไป ก็เห็นเรือของจางเจิ้นอันกำลังพายลอยลำเข้ามาอย่างช้าๆ
“เ้ากำลังจะได้เป็ภรรยาของเขาไม่ใช่รึ?ให้เขาไปส่งสักหน่อยจะเป็ไรไป?” สตรีคนเดิมพูดต่อ“พวกข้าจะได้อาศัยใบบุญเ้าไปด้วย”
คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่ล้วนเกรงกลัวจางเจิ้นอันแต่ตรงนี้มีคนอยู่มาก ทั้งยังมีอันซิ่วเอ๋อร์อยู่ด้วยพวกสตรีเหล่านี้จึงใจกล้าขึ้นมา
อันซิ่วเอ๋อร์ไม่อยากนั่งเรือของจางเจิ้นอันนักจึงก้มหน้าตอบ “คงไม่เหมาะกระมังเ้าคะ?”
“มีอะไรไม่เหมาะสมกัน?” พวกสตรีมองอันซิ่วเอ๋อร์แล้วยิ้มให้กัน มีคนใจกล้าะโเรียกไปทางเรือว่า“จางเจิ้นอัน ว่าที่ภรรยาของเ้าอยู่นี่แล้วไม่คิดจะพานางกลับบ้านหน่อยหรือ?”
จางเจิ้นอันชินชากับพวกสตรีช่างเจรจาเหล่านี้มานานแล้วแต่ไหนแต่ไรมาเขาก็ไม่เคยใส่ใจพวกนาง บัดนี้พอได้ยินเสียงเรียกจึงเงยหน้ามองไปยังริมฝั่ง เห็นเพียงท่ามกลางกลุ่มสตรีร่างท้วมเ่าั้มีหญิงสาวนางหนึ่งในชุดสีเขียวอ่อน รูปร่างบอบบาง ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ งดงามอรชรดั่งกิ่งหลิว
ที่แท้ก็คือนางนี่เองว่าที่ภรรยาที่เขาต้องแต่งเข้าบ้าน? จางเจิ้นอันพลันเข้าใจขึ้นมาว่าเหตุใดเมื่อครู่ที่ตลาดนางจึงเอาแต่หลบอยู่ด้านหลังเขา
ราวกับััได้ถึงสายตาที่เขามองมาอันซิ่วเอ๋อร์เพียงเหลือบมองเขาแวบหนึ่งแล้วก็ก้มหน้าลงทันทีนางรู้สึกแก้มร้อนผ่าวเมื่อถูกพวกสตรีหยอกล้อ
เห็นจางเจิ้นอันนิ่งเงียบไปนานพวกสตรีก็เลิกพูดเื่นี้ เพียงแต่หันมาบอกอันซิ่วเอ๋อร์ว่า“ดูท่าทางจางเจิ้นอันผู้นี้คงประหลาดคนจริงๆได้ยินว่าเรือของเขาไม่เคยให้ใครขึ้น ไม่นึกเลยว่าแม้แต่เ้าเขาก็ยังไม่ยอมให้โดยสารด้วย”
อันซิ่วเอ๋อร์ได้ยินเช่นนั้นในใจก็อดรู้สึกผิดหวังเล็กๆ ไม่ได้ แต่ก็ยังฝืนยิ้มตอบ“พวกเรายังไม่ได้แต่งงานกันนี่เ้าคะ เขารักษาระยะห่างไม่ให้ข้านั่งเรือก็เป็เื่ธรรมดา”
“รักษาระยะห่างอะไรกัน? พวกเราก็อยู่กันตั้งหลายคน” สตรีคนหนึ่งแย้งขึ้น“บ้านนอกคอกนาอย่างเรา จะมีธรรมเนียมอะไรมากมายพวกเ้าก็แลกหนังสือแต่งงานกันแล้ว เ้าก็ถือเป็คนของเขาแล้วแค่ยังไม่ได้เข้าพิธีเท่านั้นเอง”
“ใช่แล้ว ซิ่วเอ๋อร์เ้าแต่งเข้าไปแล้วต้องระวังตัวให้ดีนะ ดูท่าทางเขาแล้ว เผลอๆอาจจะเหมือนกับเ้าหลี่คนขายเนื้อในหมู่บ้าน ที่ชอบทุบตีเมียที่สุดก็ได้” สตรีอีกคนเสริม
“เฮ้อๆว่ากันว่าเ้าหลี่คนขายเนื้อนั่นมือหนักจริงๆ ดูเมียเขาสิ หน้าตาบวมปูดไม่เคยได้ยุบเลย” สตรีอีกนางกล่าวสมทบ
“ข้าว่าจางเจิ้นอันคนนี้ประหลาดกว่าเ้าหลี่นั่นเสียอีกนะ”
“ใช่ๆ ซิ่วเอ๋อร์เ้าแต่งไปแล้วต้องระวังตัวมากๆ เลยนะ”
พวกนางพูดคุยกันอย่างออกรสโดยไม่เกรงใจอันซิ่วเอ๋อร์แม้แต่น้อยราวกับว่าอนาคตของนางคือการถูกสามีทุบตีไปชั่วชีวิต
อันซิ่วเอ๋อร์ได้แต่ก้มหน้านิ่งนางไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วจางเจิ้นอันเป็คนเช่นไร แม้แต่ในความฝันเมื่อชาติก่อนนางก็ไม่ได้ใส่ใจเขามากนักแต่นางกลับรู้สึกว่าจางเจิ้นอันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่พวกนางพูดหรือต่อให้เขาเป็คนน่ากลัวจริงๆ นางก็พร้อมจะยอมรับ
“พวกเราไปกันเถอะเ้าค่ะ” อันซิ่วเอ๋อร์เอ่ยกับพวกสตรีอย่างสงบนางไม่อยากพูดคุยเื่นี้กับพวกนางอีกต่อไป
“ขึ้นมาเถอะ” ขณะที่อันซิ่วเอ๋อร์กำลังจะก้าวเดินจางเจิ้นอันกลับพายเรือเข้ามาเทียบท่าพอดี อันซิ่วเอ๋อร์หยุดชะงักมองไปยังจางเจิ้นอันที่หัวเรือด้วยความประหลาดใจส่วนพวกสตรีต่างพากันหัวเราะคิกคัก เดินตรงไปยังเรือของเขาทันที
ที่พวกนางพูดจามากมายก่อนหน้านี้ก็เพียงเพื่อ้าอาศัยนั่งเรือกลับด้วยก็เท่านั้น อันซิ่วเอ๋อร์รู้ดี
“ซิ่วเอ๋อร์ เ้ายืนเหม่ออะไรอยู่?ขึ้นมาสิ?” สตรีคนหนึ่งดึงแขนนางอันซิ่วเอ๋อร์เซไปเล็กน้อย ก่อนจะก้าวขึ้นเรือของจางเจิ้นอันอย่างทุลักทุเล
ผิดจากที่คาดไว้ตอนแรกอันซิ่วเอ๋อร์คิดว่าเขาเป็ชาวประมง ในเรือคงจะอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวปลาแต่กลับไม่เป็เช่นนั้น เรือของเขากลับไม่มีกลิ่นคาวเ่าั้เลยทั้งยังถูกจัดเก็บไว้อย่างสะอาดสะอ้านเป็ระเบียบ
เรือลำนี้ไม่ใหญ่มากนัก ตรงกลางมีโต๊ะเตี้ยๆตัวหนึ่ง บนโต๊ะมีกาสุราหนึ่งใบวางอยู่ เหล่าสตรีทักทายจางเจิ้นอันพอเป็พิธีแล้วต่างก็หาที่นั่งของตนเอง ในห้องโดยสารเล็กๆ นั้นไม่มีที่ว่างเหลือแล้วอันซิ่วเอ๋อร์จึงได้แต่ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ตรงนั้น
“เ้าไปข้างหน้าสิ” สตรีคนหนึ่งบอกพลางผลักนางเบาๆให้เดินไปทางหัวเรือ
บางทีอาจเป็เพราะจางเจิ้นอันยอมให้พวกนางเข้ามาในห้องโดยสารแล้วพวกสตรีจึงใจกล้าขึ้น เริ่มพูดจาล้อเลียนจางเจิ้นอันอีกครั้ง“จางเจิ้นอัน ดูสิ ภรรยาที่เ้าแต่งเข้าบ้าน งดงามเพียงใด”
“ใช่แล้วไม่นึกเลยว่าเ้าจะมีวาสนาขนาดนี้ คว้าดอกไม้งามอันดับหนึ่งของหมู่บ้านเราไปได้”
ใบหน้าของอันซิ่วเอ๋อร์ยิ่งแดงซ่านขึ้นไปอีกพอพวกสตรีเห็นท่าทางเช่นนั้นของนาง ก็ยิ่งพากันหัวเราะเสียงดัง
อันที่จริงก็ดีเหมือนกันอันซิ่วเอ๋อร์มองดูพวกนางหัวเราะอย่างมีความสุข ตัวนางเองก็เม้มปากยิ้มตามชีวิตที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาเช่นนี้ ช่างงดงามเสียจริง
อันซิ่วเอ๋อร์รวบรวมความกล้าเดินไปที่หัวเรือนางยืนอยู่ด้านหลังจางเจิ้นอัน มองดูเขาพายเรือ เมื่อมีคนเพิ่มขึ้นมาหลายคนเห็นได้ชัดว่าเรือจมลงเล็กน้อย แต่เขาก็ยังคงตวัดไม้พายได้อย่างคล่องแคล่วสบายๆ
เมื่อรู้สึกได้ว่าอันซิ่วเอ๋อร์ยืนอยู่ด้านหลังเขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง เพียงเอ่ยขึ้นประโยคหนึ่งว่า“เข้าไปนั่งในห้องโดยสารเถอะ ข้างนอกลมแรง”
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะข้ายืนตากลมตรงนี้สบายดี” อันซิ่วเอ๋อร์ตอบ
จางเจิ้นอันได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้สนใจนางอีกอันซิ่วเอ๋อร์ลอบพิจารณาเขาอย่างละเอียด ชายหนุ่มสวมเสื้อผ้าสีดำและหมวกงอบรูปร่างสูงใหญ่กำยำ ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายเ็า ชวนให้ผู้คนไม่กล้าเข้าใกล้
อันซิ่วเอ๋อร์นึกถึงหลี่คนขายเนื้อในหมู่บ้านคนผู้นั้นมีหน้าตาดุดันน่ากลัวแต่ถึงกระนั้นนางก็รู้สึกว่าหลี่คนขายเนื้อเทียบจางเจิ้นอันไม่ได้เลยนางรู้สึกว่าจางเจิ้นอันดูดีกว่าคนผู้นั้นมาก
ยืนอยู่ครู่หนึ่งนางก็หยิบเก้าอี้พับตัวเล็กออกมาจากตะกร้าแล้วนั่งลง กระแสน้ำไหลเอื่อยท้องน้ำเป็สีเขียวมรกต สองฟากฝั่งเป็ทิวเขาสูงตระหง่าน สายน้ำใสสะอาดเมืองลั่วเหอแห่งนี้ อันที่จริงก็งดงามไม่น้อย
สายลมเย็นพัดโชยมาต้องเส้นผมของนางเบาๆที่ผ่านมาอันซิ่วเอ๋อร์ไม่เคยได้หยุดพินิจพิเคราะห์ทิวทัศน์ที่คุ้นเคยและแสนธรรมดาเหล่านี้เลยแต่วันนี้ เมื่อได้มองดูอีกครั้ง กลับรู้สึกว่ามันช่างงดงามเหลือเกิน
การเดินทาง่นี้ราบรื่นมากจางเจิ้นอันแทบไม่ต้องออกแรงพาย เรือก็แล่นฉิวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเขารู้สึกได้ว่าอันซิ่วเอ๋อร์ยังคงอยู่ด้านหลังตลอดเวลาจึงอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมอง เห็นนางนั่งนิ่งอย่างสงบเสงี่ยมอยู่บนเก้าอี้ตัวเล็กผิวพรรณขาวผ่องนวลเนียน ที่มุมปากมีรอยยิ้มจางๆคล้ายกับหลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับทิวทัศน์ขุนเขาเขียวขจี งดงามราวกับภาพวาด
เขาไม่เคยพินิจพิจารณาใบหน้าของนางอย่างจริงจังมาก่อนเลยจนกระทั่งวันนี้ ก่อนหน้านี้เขาแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่านางเป็ใครได้ยินเพียงแม่สื่อบอกว่านางงดงามมาก แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจเขาเพียง้าแต่งงานกับผู้หญิงสักคนเพื่อสร้างครอบครัวเท่านั้น อีกอย่างในหมู่บ้านเล็กๆ เช่นนี้ จะมีสตรีที่งดงามสักเพียงใดกันเชียว?
ทว่าในยามนี้รูปลักษณ์ที่สงบเสงี่ยมและงดงามอ่อนหวานของนาง กลับค่อยๆ หยั่งรากลึกลงในใจของเขาราวกับใบหลิวที่ค่อยๆ ร่วงหล่นลงสู่ผืนน้ำก่อให้เกิดระลอกคลื่นแผ่กระจายออกไปอย่างช้าๆ