ตอนที่ 5 ที่พึ่งอันแข็งแกร่ง (1)
ณ หออุ่นเชียนซา อบอวลด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ ต้นไม้ใบหญ้าถูกจัดแต่งเอาไว้อย่างตั้งใจ ทั้งอิฐทั้งกระเบื้องหลากหลายสีสันส่องแสงแวววาว เครื่องเรือนล้วนเป็ไม้ฮวาหลีหอมจนไปถึงไม้ที่มีค่าราคาสูงทั้งสิ้น ฝีมือประณีตเหนือชั้น หรูหราเลอเลิศ เห็นแล้วได้แต่ตกตะลึง
ม่านแพรบางเขียวแซมชมพูแขวนห้อยลงมาั้แ่คานและเสาบ้านที่ทำจากไม้ฮวาหลี ดูสะอาดเรียบหรูราวกับสถานที่ของเหล่านาง์ แต่กลับถูกเสียงจ้อกแจ้กทำลายวิมานนี่เสีย
ที่จริงด้านนอกของหออุ่นนั้นมีทางเดินระเบียงเล็กๆ อยู่ด้วย ไม่ต้องพูดถึงทางเดินระเบียงที่ตกแต่งไปด้วยอิฐแดงกระเบื้องเขียวอันแสนประณีตและงดงามนั่นเลย เอาแค่บนชายคาระเบียงทอดยาวที่มีกรงนกทองแดงแขวนเรียงกันนั่นดีกว่า ทั้งนกฮว่าเหมย[1] นกหงจื่อ[2] นกป่ายหลิง[3] นกเยี่ยอิง[4] แล้วก็ยังมีนกหู่ผี[5] นกป๋ายเยาจูติ่งเชวี่ย[6] เรียกได้ว่าครอบครัวร่ำรวยเขานิยมเลี้ยงนกอะไรกัน ที่นี่มีนกเ่าั้ทั้งหมด
เลี้ยงนกไว้ชื่นชมและฟังเสียงเพื่อเพิ่มความงดงาม จะเลี้ยงเอาไว้สักหนึ่งชนิด หรือจะเลี้ยงเอาไว้สักสองชนิดก็ได้ แต่หากเลี้ยงกว่าสิบชนิด แบบนั้นก็ไม่ใช่เลี้ยงไว้เพื่อความงามแต่กลายเป็เมืองสกุณาไปแล้ว
น่าเสียดาย จ้าวซื่อไม่ได้เข้าใจอะไรเลย คิดแต่เพียงว่าคนอื่นเลี้ยงนกตัวเองก็อยากจะเลี้ยงบ้าง คนอื่นเลี้ยงหนึ่งชนิดตนก็จะเลี้ยงหลายๆ ชนิด จะต้องมากกว่าคนอื่น ต้องอยู่เหนือกว่าคนอื่น ด้วยเหตุนี้ ถึงได้มีภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า
อาบน้ำด้วยกลีบดอกไม้ ดื่มน้ำแกงขิงพุทราแดง
หลังจากกู้เชียนเสวี่ยทำทุกอย่างเสร็จสิ้น ก็มองรูปโฉมใหม่ของตนในกระจกทองแดง เมื่อได้เห็นหน้าตาของตัวเองแล้ว ก็ต้องตกตะลึงอีกครั้ง ต่อให้ฝันก็ไม่มีทางคิดว่าวันหนึ่งตนงจะงามถึงเพียงนี้
น่าเสียดาย นางไม่มีเวลาจะมานั่งชื่นชมยกย่องตัวเองแล้ว หากยังไม่รีบคิดหาวิธีให้มีชีวิตอยู่ต่อไปละก็ จากโฉมสะคราญคงได้กลายเป็โฉมสะคราญวายปราณแล้ว
ในตอนนี้ กู้เชียนเสวี่ยได้เปลี่ยนมาอยู่ในชุดกระโปรงยาวแพรบางสีเขียวอ่อนและนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง หลับตาลง ราวกับกำลังพักผ่อนร่างกาย แต่ที่จริงแล้วกำลังรวบรวมความทรงจำต่างหาก
ผ่านไปครู่หนึ่ง กู้เชียนเสวี่ยก็ปิดหูตัวเองเอาไว้ แล้วถอนหายใจออกมา จากนั้นก็ะโออกไปอย่างเหลืออด “ท่านช่วยเก็บพวกนกนี่ออกไปได้หรือไม่ ร้องจนหัวข้าจะะเิอยู่แล้ว จะใช้ความคิดได้อย่างไรกัน”
จ้าวซื่อสะดุ้งโหยง ก่อนจะวิ่งพุงพลุ้ยเข้ามา ยื่นมือไปแตะลงบนหน้าผากของกู้เชียนเสวี่ย “ลูกหญิงแสนรักของข้า นี่เ้าเป็อะไรไป เหตุใดถึงได้โวยวายใส่แม่เช่นนี้เล่า มีอะไรไม่สบายใจก็บอกแม่เถิด อย่ามัวแต่เก็บเอาไว้ในใจเลย”
“…เื่ที่ไม่สบายใจอย่างนั้นหรือ” กู้เชียนเสวี่ยหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก แต่ว่ารู้สึกชินเสียแล้วกับการให้ความสำคัญของมารดาจำเป็ของตัวเอง แต่ก็เก็บอาการเอาไว้แล้วเอ่ยขึ้น “เื่ที่เพิ่งเกิดขึ้นจะมีผลอะไรตามมา ท่านรู้หรือไม่”
จ้าวซื่อคิดจากนั้นก็พยักหน้า “ก็พอจะรู้อยู่นะ”
กู้เชียนเสวี่ยรู้สึกมีความหวังขึ้นมา “เช่นนั้นท่านมีวิธีแก้หรือไม่เ้าคะ”
จ้าวซื่อรีบเสนอคำตอบในทันที “แม่ก็เขียนจดหมายให้ท่านตาของเ้าไงเล่า ขอแค่ท่านตาของเ้ารู้ จะต้องช่วยคลี่คลายให้เราสองแม่ลูกเป็แน่”
ภาพตรงหน้าของกู้เชียนเสวี่ยมืดไปหมด รู้สึกอยากจะเป็ลมเสียให้ได้ “เมื่อก่อนเวลาท่านก่อเื่อะไร ก็มักจะเขียนจดหมายหาท่านตาตลอดเลยหรือ” เป็เช่นนั้นจริงๆ ไม่ควรตั้งความหวังกับคนที่ไม่สามารถฝากความหวังได้เลย
จ้าวซื่อพยักหน้า “ใช่แล้ว เ้าไม่รู้หรอกหรือ”
กู้เชียนเสวี่ยหลับตาลง ยกมือขึ้นนวดขมับ “เคยเขียนไปกี่รอบแล้วเ้าคะ”
อดไม่ได้ที่จะถอดถอนใจ…ชาติที่แล้วผู้บัญชาการฯ จ้าวไปขุดหลุมฝังศพใครเข้ากันนะ ชาตินี้ถึงได้ต้องมาเจอกับบุตรสาวไม่ได้เื่ขนาดนี้
จ้าวซื่อกางนิ้วอวบๆ ขาวๆ ขึ้น กางอยู่นานพักใหญ่ แต่กลับนับไม่ได้เสียที “ตกลงห้าสิบครั้งหรือหกสิบครั้ง จำไม่ได้แล้วจริงๆ”
“…ไม่ได้เื่” กู้เชียนเสวี่ยรู้สึกปวดขมับขึ้นมาตุบๆ นอกจากคำนี้แล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะใช้คำไหนมาอธิบายได้อีกจริงๆ
“เ้าพูดอะไรหรือ” จ้าวซื่อไม่เข้าใจ
เชิงอรรถ
^ นกฮว่าเหมย หรือนก Chinese Hwamei ฮว่าเหมยแปลว่า ‘เขียนคิ้ว’ ซึ่งคล้ายลายรอบดวงตาที่โดดเด่นของนกชนิดนี้^ นกหงจื่อ หรือนกมาร์ชทิม^ นกป่ายหลิง หรือนกกระจาบฝน^ นกเยี่ยอิง หรือนกไนติงเกล^ นกหูผี หรือนกหงส์หยก^ นกป๋ายเยาจูติ่งเชวี่ย หรือนกเรดโพล ตระกูลเดียวกับวงศ์นกกระจิบ