“นั่นคุณยิ้มทำไมคะ?”เสียงอลิซาเบทถามอยู่ใกล้
ผมตื่นจากภวังค์อีกครั้งหนึ่งวางมือทาบลงบนหลังมือเธอ
“กำลังคิดถึงวันแรกที่เราพบกัน”ผมตอบ “นางฟ้าผมสีบลอนด์ของผมยังไงล่ะ”
เธอหัวเราะเบาๆยกแก้วแมนฮัตตันขึ้นจิบ
“แล้วฉันยังคงเหมือนเดิมอยู่หรือเปล่าล่ะเพราะตอนนี้ก็คงจะไม่ได้เป็นางฟ้าผมสีบลอนด์ของคุณอีกแล้วเป็แค่ยายแก่คนหนึ่งเท่านั้น”
ผมส่งสัญญาณให้บริกรเอาเหล้ามาเพิ่มอีก2 ที่
“ผมว่าคุณยังเป็อย่างนั้นสำหรับผมอีกนาน”
สีหน้าเธอดูเคร่งขรึมไปขณะกล่าวว่า
“คุณไม่เสียใจหรอกหรือคะที่ต้องมาแต่งงานกับฉัน?”
“อย่าถามโง่ๆ น่ะ”ผมสั่นศีรษะประกอบคำพูด “ผมจะรู้สึกอย่างนั้นได้ยังไงกัน?”
“คุณคงไม่ตำหนิฉันหรอกนะคะสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเอ้อ...ฉันหมายถึงเื่ดานี่น่ะค่ะ”
“ทำไมผมจะต้องตำหนิคุณ”ผมว่า “ไม่เห็นเป็เื่แล้วอีกอย่างหนึ่งเหตุการณ์มันก็เกิดขึ้นแล้ว ไม่มีใครไปหยุดมันได้หรอกเดี๋ยวนี้ผมพอจะเข้าใจอะไรขึ้นมาบ้างแล้ว”
“ฉันอาจจะคิดเอาเองก็ได้นะคะคือฉันรู้สึกว่า หมู่นี้อารมณ์ของคุณเปลี่ยนบ่อยๆ”
“ผมมันไอ้งั่ง”อารมณ์ะเืใจผุดพลุ่งขึ้นมาทันที “และการที่ผมต้องเป็อย่างนั้นก็ไม่ได้มีสาเหตุมาจากดานี่ด้วย”
บริกรถือแก้วเครื่องดื่มมาวางให้บนโต๊ะเวลาที่เรารอคอยดูจะมาถึงช้าเสียเหลือเกินโดยเฉพาะเวลาที่เราต้องคอยเครื่องบินเพื่อการเดินทางบางทีอาจจะเป็เพราะว่าเรา้าที่จะให้อะไรมันเสร็จลุล่วงไปเสียทีให้มันทันใจเรา อาจจะจะอยากให้เครื่องบินมันบินได้ชั่วโมงละ 600 ไมล์ด้วยซ้ำ
แต่ถึงจะอยากอย่างไรเราก็ยังคงต้องคอยอยู่อย่างนั้นเ้าความอยากมันก็เป็เพียงความใจร้อนที่ผุดพลุ่งขึ้นมาได้เรื่อยๆ เท่านั้นเอง
ผมไม่อยากให้มีวันนี้เกิดขึ้นในโลกเลยหรืออย่างน้อยก็อยากจะให้เวลาหรือโลกหยุดหมุนลงสักชั่วขณะเหลือเพียงแค่เมื่อเช้าวานนี้ก็เป็ได้
เพราะเมื่อเช้าวานนี้ที่ผมยังได้รับััอันอบอุ่นจากสายลมขณะก้าวเข้าไปในบริเวณสำนักงานชั่วคราวสำหรับอาคารที่กำลังก่อสร้างเกือบจะเสร็จอยู่แล้วของเราโดยเฉพาะเป็งานก่อสร้างที่ผมจะต้องรับผิดชอบอยู่
บ้านหลังสุดท้ายได้ลงมือก่อสร้างมากำลังจะสำเร็จเรียบร้อยอยู่แล้วผมต้องยอมรับว่า ผมหวังที่จะได้งานชิ้นใหม่ได้ทำงานร่วมกับคนกลุ่มเดิมที่สามารถเข้ากันได้ดีและอยากจะให้งานได้สำเร็จเรียบร้อยไปก่อนที่หน้าหนาวจะมาถึง
ก็เพิ่งเมื่อเช้าวานนี้ไม่ใช่หรือเล่าขณะที่ผมกำลังตรวจตราเอกสารสัญญาก่อสร้างต่างๆ อยู่ทุกอย่างดูเรียบร้อยดีตามโครงงานที่เราได้วางไว้ผมจะมีงานทำต่อเนื่องไปจนถึงเดือนธันวาคม ซึ่งถ้าถึงตอนนั้นลูกน้อยที่กำลังจะเกิดก็คงจะโตพอที่เราจะย้ายลงไปทางใต้ได้ เดวิสเพื่อนร่วมงานของผมคนหนึ่ง กำลังเริ่มต้นพิจารณาโครงการใหม่นอกเมืองเดโทน่าซึ่งมีโอกาสดีรอคอยเราอยู่และผมก็จะได้ตำแหน่งผู้ควบคุมการก่อสร้างต่อไปตามเดิม
ผมไม่ใช่นักสถาปัตยกรรมศาสตร์อย่างที่นอร่าเคย้าที่จะให้ผมเป็มันเป็ไปไม่ได้สำหรับคนอย่างผมที่จะนั่งอยู่แต่ในสำนักงาน มีเลขานุการคอยรับคำสั่งพบปะแต่กับลูกค้ารายสำคัญๆที่จะคอยสั่งให้ผมออกแบบห้องส้วมหรือเอาแผ่นทองปะลงไปบนเครื่องล้างจานในครัวเพื่อจะให้เข้าชุดกับเครื่องรับโทรศัพท์สีชมพูลายทองที่ตั้งอยู่นอกห้องได้
เพราะในความเป็จริงแล้วงานที่ผม้าทำคืองานกรรมกร งานที่ต้องสวมเสื้อชุดหมีออกไปทำงานเคียงคู่กับเดวิสย่ำลงไปในโคลนตมตลอดวันและสร้างบ้านเป็ล๊อคๆ อาจจะล๊อคละ 10,12 หรือ 15หลัง ความจริงมันก็คือบ้านธรรมดาๆไม่เห็นจะน่าดูสักเท่าไร แต่มันก็เป็บ้านสำหรับให้คนอยู่ คนธรรมดาๆที่้าที่อยู่อาศัยอย่างแท้จริง ไม่ใช่บ้านมหาเศรษฐีที่มีเงินสร้างบ้านไว้เพียงเพื่ออวดความมั่งคั่งร่ำรวยในสังคม
ผมรู้จักตัวเองดีงานก่อสร้างที่ผมทำช่วยให้ผมได้สำนึกอยู่เสมอว่าผมยังคงเป็คนที่มีประโยชน์อยู่และได้ทำอะไรบางสิ่งบางอย่าง เพื่อคนทั่วๆ ไปบ้างเป็บางสิ่งบางอย่างที่ผมเองก็้าที่จะกระทำเช่นนั้นด้วยและเมื่อได้ทำแล้วก็บังเกิดความรู้สึกชื่นชมทุกครั้งที่เห็นบ้านแต่ละหลังสำเร็จลง
สิ่งนี้เป็ความประสงค์ของผมมานานนักหนาก่อนหน้าที่ผมจะต้องเข้ารับราชการทหารและต้องออกแนวรบ
ก็ตอนที่ผมกำลังตรวจตราสเปคของบ้านแบบเรือนแถวอยู่นั่นเองที่แซมแบรดี้ เดินเข้ามาในที่ทำงาน เขาเป็เพื่อนร่วมงานของผมคนหนึ่งเป็นักก่อสร้างและเป็นายงานของผมไปพร้อมกัน
ผมยิ้มให้เขาขณะพูดว่า...
“คุณมาพอดีตอนนี้ผมกำลังให้เขาเอาพิมพ์เขียวงานก่อสร้างเรือนแถวเข้ามาตรวจ”
แต่แซมไม่ได้ยิ้มตอบผมซึ่งผมรู้ได้ทันทีว่ามันมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นแล้ว
“อ้าว...เป็อะไรไปล่ะคุณยังไม่ได้เซ็นสัญญาก่อสร้างงานรายใหม่หรือยังไง?”
“เซ็นแล้วและก็รับเงินล่วงหน้ามาแล้วด้วย” แซมตอบอย่างเฉยเมย
“อ้าว...” ผมร้องออกมาอีก “แล้วทำไมทำสีหน้าอย่างนั้นล่ะถ้าคุณได้มาขนาดนั้นเราก็คงจะต้องลงมือกันก่อนที่หิมะจะหล่นลงมา พอฤดูใบไม้ผลิปีหน้าคุณก็มีเงินเต็มกระเป๋าแล้ว”
“แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นน่ะสิลุค” แซมตอบ “ผมเสียใจเหลือเกินที่มีเื่บางอย่างต้องพูดกับคุณ...มันอาจทำให้คุณผิดหวัง”
“หมายความว่ายังไง”ผมถาม รู้สึกสังหรณ์ใจในอะไรบางอย่างขึ้นมา “มีนายทุนคนใหม่มาจ้างคุณพร้อมกับทีมงานใหม่ของเขาอย่างนั้นหรือไง?”
“ใช่” ท่าทางของแซมบอกความไม่สบายใจอย่างยิ่ง “และเขาก็มีคนของเขาอยู่แล้วมือใหม่ทั้งหมด” เขาหยิบบุหรี่ออกมาจุดสูบ “มันเป็ความคิดของเขานะลุค ไม่ใช่ของผมแต่มันก็เป็ส่วนหนึ่งของงานที่ผมต้องทำ ถ้าไม่มีเงิน ไม่มีคน งานของเราก็ดำเนินต่อไปไม่ได้”เขาอัดควันบุหรี่ลึกก่อนพูดต่อ
“ผมเสียใจจริงๆ ลุค”
“เสียใจ...?”ผมมองหน้าเขางงๆ และหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบบ้าง “ดูจะเป็คำปลอบใจที่ดี แล้วคุณคิดบ้างไหมว่าผมรู้สึกยังไง?”
“ใช่” เขาผงกศีรษะช้าๆ “ผมเข้าใจคุณดี...ตอนนี้คุณได้ข่าวงานจากเดวิสหรือยังล่ะ?”
“ยัง” ผมสั่นศีรษะ...รู้สึกสิ้นหวัง
“ก็คงจะเร็วๆนี้หรอก” เขาตอบ
ผมสูบบุหรี่เงียบๆ
“บางที...บางทีผมอาจจะช่วยพูดให้เขาพิจารณารับคุณเข้าร่วมงานได้บ้าง”แซมพูดด้วยท่าทีลำบากใจเป็อย่างยิ่งจนผมสังเกตเห็น
“ไม่ต้องหรอก ขอบใจ”ผมตอบ “ผมรู้ดีเท่าคุณว่ามันเป็ไปไม่ได้”
เขาพยักหน้ารับ...แน่นอนแซมรู้ดี โอกาสที่ผมจะทำงานร่วมกับเขาสิ้นสุดลงแล้ว
“ผมจะลาออกวันนี้”ผมพูดขณะกดบุหรี่ลงในที่เขี่ย
“รู้สึกว่าเขาเตรียมคนใหม่ให้เข้าทำงานแทนคุณ...จะมาถึงตอนบ่ายวันนี้เหมือนกัน”
“ถ้าอย่างนั้นผมก็จะได้เก็บข้าวของเสียเดี๋ยวนี้เลย” ผมตอบเรียบๆขณะเดินไปที่โต๊ะทำงาน
แซมพยักหน้ารับช้าๆเขายื่นซองขาวให้ผม...นั่นเป็เงินงวดสุดท้ายที่ผมจะได้รับแล้วก็เดินเลยออกไปจากห้อง ผมจ้องมองตามหลังเขาอย่างงงงันแต่ก็เป็เพียงแค่ครู่สั้นๆ เท่านั้น แล้วผมก็ตั้งสติได้ลงมือเก็บข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมด
ผมไม่ได้ตรงกลับบ้านทันทีแต่กลับไปที่บาร์เรียกเบียร์มาดื่ม...ระยะหลังๆ นี้ ผมพยายามห่างเหล้าให้มากที่สุดทั้งนี้เพราะเบียร์ราคาแค่ขวดละ 15 เซ็นต์เท่านั้น
มีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ผมไม่้ากลับบ้านในทันที...แต่แล้วอาจจะเป็เพราะสายตาของบาร์เทนเดอร์ที่กำลังมองผมอยู่ที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็คนประเภทวัวสันหลังหวะ...สายตาคู่นั้นคล้ายจะบอกกับผมว่า...ฉันรู้เท่าทันแกน่า...แกเพิ่งถูกไล่ออกจากงานใช่ไหมล่ะ...อา...คนที่หมดสิ้นอนาคตและความหวังเกิดขึ้นอีกคนหนึ่งแล้ว
ผมโยนเศษเงินทอนไว้ตรงหน้าเคาเตอร์นั่นเองและเดินออกจากบาร์ทันที ไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมจะต้องมานั่งจมอยู่อย่างนี้ทั้งวันถึงอย่างไร ไม่ช้าก็เร็ว ผมก็ต้องบอกอลิซาเบทอยู่ดี
แต่แล้ว...เื่มันกลับง่ายกว่าที่ผมคิด...มันทำให้ผมรู้จักคนที่เป็เมียของผมดีขึ้นอีกมาก
อลิซาเบทเป็คนประเภทที่อ่านอะไรออกได้ทั้งหมดในนาทีเดียวอาจจะเป็เพราะเธอสังเกตเห็นว่า วันนี้ผมกลับจากที่ทำงานแต่วันก็เป็ได้เธอไม่เอ่ยถามอะไรออกมาสักคำ ตอนที่ผมเล่าเื่ที่พยายามให้ง่ายที่สุดให้เธอฟัง
เธอกลับวางไก่ลงในเตาอบและทำอะไรต่อมิอะไรง่วนไปหมดเหมือนไม่สนใจกับเื่ที่ผมกำลังเล่าเลย...แต่ผมรู้ว่าเธอกำลังคิด...
ผมยืนอยู่หน้าประตูห้องครัวรอคอยที่จะฟังว่าเธอจะพูดอะไรออกมาสักประโยค ผมไม่รู้ว่าเธอควรจะพูดว่ากระไรแต่...พูดอะไรก็ได้ไม่ใช่หรือ...อาจจะแสดงความโกรธ ความเสียใจความผิดหวังอะไรก็ได้...
แต่ทั้งหมดที่เธอทำก็คือหันกลับมาบอกผมเรียบๆ ว่า
“ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าอาบน้ำแต่งตัวใหม่เสียสิคะ”