เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เล่มที่ 4 บทที่ 100 ชัยชนะในศึกแรก


             “ขอเพียงทุกท่านพอใจก็พอ ไม่เช่นนั้นเป้าหมายในการเชิญทุกท่านมาในวันนี้ของข้าก็คงไม่บรรลุผล ทุกท่านคงจะคาดเดาได้แล้ว ก่อนหน้านี้ที่ข้าพูดถึงอาหารแปลกใหม่ ก็หมายถึงอาหารหลากหลายชนิดที่ยกมาให้พวกท่านชิมเมื่อครู่นี้ ไม่นับว่าเป็นอาหารเลิศรสอะไร แต่มีดีที่ความแปลกใหม่ ทั้งยังเข้ากับการนำไปประกอบอาหารทุกประเภท ไม่ว่ากินคู่กับอะไรก็ไม่ลดทอนรสชาติ ทั้งเหนียวนุ่มเรียบลื่น อาหารพวกนี้หากขายออกไป จะต้องดึงดูดแขกให้เข้ามาจนโรงเตี๊ยมแทบแตกแน่นอน ถึงตอนนั้นเกรงว่าทุกคนคงได้นับเงินกันจนปวดมือ”

             วาทศิลป์ระดับนี้แน่นอนว่าใครฟังย่อมชอบใจ

             อีกอย่าง อาหารที่ได้ลิ้มรสไปเมื่อครู่ก็อร่อยมากจริงๆ จึงเริ่มมีคนเอ่ยหยั่งเชิงว่า “แม่นางลู่ ขอพูดตามตรง สิ่งที่เรียกว่า...เอ่อ...”

             “เฟิ่นเถียว”

             เสี่ยวหมี่เห็นว่าเขาเอ่ยอย่างยากลำบากจึงยิ้มแย้มเอ่ยออกไป คนผู้นั้นหัวเราะฮ่าฮ่าตบศีรษะตัวเอง “ใช่ ดูสมองข้าสิ คือเจ้าสิ่งที่เรียกว่าเฟิ่นเถียวนี่อร่อยมากอยู่ก็จริง แต่หากข้าซื้อกลับไปแล้ว พ่อครัวที่ร้านคงเอาไปทำไม่เป็นหรอกขอรับ”

             คนข้างๆ เขาก็เอ่ยขึ้นเช่นกันว่า “ในเมื่ออาหารพวกนี้ไม่เคยถูกพบเห็นในต้าหยวนมาก่อน ย่อมมีราคา หากว่าพ่อครัวจัดการไม่เป็น ก็จะเป็นการเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์แล้ว”

             เสี่ยวหมี่เตรียมตัวไว้ก่อนแล้ว นางหยิบกระดาษปึกหนามาจากถาดในมือของสาวใช้ข้างกาย ก่อนจะใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ ยิ้มเอ่ยว่า “เถ้าแก่ทุกท่านไม่ต้องกังวลไป อาหารเลิศรสที่ได้ลิ้มรสไปก่อนหน้านี้ รวมถึงสูตรอาหารจานอื่นที่ไม่ได้ยกขึ้นโต๊ะในวันนี้ ข้าได้คัดลอกไว้หมดแล้ว ขอแค่พ่อครัวของพวกท่านไม่เขลาจนเกินไป ลองเรียนรู้สักสองสามครั้งก็คงพอทำได้”

             “ได้ ได้” ทุกคนมีสีหน้ายินดีทันที ที่ร้านของพวกเขาแต่ละคนล้วนมีอาหารขึ้นชื่อเป็นของตัวเอง แน่นอนว่าสูตรการทำล้วนเป็นความลับ ไม่เหมือนกับเฟิ่นเถียวนี่

             แต่ระวังไว้ก่อนย่อมดีกว่า จึงมีคนถามขึ้นมาว่า “ขอถามแม่นางลู่ อาหารที่ขึ้นโต๊ะมาเมื่อครู่ ใช้เฟิ่นเถียวไปในปริมาณเท่าใดหรือ?”

             “ไม่มากเจ้าค่ะ” เสี่ยวหมี่เองก็ไม่ปิดบัง กล่าวตามจริงว่า “ใช้ไปแค่ประมาณครึ่งจินกับอีกนิดหน่อยเท่านั้น โรงทำแป้งสกุลลู่จะขายแป้งเฟิ่นเถียวนี้ออกไปในราคาหนึ่งตำลึงต่อหนึ่งจินเท่านั้นเจ้าค่ะ รวมถึงแป้งทอดกรอบก็จะขายออกไปในราคาเท่ากันด้วย”

             เถ้าแก่ทุกคนต่างเป็นพ่อค้ามานานปี พวกเขาขบคิดในสมองอย่างรวดเร็ว

             แป้งทอดกรอบบวกแป้งเฟิ่นเถียว ราคาต่อจินไม่แพงเลย ต่อให้ซื้อพวกเนื้อสัตว์ซึ่งเป็นวัตถุดิบอื่นๆ แล้ว ทั้งเนื้อกุ้ง เนื้อไก่ เนื้อหมูก็คงไม่เกินสี่ตำลึง แต่เมื่อทำออกมาขาย ต่อให้เรียกราคาถึงแปดตำลึงหรือสิบตำลึงก็คงมีลูกค้ามารุมล้อมมากมาย

             “ข้าขอสั่งแป้งเฟิ่นเถียวยี่สิบจิน แป้งทอดกรอบสิบจิน”

             “ข้าเอาอย่างละยี่สิบจิน”

             เถ้าแก่ร้านขายน้ำมันและเสบียงอาหารเป็นชายร่างอ้วนคนหนึ่ง เขายิ้มน้อยๆ แต่เมื่อเอ่ยปากออกมากลับทำให้ทุกคนตกตะลึง

             “ข้าเอาอย่างละร้อยจิน”

             เสี่ยวหมี่เองก็แปลกใจ อย่างไรเสียนี่ก็เป็นวัตถุดิบที่แปลกใหม่ ยังไม่รู้ว่าจะได้รับการตอบรับอย่างไรจากชาวบ้าน ไม่มีใครกล้ารับประกันได้ แต่เถ้าแก่ร่างอ้วนคนนี้กลับกล้าซื้อทีเดียวถึงสองร้อยจิน เงินสองร้อยตำลึงไม่ใช่น้อยๆ

             หรือเขาคิดจะขายออกไปที่อื่น หรือไม่ก็กระจายสินค้าไปตามร้านสาขาย่อยในเครือ

             เสี่ยวหมี่คิดอยู่ในใจแต่กลับไม่แสดงสีหน้าอะไรออกมา ราคาแป้งหนึ่งตำลึงต่อหนึ่งจินนั้น นางกับเฝิงเจี่ยนเป็นคนช่วยกันคิด เป็นราคาที่ตัดต้นทุนออกไปแล้วยังได้กำไรส่วนต่างมากพอตัว

             พวกเขาไม่สนใจว่าผู้อื่นซื้อไปแล้วจะเอาไปขายต่อในราคาเท่าไร 

             “ได้ ขอบคุณเถ้าแก่ทุกท่านที่ให้ความสำคัญ ข้าจะมอบสูตรอาหารให้พวกท่านไปด้วย”

             “ดีเลย ดียิ่งนัก”

             ทุกคนกินดื่มอิ่มแล้วจึงตกลงวันที่จะมารับของที่สกุลเฉิน จากนั้นก็ถือสูตรอาหารทยอยกันลากลับ

             อย่างไรเสียงานสำคัญอันดับแรกในตอนนี้คือ ให้ห้องครัวของพวกเขาเรียนรู้วิธีทำอาหารพวกนี้ให้ได้ก่อนที่จะทำขายจริง

             คนในหมู่บ้านเขาหมีเหน็ดเหนื่อยกับงานมาตลอดทั้งวัน ทั้งเด็กทั้งแก่ทั้งชายหนุ่มและหญิงสาว พวกผู้หญิงต้องดูแลเรื่องอาหารการกินเสื้อผ้าอาภรณ์ของคนในบ้าน บางคนก็แบ่งไปทำงานที่โรงทำแป้ง พวกผู้ชายบางคนขึ้นเขาไปล่าสัตว์ บางส่วนไปต่อเติมห้องเรือนกระจก บางส่วนเมื่อว่างแล้วก็เดินทางไปช่วยตีท่อเหล็กและแผ่นเหล็ก พวกคนมีอายุหน่อยแยกย้ายกันไปสะสมฟืนและตัดหญ้าไปเลี้ยงกวาง ส่วนพวกเด็กๆ ก็ยุ่งอยู่กับการไปขุดหน้าดินกลับมา 

             ทุกคนเหนื่อยจนเหงื่อโซมกายแต่ต่างรู้สึกมีชีวิตชีวากันยิ่งนัก อย่างไรเสียหนทางข้างหน้าก็เหมือนมีเส้นทางที่ปูด้วยทองคำรอรับพวกเขาอยู่

             วันนี้เสี่ยวหมี่เข้าเมืองไปเจรจาเรื่องขายแป้งที่พวกผู้หญิงช่วยกันทำอยู่ในโรงทำแป้ง พวกนางจึงตั้งตารอกันมาก อย่างแรกเพราะเกี่ยวพันถึงผลตอบแทนที่พวกนางจะได้รับ อีกอย่างก็เพราะก่อนหน้านี้สกุลลู่ได้แบ่งต้นอ่อนข้าวโพดมาให้ครอบครัวของพวกเขา ส่วนสกุลลู่เปลี่ยนไปปลูกมันฝรั่ง หากว่าขายไม่ออก พวกชาวบ้านที่จิตใจดีงามก็คงไม่แคล้วรู้สึกผิด

             พวกเด็กๆ ส่วนหนึ่งจึงถูกเกณฑ์ให้ไปเฝ้าอยู่ที่ตีนเขาเพื่อรอส่งข่าว 

             ยามนี้อากาศหนาวขึ้นมากแล้ว เด็กๆ ไม่ขาดแคลนอาภรณ์อุ่นหนาเหมือนปีก่อน อีกทั้งช่วงนี้ยังได้รับการสั่งสอนอย่างดีจากบิดาลู่จึงไม่มีใครยืนน้ำมูกไหลน้ำลายยืดอีกต่อไป 

             แต่เด็กๆ ล้วนซุกซนเป็นเรื่องธรรมดา พวกเขาแยกกันไปหาฟืนมาก่อไฟแล้วแอบขโมยมันฝรั่งที่เก็บไว้มาเผากิน

             ไม่รู้พี่รองลู่โผล่มาจากไหน เห็นเช่นนี้ก็วิ่งเข้าไปเตะก้นเด็กน้อยคนละที ยิ้มแล้วเอ่ยดุว่า “จะกินมันฝรั่งก็เอากลับไปเผากินที่บ้าน มาจุดไฟที่นี่หากว่าไฟลามไปถึงคลังเก็บมันฝรั่งขึ้นมา พวกเจ้าก็รอถูกดุได้เลย”

             พวกเด็กๆ กลับไม่เกรงกลัวเขาแม้แต่น้อย พวกเขาเล่นสนุกยื้อยุดฉุดกระชากกัน เพียงไม่นานเสี่ยวหมี่ก็นั่งรถม้ากลับมา

             พวกเด็กๆ รีบเสแสร้งทำหน้าตาน่าสงสารวิ่งไปห้อมล้อมทันที รีบฟ้องว่า “พี่เสี่ยวหมี่ พี่รองรังแกพวกเรา”

             “ใช่แล้ว พี่รองเตะก้นพวกเรา”

             เสี่ยวหมี่จะไม่รู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของพวกเขาได้อย่างไร นางหันตัวกลับไปหยิบขนมน้ำตาลโรยงาออกมา ส่งให้ซูอีที่เป็นคนขับรถม้าหนึ่งชิ้น ที่เหลือก็แจกจ่ายให้พวกเด็กๆ ทั้งหมด

             “พี่รองหวังดีกับพวกเจ้า พวกเจ้าก็อย่าโวยวายไป แบ่งขนมน้ำตาลกันเสียแล้วกลับขึ้นเขาไปได้แล้ว ไปบอกมารดาพวกเจ้าว่าไม่ต้องกังวล แป้งพวกนั้นขายออกแล้ว วันพรุ่งนี้ตอนค่ำจะจ่ายค่าแรง”

             “เข้าใจแล้ว พี่เสี่ยวหมี่ดีที่สุดเลย”

             พวกเด็กๆ ร้องตะโกนออกมาอย่างดีใจ แต่ไม่มีใครแย่งกัน เด็กที่โตที่สุดในกลุ่มยื่นมือออกมารับขนมน้ำตาลไปแล้วแบ่งให้ทุกคนคนละชิ้นอย่างยุติธรรม ชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่ยกให้เด็กน้อยตัวเล็กที่สุดในกลุ่ม 

             เสร็จแล้วพวกเด็กๆ ก็พากันวิ่งกลับขึ้นเขาไป

             พี่รองลู่ลูบหลังศีรษะเบาๆ เขากระโดดขึ้นรถม้าแล้วแย่งขนมน้ำตาลครึ่งก้อนไปจากซูอีที่ส่งยิ้มมาให้อย่างโง่งม แล้วโยนเข้าปากตัวเอง ทำเอาซูอีโมโหจนตวัดแส้อย่างแรง  

             เสี่ยวหมี่หัวเราะขำ แต่ในใจกลับรู้สึกเบาสบายมากขึ้น อย่างไรเสียตั้งแต่เรื่องเสี่ยวเอ๋อ ถึงแม้นางจะทำเพื่อครอบครัวแต่ก็เป็นการกระทำที่เห็นแก่ตัว การจากไปของเสี่ยวเอ๋อส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อพี่รอง นางจึงรู้สึกผิดต่อพี่รองไปด้วย

             ตอนนี้ดูแล้วเหมือนเรื่องราวจะสงบลงมาก หวังว่าทางเสี่ยวเอ๋อจะราบรื่น สามารถแก้แค้นแทนครอบครัวได้ แน่นอนว่าสำคัญที่สุดก็คืออย่าทำให้คนในหมู่บ้านเขาหมีต้องลำบากไปด้วย

             อย่างไรเสีย ถึงแม้ตอนนี้พวกเขาจะใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย แต่ก็ยังมีรากฐานไม่มั่นคงนัก เรื่องของตู้โหย่วไฉคราวก่อน เขาที่มีตำแหน่งเป็นแค่หลานชายของที่ปรึกษาคนหนึ่ง ยังทำให้คนในหมู่บ้านเขาหมีลำบากกันจนเกือบจะต้องย้ายถิ่นที่อยู่อาศัย

             หากไม่ใช่ว่าพวกเฝิงเจี่ยนรีบกลับมาทันท่วงที ตอนนี้สถานการณ์จะเป็นอย่างไรก็ยังไม่รู้

             คิดได้ดังนี้ จู่ๆ เสี่ยวหมี่ก็คิดถึงเฝิงเจี่ยนเป็นอย่างมาก

             อาจเพราะความคิดถึงสื่อถึงกัน เมื่อรถม้าขับมาถึงเรือนสกุลลู่ ก็เห็นว่าเฝิงเจี่ยนยืนเอามือไพล่หลังอยู่ใต้ต้นไม้กลางลานบ้าน

             พระอาทิตย์ทางทิศตะวันตกส่องแสงสีส้มอ่อนทำให้ภาพนั้นแลดูอ่อนโยนอย่างยิ่ง

             เสี่ยวหมี่กระโดดลงจากรถม้าอย่างร่าเริง ยิ้มแย้มเดินเข้าไปหาเขา “พี่ใหญ่เฝิง ท่านเดาได้อย่างไรว่าข้าจะกลับมาในเวลานี้? ข้าจะเล่าให้ฟัง วันนี้น่ะ...”

             แม่นางน้อยสดใสร่าเริงราวกับภูติตัวน้อย เสียงของนางกังวานเสนาะหู รอยยิ้มแจ่มใส ต่อให้จิตใจจะหนักแน่นแค่ไหน ขอแค่ได้เห็นนางวิ่งวนอยู่รอบกาย ก็จะรู้สึกสดชื่นและสุขใจขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้

             ใครก็อยากจะโอบนางเข้ามาไว้ในอ้อมแขนปกป้องนางเอาไว้เช่นนั้น เพื่อรักษาความสดใสนี้ไว้ตลอดไป...

             เฝิงเจี่ยนกลืนประโยคบอกเล่าที่เตรียมจะพูดนับครั้งไม่ถ้วนกลับไป เขายิ้มน้อยๆ พาเสี่ยวหมี่เข้าไปในเรือน “ขายได้ทั้งหมดเท่าไร?”

             “ห้าร้อยจิน ห้าร้อยจินเชียวนะ”

             เสี่ยวหมี่กางมือขาวน้อยๆ ของนางออกมาตรงหน้า สีหน้าเต็มไปด้วยความได้ใจ ดวงตาของนางวาววับมองเฝิงเจี่ยนราวกับหมาน้อยกำลังออดอ้อนเจ้านาย

             เฝิงเจี่ยนยิ้มอย่างเอ็นดู “ดี เริ่มต้นได้ดี”

             แล้วเขาก็ได้เห็นเสี่ยวหมี่ยิ้มอย่างเจิดจรัสยิ่งกว่าเดิม ตอนที่กำลังคิดจะพูดอะไรอยู่นั้น พวกเด็กได้กลับบ้านไปรายงานมารดาของตนแล้ว สตรีเหล่านั้นจึงพากันมาที่เรือนสกุลลู่ตะโกนถามว่า 

             “เสี่ยวหมี่ แป้งจากไข่ดินพวกนั้นขายออกแล้วหรือ”

             “ใช่ๆ ราคาหนึ่งจินหนึ่งตำลึง?”

             “แหม คนในเมืองนี่ช่างร่ำรวยจริงๆ แพงขนาดนี้ยังกล้าซื้อ”

             สะใภ้น้อยคนหนึ่งตื่นเต้นจนเอ่ยวาจาเสียงดังเกินควรจนถูกแม่สามีตัวเองถองศอกใส่ไปทีหนึ่ง เอ่ยดุยิ้มๆ ว่า “พูดอะไรของเจ้า ไม่ดูเสียบ้างว่าใครเป็นคนไปเจรจา อีกอย่างของดีขนาดนี้ถ้าไม่ใช่เสี่ยวหมี่คิดค้นออกมาพวกเขาจะไปหาซื้อจากที่ไหนได้อีก”

             สะใภ้น้อยคนนั้นตอนแรกทำตุ๊กตาช่วยเสี่ยวหมี่ ตอนหลังก็มาช่วยงานที่โรงทำแป้ง ยามปกติก็เป็นกำลังหลักของครอบครัว นางหาเงินได้มากกว่าสามีของตัวเองเสียอีก นางจึงไม่เกรงกลัวแม่สามีแม้แต่น้อย ยังคงหัวเราะเสียงดัง

             คนอื่นๆ พากันถามเรื่องอื่นขึ้นมา “เสี่ยวหมี่ ขายออกไปได้กี่จินหรือ จะต้องรีบเตรียมของหรือไม่ เขาจะมาเอาของเมื่อใด?”

             เสี่ยวหมี่ยิ้มน้อยๆ เอ่ยขึ้นว่า “ขายได้ทั้งหมดห้าร้อยจิน เราค่อยจัดการห่อของเตรียมส่งพรุ่งนี้ก็ยังทันเจ้าค่ะ และเรายังต้องรอให้คนในเมืองได้ลิ้มลองรสชาติของอาหารชนิดใหม่นี้ก่อน คงอีกนานกว่าจะมีคำสั่งซื้อชุดถัดไป”

             “โอ้โห มากขนาดนี้เชียว ดีจริงๆ”

             “ไม่ได้นะ หากพรุ่งนี้ตื่นสายจะทำอย่างไร ไม่สู้เราอาศัยช่วงนี้ที่ยังว่างอยู่ไปเตรียมของกันก่อนเถอะ”

             “นั่นสิๆ เสี่ยวหมี่รีบเอาใบสั่งของมาเถอะ”

             ทุกคนต่างก็ใจร้อน ไม่มีใครอดทนรอไหว แทบจะพุ่งเข้ามาแย่งใบสั่งซื้อไปจากมือเสี่ยวหมี่ แล้วก็ไปลากพวกเด็กๆ ที่อ่านหนังสือออกมาช่วยอ่าน

             อย่างไรเสียหากพรุ่งนี้ขายของออกไปแล้ว พวกนางก็จะได้รับเงินค่าจ้าง

             เมื่อทุกคนจากไปแล้ว ตอนที่เสี่ยวหมี่หันกลับไปมองหาเฝิงเจี่ยน กลับเห็นว่าเขาเข้าไปนั่งรินชาในเรือนเรียบร้อยแล้ว เขายกแก้วชามาทางเสี่ยวหมี่ แล้วกระดกดื่มหมดในทีเดียว

             ใช้ชาแทนสุรา เป็นการดื่มเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะในศึกครั้งแรกของนาง

            

     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ] ที่คุณอ่าน