เมื่อปฎิเสธพอเป็พิธีแล้ว ซ่งอันหลินก็ขึ้นซ้อนท้ายรถจักรยานของเลขาเฮ่าสหายหนุ่มผู้มีอุดมการณ์หัวก้าวหน้าของเมืองตานหง
“สหายซ่งคิดยังไงกับระบบการทำงานและแจกจ่ายอาหารในตอนนี้” เลขาเฮ่าชวนคุยเื่ลมฟ้าอากาศแล้วก็วกเข้ามาเื่ของการทำงานตามนโยบายการผลิตของคอมมูนที่แบ่งผลผลิตให้ทุกคนในชาติเท่าๆกันทุกอย่างคือสมบัติชาติ ทุกคนคือเท่าเทียมกันตามนโยบายพรรค
“….” เอ่อ…รูปหล่อจ๊ะถามแบบนี้มันเป็การชวนให้เอาขาเดินเข้าคุกชัดๆ บ้าบอแทนที่จะถามถึงต้นเฟิงผลิใบ่ไหนสวยที่สุดพระจันทร์ที่หมู่บ้านต้าเจี่ยสวยหรือไม่…นี่อาร้าย.. มาถามเื่นโยบายพรรคกับหล่อน..เหอๆช้าไปสิบปีจ้ะพ่อหนุ่ม
ซ่งอันหลินกรอกตาบนใส่ผู้ชายหน้าตาดีคนแรกที่เจอในสมัยนี้ แล้วตอบว่า
“ไอ่โย่ว..มันดีมากพี่น้องที่ยากไร้ที่ไม่มีที่ทำกินก็ได้ลืมตาอ้าปากจากงานที่ได้ผลิตอาหารให้เพื่อนร่วมชาติ มีข้าวกินไม่ต้องไปเป็ทาสนายทุนที่ดิน แม้จะเหนื่อยแต่มีศักดิ์ศรีเท่ากันไม่มีแบ่งแยกสูงต่ำดำขาวแต่ทั้งหมดมีหัวใจดวงเดียวกันคือเพื่อชาติบ้านเมือง”
ซ่งอันหลิน กล่าวถึงอุดมการณ์อันเรืองรองด้วยแววตาเอือมระอา จีบปากจีบคอท่องเหมือนนกแก้วนกขุนทอง
ส่วนเลขาเฮ่ามีแววตาฉายแววเบื่อหน่ายในคำตอบ “…” หึหึ…มีข้าวกินดีแล้วจะผอมถึงขนาดนี้เหรอ สหายตัวน้อยผู้นี้กินอุดมการณ์แทนข้าวจริงๆน่าเลื่อมใส
“แล้วสหายคิดยังไงถ้าในอนาคตอันใกล้จะมีระบบใครทำมากได้มากทำน้อยได้น้อยมาใช้แทนระบบการผลิตแบบเก่า พี่น้องชาวนาสามารถที่ดินได้โดยการเช่ากับรัฐบาล พ่อค้าสามารถค้าขายได้โดยอิสระเสรีแค่ต้องจ่ายส่วนแบ่งให้รัฐบาล ประเทศเราจะได้ค้าขายกับคนทั่วโลก”
เลขาเฮ่าแกล้งขว้างหินถามทาง …ได้ผล เสียงถามแบบตื่นเต้นปนความดีใจของสหายซ่งถึงกับละล่ำละลัก
“จะ..จริงเหรอ นี่คุณพูดจริงๆเหรอคะเลขาเฮ่า”
นั่นไงสหายคนนี้แสดงท่าทีกระตือรือล้นออกมาแล้ว แสดงว่านโยบายใหม่ที่ท่านผู้นำคนใหม่ประกาศออกมายังไม่ไปถึงท้องที่
ที่แท้..เกิดอะไรขึ้นหรือมีฐานอำนาจเก่าต้องงการสร้างความวุ่นวายให้กับบ้านเมืองกันนะ เฮ่าตงเฉินรีบประเมินผลของการกระจายข่าวนโยบายใหม่ของคอมมูนจากปฎิกิริยาของสหายตัวน้อยที่เขาเจอกลางทางโดยบังเอิญ
“ผมว่ารอดูทางที่ว่าการเมืองประกาศอีกรอบ ตอนนี้กำลังเริ่มกระจายเรียกประชุมหัวหน้าหน่วยย่อยและผู้ว่าการเมืองต่างๆเื่อาจจะยังมาไม่ถึงแต่..อย่าเพิ่งเอ็ดไปนะครับ เงียบไว้เป็ผลดีมากกว่า”
..นั่นแน่…มีส่งซิกด้วยพ่อรูปหล่อคนนี้ช่างน่ารักใช่หยอก เธอพยักหน้าราวกับไก่จิกข้าวสารเห็นด้วยกับนโยบายใหม่ ไม่น่าจะเร็วขนาดนี้
นั่งทรมานอยู่บนรถจักรยานมาประมาณ1เค่อก็เริ่มถึงทางเข้าหมู่บ้าน ซ่งอันหลินเริ่มกระตุกชายเสื้อของเฮ่าตงเฉิน
“เลขาเฮ่า ส่งฉันแค่ตรงนี้เถิด สะดวกกว่าส่งในหมู่บ้าน” ในสมัยนี้ชายหญิงที่ไม่ใช่คนรักหรือญาติใกล้ชิดกันยังไม่ค่อยมีให้เห็น ซ่งอันหลินจึงตัดปัญหาให้ชายหนุ่มส่งแค่ทางเข้าหน้าหมู่บ้านเพราะเดินอีกแค่300เมตรก็ถึงบ้านเธอแล้ว ไม่ใช่ว่าเธอเขินอายหรือกลัวคำนินทา
แต่..เธอกลัวตกเป็เป้าสายตาและการประสงค์ร้ายจากพวกหัวรุนแรงที่อาจจะเป็ศัตรูทางการเมืองของเลขาเฮ่ามากกว่า เขาเรียกว่ารู้รักษาตัวรอดเป็ยอดดี ยิ่งตอนนี้สถานการณ์ยังไม่ปกติทำตัวสนิทหรือรู้จักกับพวกที่ว่าการเมืองมากไม่ดีเพราะเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าใครคือมิตรหรือศัตรู
พี่สาวเพิ่งจะได้เป็เศรษฐีใหม่ จะให้มาโดนฆ่าตายก็ใช่เื่ขอโทษด้วยนะ…
เฮ่าตงเฉินจอดรถ ให้กับซ่งอันหลิน หญิงสาวกล่าวขอบคุณแล้วค้อมศีรษะลงอย่างขอบคุณ “ขอบคุณเลขาเฮ่ามากค่ะ”
“ไม่เป็ไรครับเื่เล็กน้อย..เราเป็คนรุ่นใหม่หัวก้าวหน้าต้องรู้รักและสามัคคีช่วยเหลือกันไว้…บลาๆ” เขากล่าวอะไรอีกหลายคำ แต่หันไปอีกทีหญิงสาวได้เดินไปไกลแล้ว..เมื่อกี้คืออะไร..เขาพูดอยู่คนเดียวหรอกเหรอหึหึ..แสบนักนะสหายซ่ง สงสัยรีบไปเพื่อแจ้งข่าวกับครอบครัว (เปล่าจ้ะ…น้องเขากลัวโดนหางเลขจ้ะพ่อรูปหล่อ เลยรีบชิ่ง )
……..
ซ่งอันหลินกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาจนใกล้ถึงบ้านก็รีบกดสั่งซื้อไชปิ่งห่อเนื้อและผักออกมา50กว่าอันทุกชิ้นห่อด้วยใบเฟิงไว้ในตะกร้าไม้ไผ่ที่สะพายอยู่ด้านหลัง
มีขนมเปี้ยะไส้ถั่วอีกสิบกว่าชิ้นจากระบบ แค่นี้น่าจะพอพร้อมกับผ้าฝ้ายสีพื้นย้อมด้วยสีธรรมชาติอีกสองสามสีอย่างละสิบหลา เอาไว้ทำผ้าห่มกางเกงและกระดาษห่อฝ้ายอีกม้วนใหญ่
ลำบากจริงๆกับการมีแขนที่ใช้งานได้แค่ข้างเดียว คอยดูนะวันนี้แม่จะสั่งยาประสานกระดูกจากระบบแบบที่แพงที่สุดออกมากิน
หุหุ..รวยแล้วจะทำอะไรก็ได้
“แม่…พี่ใหญ่กลับมาจากในเมืองแล้วท่าทางจะได้ผล” เสียงของเสี่ยวหลันดังขึ้นเมื่อมองเห็นพี่สาวหอบข้าวของมาอย่างทุลักทุเลจึงรีบวิ่งเข้าไปช่วย ซึ่งซ่งอันหลินก็ไม่ได้ปฎิเสธรีบวางของลงกับพื้นส่งต่อให้กับน้องสาวอย่างไม่ให้เสียความตั้งใจ
พี่น้องทั้งสองคนช่วยกันแบกข้าวของเข้าไปในบ้าน
“ซื้ออะไรมาเยอะแยะ เร็วเข้าเสี่ยวหลินรีบเอาไช่ปิ่งออกมาจากตะกร้าจะได้เอามาจัดใส่จานใกล้ถึงเวลาอาหารกลางวันแล้ว”
นางหลิวเร่งลูกสาวพร้อมกับช่วยจัดข้าวของไปด้วย พอแกะห่อกระดาษก็เจอกับฝ้ายแล้วไหนจะผ้าหลายพับในตะกร้าไม้ไผ่พวกนั้นอีก
ไอหย๊า…นี่ลูกสาวเธอทำเงินจากการขายหญ้าได้เท่าไหร่กันทำไมถึงมีเงินไปซื้อข้าวของมากมายได้ขนาดนี้ ใช้เงินมือเติบขนาดนี้ไม่น่าจะดีแน่ๆ แต่..ช่างเถอะนางหลิวคิดถึงเสื้อผ้าที่ดีกว่าผ้าขี้ริ้วหน่อยเดียวของลูกสาวทั้งสองคนแล้วสะท้อนใจ
มีเงินก็ต้องใช้ จะไม่ใช้ซื้อเสื้อผ้าแล้วจะเอาใบไม้มานุ่งแทนหรือไงกัน ช่างเถอะๆลูกๆกำลังโตเป็สาวตัดชุดให้ใหม่สักคนละ3ชุดก็ดีเหมือนกันนางหลิวตัดใจเลิกเสียดายเงิน
นางหลิววางข้าวของไว้กับพื้นแล้วล้อกประตูห้องไว้ ส่วนซ่งอันหลินกับเสี่ยวหลันก็ช่วยกันจัดไชปิ่งใส่บนจานพร้อมกับขนมเปี๊ยะร้อนๆ แจกจ่ายให้กับพวกเพื่อนบ้านที่มาช่วยบ้านเธอทำห้องครัวใหม่
พอทุกคนทานข้าวกลางวันกันเสร็จ ซ่งอันหลินก็ได้พูดกับพ่อของเธอ “พ่อๆพ่อบอกลุงว่านต่อโต๊ะตัวใหม่ให้เรารึยังจ๊ะ”
ซ่งอันหลินถามพ่อตัวเองเื่โต๊ะ ตอนนี้เธอยังไม่มีความคิดจะสร้างบ้านใหม่เพราะเธออยากจะรอให้นโยบายที่สามารถเช่าที่ดินทำกินและซื้อที่ดินสร้างบ้านออกมาเสียก่อน เธอจะเลือกทำเลที่มองเห็นวิวสวยๆและกว๊านซื้อที่ดินในมณฑลผืนที่ติดทะเลไว้ทำธุรกิจ
ซ่งอันหลินฝันถึงชีวิตที่แสนสบายตื่นมาพร้อมกับกลิ่นอายธรรมชาติของขุนเขาและทะเล เธอไม่มีโปรแกรมจะเดินทางไปเมืองหลวงจุดมุ่งหมายของชีวิตเธอคือชีวิตที่ร่ำรวยและสงบสุขในมณฑลที่ห่างไกลแสนสงบและสวยงามแบบนี้
“บอกแล้ว ว่าแต่ลูกขายหญ้านั่นได้เท่าไหร่เหรอ” ซ่งเอ้อเฉินกระซิบถามลูกสาวคนโตเขาแอบกังวลเื่ค่าใช้จ่ายในบ้าน เพราะตลอดเวลาย่าซ่งมักจะพูดกรอกหูเขาอยู่ตลอดเวลาว่า กินๆๆๆรู้จักแต่กินพวกแกรู้ไหมว่าค่าใช้จ่ายที่ใช้ในบ้านมันเท่าไหร่ ต้องประหยัดถึงจะรอดเข้าใจไหม
คำพูดเหล่านี้กรอกเข้าไปในหูและฝังลึกลงไปในจิตใจของเขามานาน เขาจึงกลัวอดตายมากกลัวว่าจะไม่มีอะไรให้กินไม่มีข้าวและธัญญาพืชเพียงพอที่จะเลี้ยงลูกเมียให้รอด
“เหล่าซ่ง ไช่ปิ่งนี้ลูกสาวเ้าทำเองเหรอ มัน..เอ่ออร่อยมาก”ลุงว่านเพื่อนของพ่อ พูดขึ้นหลังจากกินข้าวเสร็จและนั่งพัก