เรือนคุณหนูหก
บัดนี้หนานกงฉางเซินกำลังยืนรอให้ท่านหมอตรวจอาการแก่หลานสาวอย่างใจจดใจจ่อท่านหมอผู้นี้เป็แพทย์โอสถระดับสูง ฐานะเทียบเท่าหมอหลวงในวัง พ่อบ้านสกุลหนานกงหลังได้รับรายงานจากบ่าวรับใช้ก็ถึงกับออกจากจวนด้วยตัวเองเพื่อไปยังโรงโอสถอันดับหนึ่งของเมืองหวยเชิญตัวแพทย์โอสถหยางมาดูอาการของคุณหนูน้อย
“อาการไม่สู้ดีนักเพราะร่างกายของนางแข็งแรงขึ้นทำให้พิษที่กระจายทั่วร่างถูกข่มเอาไว้แต่ยามนี้นางอ่อนแอจนถูกพิษสะท้อนกลับ แม้ได้โอสถวิเศษเข้ายับยั้งอาการไว้ชั่วคราวแต่ข้าก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะเป็เช่นนี้ต่อไปนานแค่ไหนข้าคิดว่าพวกท่านเร่งพานางไปสำนักกระถางโอสถคงเป็ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด”แพทย์โอสถหยางบอกอาการของเด็กน้อยอย่างตรงไปตรงมา
แม้แพทย์โอสถหยางจะไม่รู้เื่ราวเกี่ยวกับคุณหนูคนใหม่ของบ้านหนานกงมากนักแต่เขาก็พอรู้มาบ้างจากคำเล่าลือกันในเมืองหลวงอีกทั้งสำนักกระถางโอสถก็เป็สำนักแพทย์อันดับหนึ่งของแดนปุถุชนเมื่อคุณหนูหกผู้นี้มีความสัมพันธ์กับปรมาจารย์แพทย์ผู้มีชื่อแห่งกระถางโอสถ การไปเยือนสำนักแห่งนั้นคงช่วยบรรเทาอาการที่คุกคามเด็กหญิงผู้นี้ได้
การเดินทางจากเมืองหวยไปยังสำนักกระถางโอสถใช้เวลาเพียง๑๐ วัน ระยะเวลา ๑๐ วันนี้คงเพียงพอให้ไปถึงที่นั้นก่อนอาการของนางจะกำเริบขึ้นมาอีกครั้ง
หลังสั่งการให้พ่อบ้านไปส่งท่านหมอหยางกลับโรงโอสถด้วยตนเองหนานกงฉางเซินก็หันไปสั่งความกับแม่นมซูที่รออยู่ด้วยสีหน้าเป็กังวล
“สัมภาระของเสี่ยวฉยงจัดเตรียมไว้แล้วหรือยัง”
“เ้าค่ะ”
“เ้าเตรียมตัวไว้ให้พร้อมข้าจะไปหาเจียหย่งที่วังก่อน อีก ๒ ชั่วยามออกเดินทาง”จบคำร่างสูงโปร่งก็ก้าวขาฉับ ๆ เดินออกไปพร้อมจดหมายที่ถูกกำจนยับยู่ขณะที่ซูเฉี่ยนเดินไปหยุดอยู่ที่ข้างเตียงของเ้านายตัวน้อยนางจับมือข้างหนึ่งของคนหมดสติขึ้นมากุมไว้อย่างรู้สึกสงสาร
“พวกเ้าอยู่ทางนี้ต้องดูแลเรือนให้ดี”
“เ้าค่ะ”จิงเว่ยและเสี่ยวชิงรับคำพร้อมเพรียง ั์ตาทั้งสองฉายแววเศร้าสร้อยทั้งที่เมื่อเช้าตอนที่คุณหนูตื่นขึ้นมา พวกนางยังพูดคุยกันอย่างสนุกสนานแท้ ๆมิคาดว่าเวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยามเื่ราวจะพลิกผันเปลี่ยนไปเช่นนี้
------------------
หนานกงฉางเซินกลับมาถึงเรือนของตนก็รีบเปิดกล่องไม้ที่เขาเก็บจดหมายออกภายในยังคงมีจดหมายและรายงานทั้งสามฉบับวางอยู่
“ใครกันที่กล้าทำเื่เช่นนี้”เพลิงโทสะในใจของชายหนุ่มแทบะเิออกจดหมายที่ส่งไปถึงหลานสาวของเขาไม่ใช่ฉบับเดียวกับที่เขาได้รับมาจากจิ้งหวางแสดงว่าเื่ราวครั้งนี้ต้องมีอะไรซ่อนอยู่เื้ัเป็แน่
อาการของหลานสาวตัวน้อยก็ไม่รู้จะกำเริบขึ้นมาตอนไหนสถานการณ์ยังไม่นิ่งพอให้เบาใจ ชายหนุ่มจึงรีบออกจากเรือนและสั่งความกับบ่าวให้นำรถม้าที่เตรียมไว้ออกมาประจำที่และให้พวกบ่าวไปเรียกองครักษ์จากสำนักคุ้มภัยพยัคฆ์หมอบมาเตรียมตัวเพื่อออกเดินทางภายใน๒ ชั่วยามส่วนเ้าตัวได้เดินทางไปยังวังจิ้งหวางซึ่งตั้งห่างออกไปอีกฟากหนึ่งของเมืองหลวง
๑เค่อต่อมาเขาก็มาปรากฏอยู่ภายในห้องรับรองของวังจิ้งหวาง
ทหารด้านหน้าต่างรู้จักเขาดีจึงปล่อยให้เขาเข้ามาอย่างง่ายดาย
บรรยากาศในวังดูแปลกตาจนเ้าตัวนึกสงสัยเพราะมีการประดับตกแต่งด้วยผ้าแดง และโคมไฟมงคลทั้งในโถงใหญ่สุดยังมีบ่าวรับใช้กำลังขนย้ายข้าวของเข้าออก
บ่าวที่เดินไปมาล้วนแต่ไม่คุ้นตา
เมื่อถามความก็ได้รู้ว่าจิ้งหวางจะแต่งชายาเอกอีกสองวันข้างหน้าหนานกงฉางเซินที่เป็สหายถึงกับแปลกใจปนไม่พอใจอยู่ลึก ๆ เพราะอีกสองวันข้างหน้าคือกำหนดออกเดินทางสู่สำนักกระถางโอสถแล้วเหตุไฉนจิ้งหวางจึงจะมาแต่งชายาเอกเอาวันที่นัดหมายกันไว้
“เจียหย่งเล่า”
“ประทับอยู่ในวังตอนนี้หวางเหยกำลังเตรียมตัวเป็เ้าบ่าวไม่มีเวลามาพบท่านหรอกเ้าค่ะ” บ่าวรับใช้ร่างท้วมดูมีอายุเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีไม่ค่อยชอบใจนักที่อีกฝ่ายเอ่ยเรียกจิ้งหวางด้วยชื่อตรง ๆ
“เหลวไหลเจียหย่งกับข้านัดหมายกันไว้แล้วแท้ ๆอีกอย่างเขาจะแต่งชายาเหตุใดข้าถึงไม่รู้มาก่อน” ดวงตาเหยี่ยวจ้องมองหญิงรับใช้ที่เขาไม่คุ้นหน้าอย่างไม่พอใจั้แ่เมื่อใดกันที่คนวังจิ้งหวางกิริยามารยาทต่ำทรามเช่นนี้
“บ่าวจะไปทราบได้อย่างไรเชิญท่านกลับไปเถอะเ้าค่ะ ทางนี้ยังมีงานให้ทำกันระวิงไม่มีเวลามารับแขกหรอกเ้าค่ะ” บ่าวคนเดิมตอบกลับด้วยท่าทีหยิ่งยโสนางแม้เคยได้ยินชื่อเสียงของคุณชายหนานกงมาก่อน แต่ไม่เคยเจอตัวจริงอีกทั้งนางก็ไม่ใช่บ่าวรับใช้ดั้งเดิมในวังแห่งนี้นางจึงไม่รู้สึกยำเกรงบุรุษหน้าหยกที่มาเยือน
“ก็ดี”ร่างโปร่งสะบัดแขนเสื้อลุกขึ้นจากเก้าอี้เพียงเขาย่ำเท้าก็เกิดรอยร้าวจนพื้นห้องรับรองมีรอยแตกแผ่กระจายออกเป็ร่างแหใยแมงมุม
บ่าวผู้ไม่กลัวตายรีบเดินตามเข้าออกมาแต่ชนชั้นสามัญไหนเลยจะตามผู้ฝึกตนระดับปฐีได้ทันเมื่อร่างของอีกฝ่ายทำท่าจะลับไปจากสายตา นางบ่าวจึงร้องเรียกให้ทหารจับตัวเขาไว้ทั้งยังกล่าวหาอย่างเหิมเกริมว่าเขาเป็ผู้บุกรุก
ทว่าทหารที่มาตามเสียงร้องเมื่อเห็นว่าผู้บุกรุกที่ว่าคือใครพวกเขาก็ไม่กล้าแม้แต่จะขยับเขยื้อนกาย ทหารเหล่านี้ต่างรับใช้จิ้งหวางมานานย่อมรู้จักคุณชายสามสกุลหนานกงผู้นี้ดี
การที่บ่าวไม่รู้ความไม่เคยพบหน้าหนานกงฉางเซินก็เพราะนางเพิ่งได้รับคำสั่งจากนายของตนเองให้เข้ามาเตรียมการสำหรับงานแต่งงานที่จะเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนในอีกสองวันข้างหน้า
ขณะที่จางกงกงที่ได้รับรายงานจากทหารว่าคุณชายสามหนานกงมาพบจิ้งหวางก็รีบเดินออกมาเพื่อต้อนรับ แต่ไม่ทันเดินถึงห้องรับรองก็ได้เสียงขึ้นมาเสียก่อน จางกงกงผู้นี้เป็รองขันทีใหญ่วังจิ้งหวางรับหน้าที่กำกับดูแลเื่ราวภายในวังหวางแห่งนี้ ส่วนขันทีใหญ่หงกงกงติดตามจิ้งหวางเข้าไปในวังหลวงั้แ่เมื่อวานนี้ยังไม่กลับกันมาทั้งนายทั้งบ่าว
“หนานกงต้าเหริน”ขันทีหนุ่มสวมชุดเสื้อสีน้ำตาลคอกลมตัวยาวมีกระดุมข้างทับเสื้อด้านใน สวมหมวกสูงสีดำค้อมกายลงแล้วเอ่ยทักทายชายหนุ่มผู้เป็แขก
“เสี่ยวจางจื่อเจอเ้าก็ดีแล้ว ...เจียหย่งจะแต่งชายาเหตุใดข้าถึงไม่รู้”เมื่อพบหน้าขันทีที่เขารู้จัก หนานกงฉางเซินก็เปิดปากถามข้อสงสัยของตนทันควัน
“บ่าวเองก็ไม่ทราบรายละเอียดอะไรนักหวางเหยเข้าวังหลวงไปั้แ่เมื่อวานป่านนี้ยังไม่กลับวัง เมื่อเย็นวานคนของสกุลโต้วก็มาที่นี่พร้อมมหาขันทีและราชโองการต้าหวางมีพระบัญชาให้จิ้งหวางแต่งบุตรสาวคนรองของใต้เท้าโต้วเป็ชายาเอกกำหนดแต่งชายาเป็วันเดียวกับที่หวางเหยนัดหมายต้าเหรินออกเดินทาง” จางกงกงก้มหน้าตอบด้วยท่าทีหนักใจ
ขนาดคนจากสกุลโต้วมาวางก้ามจัดการโน่นนี่ในวังเขาเองยังไม่มีอำนาจทัดทานเนื่องจากอีกฝ่ายมาพร้อมกับราชโองการของเ้าแคว้น
“ดีจริง!! แค่โต้วปาจื่อ[1]คลอดครรภ์ัออกมาเป็สตรียังมีอำนาจเทียมฟ้าเช่นนี้เป็เพียงปาจื่อแต่กลับทำให้ต้าหวางออกราชโองการแต่งน้องสาวเข้ามาในวังจิ้งหวางได้รอวันใดที่นางมีโอรส แม้แต่หวังโฮว่[2]ก็คงต้องดูสีหน้านางก่อนเอ่ยปาก”บุรุษหนุ่มเอ่ยอย่างยิ้มเยาะในความเหิมเกริมของคนสกุลโต้ว รวมถึงความหลงใหลสตรีจนหน้ามืดตามัวของต้าหวาง
บ่าวรับใช้ที่ตามมาทันและได้ยินคำบริภาษจากปากบุรุษหนุ่มเลยเดือดดาลพลางชี้นิ้วใส่เขาราวลูกวัวแรกเกิดไม่เกรงกลัวเสือ
“โอหัง!!! เ้ากล้ากล่าวล่วงถึงพระสนมต่อให้เ้ามีสิบหัวก็ไม่พอให้ตัด”
“โอหังรึ? สิ่งที่ข้าชิงชังที่สุดก็คือคนมาชี้หน้าด่าข้าว่าโอหัง แต่เหมือนคนไม่กลัวตายก็ชื่นชอบชี้หน้าด่าข้าว่าโอหังยิ่งนักเมื่อกล่าวหาว่าข้าโอหัง ไหนเลยที่ข้าจะไม่โอหัง” ยิ้มเย็นปรากฏขึ้นั์ตาเหยี่ยวตวัดมองไปยังบ่าวผู้ไม่กลัวตาย
เพียงเขาพลิกฝ่ามือก็เกิดแรงกดทับมหาศาลเหนือศีรษะของบ่าวผู้นั้นคลื่นพลังไม่ได้แสดงสีสันแต่มีลักษณะคล้ายการกระเพื่อมของน้ำในสระ นางเป็มีระดับเพียงแรกเริ่มขั้นกลางไหนเลยจะสามารถต้านทานพลังของผู้ฝึกตนระดับปฐีเช่นเขาได้ต่อให้เวลานี้ระดับของหนานกงฉางเซินจะลดลงเหลือเพียงปฐีขั้น ๔ ชั่วคราว แต่มันก็ไม่ยากเย็นอะไรที่จะส่งพลังปราณคุกคามอีกฝ่าย
ร่างท้วมถูกกดทับจนทรุดลงคุกเข่ากับพื้นแววตาของนางทอประกายหวาดกลัวราวพบพานเ้าชีวิตเพียงบุรุษหนุ่มดึงฝ่ามือของเขากลับไปวางแนบลำตัวแรงกดทับก็สลายลง
“เสี่ยวจางจื่อ”
“ขอรับ”ขันทีหนุ่มค้อมกายรับคำอย่างนอบน้อม
“นำบ่าวผู้นี้ไปโบยสามสิบไม้แล้วโยนกลับไปสกุลโต้ว บอกใต้เท้าโต้วให้อบรมสั่งสอนบ่าวรับใช้ของตนเองให้ดีถ้าแค่กฎยุทธภพยังไม่เข้าหัวก็โบยนางให้ตายคาไม้เสียอย่าเลี้ยงให้เปลืองข้าวสารอีกเลย” น้ำเสียงเรียบเอ่ยปากมาอย่างง่ายดายแต่เนื้อความกลับข่มขวัญผู้ฟังได้ชะงัด
จางกงกงส่งสายตาไปยังทหารซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลทหารสองนายจึงรีบมาลากตัวบ่าวน่าตายไปโบยตามคำสั่งอย่างรู้หน้าที่
“เสี่ยวฉยงอาการกำเริบข้าต้องเร่งพานางไปยังสำนักกระถางโอสถให้เร็วที่สุดถ้าเจียหย่งจัดการธุระของเขาเสร็จก็บอกให้เขารีบตามไป ข้าจะล่วงหน้าไปก่อน”
“บ่าวเกรงว่าต้าหวาง...”จางกงกงรีบบอกอย่างเป็กังวล
“อีก๒ ชั่วยามหากเจียหย่งยังไม่กลับวัง เ้าก็เข้าวังหลวงนำคำของข้าไปกราบทูลต้าหวาง...นัดหมายครั้งนี้ปรมาจารย์เจิ้งภูตเมามายเป็ผู้สั่งการ หากฉินต้าหวางขวัญกล้าขัดขวางก็ขอให้พระองค์ทบทวนให้ดีว่าพร้อมจะเป็ศัตรูกับภูตเมามายผู้นั้นหรือไม่”
หากคนอื่นเป็ผู้พูดออกมาผู้ฟังคงเห็นเป็เื่ตลกขบขัน ดีไม่ดีผู้พูดอาจต้องอาญาถูกจับเข้าคุกฐานิ่เบื้องสูง
ทว่าบุรุษร่างสูงโปร่งที่ยืนยืดกายใต้ดวงตะวันผู้นี้มีทั้งความสามารถและอำนาจในมือ ความสัมพันธ์กับสำนักระดับสองดาวก็แน่นแฟ้น เกรงว่าหากเกิดข้อพิพาทกันจริงฉินต้าหวางคงไม่อาจต้านรับแรงโทสะจากปรมาจารย์ผู้มีชื่อท่านนั้นได้
---------------------
ขบวนรถม้าที่มีองครักษ์จากสำนักคุ้มภัยอารักขาออกเดินทางจากเมืองหวยก่อนสิ้นยามซื่อ[3]ขบวนมุ่งหน้าตรงไปยังทิศเหนือซึ่งเป็ที่ตั้งของเทือกเขาวาตะอันกว้างใหญ่
เทือกเขาแห่งนี้ทอดตัวจากตะวันออกมาจนถึงตะวันตกสุดของแดนปุถุชนประหนึ่งกำแพงสูงครอบคลุมด้านเหนือทั้งหมดไว้นอกจากนี้กำแพงเขาวาตะยังเป็ปราการธรรมชาติที่แบ่งแยกแดนปุถุชนออกจากแดนยุทธภัณฑ์แม้ด้านตะวันตกสุดของแดนจะติดกับทะเลตันไห่ แต่การล่องเรือขึ้นเหนือก็ลำบากแสนเข็ญนอกจากกองหินโสโครกที่กระจายกันระเกะระกะ ในมหาสมุทรกว้างยังเป็แหล่งอาศัยของสัตว์เวททางน้ำมากมายซึ่งมีระดับหวงขั้นสูงขึ้นไปทั้งสิ้นเพราะเหตุนี้การเดินทางสู่แดนยุทธภัณฑ์จึงใช้เส้นทางด้านตะวันออกสุดของทวีป
เขาวาตะเป็ูเาโบราณจึงเป็สถานที่รวมปราณธาตุที่เข้มข้นที่สุดแห่งหนึ่งตลอดแนวเทือกเขาความยาวหลายพันลี้ มีสำนักฝึกตนและชุมชนเมืองอยู่มากมาย สำนักจะตั้งอยู่ในเขตูเาขณะที่ชุมชนเมืองจะตั้งอยู่ตรงพื้นที่ราบเชิงเขา เส้นทางขึ้นลงจึงมีหลายสายหลักและหลายสิบสายย่อย
ขบวนรถม้าของสกุลหนานกงเดินทางขึ้นเหนืออย่างเร่งรีบเข้าวันที่ ๗ ก็มาถึงทะเลสาบจิ้งจื่อ ซึ่งเป็จุดพักแรมสุดท้ายก่อนขึ้นเขาวาตะขบวนตั้งค่ายพักแรมอยู่ที่นี่เป็เวลา ๑ คืน กำหนดออกเดินทางคือกลางยามเฉิน[4]วันพรุ่ง
เส้นทางบนเขาแม้เป็ทางสัญจรหลักแต่สองข้างเต็มไปด้วยป่าทึบจุดพักม้าที่ใกล้ที่สุดบนเขาคือจุดพักหงลู่ห่างจากทะเลสาบจิ้งจื่อไป ๓ ชั่วยามทว่ามันไม่ใช่ปลายทางที่นำไปสู่สำนักกระถางโอสถ ทั้งเป็ทางแยกออกไปทางซ้ายของูเาซึ่งอยู่ทิศทางตรงกันข้ามกับทางที่พวกเขาจะไป
เส้นทางสู่สำนักแพทย์อันดับหนึ่งนั้นต้องเดินทางไปยังทางขวาของูเาในทางสายนี้จุดพักม้าที่ใกล้ที่สุดคือจุดพักม้าชิงลู่เป็ชุมชนเมืองขนาดใหญ่และเป็แหล่งค้าขายสินค้าระหว่างแคว้นที่ใหญ่ที่สุดของทางเหนืออยู่ห่างจากทะเลสาบจิ้งจื่อไป ๕ ชั่วยาม
หนานกงฉางเซินไม่เลือกไปพักที่หงลู่เพราะต้องเสียเวลาไปเปล่าๆ อีก ๑ วัน ตอนนี้ที่เขา้าที่สุดคือการไปถึงสำนักกระถางโอสถ เพราะเหตุนี้ผู้นำขบวนจึงมีคำสั่งให้ผู้ร่วมเดินทางพักผ่อนอย่างเต็มกำลังเพื่อเตรียมรับมือกับการเดินทางติดต่อกัน ๕ ชั่วยามในวันพรุ่งนี้ซึ่งหากพวกเขาไปถึงจุดพักม้าชิงลู่แล้ว ก็ถือว่าการเดินทางอีก ๒ วันที่เหลือจะค่อนข้างสบายขึ้นกว่าหลายวันที่ที่ผ่านมา
“เป็เช่นไรบ้าง”บุรุษหนุ่มผู้เป็หัวหน้าขบวนก้าวขึ้นมาบนรถม้าด้วยท่าทีอ่อนโยนั์ตาที่มองหลานสาวเต็มไปด้วยความสงสารและเวทนายิ่งนักั้แ่ที่นางรู้สึกตัวตื่นเมื่อสองวันก่อน เด็กน้อยก็พูดจาน้อยลงท่าทางของนางแม้ดูนิ่งเรียบเช่นยามปกติ แต่ดวงตาคู่กลมที่เคยมีความสดใสร่าเริงกลับหายไป
มันคือแววตาแบบเดียวกันกับตอนที่เขาพบนางครั้งแรกในจวนสกุลฝูแคว้นเหลียน
“ข้าไม่ได้เป็อะไรหรอกเ้าค่ะนั่งรถม้าเที่ยวนี้ก็ไม่คลื่นไส้วิงเวียนเหมือนเที่ยวก่อน”ยิ้มเบาบางแย้มยกขึ้นเพียงเพื่อประโลมให้โลกหล้าไม่สลดเศร้าซึมแม้ผู้ยิ้มจะยังตั้งหลักกับเื่ะเืใจที่เกิดขึ้นไม่ได้แต่ในใจของเด็กน้อยสกุลฝูผู้นี้ผ่านการสูญเสียมากมาย
เื่ของเหอวั่งก็เป็เพียงการสูญเสียอีกครั้งหนึ่งของนางก็เท่านั้นเอง
“อย่าคิดมากไปเลยน้าว่า...” น้าชายวางมือบนศีรษะของหลานสาว นึกอยากพูดปลอบว่าบางทีเหอวั่งอาจยังไม่ตายแต่เขาเองก็ไม่กล้าโกหกหลานสาวของตน รายงานสามฉบับคือเครื่องยืนยันชั้นดีว่าความจริงเป็เช่นไรท้ายที่สุดเขาก็เงียบเสียงลงปล่อยให้เวลาเป็โอสถรักษาหัวใจดวงน้อย
แสงอาทิตย์จับเหลี่ยมขอบฟ้า
เหล่าปักษาเจื้อยแจ้วพรรณนา
ทุกคนตื่นกันั้แ่เช้าตรู่เพราะมีกำหนดออกเดินทางกลางยามเฉิน แม่นมซูลงไปตักน้ำที่ริมทะเลสาบโดยมีนายน้อยนั่งอยู่บนรถเข็นข้าง ๆ กัน เพราะอุดอู้อยู่แต่ในรถม้ามาหลายวันฝูอวี้ฉยงจึงบอกให้ผู้เป็แม่นมพาตนลงมารับลมยามอรุณที่ริมตลิ่ง
ซึ่งภาพทิวทัศน์เบื้องหน้าก็ช่วยผ่อนคลายความทุกข์ร้อนในใจลงได้บ้าง
ทะเลสาบจิ้งจื่อกว้างใหญ่ริมตลิ่งตลอดแนวมีต้นไม้ขึ้นอยู่นับร้อยนับพัน และด้วยเป็ฤดูไม้ใบร่วงต้นไม้เ่าั้จึงเปลี่ยนสีสันจากเขียวเป็สีเหลือง สีส้ม สีแดงแซมสีสลับกลับกลาย ดุจภาพร่างจากสรวง์ น้ำในทะเลสาบก็ใสดุจกระจกสมนาม เงาพฤกษ์พันธุ์หลากสีจึงสะท้อนลงบนแผ่นน้ำ
แต่ที่โดดเด่นที่สุดกลับเป็เจดีย์หินหลายสิบชั้นที่ตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของคุ้งน้ำ
ยิ่งแสงแรกของอรุณสาดทอประทับเจดีย์หินสีมอ ๆ ก็กลายเป็เจดีย์ทองคำงดงามอร่ามตา
ดวงตาคู่กลมดำขลับเหม่อมองเจดีย์ที่ห่างออกไปราวร้อยจั้งอย่างครุ่นคิด
“แม่นม”
“มีอะไรหรือเ้าคะ”แม่นมซูบิดผ้าเช็ดหน้าในอ่างตรงหน้า แล้วยื่นให้ผู้เป็นายก่อนจะเอ่ยถาม
“พาข้าไปที่เจดีย์หิน”ฝูอวี้ฉยงรับผ้าเช็ดหน้าที่เปียกหมาด ๆ ขึ้นมาเช็ดใบหน้าและซอกคอของตนพอรู้สึกสดชื่นก็ยื่นผ้ากลับคืน แล้วพูดกับคนข้างกายด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ
“เ้าค่ะ”ั์ตากลมดำมีความแน่วแน่และมั่นคงจนซูเฉี่ยนไม่กล้าขัดนางเข็นรถของคุณหนูไปตามทางอย่างไม่เร่งรีบอะไร พลางส่งสายตาไปยังนายท่านสามที่เพิ่งกลับมาจากการเก็บผลไม้ป่าให้รับรู้
เวลาเพียงหนึ่งถ้วยชาถัดมาสตรีทั้งสองก็มาปรากฏอยู่ที่เจดีย์หินสูงตระหง่าน
‘เจดีย์ห่านป่า’
อักษรสีทองที่เขียนอยู่ทางเข้าเต็มไปด้วยพลังดุดันและน่ายำเกรง
แต่ก็น่าแปลกที่เจดีย์ใหญ่โตถึงเพียงนี้กลับไม่มีผู้ดูแลเลยแม้แต่คนเดียวปล่อยให้พวกนางเข้ามาโดยไม่มีใครมาขัดขวาง
ภายในชั้นหนึ่งที่อยู่ตอนนี้ก็ดูสะอาดสะอ้านไม่มีเศษฝุ่นผงหรือใยแมงมุมแม้แต่น้อย
ยิ่งเทวรูปยิ่งสะอาดเอี่ยมเทวรูปนี้เป็เทวรูปของทวารบาลหน้าอสูร ยกเท้าข้างซ้ายขึ้นเงื้อง่า ในมือขวาถือเจดีย์หินย่อส่วนซึ่งเป็รูปทรงเดียวกับเจดีย์ห่านป่า เทวรูปนี้สูงหลายจั้งทำจากหินสลักก้อนใหญ่เพียงก้อนเดียวสลักออกมาได้น่าเกรงขามและดุดัน ดวงตาของทวารบาลแม้ไม่ได้แต่งเติมสีให้คล้ายดวงตาของมนุษย์จริงๆ แต่กลับรู้สึกได้ถึงการจับตามองของดวงตาคู่นั้น
“กลับกันไหมเ้าคะในนี้ไม่มีอะไรเลย” ซูเฉี่ยนรีบบอกเพราะบรรยากาศชักไม่ชอบมาพากลเข้าทุกที
“ในเจดีย์นี้มีกระถางบูชาไฟหรือไม่”อยู่ ๆ เ้านายตัวน้อยที่เงียบมานานก็เอ่ยถามขึ้น แม่นมซูกวาดตา มองอยู่ครู่หนึ่งก็รีบตอบโดยไม่ทันได้เอะใจ
“ทางด้านโน้นเ้าค่ะ”
กระถางบูชาไฟเป็ของสำคัญอย่างหนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ นอกจากกระถางธูปที่วางไว้หน้าเทวรูปหรือ ป้ายิญญา ก็ยังมีกระถางบูชาไฟซึ่งจะถูกจุดตลอดเวลา เป็การเชื่อมต่อพลังของ์และโลกมนุษย์เจดีย์ห่านป่าแห่งนี้ก็เช่นเดียวกัน
“พาข้าไปดูหน่อย”
“เ้าค่ะ”ซูเฉี่ยนรับคำแล้วเข็นรถไปยังอีกฟากของชั้นหนึ่งซึ่งมีกระถางสำริดสามขาสูงครึ่งจั้งวางอยู่
กระถางบูชาไฟนี้ทำจากสำริดและมีอายุยาวนาน เนื้อสำริดถูกปกคลุมด้วยสนิมสีเขียวจนดูเก่าคร่ำคร่าแต่ก็ยังมองเห็นลวดลายประแจรูปเทาเที่ย และลายประแจเมฆได้ชัดเจน บัดนี้เหนือปากกระถางสามขามีเปลวไฟลอยอยู่หนึ่งดวงมันคือเปลวไฟที่จุดขึ้นด้วยปราณธาตุเพลิง เมื่อเชื่อมต่อพลังฟ้าดินแล้วก็จะจุดติดไปอีกนานแสนนาน
ฝูอวี้ฉยงยื่นมือของตนเองออกไปนางไม่ได้สั่งให้แม่นมซูผนึกปราณเข้าสู่กระถางสามขากลับกันนางเพียงเอ่ยกับกระถางสูงครึ่งจั้งตรงหน้าด้วยน้ำเสียงออกคำสั่ง
“ปรากฏขึ้นแก่ข้า”
แม่นมซูชะงักไปดวงตาของนางจ้องมองคุณหนูน้อยของตนอย่างแปลกใจ แม้ไม่เกิดอะไรขึ้นหลังจากคุณหนูออกคำสั่งแต่มันก็สร้างความสับสนให้นางได้มากไม่ต่างจากหนานกงฉางเซินที่เดินตามมา เขาหยุดอยู่กับที่ทันทีที่เห็นว่าหลานสาวกำลังจะทำอะไร
แม้แม่นมซูไม่ทราบเื่แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเป็เหมือนกันหลายปีที่ศึกษาในสำนักวิชาความรู้ระดับสองดาว เหตุใดเขาจะไม่รู้เล่าว่าหลานสาวของเขากำลังทดสอบผนึกบุพเพด้วยปราณกระถางบูชาไฟ
“ข้าบอกให้ปรากฎขึ้นมา”คำสั่งดุดันเฉียบขาด ราวประกาศิตที่สรวง์ยังมิอาจเพิกเฉย
กลุ่มพลังเหนือดวงเพลิงสั่นไหวดวงไฟใจกลางปลดปล่อยธาตุเพลิงออกมาเป็เส้นสายสีส้มแดง มันแล่นออกจากจุดศูนย์กลางไปสู่ฝ่ามือของเด็กน้อยผู้ออกคำสั่งเมื่อเชือกปราณธาตุไฟโอบล้อมฝ่ามือนั้นจนครบรอบ อักษรสีทองก็ลอยขึ้นมากลางฝ่ามือ มีดอกมู่ตันสีทองเหลือบแดงบานอยู่ด้านล่าง
‘เหอวั่ง’
ความยินดีปรากฏขึ้นในแววตาของเ้าของฝ่ามือ
แต่เสี้ยวลมหายใจถัดมานางก็พบกับความจริงที่แสนเ็ปเมื่ออักษรสองตัวบนฝ่ามือสลายกลายเป็ฝุ่นสีทอง ผนึกบุพเพซึ่งปรากฏเป็รูปดอกมู่ตันบานอยู่ด้านล่างก็เหี่ยวเฉาโรยรา
“ฮะ ฮ่า ๆ” เสียงหัวเราะของเด็กน้อยดังขึ้นมันกึกก้องจนสะท้อนไปมาภายในเจดีย์หินหลังใหญ่ทั้งแม่นมซูและหนานกงฉางเซินต่างรับรู้ดีถึงเสียงเยาะเย้ยโชคชะตาที่แม้แต่เ้าของเสียงยังอดสมเพชเวทนาชะตากรรมของตนเองไม่ได้
“กลับเถอะ”ฝูอวี้ฉยงเก็บฝ่ามือของตนกลับมาแล้วออกคำสั่ง
“บ่าวว่า”
“ข้าบอกให้กลับ”เด็กน้อยสั่งด้วยเสียงเฉียบขาด จนแม่นมซูไม่กล้าขัดใจรีบเข็นรถพานางออกจากเจดีย์หินไปอย่างรวดเร็ว
ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยความเงียบ
แม้แต่เสียงลมพัดผ่านยังเลือนหายนกน้อยที่ออกอาหารก็หยุดเสียงเจื้อยแจ้วเจรจา สรรพสำเนียงเงียบเชียบราวกับเวลาได้หยุดเคลื่อนไหว
ฝูอวี้ฉยงได้รับคำตอบที่นางอยากรู้แล้ว
หลังจากนางหลอกตัวเองมาหลายวันในที่สุดนางก็ได้รับคำตอบเสียทีว่าเหตุที่เกิดขึ้นกับเหอวั่งคือความจริงหรือเล่ห์ลวง
แม้พวกเขาเพิ่งรู้จักกันได้เพียง๑ ปี แต่ความสัมพันธ์ที่ก่อขึ้นก็ผูกชีวิตของคนสองคนเข้าด้วยกันจนแน่นแฟ้น และกลายเป็ความรักในที่สุด
ความรักแม้หนักแน่นดุจขุนเขา
หากบุพเพกลับบางเบาดุจหมอกควัน
**************************
[1]ตำแหน่งของพระสนม เรียงจากต่ำไปสูงคือ ไฉเหริน เหลียงเหรินหรูจื่อ ปาจื่อ เหม่ยเหริน และฟูเหริน
[2]ฐานะภรรยาเอกของ ต้าหวาง เป็ลำดับขั้นที่ไม่นับรวมกับกลุ่มของพระสนม
[3]๐๙.๐๐-๑๑.๐๐ น.
[4]ยามเฉิน ๐๗.๐๐-๐๙.๐๐ น.