บทที่ 17 บ่อหินหนืดแก่นปฐี
ตู้มมมมมม!!!!!
ณ กลางป่าเกิดเสียงะเิดังลั่นสนั่นนภา พื้นดินสั่นไหวดั่งวันโลกาวินาศ
เหล่าหมู่สัตว์อสูรต่างแตกตื่นวิ่งกระเจิงไปทั่วทุกสารทิศ ต้นไม้มากมายถูกเหล่าสัตว์อสูรที่แตกตื่นวิ่งชนล้มระเนระนาด
ที่จุดกำเนิดเสียงะเิปรากฏหลุมยุบขนาดใหญ่ ซึ่งมีจุดศูนย์กลางกว่าร้อยจั้ง เศษชิ้นเนื้อแหลกเหลวราวกับว่ามันถูกบดขยี้ด้วยแรงบีบมหาศาล
ท่ามกลางความเงียบสะงัด จู่ๆ กลับปรากฏเสียงกระแอมไอแหบแห้งพร้อมคำพูดแฝงไว้ด้วยความตกตะลึง
"แค่กๆ ทักษะคุนแปลงเต๋าะคาดไม่ถึงว่ามันจะมีอานุภาพรุนแรงขนาดนี้" อึดใจถัดมาร่างของชายคนนึงก็ค่อยๆ เดินออกมาจากกลุ่มควันอันหนาแน่น และแน่นอนว่าเ้าของเสียงนี้คือเสวี่ยซาน
เขาเดินไปยังหลุมลึกที่เกิดการะเิจากการฟาดหางของเคล็ดวิชาคุนแปลงเต๋าะหยินหยางอย่างเชื่องช้า
ดวงเนตรสีครามสอดส่องรอบบริเวณหลุมยุบ ฉับพลันสายตาไปปะทะกับอะไรบางสิ่งซึ่งกำลังกำลังส่องประกายวิบวับยามกระทบแสงจันทร์ ยิ่งเข้าเดินเข้าไปใกล้ ของสิ่งนั้นก็ยิ่งชัดเจนขึ้นทุกขณะ
เมื่อระยะห่างลดน้อยลงจนเหลทอเพียงไม่กี่สิบก้าว ความตื่นเต้นลิงโลดพุ่งปะทุในจตใจ ก็เพราะว่ากลุ่มแสงตรงหน้าคือสิ่งที่เขากำลังตามหา
แหวนมิติ!
เสวี่ยซานไม่รอช้ารีบเดินเข้าไปหยิบมันขึ้นมาพร้อมคลื่นส่งจิติญญาเข้าไปตรวจสอบหาสิ่งของที่เขา้า
ภายในแหวนมิติมีสิ่งของมากมายไม่ว่าจะเป็เงินหรือโอสถ แต่นั่นหาใช่จุดประสงค์หลักของเขาไม่
หลังผ่านไปพักหนึ่งดวงตาสีครามพลันเปล่งประกาย เขาส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง เพราะท้ายที่สุดแลวของสิ่งนี้มันก็ตกออยู่ในมือของเขาจนได้!
ชิ้นส่วนแผนที่เหมันต์ต้นกำเนิด!
ทันทีที่พบ เสวี่ยซานรีบเก็บแผนที่เข้าแหวนมิติบนนิ้วมือ และนำแหวนของเจียวมิ่งเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อมิดชิด
ทว่ายังไม่ทันที่จะได้ทำอะไรต่อ เสวี่ยซานได้ยินเสียงฝีเท้าและเสียงแหวกอากาศของคนกลุ่มใหญ่กำลังกรูกันเข้ามาทางนี้
"ท่านผู้าุโเกิดอันใดขึ้น!"
"ผู้าุโเจียวเมื่อครู่ข้าได้ยินเสียงะเิ!"
สดับฟังเช่นนั้นดวงตาเสวี่ยซานหดเล็ก บัดนี้เขาตระหนักได้ว่าเหล่าศิษย์ของสำนักโลหิตที่กระจายตัวออกไปเมื่อครู่ได้เร่งเดินทางกลับมาแล้ว
"บ้าชิบ!" เสวี่ยซานสถบคำหนึ่ง ท่าร่างเพียงหนึ่งเดียงถูกสำแดงเดช พาร่างซึ่งมีพลังปราณเหลืออยู่น้อยนิดพุ่งออกไปจากจุดนั้นด้วยความรวดเร็ว
หลังจากเสวี่ยซานจากไปได้ไม่นาน เสียงลมที่ดังแว่วมาจากไกลๆ ยิ่งเด็นชัดขึ้น ก่อนปรากฏเงาร่างของบุรุษผู้หนึ่ง
พรึบ!
ร่างกำยำของชายวัยกลางคนสวมชุดสีโลหิตพุ่งกระโจนจากป่า หยุดยืนอยู่ข้างหลุมลึกสีทมิฬ รอบกายบุรุษผู้นั้นส่งรัศมีกลิ่นอายของระดับผู้ฝึกปราณขั้นหกมาเป็ระยะ
หลังจากชายชุดแดงมาถึงดวงตาสีดำหลุบต่ำมองหลุมลึกเบื้องล่าง อึดใจต่อใบเขาไม่สามารถคงความนิ่งสงบไว้ได้อีก ดวงตาสีดำเบอกกว้างด้วยความตกตะลึง
หลังสังเกตภาพตรงหน้าครู่ใหญ่ หัวใจย้่งกระตุกวูบ มองเศษชิ้นเนื้อที่กระจุยกระจายไปรอบบริเวณอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่พบเจอ
กลิ่นอายจากเศษซากนั้นเขาชั่งคุ้นเคยยิ่งนัก กระแสพลังปราณที่ลอยตลบอบอวลอยู่บนอากาศ ทำให้เขาคิดขึ้นได้ว่าหลังจากที่เขาออกล่าสังหารคนของสำนักวายุมรกต และทิ้งผู้าุโเจียวที่กำลังอ่อนแอจากผลกระทบของเคล็ดวิชาลับไว้เื้ั จังหวะนี้เองคงจะมีใครบางคนลอบเข้าสังหารผู้าุโเจียวมิ่ง!
ดวงตาสีดำเบนมองสนิทเบนมองซ้ายขวาด้วยความหนักอึ้งในใจ เื่การตายของผู้าุโเจียวเขาอาจพอมีทางรอด แต่หากเื่ที่เขาปล่อยให้เหมันต์ต้นกำเนิดหลุดมือไปถึงหูของท่านประมุขล่ะก็
ต่อให้เขามีอีกร้อยชีวิตก็ไม่พอชดใช้!
"ต้องแข็งแกร่งถึงขนาดไหนถึงสามารถสังหารผู้าุโเจียวที่มีระดับผู้ฝึกปราณขึ้นเก้าได้ แม้ผู้าุโจะได้รับาเ็จากการต่อสู้มาบ้าง แต่ก็คงมิใช่เื่ง่ายที่จะสังหารเขาและจากไปอย่างไร้ร่องลอย"
ชายชุดแดงพึมพำออกมาอย่างตื่นกลัว ระหว่างนี้ศิษย์คนอื่นๆ ที่พึ่งมาถึงเมื่อเห็นทัศนียภาพโดยรอบแล้วกลับอดที่จะหวาดผวามิได้
คนผู้นี้มิใช่ผู้ที่ข้าจะตอแยได้ และแม้จะนำศิษย์ในสำนักเร่งรีบตามไป ก็คงไม่ต่างอะไรกับการเอาชีวิตไปทิ้ง จะต้องรีบกลับไปรายงานกับทางสำนักโดยเร็ว
คิดได้ดังนั้นบุรุษชุดสีแดงไม่รอช้า กลายเป็ลำแสงสีโลหิตพุ่งตัวออกนำศิษย์ที่เหลือรอดล่าถอยออกไปอย่างรวดเร็ว
หากเสวี่ยซานรับรู้หรือได้ยินความคิดของบุรุษชุดแดง ชายหนุ่มคงหัวเราะจนฟันร่วงหมดปาก เพราะแท้จริงแล้วเ้าตัวก็พึ่งบรรลุระดับผู้ฝึกปราณขั้นแรกมาหมาดๆ
ร่างในอาภรณ์สีขาวหยุดชะงักเมื่อรับรู้ได้ว่าตนเดินทางออกมาได้ไกลพอสมควร ยามนี้เสวี่ยซานไม่อยากเสี่ยง จึงเลือกจะหาที่พักเพื่อฟื้นฟูพลังปราณและรักษาาแบนร่างกายที่เกิดจากการต่อสู้
เพื่อให้ไปถึงที่นัดหมายให้ทันกำหนดและทำหน้าที่คุ้มครองแม่นางฮุ่ยให้ถึงจุดหมายอย่างปลอดภัยตามที่เคยลั่นวาจาเอาไว้
คิดได้เสวี่ยซานหันซ้ายแลขวาหมายมั่นหาที่พักเหมาะๆ จนสุดท้ายดวงตาสีครามหยุดนิ่งที่ถ้ำขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง
ครุ่นคิดอยู่หลายอึดใจสุดท้าย สุดท้ายก็เลือกที่จะลองเข้าไปสำรวจดูก่อน เดินวนในบริเวณนั้นกว่าหนึ่งชั่วยามสำรวจพื้นที่รอบๆ อย่างละเอียดซึ่งก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใด มีเพียงเศษซากมูลสัตว์เล็กน้อยเท่านั้น
ที่ปากทางเข้าของถ้ำขนาดใหญ่ ดวงตาสีครามมองสำรวจ แต่กลับต้องจนปัญญาเพราะเขาเห็นเพียงความมืดมิดไร้ซึ่งแสงสว่าง ให้ความรู้สึกที่ลี้ลับอย่างบอกไม่ถูก
เสวี่ยซานที่ค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไปข้างในพร้อมใช้พลังปราณสีฟ้าน้ำทะเลก่อตัวเป็ลูกแก้วแสงบนฝ่ามือ ใช้เป็แสงสว่างนำทางทดแทนโคมไฟ
ภายในถ้ำที่เงียบสงบได้ยินเพียงเสียงหยาดน้ำค้างที่ไหลหยดเป็ระยะ กอปรกับบรรยากาศวังเวงชวนขนลุกเพิ่มพูนแรงกดดันให้มากยิ่งขึ้น
แต่เพียงไม่นาน ความผิดปกติแรกก็ปรากฏเมื่อชายหนุ่มได้สังเกตบนผนังถ้ำอย่างละเอียดถี่ถ้วน
เสวี่ยซานอดจะแปลกใจมิได้ เพราะหากเป็ผนังถ้ำปกติเหมือนที่ตนเคยพบเจอคงไม่ได้เอะใจอะไร แต่ทว่าผนังถ้ำแห่งนี้มันกลับเป็สีดำมะเมื่อมและยังแข็งดุจดั่งเหล็กกล้า ยามััก็ให้ความรู้สึกหยาบกร้านเล็กน้อย
ระหว่างทางนั้นเสวี่ยซานรู้สึกได้ถึงสิ่งผิดปกติอย่างที่สอง เพราะอุณหภูมิภายในถ้ำที่สูงขึ้นจนน่าใ ยิ่งเดินลึกเข้าไป ความร้อนยิ่งเพิ่มมากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีท่าทีลดลง
เขาโยนทิ้งความคิดฟุ้งซ่านทิ้งทั้งหมดและตัดสินใจมุ่งหน้าเข้าไปในส่วนลึกของถ้ำเพื่อไขข้อสงสัย
แฮ่กๆๆ
ภายใต้ความร้อนที่เกินจะทนไหว เสวี่ยซานที่ยามนี้ร่างกายชุ่มไปด้วยเหงื่อกาฬราวกับว่าเขาพึ่งแช่กายในบ่อที่ร้อนฉ่า ทว่าด้วยความอยากรู้เขาจึงที่เกินจะต้านทาน ความดื้อดึงฉายชัดในดวงตา พลังปราณสีฟ้าอันน้อยนิดครอบคลุมร่างกายเพื่อลดความร้อนที่เกิดขึ้นให้ได้มากที่สุดและรีบมุ่งเดินเข้าไปยังส่วนลึกต่อโดยไม่หยุดพัก
ภายใต้ความร้อนที่คนธรรมดาเกินจะทานทนไหว เสวี่ยซานก็มาถึงที่มาถึ
งจุดสิ้นสุดของถ้ำจนได้ อึดใจถัดมาดวงตาของเขาพลันเบิกกว้างหลังได้พบกับสิ่งที่เป็จุดกำเนิดของความร้อนในถ้ำ
เพราะที่เบื้องหน้าของเขายามนี้ปรากฏบ่อลาวาสีทองขนาดใหญ่ ภายในบ่อลาวามีดอกบัวงดงามมากมายเบ่งบานบนผืนหินหนืดร้อนฉ่าอย่างน่าประหลาด!
"นี่มัน…บ่อหินหนืดแก่นปฐี!"