แสงสีทองที่ฉาดฉายอยู่บนท้องฟ้าสีครามอ่อนละมุนลงจนกลายเป็สีส้มอ่อนงามจับตาสายลมหอบพาความเย็นชื่นใจมาให้ผู้ที่กำลังเดินเล่นอยู่ในสวนดอกไม้
หญิงสาวร่างระหงทรุดตัวลงนั่งยองๆข้างกอดอกกุหลาบสีชมพูซึ่งแย้มกลีบบานสะพรั่งมือเรียวบางประคองดอกกุหลาบอย่างทะนุถนอม ก่อนจะจรดปลายจมูกลงบนกลีบดอกแล้วสูดกลิ่นหอมของมันด้วยความรื่นรมย์
เห็นสวนดอกไม้ที่นี่แล้วก็ทำให้นึกถึงสวนดอกไม้ที่บ้านของตนเองขึ้นมาถึงแม้จะไม่งดงามเท่าที่แห่งนี้ แต่เธอก็ชอบสวนที่บ้านมากกว่า เพราะเธอกับพี่สาวช่วยกันปลูกกับมือพอนึกถึงพี่สาวฟารีฮาก็รู้สึกเป็ห่วงขึ้นมาจับใจ เพราะไม่รู้ว่าป่านนี้ฟารีดาจะเป็อย่างไรบ้าง
“มีเื่อะไรกังวลใจหรือเ้าคะท่านหญิง” มานาห์เอ่ยถามเมื่อเห็นสีหน้าของนายสาวเคร่งเครียดขึ้น
“ข้ากำลังเป็ห่วงท่านพี่น่ะมานาห์ไม่รู้ป่านนี้จะเป็อย่างไรบ้าง”
มานาห์นิ่งเงียบใจก็นึกเป็ห่วงท่านหญิงฟารีดาเช่นกัน สตรีที่เติบโตมาในตระกูลสูงศักดิ์ ไม่เคยต้องลำบากลำบนทำงานหนักอะไรเลยแต่นี่ต้องมาปลอมตัวเป็ผู้ชาย ต้องทำงานรับใช้คนอื่น แถมยังต้องรอนแรมกลางทะเลทรายอีกแล้วท่านหญิงของเธอจะทนไหวหรือเปล่าหนอ
ใจจริงเธออยากจะตามไปดูแลท่านหญิงฟารีดาแต่ท่านหญิงสาวไม่ยอมเพราะกลัวความลับแตก แล้วอีกอย่างก็คืออยากให้เธออยู่ช่วยทางนี้ไม่ให้ถูกจับได้ว่าเป็ตัวปลอมมากกว่า
“เอ๊ะ!นั่นเ้าชายนี่”ท่านหญิงฟารีฮาเอ่ยขึ้นเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นเ้าชายฮาซิมเข้าพอดี
ตำหนักรับรองที่หญิงสาวพำนักอยู่นั้นอยู่ใกล้กับตำหนักของเ้าชายฮาซิมเวลาที่เ้าชายจะเสด็จออกไปไหนก็จะต้องเดินผ่านตำหนักของเธอก่อน
ฟารีฮาหมดความสนใจดอกไม้งามในทันทีเพราะมีเป้าหมายอย่างอื่นที่้าจะทำมากกว่า เท้าเล็กจึงออกก้าวเดินพร้อมกับริมฝีปากอิ่มเปล่งเสียงออกมา
“เ้าชายฮาซิมเพคะ”
ผู้ถูกเรียกหยุดชะงักคิ้วดกหนาเลิกขึ้นน้อยๆ เมื่อหันไปมองตามเสียงแล้วพบว่าเป็ผู้ใด มาลิคทำความเคารพฟารีฮาพร้อมกับที่มานาห์ทำความเคารพเ้าชายฮาซิมก่อนที่ทั้งสองคนจะถอยออกมายืนห่างพอสมควรเพื่อให้เ้านายได้สนทนากันได้สะดวกขึ้น
“เ้านั่นเองเป็ยังไงบ้าง ที่พักเรียบร้อยดีหรือเปล่า ถ้าขาดเหลืออะไรก็บอกนางกำนัลได้เลยนะ”
“เรียบร้อยดีเพคะ” ท่านหญิงฟารีฮาตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานตามแบบฉบับของพี่สาว “ฝ่าาเพคะ หม่อมฉันมีเื่จะคุยด้วยไม่ทราบว่าทรงมีเวลาให้หม่อมฉันสักครู่ไหมเพคะ”
“ได้สิถ้าอย่างนั้นเราไปนั่งคุยกันที่ซุ้มตรงโน้นเถอะ”ชายหนุ่มบอกพร้อมกับออกเดินนำหน้าไป หญิงสาวจึงรีบสาวเท้าตาม “นี่ก็เย็นมากแล้วเ้าได้ทานอาหารหรือยัง” ถึงแม้จะไม่ชอบใจที่ถูกคลุมถุงชนแต่ยังไงสตรีตรงหน้าก็ได้ชื่อว่าเป็คู่หมายของเขาจึงต้องดูแลเอาใจใส่กันบ้าง
“หม่อมฉันทานแล้วเพคะขอบพระทัยที่ทรงเป็ห่วง”
“เ้ามีเื่อะไรจะพูดก็พูดมาเถอะ” เขาเปิดฉากการสนทนาให้
“เื่ที่หม่อมฉันจะพูดก็คือเื่การแต่งงานของเราเพคะหม่อมฉันไม่อยากแต่งงานกับฝ่าา ไม่เต็มใจสักนิด เพราะหม่อมฉันมีคนรักอยู่แล้วฉะนั้นหม่อมฉันจึงอยากขอร้องให้ฝ่าาช่วยไปทูลองค์อาหมัดกับองค์รานีให้ทรงยกเลิกการแต่งงานในครั้งนี้ได้ไหมเพคะ”
ฟารีฮาพูดเข้าเื่ตรงๆไม่มีการอ้อมค้อมแต่อย่างใด ซึ่งผิดวิสัยของท่านหญิงฟารีดาเป็อย่างมาก แต่หญิงสาวก็ไม่สนใจเนื่องจากคิดว่าเ้าชายฮาซิมไม่ได้สนิทสนมกับพี่สาวของเธอจนรู้นิสัยใจคอกันอยู่แล้ว
แต่ดูเหมือนเธอจะคิดผิดไปเพราะเ้าชายฮาซิมเกิดสะดุดใจขึ้นมา ดวงตาคมกริบหรี่ลงอย่างพินิจพิจารณาผู้หญิงตรงหน้ามากขึ้นใจกระหวัดไปถึงแฝดผู้น้องของคนตรงหน้าและเหตุการณ์ที่ฟารีฮาปลอมตัวเป็พี่สาวเข้ามาพบเขาที่ตำหนัก
สตรีแสนเรียบร้อยอย่างท่านหญิงฟารีดามีหรือจะพูดจาตรงไปตรงมาอย่างมั่นใจแบบนี้ถึงแม้เขาจะไม่ได้สนิทชิดเชื้อกับสองพี่น้องฝาแฝดสักเท่าไรนักแต่เท่าที่ได้พบปะพูดคุยอยู่หลายครั้งก็พอจะทราบถึงลักษณะนิสัยของทั้งสองดี
ท่าทางและคำพูดคำจาแบบนี้มีแต่ฟารีฮาเท่านั้นแหละแต่หญิงสาวจะหาญกล้าคิดหลอกลวงแม้กระทั่งองค์อาหมัดกับองค์รานีเชียวหรือ เพราะโทษทัณฑ์ที่จะได้รับนั้นหนักหนาทีเดียว
ชายหนุ่มครุ่นคิดด้วยความสงสัยความรู้สึกของเขาส่งผ่านออกมาทางสีหน้ากับแววตาให้ท่านหญิงฟารีฮาได้รู้ เธอเลยเริ่มระวังตัวจึงทำตัวสงบเสงี่ยมขึ้นใบหน้าเศร้าสร้อยลงพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า
“หม่อมฉันต้องขอประทานอภัยเพคะที่พูดเช่นนี้ออกไปคือ...หม่อมฉันอัดอั้นตันใจเป็อย่างมากเลยเพคะกับเื่การแต่งงานในครั้งนี้ขอฝ่าาทรงอภัยให้หม่อมฉันด้วยที่พูดจาล่วงเกินฝ่าาไปเพคะ”
“ไม่เป็ไรหรอกข้าเข้าใจเ้า เพราะข้าเองก็รู้สึกไม่ต่างจากเ้าเช่นกัน”เ้าชายหนุ่มตอบ ความสงสัยในตัวคนตรงหน้าค่อยๆ คลายลงไป
คงไม่ใช่ฟารีฮาปลอมตัวมาอีกหรอก
“หมายความว่าฝ่าาก็ไม่อยากแต่งงานเหมือนกันใช่ไหมเพคะ” ท่านหญิงฟารีฮาถามอย่างตื่นเต้น ั์ตาเป็ประกายอย่างมีความหวัง
“ถึงจะใช่แต่เื่นี้ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรอกนะ” ชายหนุ่มพูดอย่างหนักใจ
“ทำไมจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ล่ะเพคะเพียงแค่ฝ่าาทรงทูลขอองค์อาหมัดเท่านั้น” เธอเอ่ยเสียงห้วนขึ้นเล็กน้อย“หากจะไม่ได้ก็คงเป็เพราะฝ่าาไม่ทรงยอมทำเสียมากกว่าเพคะ”
“รู้สึกว่าเ้าจะชอบลอกเลียนคำพูดของน้องสาวเ้ามากเลยนะฟารีดา”เ้าชายฮาซิมเอ่ยค่อนขอด แววเนตรคมจับจ้องไปที่ดวงตาคู่งามเขม็งทำให้ฟารีฮาไม่กล้าสบตาด้วยเพราะเกรงว่าจะเผลอทำตัวมีพิรุธแบบเมื่อครู่นี้อีก
“ก็หม่อมฉันคิดแบบเดียวกับน้องสาวนี่เพคะถ้าฝ่าาไม่เต็มใจทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงได้เสมอ รวมถึงเื่การแต่งงานด้วย”หญิงสาวพยายามแก้ตัวเสียงอ่อยๆ
“นี่เ้ากล้าสั่งสอนเราหรือ” ดวงตาคมกริบที่จ้องมองมาเต็มไปด้วยแววขุ่นเคืองใบหน้าเข้มดุดันขึ้นจนดูน่ากลัว คนปากเก่งเห็นเข้าก็หน้าเสีย ใจสั่นระรัวเพราะกลัวต้องโทษทัณฑ์นึกตำหนิตนเองอยู่ในใจที่ชอบใจร้อนวู่วามเกินเหตุอยู่เรื่อย
“ฝ่าาเพคะคือว่า...”
“ครั้งนี้ข้าจะถือว่าเ้าพูดไปโดยไม่ได้ตั้งใจก็แล้วกัน” คราวนี้ชายหนุ่มไม่คิดเอาความแต่สายตาของเขาเตือนเธอว่าหากมีครั้งหน้าอีก เธอคงไม่แคล้วถูกลงโทษเป็แน่ เ้าชายฮาซิมเห็นสีหน้าจ๋อยๆของหญิงสาวแล้วก็ถอนหายใจออกมา เพราะเข้าใจความรู้สึกของเธอดี
“ข้าเข้าใจความรู้สึกของเ้าดีฟารีดาเพราะข้าเองก็ไม่ได้เต็มใจกับการแต่งงานในครั้งเช่นกันแต่ข้าก็ขัดท่านพ่อกับท่านแม่ไม่ได้ เพราะท่านทั้งสองเห็นเ้าเหมาะสมคู่ควรกับตำแหน่งชายาของข้ามากที่สุด”
เหมาะสมงั้นหรือ
ท่านหญิงฟารีฮาคิดในใจแน่ล่ะ ท่านพี่ของเธอออกจะงดงามทั้งภายนอกและภายในชาติตระกูลหรือก็สูงส่งคู่ควรกับเ้าชายฮาซิมทุกประการเธอคงยินดีไปด้วยหากการแต่งงานครั้งนี้พี่สาวของเธอจะเต็มใจ
เอ...หรือว่าเ้าชายฮาซิมจะทรงคิดเช่นเดียวกับองค์รานีถึงได้ไม่ยอมปฏิเสธการแต่งงานในครั้งนี้ทั้งๆ ที่ก็บอกว่าไม่เต็มใจเหมือนกันหญิงสาวครุ่นคิดก่อนจะสรุปว่า ต้องใช่แน่ๆ เ้าชายต้องคิดเช่นนี้อย่างแน่นอนฮึ...เห็นว่าเหมาะสมคู่ควรอย่างนั้นเหรอ ดีล่ะ!
รอยยิ้มเ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากบางสีชมพูระเรื่อเมื่อสามารถคิดหาวิธีที่จะทำให้เ้าชายฮาซิมยอมยกเลิกการแต่งงานได้และด้วยความที่หญิงสาวก้มหน้าอยู่ ชายหนุ่มจึงไม่เห็นรอยยิ้มของเธอเขาจึงมองเธอด้วยความเห็นใจเหมือนเดิม
“เ้าอย่าคิดมากเลยนะทำใจให้สบายเถอะ” เ้าชายหนุ่มปลอบพร้อมกับลุกขึ้นยืน “ข้าคงต้องกลับตำหนักแล้วถ้าเ้ามีเื่อะไรก็ไปหาข้าที่ตำหนักได้ทุกเมื่อ”
“เพคะ” ท่านหญิงฟารีฮาลุกขึ้นยืนแล้วถวายบังคมลาอย่างอ่อนช้อย ดวงตาคู่หวานมองตามแผ่นหลังกว้างของเ้าชายฮาซิมไปอย่างมีแผนการก่อนจะเอ่ยต่อคำพูดเมื่อครู่นี้ของตนเองออกมาว่า “หม่อมฉันคงมีเื่ไปรบกวนฝ่าาที่ตำหนักทุกวันแน่เพคะไม่ต้องห่วง”