สายลมโชยเย็นฉ่ำย้ำอรุณรุ่ง แสงอ่อนฟุ้งลอดผ่านร่างไสว
เ้าพลัดถิ่นดินแดนมาแสนไกล หอบดวงใจอ่อนล้าสู่คีรินทร์
ยังคิดถึงยอดชู้ที่แสนรัก คิดถึงบ้านที่เคยพักสุดถวิล
น้องไม่อาจกลับไปสู่แดนดิน ขอจบสิ้นทุกสิ่งที่มีมา........
จักรยานสีน้ำตาลที่ด้านหน้ามีตะกร้าใส่หนังสือวางอยู่ ปั่นไปตามเนินของหมู่บ้านอันห่างไกล หยดน้ำค้างกระทบแสงแดดวิบวับบนยอดหญ้า ดอกกระดุมทองบานสพรั่งตลอดเส้นทาง กลิ่งของกิ่งสนทีเพิ่งหักทำให้สดชื่น บรรยากาศยามเช้าในชนบทกลางขุนเขาช่างแตกต่างจากเมืองที่วุ่นวายนัก สองข้าทางเด็กๆในหมู่บ้านเริ่มออกจากบ้านเพื่อไปโรงเรียน ที่อยู่ไม่ไกลนัก
"สวัสดีครับ/ค่ะ ครู" เสียงกล่าวทักทายของนักเรียนตลอดทางที่หญิงสาวปั่นจักรยานผ่าน
"สวัสดีจ่ะ" เธอตอบรับคำทักทายนั้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเช่นทุกวัน
โรงเรียนบ้านเพียงดิน อันแสนไกล ตั้งอยู่บนพื้นที่สีแดงของขบวนการขนยาเสพติด ในจังหวัดเชียงราย น้อยคนนักที่อยากจะมาเป็ครูสอนที่นี่ ถึงแม้ว่าจะมีชุดคุ้มกันหมู่บ้านที่ดีก็ตม โรงเรียนหลังเขานี้มีขนาดเล็ก สอนั้แ่อนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาปีที่3 นักเรียน 60 คน ครู 5 คน ภารโรง 1 คน และเธอ "ชโลทร" ที่อาสามาเป็ครูที่นี่โดยไม่มีเงินเดือน นักเรียนหลายระดับชั้นต้องเรียนรวมกัน เนื่องจากไม่มีใครอยากเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่ บางวันไฟฟ้าก็ใช้ได้ บางวันก็ใช้ไม่ได้ งบประมาณก็เข้าถึงน้อย
ไม่มีใครรู้ว่าเธอมาจากไหนและทำไมถึงมาอยู่ในที่ห่างไกลขนาดนี้ รู้เพียงว่าตลอด 2 ปี หลายๆอย่างที่นี่ดีขึ้นมาก ชาวบ้านรู้จักวิธีการปลูกพืชที่ถูกต้อง ผลผลิตที่ได้ก็รู้จักวิธีจัดการให้สามารถขายได้ และเธอยังนำผลิตภัณฑ์ต่างๆของชาวบ้านที่นี่ลงขายตามช่องทางอินเทอร์เน็ต และร้านของฝากในตัวเมืองของเธอ ทำให้ชาวบ้านมีรายได้มากขึ้น และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ทุกคนที่นี่รักเธอและดูแลเธอเป็อย่างดี ทั้งข้าวปลาอาหาร หรือเด็กๆในหมู่บ้านก็จะชอบมาช่วยเธอทำความสะอาดรอบๆบ้านพักบ่อยๆ
"ครูเรนมาพอดีเลย" ครูใหญ่กล่าวทักทายเมื่อเธอจอดจักรยานคู่ใจไว้ข้างอาคารพักครู
"ครูใหญ่สวัสดีค่ะ กลับมาเมื่อไหร่คะ" เธอกล่าวทักทายครูใหญ่ที่ไม่ได้เจอกันมา 2 วัน
"ผมถึงเมื่อคืนครับ รอบนี้นะร้านที่อยู่ในห้างสั่งชาสมุนไพรเพิ่มเป็สองเท่าเลยนะครู ร้านของครูก็ลงเพิ่มเรียบร้อยแล้วนะครับ ร้านอื่นก็บอกว่าคนเริ่มสั่งเข้ามาเยอะแล้ว รอบต่อๆไปคงต้องตุนไว้ ต้องขอบคุณครูมากๆเลย ถ้าไม่ได้ครูนะ ชาวเขาที่นี่เขาคงกลับไปขนยากันอีก" ครูใหญ่กล่าวอย่างดีใจเพราะชาสมุนไพรของหมู่บ้านมีออเดอร์เพิ่มเป็เท่าตัว
"เป็เพราะทุกคนสามัคคีกันมากกว่าค่ะ เรนแค่ให้ข้อมูลกับหาที่ขายให้เท่านั้นเอง" เธอตอบรับอย่างถ่อมตัวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
"ครูนี่ถ่อมตัวตลอดเลยนะ ถึงว่า... หมวดทีมนี่หลงหัวปักหัวปำเลย" ครูใหญ่แซวพร้อมมองไปที่ทหารหนุ่มคนหนึงที่กำลังมาเปลี่ยนเวรอยู่ที่หน้าโรงเรียน
"เรนกับหมวดทีมไม่มีอะไรจริงๆค่ะ เราหวังดีต่อกันเท่านั้นเอง" ชโลทรรู้ดีว่าผู้หมวดที่ครูใหญ่กล่าวถึงเขารู้สึกอย่างไรกับเธอ แต่เธอเองก็ไม่ได้คิดอะไรกับเขา
"ครูใจแข็งจังเลยนะ นี่หมวดเขาจีบครูมาเป็ปีแล้วนะ หวั่นไหวสักนิดไม่มีเลยหรอครู" ครูใหญ่เองก็สงสัย หมวดทีมหรือหมวดอัคนีก็ใช่ว่าหน้าจะขี้ริ้วขี้เหร่ซะเมื่อไหร่ อีกทั้งยังมาที่นี่ด้วยอุดมการณ์ไม่ต่างกับชโลทรสักนิด
"ครูใหญ่ก็... เรนไม่ได้คิดอะไรกับหมวดทีมจริงๆค่ะ" เธอตอบอย่างหนักแน่น
"โอเคผมไม่แซวแล้ว เอ่อ!! แล้วเื่งานต้อนรับทีมเสริมเย็นนี้เรียบร้อยไหมครับ"
"เรียบร้อยดีค่ะ ครูใหญ่หายห่วงได้ค่ะ งบไม่บาน เรียบๆตามที่ท่าน ผบ.สั่งเลยค่ะ"
"ขอบคุณมากนะครู ที่นี่มีแต่คนตกยุค ไม่มีใครทำเป็หรอกพวกงานต้อนรับแบบนี้ ตอนเย็นคงต้องพึงครูเยอะหน่อยแล้ว" ครูใหญ่ไหว้วานเธอเป็ยกใหญ่
"เรนยินดีค่ะครู อะไรที่ช่วยได้เรนก็จะทำเต็มที่ค่ะ" ชโลทรเธอรักที่นี่มาก หากมีเื่อะไรเธอก็อยากจะช่วยเสมอ ทุกคนที่นี่ใจดีกับเธอ
"ขอบคุณมากๆเลยนะครู เดี๋ยวเราไปรอเคารพธงชาติกันดีกว่า" ว่าแล้วทั้งสองก็พากันเดินไปที่บริเวณหน้าเสาธง และเคารพธงชาติ
ไม่ว่าถิ่นแดนใดจะรักษา จะอาสาปกป้องพี่น้องไทย
จะซับหยาดน้ำตาถิ่นแดนไกล จะก้าวไปด้วยใจรักในศักดิ์ศรี
แม้บากปั่นฟันฝ่าพายุโหม จะลุยโคลนลงน้ำมหานที
เหนือแผ่นฟ้าบนแผ่นดินไม่รอรี ไม่ถอยหนีแม้ภูดอยจะข้ามไป
การเรียนการสอนใน่เช้าผ่านไป ชาวบ้านจะมาช่วยกันทำอาหารให้เด็กๆทานเอง แล้วแต่ว่าในแต่ละวันจะเก็บเกี่ยวอะไรได้ แต่ละครอบครัวจะเอาของที่หาได้มาไว้ที่โรงอาหารั้แ่เช้า ก่อนออกไปทำสวน
"สวัสดีครับ ครูเรน ครูเอื้อง" นายทหารในชุดสนามที่กำลังถือถาดอาหารเที่ยงในมือ กล่าวทักทายชโลทรและช่อเอื้อง ครูวิทยาศาสตร์อายุราวๆ40 ปี ที่กำลังนั่งทานข้าวกับเด็กๆอีก 4-5 คน
"สวัสดีค่ะหมวดทีม นั่งด้วยกันสิคะ" ช่อเอื้องกล่าวชวนเขาให้นั่งทานอาหารกลางวันด้วยกัน และผายมือเป็สัญญาณว่าให้นั่งข้างๆชโลทร และเขาก็นั่งลงข้างเธอตามที่ช่อเอื้องบอก
"ขอบคุณครับ" อัคนีกล่าวขอบคุณพร้อมด้วยยิ้มให้อย่างเป็มิตร
"วันนี้ดูวุ่นๆนะคะหมวด" ชโลทรกล่าว แสดงให้เห็นว่าเธอสังเกตุการทำงานของเ้าหน้าที่อยู่ตลอดเวลา
"ก็นิดหน่อยครับ พอดีต้องเคลียร์เส้นทางให้กองเสริมหน่ะครับ"
"มาถึงกันแล้วหรือคะ" ช่อเอื้องถามอย่างตื่นเต้น
"ครับ ถึงเมื่อประมาณ 10 โมงนี่เองครับ" อัคนีตอบเสร็จก็ทานข้าวอย่างเอร็ดอร่อย
"เออนี่ เรน เดี๋ยวพี่กลับห้องพักก่อนนะ เตรียมสอนม.ต้นก่อน" ชโลทรเธอรู้ดีว่าช่อเอื้อง้าให้เธออยู่กับอัคนี้ 2 คน แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีเขินอายแต่อย่างใด
"ค่ะพี่ เดี๋ยวเรนดูเด็กๆเองค่ะ" มีนักเรียนอีก 4-5 คนที่เธอต้องดูแลเพื่อให้ทุกคนทานข้าวให้หมดและเก็บถาดไปล้างให้สะอาด
"วันนี้เหนื่อยหน่อยนะครับครู" วันนี้ทั้งวันชโลทรเธอดูวุ่นวายมากจริงๆ ทั้งงานสอน ทั้งงานเลี้ยง
"จริงๆก็ไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไหร่หรอกค่ะ งานไม่ได้ใหญ่อะไร แต่ก็ทำเอาวุ่นทั้งวันเหมือนกัน " พูดไปก็ยิ้มหัวเราะไป ทำเอาอัคนีหน้าแดงเลยทีเดียว
"ครูเรนนี่ดูมีความสุขตลอดเวลาเลยนะครับ ทั้งๆที่อยู่ในพื้นที่ลำบากขนาดนี้" เขาเองก็สงสัยว่าทำไม่เธอถึงเลือกมาอยูู่ที่นี้ เพียงแค่อุดมการณ์ของคนที่มีจิตอาสาจริงๆหรืือ? เขามาอยู่ที่นี่ก่อนเธอเพียง 2-3 เดือน ่แรกที่เธอมาอยู่ดูเป็อมทุกข์อยู่ตลอด แต่พอนานๆไปกลับกลายเป็คนที่สร้างรอยยิ้มให้ทุกคนได้อย่างไม่น่าเชื่อ เขาเองก็หลงรักเธอั้แ่แรกพบ แต่ก็ไม่เคยถามว่าเธอเป็ใคร มาจากไหน เธอไม่เคยเล่าอดีตให้ใครฟังเลย และทุกคนที่นี่ก็พร้อมใจกันที่จะไม่ถามอะไร
"ก็ทุกคนที่นี่น่ารักนี่คะ เรนเหมือนได้เกิดใหม่เลยค่ะ ความหวังดีที่ทุกคนมีให้ ทำให้เรนเข้มแข็งขึ้น"เธอพูดไปก็น้ำตาคลอไป นึกถึงวันแรกที่มาถึงที่นี่ เธอหอบเอาร่างกายที่อ่อนล้า และจิตใจที่บอบช้ำมา โดยที่ไม่รู้เลยว่าข้างหน้าจะเจอกับอะไร
ระหว่างที่ทั้ง 2 คนกำลังคุยกันอยู่นั้น ชโลทรไม่ได้รับรู้เลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังมองมาที่เธออยู่ตลอดเวลาอย่างไม่ละสายตา จะถึงเวลาบ่ายโมงที่ต้องเข้าสอน
"เรนขึ้นสอนก่อนนะคะ" เธอกล่าวขึ้นเมื่อถึงเวลาเข้าสอน
"ครับ เย็นนี้เจอกันนะครับ"เมื่อได้พักเที่ยงพูดคุยกันเรียบร้อย ต่างคนก็ต่างไปทำหน้าที่ของตัวเอง
- 2 ปี ก่อน ในเช้าของวันที่ฝนปรอย-
"จอด!! คุณผู้หญิงจะไปที่ไหนครับ" อัคนีถามหญิงสาวที่แต่งตัวเหมือนคนเมืองนั่งอยู่หลังรถโดยสารของหมู่บ้าน ที่มีเพียงสัปดาห์ละ 2 เที่ยว ในรถมีชาวบ้านอีก4-5 คน และนายทหารอีกคนก็กำลังค้นสัมภาระของทุกคนตามระเบียบ มีเพียงเธอเท่านั้นที่ไม่คุ้นหน้า และแต่ก้มหน้าก้มตาจนมีพิรุธ
"จะไปโรงเรียนบ้านเพียงดินค่ะ"เธออย่างกล้าๆกลัว จนเขาผิดสังเกตุ
"ถ้าอย่างนั้น ผมขออนุญาตค้นสัมภาระตามระเบียบหน่อยนะครับ" หญิงสาวพยักหน้าเบาๆ แต่ก็ไม่กล้าสบตากับเขา เอาแต่ทำตัวลีบ ราวกับว่าเขาเป็ั์ซะอย่างนั้น
"ผมขอทราบชื่อด้วยครับ" เมื่อค้นเสร็จไม่พบอะไร จึงถามชื่อต่อ แต่เธอยังไม่ทันได้ตอบอะไร ฟ้าก็แลบและร้องเสียงดัง เป็สัญญาณว่าฝนกำลังจะตกหนัก
- เปรี๊ยง!!!!!!!!!-
"อ๊ะ" หญิงสาวใ จนกระโดไปเกาะแขนของอัคนนีแน่นและหลับตาแน่น ทำเอาเขาใ และชาวบ้านก็มองอย่างสงสัยเช่นกัน
"ไม่เป็ไรนะครับ แค่ฟ้าร้อง...... อ้าวคุณ!! คุณครับ!!" ไม่ทันที่เขาจะพูดจบ หญิงสาวก็เป็ลมหมดสติไปซะแล้ว อัคนีจึงอุ้มเธอและรีบพาขึ้นรถโดยสารไปหาอุ๊ยคำ หมอสมุนไพรของหมูบ้าน
"เป็ยังไงบ้างครับอุ๊ย"อัคนี ถามอาการหญิงสาวที่เขาเพิ่งพามา
"ขวัญหาย!! นังหนูนี่ ขวัญไม่อยู่กับตัว คงจะเจอเื่ร้ายๆมาหนัก แค่เสียงฟ้าร้องก็เป็ลม ชีพจรก็เต้นไม่เป็จังหวะ" อุ๊ยคำ ส่ายหน้าเล็กน้อยแสดงให้เห็นว่าเธอคนนี้ ตอนนี้ขวัญหรือจิตใต้สำนึก ไม่ปกติ
"แล้วต้องทำยังไงดีครับ" อัคนีถามเพราะเขาเองก็ยังไม่ทันจะได้รู้ว่าเธอคือใคร ชาวบ้านที่นั้งรถมาด้วยก็รู้แค่ว่าเธอจะไปโรงเรียน
"อุ๊ยให้ดมดอกไม้อบแล้วหล่ะ พอตื่นขึ้นมาก็จะดีขึ้น" ดอกไม้อบของอุ้ยคำ ช่วยได้ดีในเื่ของการผ่อนคลาย เมื่อวางไว้ในห้องนอน ตื่นขึ้นมาจะรู้สึกโล่ง คนที่จะปรุงกลิ่นตามอาการได้ ในหมู่บ้านก็มีแค่อุ๊ยคำกับหลานของแก
"ถ้าอย่างนั้นผมรบกวนอุ๊ยดูแลเธอหน่อยนะครับ เดี๋ยวผมออกเวรแล้วจะแวะมาอีกรอบครับ วันนี้คงต้องให้เธอพักที่นี่ก่อน เพราะไม่ใครรู้จักเธอเลย" อัคนี รู้สึกร้อนรุ่มอย่างที่ไม่เคยเป็ เธอคนนี้เป็ใคร มาจากไหน มาทำไม และทำไมสภาพเธอถึงดูอ่อนล้าและบอบช้ำขนาดนั้น เขารู้เพียงชื่อ และที่อยู่ตาบัตรประชาชนเท่านั้น 'ชโลทร'
- งานเลี้ยงต้อนรับกองเสริม -
เสื่อผืนยาวปูเต็มพื้นที่ของอาคารอเนกประสงค์เล็กๆของหมู่บ้าน ชาวบ้านต่างพากันยกข้าว ปลาอาหาร น้ำดื่มเข้ามาในบริเวณ พานบายศรีฮ้องขวัญต้อนรับแขกเมืองถูกวางไว้หน้าเวที อุ๊ยคำที่เป็ผู้าุโของหมู่บ้านเดินทางเข้ามาพร้อมกับหลานสาวที่ประคองมา ด้วยความชราทำให้เดินเหินลำบาก เด็กๆในหมู่บ้านที่เรียนนาฏศิลป์แต่งการด้วยชุดนางรำที่ค่อนข้างเก่า แต่ก็ถูกจัดเก็บย่างดีจึงยังใช้งานได้ดีอยู่ ผู้ใหญ่บ้านและครูใหญ่ต่างช่วยกันต้อนรับนายทหารทั้งกองเสริมและนายทหารที่ประจำการอยู่ที่นี่ ไม่นานพิธีก็เริ่มขึ้น งานดำเนินไปอย่างราบรื่น มีพิธีฮ้องขวัญ ผูกข้อไม้ข้อมือให้กับเหล่าทหารกล้าที่คอยปกป้องที่นี่ ข้าวเหหนียว แกงอ่อม แกงฮังเล ไส้อั่ว แคบหมู น้ำพริกอ่อง และผักต่างๆ ถูกจักวางขนขันโตกและยกเข้าไป โดยไม่ได้มีพิธีแห่แต่อย่างได ไม่นานการแสดงฟ้อนผางประทีปของเด็กๆในหมู่บ้านก็เริ่มขึ้น ทุกคนต่างสนุกสนาน พูดคุยกัน ทำปฏิสัมพันธ์กันระหว่างกองเสริมและชาวบ้าน ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเรียบง่าย และเป็กันเอง
"ครูเรนเหนื่อยไหมครับ"อัคนีที่เดินมาช่วยชโลทรเติมอาหารท้วงนึ้น
"ไม่เลยค่ะหมวด ทุกคนดูสดใสดีนะคะวันนี้"เธอยิ้มให้กับทุกคนในงานอย่างเป็มิตร
"เดี๋ยวครูต้องขึ้นไปกล่าวต้อนรับแล้วใช่ไหมครับ ไปเตรียมตัวเถอะครับ เดี๋ยวผมจัดการทางนี้เอง"อัคนีอาสา เมื่อเห็ว่าเธอต้องกล่าวต้อนรับ งานพิธีการแบบนี้ต้องชโลทรเท่านั้นที่ทำได้ดีที่สุด
"งั้นฝากด้วยนะคะ"ชโลทรเดินเลี่ยงไปข้างเวทีเพื่อรอดำเนินงานบนเวที
จนถึงพิธีสุดท้ายที่นายทหารกองเสริมแต่ละคนต้องแนะนำตัวบนเวที เมื่อกล่าวจนครบเกือบทุกคนแล้วขาดแต่เพียงหัวหน้าชุดปฏิบัติการที่ติดภาระกิจ กำลังเดินทางมา
"ตอนนี้นะคะ หัวหน้าชุดปฏิบัติการติดภารกิจยังไม่สามารเดินทางมาได้" ชโลทรหยุดพูดก่อนจะหันไปถามนายทหารที่อยู่ใกล้ๆว่าหัวหน้าหน่วยชื่ออะไร
"ร้อยเอกธนนท์ หาญสุริยา ครับ" คำตอบที่ได้นั้นทำให้ชโลทรตัวแข็งทื่อ มือที่จับไมค์อยู่สั่นระรัว ก่อนจะถามอีกรอบเพื่อความแน่ใจ
"ชื่ออะไรนะคะ" น้ำเสียงสั่นกลั้นใจถามอีกครั้ง
"ร้อยเอกธนนท์ หาญสุริยา" คราวนี้คนที่ตอบคำถามของเธอไม่ใช่นายทหารคนเดิม แต่เป็หัวหน้าชุดปฏิบัติการร้อยเอกธนนท์ หาญสุริยา ที่อยู่ด้านหลังของเธอ เมื่อเธอหันไปก็พบว่าเป็"เขา"คนที่ทำให้เธอหนีมาอยู่ที่นี่ สุดขอบประเทศ เธอมองเขาด้วยท่าทีใจนหน้าซีด ตัวแข็ง แล้วน้ำตาก็เอ่อปริมที่ดวงตาใส ก่อนที่เขาจะดึงไมค์จากมือเธอ แล้วแนะนำตัวกับชาวบ้าน
เมื่อทุกคนแนะนำตัวเสร็จแล้ว งานเลี้ยงจึงดำเนินต่อไป และร้อยเอกธนนท์ก็ดึงเธอออกมาจากงาน โดยที่เธอได้แต่ช็อคทำอะไรไม่ถูก แต่ทุกอย่างอยู่ในสายตาของอัคนีทั้งหมด เขารับรู้ได้ว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับชโลทร และเขากำลังจะเดินตามสองคนนั้นไป แต่กลับถูกนายทหารคนหนึงรียกไว้ และเมื่อเขาหันมาก็ไม่เห็นทั้งคู่ในงานแล้ว
- ริมผาที่เป็จุดชมวิวที่สวยที่สุดของหมู่บ้าน -
ชโลทรที่เพิ่งได้สติว่าคนที่ลากเธอออกมาคือใคร ก็เริ่มมีท่าทีขัดขืนและกำลังจะวิ่งหนี แต่ก็ไม่พ้นถูกมือใหญ่ของธนนท์ดึงไว้แนบกับตัวเขา และอีกมือปิดปากเธอไว้จากด้านหลัง แต่หญิงสาวกับขัดขืนรุ่นแรงขึ้น กัดเข้าที่มือของเขาเต็มแรง แต่เขาก็ไม่เอามือหยาบนี้ออกจากปากเธอ ปล่อยให้เธอกัดอยู่อย่างนั้น ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้เธอนั้นต้องยอมเขา
"ถ้าไม่หยุดดิ้น รู้ใช้มั้ยว่าจะเกิดอะไรขึ้น!!"น้ำเสียงที่ดูนิ่งเฉยแต่กลับมาพลังอย่างบอกไม่ถูก และได้ผล ชโลทรหยุดดิ้นแทบจะในทันที น้ำตาสายเล็กปริ่มรอบดวงตาก่อนจะล้นไหลออกมาเล็กน้อย แสดงถึงความกลัว และใที่สุด ก่อนที่เขาจะคลายพันธนาการและจับเธอหันไปหาเขา และโอบไว้เบาๆ เพื่อไม่ให้เธอวิ่งหนีเขาไปไหน
'ฉันทิ้งทุกอย่าง หนีมาไกลจนสุดขอบฟ้า แต่เขา.... ทำไมเขาถึงได้มาอยู่ที่นี่ ตรงหน้าฉันตอนนี้ ' ความเ็ปนั้นมันกลับมาอีกครั้ง ความสุขวัยเยาว์ย้อนกลับมาเป็มีดทิ่มแทงเธออีกครั้ง เขาเองที่เป็คนขยี้มันจนไม่มีชิ้นดี
"สวัสดีครับ ครูเรน!!" เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น เ้าของเสียงนั้น ยิ้มกริ่ม ราวว่าได้พบกับนักโทษหนีคดีที่ซ่อนตัวอยู่
"มา... ที่นี่ได้ยังไง" ใบหน้าซีดเผือกและน้ำเสียงสั่นเครือเอ่ยถาม รับรู้ได้ว่ากำลังใสุดขีด
"พี่เคยบอกแล้วไง ว่าเธอหนีพี่ไม่พ้นหรอก ชโลทร!! " ชายหนุ่มในชุดลายพราง โน้มตัวเข้ามากระซิบที่ข้างใบหูเล็กนั้น ลมหายใจที่กระทบกับต้นคอของหญิงสาวทำให้เธอตัวสั่นสะท้าน ราวกับว่าโลกทั้งใบกำลังพังลงตรงหน้า
- จบตอนที่ 1 เมฆฝนกำลังมา -

ตอนต่อไปเราจะได้รู้กันนะคะว่า ทั้งสองคนเขามีเื่ราวกันมายังไง ฝากติดตามตอนต่อไปในทุกวันจันท์ เวลา 22.00 น. นะคะ
- โบตั๋นสีชมพู -