อากาศในห้องนอนใหญ่ของเรือนแก้วอับชื้นด้วยไอพิศวาสที่ร้อนระอุ ม่านไหมสีเข้มถูกรูดปิดสนิท แต่แสงจันทร์สีนวลยังคงเลอดรอดผ่านช่องว่างบางๆ สาดกระทบหยาดเหงื่อที่ไหลย้อยลงมาตามลาดไหล่เปลือยเปล่าของอนันต์และมัทนา บนผืนผ้าปูที่นอนซาตินสีดำสนิท มีเพียงเสียงหอบหายใจหนักหน่วงและเสียงเนื้อกระทบเนื้อที่รุนแรงราวกับ้าบดขยี้กันให้แหลกคามือ
อนันต์คือบุตรชายคนเดียวของตระกูลวรโชติสกุล—ผู้กุมอำนาจใต้ดินของนครแห่งนี้ ท่ามกลางโลกที่เข้มงวดและเต็มไปด้วยคมมีดนี้ เขาคือผู้ที่แข็งกร้าวดุจหินผา แต่มีเพียงมัทนาเท่านั้นที่สามารถทำให้หินผานั้นแตกสลาย และยอมศิโรราบต่อไฟปรารถนาที่เธอจุดขึ้น
ตอนนี้มัทนาอยู่้า ร่างบอบบางแต่เปี่ยมไปด้วยพลังกำลังโยกคลึงเรือนกายของตนเองอยู่เหนือแก่นกายที่แข็งกร้าวของอนันต์ เส้นผมสีเข้มของเธอยุ่งเหยิงเปียกชื้นแนบไปกับพวงแก้มที่แดงก่ำจากการถูกรุกเร้า ดวงตาของเธอฉายแววปรารถนาที่ร้อนแรงจนเขาไม่อาจถอนสายตา—แต่ไม่มีใครรู้ว่าเื้ัเพลิงพิศวาสนั้น มีเพียงน้ำแข็งและแผนการที่วางไว้อย่างเืเย็น
“มัท...” อนันต์เรียกชื่อเธอด้วยเสียงแหบพร่า มือใหญ่ของเขากอบกุมเอวคอดของเธอไว้แน่น ดึงรั้งให้ช่องทางรักของเธอลงมาบดเบียดกับความปรารถนาของเขาอย่างลึกซึ้งและรุนแรง “อีก... ขออีกนิดที่รัก”
มัทนาไม่ได้ตอบ เธอเพียงแต่ครางในลำคออย่างเย้ายวน ก่อนจะโน้มตัวลงใช้ปากริมฝีปากของเขาไว้ ลิ้นร้อนของพวกเขาพันเกี่ยวกันอย่างหิวกระหาย จังหวะการเคลื่อนไหวของเธอแปรเปลี่ยนจากความเร่าร้อนไปสู่ความเชื่องช้า แต่ทว่าลึกถึงแก่น ดวงตาของเธอมองลงมาที่ดวงตาของอนันต์อย่างท้าทาย ราวกับกำลังวัดระดับความคลั่งไคล้ที่เขามีต่อเธอ
เธอรู้ว่าอนันต์รักเธออย่างบ้าคลั่ง ความรักนี้คืออาวุธที่เธอเลือกใช้ มันคือจุดอ่อนเดียวของมาเฟียที่ชื่ออนันต์
จังหวะที่มัทนาโหมกระหน่ำความเร่าร้อนลงมานั้น ร่างกายของอนันต์เกร็งกระตุก มือทั้งสองข้างของเขาเปลี่ยนจากการประคองไปเป็การยึดเกาะที่สะโพกมนของเธอไว้เพื่อไม่ให้ตัวเองหลุดลอยไปในห้วงอารมณ์ เขากลืนเสียงครางไว้ในลำคอ ปล่อยให้มัทนาเป็ผู้กำหนดจังหวะสุดท้ายของการเดินทางนี้ ช่องทางรักของเธอรัดแน่นจนเขาแทบหยุดหายใจ ความสุขที่เธอหยิบยื่นให้มันรุนแรงจนน่าหวาดกลัว—มันรู้สึกเหมือนเป็จุดสิ้นสุดของโลก
และเมื่อความรู้สึกทั้งหมดะเิออก อนันต์คำรามก้อง เขากระตุกเกร็งจนตัวแข็งทื่อ ปล่อยให้ร่างของมัทนาเป็เพียงจุดยึดเหนี่ยวสุดท้าย
มัทนาทรุดตัวลงบนหน้าอกของเขา หายใจหอบถี่ พยายามจัดระเบียบการหายใจของตนเอง เธอยอมให้ตัวเองดูเหน็ดเหนื่อยและเปราะบาง เพื่อให้อนันต์รู้สึกว่าเขาคือผู้พิทักษ์ของเธอ
อนันต์กอดรัดเธอไว้แน่น เขายังคงสั่นเทิ้มจากความรู้สึกที่เพิ่งได้รับ ใบหน้าของเขาซุกไซ้ลงกับซอกคอของเธอ สูดดมกลิ่นหอมเฉพาะตัวของดอกราตรีที่ติดอยู่ตามผิวกายของเธอ
“ฉันรักเธอ มัทนา” เสียงของเขาเบาหวิวและจริงใจที่สุด “รักเธอจนแทบจะกลืนกิน”
มัทนาเงยหน้าขึ้น จูบซับเหงื่อบนหน้าผากของเขา รอยยิ้มของเธอนุ่มนวลจนใครๆ ก็ต้องเชื่อ เธอตอบกลับด้วยเสียงหวานจับใจ “ฉันก็รักคุณค่ะ อนันต์”
ในขณะที่มัทนาเปล่งคำว่า ‘รัก’ ออกมานั้น ภายในใจของเธอคำนวณแผนการต่อไปอย่างรวดเร็ว สองวัน คือระยะเวลาที่เหลืออยู่ก่อนการประชุมลับของกลุ่มมาเฟียใหญ่ที่จะเกิดขึ้นที่เรือนแห่งนี้ ซึ่งมันเป็คืนที่เธอจะชำระแค้นทั้งหมด
เธอปล่อยให้ร่างกายของเขาผ่อนคลายลง ปล่อยให้ความอิ่มเอมเข้ามาแทนที่ความตึงเครียด อนันต์หลับไปภายในเวลาไม่กี่นาทีด้วยความอ่อนเพลียและความไว้วางใจที่เธอสร้างขึ้น มัทนาเอนกายซบอยู่ข้างเขา รอคอยให้เสียงลมหายใจของเขาสม่ำเสมอ
เมื่อแน่ใจว่าอนันต์เข้าสู่ห้วงนิทราที่ลึกที่สุดแล้ว มัทนาก็ค่อยๆ ขยับตัวออกจากอ้อมแขนของเขาอย่างเงียบเชียบ ทุกการเคลื่อนไหวของเธอเชื่องช้าและแม่นยำดุจนักย่องเบา เธอหยิบเสื้อคลุมผ้าไหมบางเบามาสวมทับเรือนร่างของตนเอง แล้วเดินไปยังตู้เซฟขนาดใหญ่ที่ซ่อนอยู่หลังภาพเขียนโบราณ
อนันต์เคยบอกรหัสลับกับเธอในคืนที่เขาเมาอย่างหนัก รหัสที่ว่าคือวันครบรอบที่พวกเขาพบกันครั้งแรก ซึ่งเป็วันที่เธอมาที่คฤหาสน์นี้เพื่อจุดประสงค์เดียว—การแก้แค้น
ปลายนิ้วเรียวสวยของมัทนาบรรจงกดรหัสสี่หลัก เสียงกลไกภายในตู้เซฟทำงานเบาๆ ก่อนที่บานประตูเหล็กจะเปิดออก เผยให้เห็นเอกสารลับและของมีค่ามากมาย รวมถึงกุญแจทองเหลืองดอกเล็กๆ ที่สลักตราของตระกูลวรโชติสกุล
กุญแจดอกนี้เป็กุญแจเดียวที่สามารถเปิดห้องเก็บเอกสารสำคัญที่ใช้สำหรับเตรียมการประชุม ซึ่งแน่นอนว่าแผนผังความปลอดภัยและรายชื่อแเื่จะต้องอยู่ที่นั่น
มัทนาเอื้อมมือเข้าไปหยิบกุญแจทองเหลืองออกมา เธอััถึงความเย็นเยียบของโลหะที่ตัดกับความร้อนรุ่มของร่างกายที่เพิ่งผ่านการร่วมรักมา
แผนการของเธอสมบูรณ์แบบ: เธอได้กุญแจแล้ว การเข้าถึงข้อมูลความลับเพื่อระบุจุดอ่อนของหัวหน้าตระกูลวรโชติสกุลเป็เื่ง่ายดาย เธอจะทำทุกอย่างให้เสร็จสิ้นก่อนรุ่งสาง และนำกุญแจกลับมาวางไว้ที่เดิม
แต่ขณะที่มัทนากำลังหันหลังเตรียมออกจากห้อง เธอก็ได้ยินเสียงที่ทำให้เืในกายเย็นะเื
“มัทนา...”
เสียงเรียกนั้นไม่ได้มาจากอนันต์ซึ่งยังคงหลับสนิทอยู่บนเตียง แต่มาจากประตูห้องน้ำที่เชื่อมต่อกับระเบียง เสียงกระซิบเบาๆ แต่คมชัดนั้นมาจาก รพี พ่อบ้านเก่าแก่ที่คอยดูแลอนันต์มาั้แ่เด็ก และรพีคือหนึ่งในเครือข่ายความภักดีที่อนันต์ไว้ใจที่สุด
รพีไม่ได้เข้ามาในห้อง แต่เขายืนอยู่หน้าประตูห้องน้ำที่แง้มเปิดออกเพียงเล็กน้อย ดวงตาของชายสูงวัยคู่นั้นมองตรงมาที่มือของมัทนาที่กำกุญแจทองเหลืองไว้แน่น
“คุณผู้หญิง... คุณทำอะไรอยู่” รพีถามด้วยเสียงที่แฝงด้วยความสงสัยระคนผิดหวัง
มัทนาใจเต้นระรัวราวกลองศึก เธอไม่เคยคิดว่าจะมีใครกล้าเข้ามาใกล้ห้องของอนันต์ใน่เวลาแบบนี้ เธอรีบซ่อนกุญแจไว้ในเสื้อคลุม และหันกลับไปเผชิญหน้ากับรพีด้วยรอยยิ้มที่ฝึกฝนมาอย่างดี
“คุณรพี? ทำไมยังไม่นอนคะ” น้ำเสียงของเธอราบเรียบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ฉันตื่นขึ้นมาดื่มน้ำ เห็นตู้เซฟเปิดอยู่พอดี เลยกำลังจะปิดให้ค่ะ อนันต์คงลืมปิด”
รพีไม่ได้มองตู้เซฟ เขามองที่ดวงตาของมัทนา และเขาก็เห็นบางสิ่งที่ผิดปกติในแววตานั้น—ความเ็าที่ตัดกับความเร่าร้อนเมื่อครู่
“คุณผู้หญิงครับ... กุญแจดอกนั้น... มันสำคัญมาก” รพีกล่าวช้าๆ น้ำเสียงของเขาเตือนให้มัทนารู้ว่าชายผู้นี้ไม่ได้โง่
มัทนากำมือแน่นจนเล็บจิกลงบนฝ่ามือเพื่อเรียกสติ เธอรู้ว่าเธอไม่สามารถปล่อยให้รพีไปรายงานเื่นี้แก่อนันต์ได้ หากแผนการแก้แค้นที่ใช้เวลาทั้งชีวิตในการวางแผนต้องพังทลายลงเพียงเพราะพ่อบ้านคนหนึ่ง... มันเป็สิ่งที่ยอมรับไม่ได้
“ฉันรู้ว่ามันสำคัญค่ะคุณรพี” มัทนาตอบ ก่อนจะก้าวเดินช้าๆ เข้าไปหารพี ท่าทีของเธอเปลี่ยนจากภรรยาที่น่ารักกลายเป็นักล่าที่เยือกเย็นในชั่วพริบตา
“แต่คุณรพีคงทราบดี... ว่าสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับอนันต์ตอนนี้... คือฉัน” มัทนายิ้มบางเบา เป็รอยยิ้มที่เหมือนผีเสื้อที่กำลังจะเหยียบย่ำดอกไม้
รพีเงียบไปครู่หนึ่ง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความขัดแย้ง เขาซื่อสัตย์ต่อตระกูลวรโชติสกุลมานานหลายสิบปี แต่เขาไม่สามารถจะปลุกนายของเขาขึ้นมากลางดึกเพื่อกล่าวหาผู้หญิงที่นายของเขารักจนหมดหัวใจได้
มัทนารู้ว่าเธอชนะ เธอใช้โอกาสนี้ในการขยับตัวเข้าประชิดรพี ปล่อยให้เสน่ห์และกลิ่นหอมของเธอลอยอบอวล ก่อนที่มือที่เคยโลมเล้าอนันต์จะเปลี่ยนไปเป็มือที่ฉับไวและแข็งแกร่ง