หลังจากมองตามแผ่นหลังของน้องสาวจนลับสายตา หลิวอวิ๋นเหยาก็เร่งฝีเท้ากลับบ้านทันที เวลาไม่เคยรอใคร และไม่รู้ว่าคนพวกนั้นจะลงมือเมื่อใด
ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู เธอก็ล็อกกลอนประตูอย่างแ่า ก่อนที่เธอจะสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเริ่มเก็บข้าวของเข้าพสุมายา
เธอไล่เดินไปแต่ละห้องอย่างเป็ระบบ เก็บรวบของสำคัญและของมีค่าภายในบ้าน เริ่มจากห้องหนังสือซึ่งเต็มไปด้วยตำราต่างประเทศและตำราแพทย์
ตู้หงเหลียนสูงใหญ่ที่ตั้งอยู่ริมฝา ลายเมฆมงคลแกะสลักยังคงคมชัดเหมือนเมื่อวาน เก้าอี้ไม้หวางฮวาหลี่ 2 ตัวที่ขาโค้งนุ่มนวลยังคงแวววาว โต๊ะไม้จื่อถานที่คุณปู่เคยวางพู่กันให้ความรู้สึกสงบลึกซึ้ง เธอเอื้อมมือลูบโต๊ะไม้อย่างช้า ๆ คล้ายมีน้ำตาเจืออยู่ ราวกับกำลังััถึงคนในอดีต เมื่อเปิดลิ้นชักก็พบปืนพกบราวนิ่งอย่างดีพร้อมะุที่บรรจุเต็มแม็กกาซีนอยู่ในนั้น
หลิวอวิ๋นเหยาเดินจากห้องหนังสือไปยังห้องนอนของคุณพ่อกับคุณแม่ ต่อด้วยห้องพี่ชาย ห้องน้องสาว ห้องคุณปู่ ห้องรับแขก ห้องครัวและห้องเก็บของ ก่อนจะจบที่ห้องของตัวเธอเอง ทุกอย่างถูกเก็บเข้าไปในพสุมายาอย่างรวดเร็ว เหลือไว้เพียงของใช้จำเป็ในชีวิตประจำวันเท่านั้น
ระหว่างเก็บสิ่งของ หลิวอวิ๋นเหยาสังเกตเห็นสัญลักษณ์หินแกะสลักรูปดอกบัวที่ผนังห้องหนังสือและห้องของคุณปู่ เธอจึงเดาว่านี่ต้องเป็ทางเข้าของห้องลับแน่นอน
ด้วยฝีมือและความระมัดระวัง หลิวอวิ๋นเหยาคลำกลไกที่ซ่อนอยู่ใต้สัญลักษณ์ดอกบัวแล้วเปิดประตูลับออกอย่างไร้เสียง
เธอก็ค่อย ๆ เดินเข้าไป ห้องดังกล่าวมีหีบไม้เรียงรายอยู่มากมาย เธอเปิดหีบไม้จื่อถานเก่า ๆ ที่แกะสลักเป็รูปสิงโตคู่ กลิ่นไม้หอมปนกลิ่นกับกาลเวลาลอยออกมาในทันที ข้างในมีผ้าไหมสีหม่นที่เคยเป็ชุดเ้าสาวของย่า และตำราเก่า ๆ ที่มุมกระดาษเหลืองแล้ว
สมบัติเหล่านี้ล้วนเป็สิ่งของที่เก็บสะสมมาเนิ่นนาน จนถึงวันที่บ้านเมืองเริ่มสั่นคลอน
ทว่าในตอนนี้จำต้องซ่อนสิ่งเหล่านี้ไว้ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกกล่าวหาว่าเป็นายทุนเก่า เป็ซากศักดินา แต่สำหรับตระกูลของเธอแล้ว มันคือรากเหง้าที่ทิ้งไม่ได้
มีหีบใหญ่ ๆ วางซ้อนกันอย่างเป็ระเบียบภายในห้อง ทองคำแท่ง 30 หีบ หีบเงินแท่ง 8 หีบ เครื่องเคลือบโบราณและของล้ำค่าอื่น ๆ อีก 16 หีบ ข้าง ๆ ยังมีหีบเหล็กธรรมดา ข้างในเต็มไปด้วยเงินดอลลาร์สหรัฐและเงินปอนด์อังกฤษอย่างละ 100,000
ผ้าชั้นเลิศ 300 พับ เป็ผ้าไหมจากซูโจว, ผ้าแพรจากเฉิงตู, ผ้ากำมะหยี่จากหังโจว
โฉนดอสังหาริมทรัพย์ เรือนสี่ประสานในปักกิ่งทางออกสี่ทาง 2 หลัง เรือนสี่ประสานทางออกสามทางในเซี่ยงไฮ้ 2 หลัง เรือนสี่ประสานทางออกสี่ทางในกว่างโจว 2 หลังและทางออกสองทาง 2 หลัง
ร้านค้าในย่านการค้าใหญ่ในสามเมืองรวม 8 คูหา
สมุดบัญชีทรัพย์สินจากเงินปันผลร้านค้าและที่ดินทุกปี 300,000 หยวน เงินสดอีก 250,000 หยวน คูปองข้าว คูปองน้ำมัน คูปองผ้า คูปองน้ำตาล บุหรี่ เหล้า ฯลฯ
“เก็บให้เรียบ” หลิวอวิ๋นเหยายิ้มกว้างเป็พิเศษ
เมื่อเก็บทรัพย์สินมีค่าทั้งหมดเข้าไปในพสุมายาแล้ว จิตใจของเธอก็สงบลง ไม่มีผู้ใดเอื้อมมือเข้ามาได้ ไม่ว่าจะเป็คนภายนอกหรือเงามืดใด ๆ ก็ตาม สมบัติทั้งหมดนี้กลายเป็ขุมพลังที่หลับใหลในอาณาเขตของเธอแต่เพียงผู้เดียว
เธอรู้สึกได้ถึงความมั่นคงและปลอดภัยเป็ครั้งแรกในรอบหลายวันที่ผ่านมา ความหนักอึ้งที่กดทับหัวใจมานานพลันคลายลง
เมื่อเก็บกวาดทุกห้องจนหมดสิ้น หลิวอวิ๋นเหยาก็พลางตัวเล็กน้อยแล้วสะพายตะกร้าใบเล็กข้ามบ่า ปิดกลอนประตูบ้านอีกครั้งก่อนออกไปอย่างไร้เสียง เธอเร่งฝีเท้าไปยังบ้านหลังอื่น ๆ ที่อยู่ในโฉนดของตระกูลในเมืองกว่างโจวอย่างแเี
ถนนเงียบกว่าปกติเพราะเมืองถูกปิด ทหารและตำรวจเดินลาดตระเวนเป็่ ๆ เธอพยายามกลมกลืนไปกับทุกคน
เมื่อไปถึงบ้านหลังแรก เธอก็ไขกุญแจเข้าไป เสียงบานประตูเก่า ๆ แง้มออกพร้อมกลิ่นฝุ่นผง ภายในบ้านมีทั้งเฟอร์นิเจอร์ไม้หายาก โต๊ะ ตู้ เตียงแกะลายที่เคยภาคภูมิในอดีต บัดนี้ปกคลุมไปด้วยฝุ่นหนาและใยแมงมุม
แทนที่จะปล่อยให้ข้าวของในเรือนพังผุไปต่อหน้าต่อตา หลิวอวิ๋นเหยาก็ยกมือเก็บเฟอร์นิเจอร์และของใช้ทุกชิ้นเข้าสู่พสุมายาจนไม่เหลือร่องรอยว่าครั้งหนึ่งเคยมีคนอาศัยอยู่เลย
จากนั้นเธอก็เดินอ้อมไปยังสวนด้านหลัง หยุดที่ต้นไม้ใหญ่ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ริมกำแพง หลังร่มเงาของมันคือจุดที่คุณปู่เคยชี้ให้ดูตอนเด็ก ๆ ว่า “ของตรงนี้เป็สินเดิมให้เหยาเหยา”
เธอคุกเข่าลงแล้วเริ่มขุดตามตำแหน่งนั้นอย่างแม่นยำ ไม่นานก็พบหีบฝังดินซ้อนกันหลายชั้น ทั้งหีบเล็กหีบใหญ่ถูกยกขึ้นมา ด้านในมีทั้งภาพเขียน ภาพอักษร ทองเงิน เครื่องประดับอย่างกำไล ปิ่นปักผม ต่างหู สร้อยเงิน สร้อยทอง ตราประทับหยกชื่อเธอ
ทุกชิ้นถูกส่งเข้าไปในห้องเก็บสมบัติของพสุมายาจนเกลี้ยง ไม่เหลือแม้เศษกระเบื้องให้คนภายนอกสะดุดตาเลย
จากบ้านหนึ่งสู่บ้านหนึ่ง เธอทำซ้ำ ๆ อย่างไม่ลังเล ทุกครั้งที่ออกมา บ้านที่เคยเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความรุ่งเรืองกลับเหลือเพียงความว่างเปล่าราวกับถูกลบความทรงจำ
ลมยามบ่ายพัดเอาฝุ่นละอองลอยมาแตะจมูก ขณะที่หลิวอวิ๋นเหยากำลังเดินกลับบ้าน เธอพลันได้ยินชาวบ้านสองสามคนกระซิบกระซาบผ่านเข้าหู
“เฮ้อ… ตระกูลเฉินก็ไม่รอดเหมือนกัน วันนี้โดนยึดหมดทั้งบ้านแล้ว”
“ก็ใช่น่ะสิ ตระกูลหลี่กับตระกูลซ่งก็โดนเหมือนกัน ได้ยินว่าคืนนี้คงถูกส่งไปชนบทแล้วล่ะ”
“ข้าวของในบ้านพวกนั้นเยอะไม่ใช่เล่นเลยนะ เห็นเ้าหน้าที่ขนหีบน้อยใหญ่ออกมาใส่รถบรรทุกแน่นจนเอี้ยดเลยล่ะ”
หลิวอวิ๋นเหยาชะงักเท้า หัวใจเหมือนถูกสะกิด นึกถึงคำบอกเล่าของป้าลี่เมื่อเช้านี้ที่พูดถึงตระกูลใหญ่ ๆ ที่กำลังจะถูกจัดการ เธอจึงหรี่ตาลงและกางหูฟังอย่างตั้งใจ
“ได้ยินว่าหนังสือก็เผาทิ้งนะ เห็นบอกว่าเป็พวกหนังสือต้องห้าม วรรณกรรม ปรัชญา ตำราต่างประเทศอะไรพวกนั้นน่ะ”
เสียงคนที่เดินข้างทางพูดพลางเร่งฝีเท้าไปข้างหน้า อีกหลายคนก็พากันซุบซิบด้วยสีหน้ากึ่งหวาดกลัวกึ่งอยากรู้อยากเห็น
หลิวอวิ๋นเหยาเม้มริมฝีปากแน่น ความปวดร้าวแล่นวูบขึ้นกลางอก แต่สีหน้าของเธอยังคงนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เธอเปลี่ยนเส้นทางในทันที แล้วเดินปะปนไปกับชาวบ้านที่กำลังมุ่งหน้าไปยังบ้านหลังนั้นอย่างไม่ให้สะดุดตา
ไม่นานนัก เธอก็เห็นชาวบ้านกำลังมุงดูอยู่ สายตาไล่ไปตามบ้านที่กำลังถูกยึด มีเสียงด่าทอ ทุบทำลายข้าวของดังออกมา
คฤหาสน์ใหญ่ที่เคยโอ่อ่าเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เ้าหน้าที่หลายคนกำลังโยนตู้ โต๊ะ เก้าอี้ และทุบข้าวของเสียงดังสนั่น หนังสือเป็ตั้ง ๆ ถูกโยนมากองแล้วจุดไฟเผา ควันดำพวยพุ่งขึ้นกลางลาน บ้านที่ครั้งหนึ่งเคยงดงามบัดนี้เหลือเพียงซากความโกลาหล
“ไอ้พวกขวาจัด!”
“กำจัดเศษซากศักดินา!”
“นายทุนหน้าเื”
“พวกหิวเงินบนซากประชาชน!”