บทที่ 3 กลับบ้าน
"มีคนจ่ายเงิน อยากให้แกนอนอยู่บนเตียงไปตลอดชีวิต แกคงไม่ขัดขวางทางทำมาหากินของพวกพี่หรอกนะ?"
ชายหัวโล้นหน้าตาเหมือนโจร ถือกระบองเดินเข้ามาหาเย่เทียน
"พวกแกเป็ใคร ใครส่งพวกแกมา?" เย่เทียนจำคนพวกนี้ไม่ได้
"คนของตระกูลหลิวเหรอ?" เย่เทียนลองหยั่งเชิงอำนาจเื้ัคนพวกนี้
"เอาหน่า! น้องชาย แกอดทนหน่อย เดี๋ยวก็จบแล้ว" เมื่อเห็นว่าเย่เทียนยังคงหยั่งเชิงอยู่ ชายหัวโล้นก็โบกมือ จากนั้นคนนับสิบคนก็เข้ามาล้อมเย่เทียนไว้
เมื่อถามอะไรไม่ได้ เย่เทียนก็อุ้มเซียวอวิ๋นซีหันหลังเดินออกไป เขาไม่อยากให้ภรรยาในอ้อมกอดได้รับอันตราย
"ลุย ฆ่ามัน!" เมื่อเห็นว่าตัวเองถูกเพิกเฉย ชายหัวโล้นก็โกรธจัดและไม่อยากเสียเวลาพูดอะไรอีก
"ย๊ากกกกกกก..."
"ปัง..."
ลูกน้องคนหนึ่งที่ถือกระบองวิ่งนำหน้าถูกเย่เทียนเตะเข้าที่หน้าอก ขาของเขาแข็งแรงยิ่งกว่าเหล็กท่อน ชายคนนั้นปลิวกลับไปและไถลไปหยุดอยู่ข้างเท้าชายหัวโล้น
การเตะครั้งนี้ของเย่เทียนทำให้คนนับสิบคนตกตะลึง พวกเขาต่างก็ลังเลไม่กล้าพุ่งเข้ามา
"ลุย ลุยสิ! พุ่งเข้ามาพร้อมกัน! เตะมันสักสองสามคนแล้วแย่งผู้หญิงมันมา!" ชายหัวโล้นะโเสียงดังอยู่ข้างหลัง
ลูกน้องที่ได้สติกลับคืนมาก็พุ่งเข้ามาอีกครั้ง
เย่เทียนมองพวกเขาด้วยสายตาดูถูกและพึมพำ "ไอ้พวกงี่เง่า อย่างจะลองดีใช่ไหม?"
"กร๊อบ...กร๊อบ...กร๊อบ..."
เย่เทียนไม่ใช้แรงกระแทกอีกต่อไป ในเมื่อไม่สามารถข่มขู่พวกสารเลวเหล่านี้ได้ และยังต้องปกป้องเซียวอวิ๋นซี เขาจึงไม่ไว้หน้าอีกต่อไป เขาใช้เท้าแตะไปที่จุดอ่อนที่สุดตามข้อต่อของคนที่พุ่งเข้ามาข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
ไม่ถึงนาที ลูกน้องนับสิบคนของชายหัวโล้นก็ลงไปนอนกองกับพื้น กุมข้อต่อที่หักและร้องครวญคราง
"นี่มันไอ้ปัญญาอ่อนที่เซียววี่เฉิงพูดถึงเหรอ?"
เมื่อเห็นเย่เทียนเหยียบลูกน้องที่ล้มลงกับพื้นและเดินเข้ามาหาตัวเอง ชายหัวโล้นก็รู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบที่แล่นขึ้นมาจากส้นเท้าอย่างเฉียบพลัน!
"แก...อย่าเข้ามานะ..."
"แกรู้ไหมว่าพี่ใหญ่ของฉันเป็ใคร? พี่เฟยแห่งแก๊งัดำ..."
ชายหัวโล้นพยายามขู่เย่เทียนด้วยชื่อของแก๊งัดำ
"แก๊งัดำของตระกูลหลิวเหรอ?" เย่เทียนพูดอย่างดูถูก เขาไม่เคยเห็นแก๊งัดำอยู่ในสายตา
"ใครส่งแกมา? พวกแกรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่นี่?" ตอนนี้เย่เทียนอยากรู้ว่าใครเป็คนส่งคนไอ้โล้นพวกนี้มา หลิวหู่หรือคนอื่น
"พี่เฟยของฉันส่งฉันมา บาร์เฮยอวิ๋นก็เป็ของแก๊งัดำ..." ชายหัวโล้นรีบพูดทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองรอด
ถ้าชายหัวโล้นไม่ได้พูดเื่ลับๆ ของแก๊งัดำมากขนาดนี้ เย่เทียนคงคิดว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนของแก๊งัดำ เพราะเขาไม่มีความเป็ลูกผู้ชายเลย
"เอาล่ะ ทำใจให้สบายนะ..."
"กร๊อบ...ย๊ากกกกกก" เย่เทียนเตะขาซ้ายของชายหัวโล้นจนหัก
"คิดจะทำร้ายเธอ ขาของแกถือเป็ค่าขอโทษ"
"บอกพี่ใหญ่ของแก ถ้ากล้าเมื่อไหร่ให้มาหาฉันต่อหน้า อย่างส่งพวกกระจอกมาแบบนี้!"
พูดจบ เย่เทียนก็หยิบกุญแจรถ ขับรถตู้ที่แก๊งหัวโล้นขับมาแล้วจากไป
...
ณ คฤหาสน์ของตระกูลเซียว
"ฉันล่ะสงสัยจริงๆ ว่าท่านผู้เฒ่าคิดอะไรอยู่ ถึงได้จับอวิ๋นซีแต่งงานกับคนปัญญาอ่อนแบบนั้น?"
"แกก็น่าจะขัดขืนท่านผู้เฒ่าั้แ่แรกนะ ทำไมถึงได้ยอมทำตาม?"
"ผัวปัญญาอ่อนไปมีชู้เนี่ยนะ? ชื่อเสียงของอวิ๋นซีป่นปี้หมด แล้วเธอจะควบคุมบริษัทได้ยังไง? แกจะทำยังไงดี..."
หวังฟางเดินวนไปวนมาในห้องนั่งเล่นอย่างกระวนกระวาย พลางบ่นให้เซียวเจี้ยนกงสามีที่นั่งอยู่บนโซฟาฟัง
"ปัง..." เซียวเจี้ยนกงทุบกาน้ำชาดินเผาลงบนโต๊ะน้ำชาอย่างแรง
"เื่นี้เห็นชัดๆ ว่าเป็ฝีมือของไอ้เด็กเหลือขอนั่น เซียววี่เฉิง"
"แกดูไม่ออกเหรอว่าตอนนี้อวิ๋นซีกับมันกำลังอยู่ใน่ชิงไหวชิงพริบกันอยู่?"
เซียวเจี้ยนกงนั่งลงข้างโต๊ะน้ำชา วิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่ก็วิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำ
"ฉันไม่สน ยังไงไอ้เด็กเหลือขอเย่เทียนนั่นต้องหย่ากับอวิ๋นซีให้ได้ การหย่าเท่านั้นที่จะรักษาชื่อเสียงของอวิ๋นซีไว้ได้..."
"แกดูสิ ทำไมมันถึงได้ใจร้ายขนาดนั้น? อวิ๋นซีเป็ลูกพี่ลูกน้องของมันนะ..."
"ไม่มีทางหย่า ท่านผู้เฒ่าทิ้งพินัยกรรมไว้ก่อนตายว่าห้ามหย่า" เซียวเจี้ยนกงเงยหน้าขึ้นมองภรรยา
"ไอ้เด็กเหลือขอเซียววี่เฉิง นี่! เซียวเจี้ยนกง แกเองก็ไม่ได้เื่คุมลูกหลานไม่ได้เลย..."
หวังฟางยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ เธอร้องไห้และเริ่มด่าทอ ปากขยับพ้นคำหยาบคายออกมาสารพัด
"แก..." กล้ามเนื้อบนใบหน้าของเซียวเจี้ยนกงกระตุก เขาเงื้อมือขึ้น
"เข้ามาเลย เข้ามาเลย ตีฉันให้ตายเลย..." หวังฟางยื่นหน้าเข้าไปใกล้มือของเซียวเจี้ยนกง
"มีปัญญาแกไปตบไอ้เด็กเหลือขอเซียววี่เฉิงนั่นสิ!"
"หึ..."
"เธอนี่มันไร้เหตุผลสิ้นดี!" เซียวเจี้ยนกงลดมือลง ก่ะว่าจะรินชาดื่มอีก
แต่ปรากฏว่ากาน้ำชาดินเผาใบโปรดแตกไปแล้ว เขาจึงรู้สึกปวดใจ ปนอายนิดๆ
เมื่อเห็นสามีเป็แบบนี้ หวังฟางก็ยิ่งโกรธ
"รู้แต่ดื่มชา แกไปใช้ชีวิตอยู่กับชานั่นเลยไป๊"
"โอ๊ย ฉันทำไมถึงได้โชคร้ายแบบนี้นะ! แต่งงานกับแกไม่เคยได้เสวยสุขเลย แถมยังถูกลูกหลานรังแกอีก..."
...
"ติ๊งต่อง..."
เสียงกริ่งประตูดังขึ้นอย่างกะทันหัน
"ฉันไปเปิดประตูเอง เช็ดน้ำตาออกซะ ดูไม่ได้เลย"
เมื่อได้ยินเสียงกริ่งประตู เซียวเจี้ยนกงก็ไม่สนใจกาน้ำชาดินเผาที่แตกแล้ว หันไปเปิดประตู
"อวิ๋นซี เกิดอะไรขึ้น?"
เซียวเจี้ยนกงเห็นเย่เทียนอุ้มลูกสาวไว้ในอ้อมแขน เขามองเซียวอวิ๋นซีด้วยความเป็ห่วง
"อวิ๋นซีไม่เป็ไรครับ แค่ดื่มมากไปหน่อย นอนพักก็หายแล้ว"
"ไม่เป็ไรก็ดีแล้ว ไม่เป็ไรก็ดีแล้ว..." เซียวเจี้ยนกงสบายใจขึ้นทันทีที่ได้ยินเย่เทียนพูดแบบนั้น
แม้ว่าเซียวเจี้ยนกงจะแสดงท่าทีสงบนิ่ง แต่ใครจะรู้ว่าในใจเขากังวลแค่ไหน
"พ่อตาแม่ยายครับ ผมขอพาอวิ๋นซีไปส่งที่ห้องก่อนนะครับ ให้เธอพักผ่อน"
พูดจบ เย่เทียนก็อุ้มเซียวอวิ๋นซีขึ้นไปชั้นบน
"ไอ้ปัญญาอ่อนนี่ดูไม่เหมือนเดิมเลยแฮะ! มันไม่ปัญญาอ่อนแล้วเหรอ?..." หวังฟางมองตามหลังเย่เทียนแล้วพูด
"แกเพิ่งสังเกตเหรอ ฉันเห็นเขาแปลกไปั้แ่ที่โรงแรมแล้ว ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมท่านผู้เฒ่าถึงไม่ยอมให้อวิ๋นซีหย่ากับเขา..."
"จำตอนที่ท่านผู้เฒ่าพาเขากลับมาครั้งแรกได้ไหม? ร่างกายเต็มไปด้วยาแ..."
"ลูกเขยคนนี้น่าจะไม่ธรรมดา..."
เซียวเจี้ยนกงมองภรรยาด้วยความภูมิใจ
"จะมาวางท่าทำไม ฉันมองไม่ออกสักหน่อย" หวังฟางพลิกตาตอบโต้
"พ่อตาแม่ยายครับ เดี๋ยวอวิ๋นซีตื่นแล้วผมจะอธิบายให้เธอฟังเอง..." เย่เทียนวางเซียวอวิ๋นซีลงบนเตียงแล้วลงมาพูด
"วันนี้ผมจะออกไปพักข้างนอก"
หลังจากออกจากบ้าน เย่เทียนก็ขับรถตู้ของชายหัวโล้นไปจอดในที่จอดรถแห่งหนึ่ง
เขาเดินอย่างไร้จุดหมายบนถนนที่มีผู้คนสัญจรไปมา ก่อนจะไปสวนสาธารณะ และนั่งลงบนเก้าอี้เพื่อคิดถึงวิหารเทพา
เขาไม่รู้ว่าถ้าไม่มีเขาคอยควบคุม ไอ้สารเลวชาโด้จะทำอะไรกับวิหารเทพาบ้าง
เขาหวังว่ามันจะไม่พอใจแค่การถูกเขาควบคุม แต่ไม่ได้คิดที่จะทรยศชาติ
"ว้าว...คุณปู่คะ คุณปู่..."
เสียงร้องไห้ของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งปลุกเย่เทียนที่กำลังจมอยู่ในห้วงความคิดบนเก้าอี้
…………………………