เช้าวันนั้น
นัทกับมาร์โกไม่ได้ออกไปตลาด
ไม่ได้ไปกิลด์
และไม่ได้ออกไปทำภารกิจ
หลังจากเมื่อคืนทั้งสองคุยกันจนได้ข้อสรุปว่า...
ถึงเวลาตรวจสอบเรื่องจุดวาร์ปแล้ว
วันนี้จึงเป็นวันที่พวกเขาต้องเริ่มต้นหาคำตอบจริง ๆ
นัทจัดสัมภาระเพียงเล็กน้อย
ขวานเล่มใหม่ถูกสะพายไว้ด้านหลัง
รีอัสถูกเก็บไว้ในแหวนสัตว์ ส่วนมาร์โกตรวจอุปกรณ์ของตัวเองอีกครั้ง อัมบร้าอยู่ข้างกายเขาอย่างเงียบงัน
“พร้อมไหมพี่?”
“พร้อม”
นัทพยักหน้า
“งั้นไปกัน”
ทั้งสองเดินทางออกจากเมือง
จุดหมายของพวกเขาไม่ใช่พื้นที่ต่อสู้
แต่เป็นสถานที่ที่อยู่ห่างออกไปจากเขตผู้คนพลุกพล่าน
วิหารแรกเริ่ม
สถานที่ซึ่งผู้อมตะพำนักอยู่
นัทกับมาร์โกไม่เคยมาที่นี่มาก่อน
และทั้งสองก็ไม่ได้รู้จักผู้อมตะของโลก 2 เป็นการส่วนตัว
วันนี้จึงเป็นครั้งแรกที่พวกเขาจะได้พบกัน
ระหว่างทาง มาร์โกมองแผนที่เป็นระยะ
“แน่ใจนะว่าทางนี้?”
“ข้อมูลจากคนในเมืองบอกว่าทางนี้”
นัทตอบ
“ถ้าไม่ผิดก็น่าจะถึง”
มาร์โกหัวเราะเบา ๆ
“คำว่า ‘น่าจะ’ ของนายฟังแล้วไม่ค่อยมั่นใจเลย”
“ก็ผมไม่เคยมานี่ครับ”
“จริง”
ทั้งสองเดินต่อ
เวลาผ่านไปพักหนึ่ง
สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นไกลออกไป
ยอดของวิหารสูงขึ้นเหนือแนวต้นไม้
กำแพงหินเก่าแก่ทอดยาว
บรรยากาศรอบบริเวณเงียบผิดจากเมืองอย่างชัดเจน
นัทหยุดมอง
“ถึงแล้วมั้ง”
มาร์โกเงยหน้ามอง
“น่าจะใช่”
ทั้งสองเดินเข้าไปใกล้
เมื่อผ่านทางเข้าสู่บริเวณวิหาร
ความรู้สึกบางอย่างก็เปลี่ยนไปทันที
เงียบ
สงบ
และมีแรงกดดันบางอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้
นัทไม่ได้พูดอะไร
เขาเพียงเดินตามมาร์โกเข้าไป
ภายในวิหารกว้างกว่าที่คิด
เสาหินสูงเรียงรายอยู่สองข้าง
แสงสว่างจากด้านบนส่องลงมาตามช่องว่างของสถาปัตยกรรม
ตรงส่วนลึกของวิหาร...
มีชายผู้หนึ่งนั่งอยู่
เขาไม่ได้สวมเกราะ
ไม่ได้ถืออาวุธ
และไม่ได้ทำท่าทางข่มขู่ใคร
แต่เพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้น
นัทก็รู้สึกได้ถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน
มาร์โกหยุดเดิน
นัทเองก็หยุดตาม
ชายคนนั้นลืมตาขึ้น
สายตาของเขาเลื่อนมาหาทั้งสอง
เงียบอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“พวกเจ้ามาหาข้าด้วยเรื่องอะไร?”
นัทกับมาร์โกมองหน้ากัน
ก่อนนัทจะเป็นฝ่ายก้าวออกไป
“พวกผมอยากถามเรื่องจุดวาร์ปครับ”
ชายผู้นั้นมองเขา
ไม่ได้ตอบทันที
เพียงมองทั้งสองคนอย่างพิจารณา
ก่อนกล่าว
“จุดวาร์ป?”
“ครับ”
นัทไม่ได้รีบถามเรื่องมนุษย์
เขารู้ว่าคำถามบางอย่างไม่ควรถามออกมาตรง ๆ
จึงเริ่มจากเรื่องทั่วไปก่อน
“จุดวาร์ปกลาง...เป็นเส้นทางที่ใช้เดินทางระหว่างโลกใช่ไหมครับ?”
ผู้อมตะพยักหน้า
“ใช่”
“แล้วคนจากโลกหนึ่งสามารถเดินทางไปยังโลกถัดไปได้ตามเงื่อนไขของเส้นทาง?”
“โดยหลักแล้วเป็นเช่นนั้น”
นัทพยักหน้า
เขาจึงถามต่อ
“แล้วถ้าจะส่งประชากรจากโลกหนึ่งไปยังอีกโลกหนึ่ง...มีข้อจำกัดเรื่องจำนวนหรือเปล่าครับ?”
คราวนี้ผู้อมตะมองเขานานขึ้น
ก่อนตอบ
“มี”
คำตอบสั้น ๆ
แต่ทำให้นัทตั้งใจฟังทันที
“สำหรับมนุษย์โลกกลุ่มใหม่ที่มาจากดวงดาวดั้งเดิม...”
ผู้อมตะหยุดเล็กน้อย
“ระบบสากลจะอนุมัติให้เข้ามาได้สูงสุดหนึ่งร้อยคน”
นัทนิ่ง
“บัดซบเอามาทำไมแค่หนึ่งร้อยคน?”
มาร์โกเองก็เงียบ
ตัวเลขนี้สำคัญกว่าที่คิด
นัทถามต่อทันที
“แล้วถ้าต้องการเพิ่มจำนวนล่ะครับ?”
ผู้อมตะมองเขา
“สามารถเพิ่มได้”
นัทเงยหน้าขึ้น
“ด้วยอะไรครับ?”
ผู้อมตะตอบอย่างเรียบง่าย
“ศิลามหาเวท”
นัทเงียบไป
ชื่อของสิ่งนี้ไม่ได้เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยิน
แต่วันนี้เขาได้รู้ถึงความเกี่ยวข้องของมันกับจุดวาร์ปอย่างชัดเจน
ผู้อมตะอธิบายต่อ
“หากนำศิลามหาเวทมาถวายเพื่อเสริมพลังงานให้จุดวาร์ป”
“ข้อจำกัดสามารถถูกปลดเพิ่มได้”
“หนึ่งครั้ง...เพิ่มได้อีกหนึ่งร้อยคน”
นัทขมวดคิ้ว
“หมายความว่า...เดิมหนึ่งร้อย ถ้าเพิ่มศิลามหาเวทอีกหนึ่งก้อน ก็เป็นสองร้อย?”
“ถูกต้อง”
มาร์โกถามขึ้น
“แล้วถ้าเพิ่มอีก?”
“สามร้อย”
ทั้งสองเงียบลง
ตอนนี้พวกเขาเข้าใจแล้วว่า...
ศิลามหาเวทไม่ได้เป็นเพียงวัตถุมีค่า
มันเกี่ยวข้องกับจำนวนประชากรที่สามารถเดินทางเข้ามายังโลก 2 ได้โดยตรง
นัทถามต่อ
“แล้วศิลามหาเวทหาได้จากที่ไหนครับ?”
ผู้อมตะมองเขา
“ในดันเจียน”
นัทนิ่ง
“ทุกดันเจียนมี?”
“ไม่”
“ศิลามหาเวทไม่ได้พบง่ายเช่นนั้น”
นัทพยักหน้า
เขาไม่ได้ถามต่อเรื่องดันเจียน
เพราะตอนนี้สิ่งที่ต้องรู้จริง ๆ เขารู้แล้ว
หนึ่งร้อยคนต่อรอบ
และ
ศิลามหาเวทสามารถเพิ่มโควตาได้ครั้งละหนึ่งร้อยคน
นัทเงียบไปครู่หนึ่ง
จากนั้นจึงถามคำถามที่สำคัญที่สุด
“แล้วตอนนี้...มีใครกำลังรวบรวมศิลามหาเวทอยู่หรือเปล่าครับ?”
ผู้อมตะมองเขา
แต่ไม่ได้ตอบทันที
“เรื่องนั้น...”
เขาหยุด
“พวกเจ้ายังไม่จำเป็นต้องรู้”
นัทไม่ได้ฝืนถาม
“ครับ”
เขาพยักหน้า
เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องการในวันนี้คือ ข้อมูลของจุดวาร์ป
ไม่ใช่การเข้าไปยุ่งกับเรื่องที่ยังไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขา
หลังจากคุยเรื่องจุดวาร์ปจบ
บรรยากาศภายในวิหารเงียบลง
นัทกำลังคิดถึงข้อมูลทั้งหมดที่เพิ่งได้รับ
หนึ่งร้อยคนต่อรอบ
ศิลามหาเวทเพิ่มได้อีกหนึ่งร้อย
และหากมีคนต้องการส่งคนจำนวนมากเข้ามา...
ศิลามหาเวทก็จะกลายเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก
ผู้อมตะมองนัทอยู่ครู่หนึ่ง
สายตาของเขาเลื่อนไปยังขวานที่สะพายอยู่ด้านหลัง
“อาวุธใหม่?”
นัทหันกลับ
“ครับ”
“เจ้าชอบใช้อาวุธประเภทนี้?”
นัทพยักหน้า
“ชอบครับ”
ผู้อมตะมองเขาอีกครั้ง
“แต่ข้าเห็นว่าเจ้าสามารถใช้อาวุธได้หลายชนิด”
“ก็...ผมใช้อะไรก็ได้ครับ”
ผู้อมตะนิ่งไปครู่หนึ่ง
ก่อนเอ่ยขึ้น
“แล้วเจ้าไม่คิดจะลองรับอาชีพที่สองหรือ?”
นัทชะงัก
มาร์โกหันมามองเขา
นัทไม่ได้แปลกใจกับคำถาม
เขารู้เรื่องการรับหลายอาชีพอยู่แล้ว
เพียงแต่ที่ผ่านมาเขายังไม่ได้คิดจริงจังว่าจะเลือกอะไร
นัทมองขวานที่สะพายอยู่ด้านหลัง
“ถ้ารับ...”
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ผมอยากลองเบอร์เซิร์กเกอร์ครับ”
ผู้อมตะพยักหน้า
“เหมาะกับแนวทางของเจ้า”
นัทถาม
“เรียนได้เลยเหรอครับ?”
“ได้”
คำตอบสั้น ๆ ทำให้นัทหันมองมาร์โกทันที
มาร์โกหัวเราะเบา ๆ
“อยากเรียนก็เรียนสิ”
นัทหันกลับไปหาผู้อมตะ
“งั้นผมขอเรียนครับ”
ผู้อมตะพยักหน้า
“เช่นนั้นก็เริ่มเลย”
จากนั้นสายตาของผู้อมตะเลื่อนไปยังมาร์โก
“แล้วเจ้า?”
มาร์โกส่ายหน้า
“ผมไม่ต้องการอาชีพเพิ่มครับ”
“ไม่ต้องการ?”
“ครับ”
มาร์โกตอบอย่างชัดเจน
“ผมอยากพัฒนาสกิลของคลาสตัวเองมากกว่า”
ผู้อมตะมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
“สกิลอะไร?”
มาร์โกตอบ
“แยกเงา”
นัทหันมองทันที
เขาเคยได้ยินมาร์โกพูดถึงสกิลนี้มาก่อน
ผู้อมตะพยักหน้า
“สร้างตัวปลอมของตัวเองขึ้นมาอีกหนึ่งตัว?”
“ครับ”
“ต้องการเรียน?”
“ครับ”
ผู้อมตะพยักหน้า
“เช่นนั้นก็เรียนพร้อมกัน”
นัทมองมาร์โก
มาร์โกมองกลับ
ทั้งสองยิ้มออกมาเล็กน้อย
วันนี้พวกเขาไม่ได้เพียงได้ข้อมูลเรื่องจุดวาร์ป
แต่ยังได้โอกาสพัฒนาตัวเองอีกคนละทาง
นัทกำลังจะเริ่มเรียน เบอร์เซิร์กเกอร์
ส่วนมาร์โกกำลังจะเรียน แยกเงา
ผู้อมตะยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างใจเย็น
“เรื่องต่อจากนี้...”
นัทหยุด
“ครับ?”
ผู้อมตะวางถ้วยลง
“ค่าน้ำชา”
นัทนิ่งไปทันที
มาร์โกหันมามอง
“...”
นัทถอนหายใจเบา ๆ
“มาแล้วสินะ...”
ผู้อมตะมองเขาอย่างไม่รู้สึกรู้สา
“การเรียนก็มีราคา”
นัทมองมาร์โก
“พี่...”
“ว่า?”
“ผมว่าเราควรเตรียมเงินไว้สำหรับเรื่องนี้ตั้งแต่แรก”
มาร์โกหัวเราะ
“เพิ่งรู้หรือไง?”