TheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์

    ตอนที่ 100 ปรมาจารย์จารึก

    ตอนที่ 100 ปรมาจารย์จารึก


    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ***** 




    อีวาสามารถจัดการเหล่าทหารยามที่มีการบ่มเพาะขอบเขตบารอนขั้นต่ำลงได้ คาดได้ว่าผู้บ่มเพาะในขอบเขตบารอนอาจจะมีน้อยคนนักที่สามารถต่อต้านพลังสายเลือดโลกลวงของเธอได้


    เธอใช้วิชาตัวเบาเดินชมจันทร์ลอบเขาไปข้างในเหมืองด้วยสีหน้าที่สงบนิ่ง


    ด้วยการฝึกฝนที่เฟิร์สถ่ายทอดให้บวกกับพรสวรรค์ในการเรียนรู้ที่ไม่ต่างไปจากลูกรักของพระเจ้า อีกทั้งประสบการณ์ในร่างของเฟิร์สที่มีความสามารถในวิชาตัวเบาอยู่แล้ว ขอเพียงทำความเข้าใจได้ร่างกายก็จะตอบสนองโดยอัตโนมัติ


    หากความสามารถนั้นไม่ได้ยากและซับซ้อนมากเกินไป อีวาย่อมสามารถฝึกฝนได้ง่าย


    ซึ่งวิชาตัวเบาเดินชมจันทร์ทำให้อีวาผ่านเข้าไปข้างในเหมืองได้อย่างปราดเปรียว


    “ที่นี่มีผู้คุมที่เป็นบารอนชั้นสูง ไม่รู้ว่าพลังของฉันมีผลต่อเขาหรือไม่?”


    อีวายังคงทะยานเข้าไปอย่างต่อเนื่อง โชคดีที่ตลอดทางไม่มีใครสังเกตเห็นเธอเลย


    เหมืองผลึกฟ้าไม่ได้กว้างใหญ่นัก 


    อีวาซ่อนตัวอยู่ในที่แห่งหนึ่งแล้วใช้สัมผัสกวาดผ่านไปทั่วบริเวณ 


    ด้วยความสามารถของพลังสายเลือดของเธอ การตรวจสอบบริเวณคือสิ่งที่ง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ


    ตอนนั้นเองจมูกของเธอก็เริ่มแดง นัยน์ตามีน้ำเอ่อล้น เมื่อสัมผัสนี้ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของชายหญิงคู่หนึ่งที่เธอไม่ได้พบมาหลายปี


    “พ่อ ... แม่ ...”


    อีวาพยายามจะสกัดกั้นความโศกเศร้าของตัวเอง และเธอพยายามจะห้ามปรามความคิดที่จะชิงตัวชายหญิงทั้งสองคน


    “ทั้งสองคนยังมีความเป็นอยู่ที่ดีสินะ ที่นี่ไม่ได้โหดร้ายกับพวกท่านเกินไป” 


    หญิงสาวเห็นสภาพความเป็นอยู่พ่อแม่ของเธอก็รู้สึกเบาใจมากขึ้น งานที่พวกเขาทำก็ไม่ได้สาหัสเหมือนที่เธอจินตนาการเอาไว้ 


    “พ่อแม่ ... รักษาตัวด้วย ไม่นานฉันจะกลับมารับพวกท่านออกจากที่นี่” อีวากล่าวพร้อมกับทะยานออกไปทั้งน้ำตา


    เธอกลับเข้าเมืองในช่วงเย็นพอดี


    เธอเขียนไดอารี่บรรยายให้เฟิร์สฟังเป็นข้อความสั้นๆ เท่านั้น


    ‘วันนี้ฉันไปสมัครเป็นนักผจญภัยและพบกับพ่อแม่แล้ว’


    บนโต๊ะทำงานภายนอกห้องพัก นอกจากสมุดไดอารี่แล้วยังมีใบประกาศภารกิจอีกสามใบที่อีวาทำการดึงออกมา


    เฟิร์สตื่นขึ้นมาแล้วได้อ่านข้อความที่อีวาทิ้งไว้ ไม่นานสายตาของเขาก็ไปจับจ้องกับใบประกาศจับของกลุ่มโจรป่า


    “ดูเหมือนว่าเธอต้องการให้ฉันหาเงิน” เฟิร์สเอ่ยพลางยิ้ม ก่อนจะคว้าใบประกาศจับทั้งสามแล้วออกเดินทาง


    เฟิร์สไม่ได้ออกจากเมืองทันที เขาแวะไปที่ร้านบาร์เพื่อทานอาหาร


    ขณะที่เขากินมื้อเช้าอยู่นั้น เขาก็ได้ยินเรื่องราวที่น่าสนใจผ่านหู


    “นี่นายรู้ไหมว่าเมืองเซียน่าตอนนี้นั้นน่ากลัวเป็นอย่างมาก”


    “หืม เมืองเซียน่าที่อยู่ติดกับอาณาจักรโนวานั่นน่ะหรอ ... นายไปรู้อะไรมา?”


    “ก็ที่นั่นเกิดเหตุการณ์ประหลาดที่คนทั้งเมืองหายไปในคืนเดียว”


    “บ้าน่า ข่าวลือนี้มันบ้าไปแล้ว อยู่ๆ คนหลายพันคนจะหายไปหมดภายในคืนเดียวได้ยังไงกัน ... ข่าวนี้มั่วขึ้นมาแน่ๆ มันเกินจริงเกินไปแล้ว”


    “แต่ฉันได้ยินมาจากพ่อค้าที่ผ่านไปทางเมืองนั้นจริงๆ นะ อีกอย่างทางการได้สั่งประกาศปิดเส้นทางที่จะไปเมืองโนวาไปแล้วด้วย”


    “จริงหรอ?”


    “จริงสิ ถ้านายไม่เชื่อก็ไปสอบถามกับสมาคมนักพจญภัยได้เลย ภารกิจที่เกี่ยวข้องกับเมืองโนวาถูกสั่งให้ระงับไว้หมดแล้ว”


    “ไม่ได้การละฉันต้องไปสอบถามเรื่องนี้ที่สมาคมนักพจญภัยเสียหน่อย”


    การพูดคุยในหัวข้อนี้สร้างความสนใจให้กับเฟิร์สเป็นอย่างมากเพราะเมืองโนวคือหนึ่งในเส้นทางที่มีอยู่ของโจรป่าในประกาศจับ


    ‘คนนับพันหายไปในคืนเดียว เปลี่ยนให้เมืองทั้งเมืองกลายเป็นเมืองร้าง เรื่องนี้มันชักจะแปลกๆ มากเกินไปแล้ว ดูเหมือนว่าฉันควรจะหลีกเลี่ยงการไปเมืองๆ นี้’


    แม้เฟิร์สจะรู้ว่าการพูดคุยเหล่านี้นั้นอาจจะเกินจริงไปบ้าง แต่มันต้องมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นที่นั่นแน่ๆ บางทีคนในเมืองนั้นอาจจะถูกบางสิ่งโจมตีแล้วผู้คนต่างหลบหนีหายไป


    แต่ถึงอย่างนั้นมันก็มีจุดที่น่าแปลกหลายอย่าง ทางการน่าจะมีเบาะแสมากกว่าคำบอกเล่าของพ่อค้าพวกนั้น หรือไม่พวกเขาอาจจะปิดบังบางอย่างเอาไว้


    หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่อาณาจักรอื่น อาจจะสามารถฟันธงได้ว่านี่คือการโจมตีของอาณาจักรข้างเคียง แต่อาณาจักรฮาดานั้นพิเศษกว่าอาณาจักรอื่นๆ ในมหาทวีป ตลอดเวลานับหมื่นปีไม่มีอาณาจักรใดโจมตีอาณาจักรแห่งนี้เลย


    เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะเรื่องวีรบุรุษในอดีต และอีกเหตุผลหนึ่งอาจจะเป็นเพราะอาณาจักรฮาดาตกต่ำจนมีขนาดเล็กจ้อยจนไม่ใช่ขั้วอำนาจที่แข็งแกร่งของมหาทวีปอีกต่อไป มันจึงไม่ได้อยู่ในสายตาของอาณาจักรอื่นๆ


    อาณาจักรฮาดาจึงสุขสงบมาดังเช่นทุกวันนี้


    แต่เหตุการณ์ที่ผู้คนนับพันหายไปในคืนเดียวก็แปลกมากจริงๆ


    ‘ด้วยพลังรบของร่างนี้ไม่ควรที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้’


    เฟิร์สพยายามหลีกเลี่ยงเรื่องที่ยุ่งยากมากที่สุด แม้ว่าร่างนี้จะอยู่ในขอบเขตบารอน แต่มันก็เป็นขอบเขตเล็กๆ ของการบ่มเพาะเท่านั้น เหนือกว่าบารอนก็ยังมีผู้บ่มเพาะอยู่อีกหลายขอบเขต แม้พลังสายเลือดโลกลวงจะทำให้เหนือกว่าในขอบเขตเดียวกัน แต่มันอาจจะไม่มีผลต่อขอบเขตที่สูงกว่าก็ได้


    ความประมาทเป็นหนทางสู่ความตาย เขาควรหลีกเลี่ยงเรื่องยุ่งยากเหล่านี้ให้ได้มากที่สุด


    “ก่อนเดินทางฉันควรจะไปซื้อศิลาสายเลือดมาบ่มเพาะเพิ่มเติม การมีการบ่มเพาะที่มากกว่าเดิมย่อมเป็นเรื่องดีต่อการทำภารกิจ อย่างไรก็ตามใบประกาศเหล่านี้ก็ดูท่าว่าจะติดไว้มานานแล้ว หากโจรพวกนี้จัดการได้ง่ายจริง พวกมันก็ควรถูกจัดการไปนานแล้ว”


    เฟิร์สได้รับเงินมาเก้าเหรียญทองตอนที่เขาจัดการกับโจรป่ากลุ่มนั้น เขาจึงตัดสินใจกลับเข้าไปในสมาคมนักผจญภัยอีกครั้งเพื่อซื้อศิลาสายเลือดเป็นจำนวนสิบหกก้อนด้วยเงินแปดเหรียญทอง


    สมาคมนักผจญภัยเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มีการจำหน่ายศิลาสายเลือดเป็นปกติอยู่แล้ว เพราะการทำภารกิจต่างๆ ของนักผจญภัย พวกเขามักจะไปกันเป็นกลุ่มที่เรียกว่าปาร์ตี้ ซึ่งการจะรับสมาชิกเข้าปาร์ตี้นั้นอาจจะกำหนดขั้นพลังบ่มเพาะเอาไว้ด้วย เพื่อความปลอดภัยและประกันความสำเร็จของปาร์ตี้


    ดังนั้นนักผจญภัยแต่ละคนจึงพกศิลาสายเลือดเอาไว้เพื่อใช้ประเมินเพื่อนร่วมปาร์ตี้ก่อนจะรับเข้ามา


    เฟิร์สรู้สึกคุ้นๆ กับระบบของนักผจญภัย นั่นจึงทำให้เขาถามเรื่องหนึ่งกับพนักงาน


    “ไม่ทราบว่าที่นี่มีกระเป๋ามิติเก็บของขายหรือเปล่า?”


    พนักงานคนนั้นพลันตาโตขึ้นมาทันที


    “คุณนักผจญภัยต้องการที่จะซื้อมันอย่างนั้นหรอ?”


    “แสดงว่ามีอย่างนั้นหรอ?” เฟิร์สเริ่มรู้สึกตื่นเต้น หากโลกนี้มีกระเป๋ามิติเก็บของ นั่นหมายความว่าโลกนี้จะต้องมีอักขระที่มีพลังในตัวของมันเอง ซึ่งหมายความว่าเขาสามารถทำให้อีวากลายเป็นผู้ใช้อักขระได้ หากเขาได้ศึกษาอักขระเหล่านั้น


    “มีสิ แต่ว่ามันมีราคาที่แพงมากเลยนะ ... ไม่ทราบว่าคุณ” พนักงานคนนั้นมองเฟิร์สตั้งแต่หัวจรดเท้า


    หญิงสาวคนนี้แต่งตัวเป็นผู้ชายในชุดคลุมกันลมสีเทาที่ดูธรรมดา ดูไม่ใช่คนที่จะสามารถจ่ายเงินซื้อกระเป๋ามิติเก็บของได้


    “เท่าไหร่? ... มันมีราคาเท่าไหร่อย่างนั้นหรอ?” เฟิร์สมองท่าทางของพนักงานก็เข้าใจในทันที เขาจึงเอ่ยปากถามราคาของมัน


    “เมืองฟิราเดเฟียร์ไม่ใช่เมืองใหญ่ที่จะมีปรมาจารย์จารึกประจำอยู่ ราคาของมันจึงแพงกว่าราคาที่เมืองหลวงอยู่ยี่สิบเปอร์เซ็น คุณสามารถซื้อมันจากที่นี่ได้ในราคาหนึ่งแสนสองหมื่นเหรียญทอง”


    ทันทีที่พนักงานคนนั้นบอกราคาออกมา เฟิร์สก็ถึงกับอ้าปากค้าง


    ต้องรู้ไว้ว่าเขาจัดการกับโจรป่ากลุ่มหนึ่งได้เงินมาแค่เก้าเหรียญทองเท่านั้น จากที่เขาประเมินมูลค่าของศิลาสายเลือดแล้วนำมาเปรียบเทียบ ก็คิดว่ากระเป๋ามิติเก็บของอาจจะซื้อขายกันในราคาไม่กี่พันเหรียญทองเท่านั้น


    แต่ราคาหนึ่งแสนสองหมื่นเหรียญทองนั้นมากเกินไป!


    เขาต้องจัดการกับโจรมากเท่าไหร่จึงจะมีเงินมากขนาดนั้น


    “ขอโทษด้วยที่ฉันถาม ฉันแค่อยากรู้ราคาของมันเท่านั้น”


    ทันทีที่เอ่ยจบเฟิร์สก็รีบปลีกตัวออกมาทันที แม้ว่าเขาพอจะรู้อยู่แล้วว่าของที่สร้างจากอักขระนั้นมีราคาแพง แต่เขาก็ไม่คิดว่าจะแพงขนาดนี้


    “ไม่ว่าโลกไหน มิติเก็บของก็เป็นของที่มีมูลค่าสูงจริงๆ หมู่บ้านเควนช่างเป็นหมู่บ้านที่เล็กจริงๆ แม้แต่ข้อมูลของปรมาจารย์จารึกก็ไม่มีบันทึกในหนังสือเหล่านั้น หากฉันสามารถเป็นปรมาจารย์จารึกได้ การใช้ชีวิตในโลกนี้คงจะง่ายดายมากกว่านี้” เฟิร์สเอ่ยพึมพำขณะที่เขาเดินทางออกจากเมืองฟิราเดเฟียร์


    ตอนนี้เขาเริ่มจะสนใจการไปที่เมืองหลวง และตามหาเส้นทางของปรมาจารย์จารึก


    หากวันหนึ่งร่างนี้สามารถสำเร็จเป็นปรมาจารย์จารึกได้ การจะปล่อยพ่อแม่ของอีวาให้เป็นอิสระก็สามารถทำได้โดยการเอ่ยคำพูดเดียวออกมาเท่านั้น


    คล้ายกับเรื่องTheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์ ที่คุณอ่าน