เธอปฏิเสธกาแฟ และลุกขึ้นยืนตามเมื่อจะออกจากคาเฟ่ ทั้งคู่เดินคุยกันเงียบ ๆ กลับไปยังบริเวณคอกม้าไม่ใส่ใจกับความหนาวเย็นของอากาศ
“ทำไมคุณถึงเข้าสนามโรดิโอล่ะคะ? ” ไดอาน่าเงยขึ้นมองเขาอย่างแปลกใจ
“ก็เพราะมันเป็กีฬา ที่ดูจะสะอาดกว่าประเภทอื่น แม้ว่าจะมีใครคิดว่ามันน่าจะเป็กีฬาที่ล้มกันระหว่างผู้ชายกับผู้ชายด้วยกัน แต่มันกลับเป็กีฬาที่ล้มกันระหว่างคนกับสัตว์มันไม่ใช่เอาชีวิตไปแขวนอยู่กับความตาย อย่างการสู้วัวกระทิงอะไรนั่น แต่มันแข่งขันโดยใช้นาฬิกาเป็เครื่องตัดสินเท่านั้น”
“แล้วมันไม่ดูเป็การทารุณสัตว์ไปหน่อยหรือคะ? ”
“ไม่น่าจะเป็นะ” ลิเจตอบหัวเราะเบา ๆ อยู่ในลำคอ ในตอนแรก ๆ ผมจำไม่ได้ว่าเคยเห็นม้าที่มันดุร้ายมากมายอย่างดีก็แค่กล้ามเนื้อแข็งชันไปทั้งตัวเท่านั้น แต่แล้วในที่สุดก็ไม่อาจจะนับคนที่กระดูกหักช้ำใน โดยเฉพาะที่มันเกิดจากสัตว์ประเภทนี้ได้ ผมไม่คิดนะว่าสนามโรดิโอไหนที่จะมีเ้าหน้าที่จากสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์มาดูเลยสักคน ม้าบางตัวมันก็เกิดมาเพื่อจะขบเท่าๆ กับเกิดมาเพื่อจะวิ่งเหมือนกันนะ”
“แต่คืนนี้ ฉันได้ยินที่คาวบอยเขาพูดอะไรกับคุณเกี่ยวกับวัวตัวที่คุณจะขี่น่ะค่ะ”
“ปกติแล้วนักขี่ม้าทุกคนถ้ามีอะไรเขาจะบอกกันโดยเฉพาะธรรมชาติของสัตว์ที่เราจะต่อสู้ด้วย คุณจะสังเกตเห็นว่าพวกคาวบอยในสนามโรดิโอเขาจะต้องช่วยกันและกันเสมอ หรือไม่ก็จะแสดงเป็ตัวตลกเพื่อล่อให้สัตว์ที่เราต่อสู้ด้วยหันเหความสนใจไปเสีย ก็อย่างที่ผมพูดนั่นแหละ คุณต่อสู้กับสัตว์และเวลาไม่ใช่สู้กันเอง”
“ทำไมคุณถึงยึดมันเป็อาชีพล่ะคะ? ” ไดอาน่าถาม รู้สึกจะรู้ล่วงหน้าว่าเขาจะต้องหลีกเลี่ยงไม่ตอบคำถามตรง ๆ อีก
“ก็ทำไมคุณถึงเป็นางแบบล่ะ? ” เขาย้อนถาม
“เพื่อเงินน่ะสิคะ”
“ก็เหตุผลเดียวกันนี่แหละ ผมถึงได้มาอยู่ในซาน แอนโทนิโอนี่”
“แล้วคุณไม่คิดจะหางานอื่นทำหรอกหรือคะ? .... ฉันหมายถึงว่า คุณคงจะขี่ม้าแสดงผาดโผนอยู่ในสนามโรดิโออย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ คงไม่ได้แน่” เธอพยายามจะอ่านสีหน้าเขาให้ออกภายใต้แสงสลัวตรงนั้น
แต่ลิเจมิได้ตอบในทันที ดูเหมือนเขาจะใช้ความคิดขณะที่เท้าก็ก้าวย่างไปเรื่อย ๆ
“ก็คงจะอยู่ในสนามได้อีกสัก 2 ปี แล้วก็คงจะเลิก หมายถึงว่าถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงนะ” ลิเจตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ดูจะเป็น้ำเสียงที่หนักแน่นเกินกว่าจะเดาเอาว่า เขาจะทำเพราะเห็นแก่เธอได้
“อะไรล่ะคะที่ คุณหมายถึงเปลี่ยนแปลงนั่นน่ะ? ” เธอเงยขึ้นมองหน้าเขาอีกครั้งขณะที่เดินผ่านไฟถนนแววกระด้างในดวงตาของเขาทำให้เธอออกจะใก่อนที่เขาจะเบือนหน้าไปเสียทางอื่น
“คงไม่มีหรอก” ลิเจตอบ
“หลังจาก 2 ปีนั่นแล้วคุณจะทำอะไรต่อไปคะ? ”
“กลับไปอยู่ไร่ในนิว เม็กซิโก”
“ก็ถ้าคุณมีไร่ ทำไมต้องมาอยู่ที่นี่ด้วยล่ะ. คุณน่าจะอยู่ดูแลมันนี่คะ” ทั้งคู่เดินผ่านคอกม้าเข้าไปในบริเวณที่มีรถจอดอยู่
“มันไม่สำเร็จ” ลิเจตอบขรึม ๆ “ 11 ปีมาแล้วั้แ่พ่อผมยังไม่ตาย เราพบกับความแห้งแล้งซึ่งแทบจะทำให้ล้มละลายเอา ต้องใช้เวลาอยู่ 2 ปี ด้วยการที่ผมเข้ามาแสดงในโรดิโอ เพื่อจะให้พ่อดำเนินงานในไร่ได้ต่อไป ผมต้องแสดงต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อหาเงินมาทะนุบำรุงไร่ให้มันเจริญขึ้นกว่าเดิม แต่เมื่อ 3 ปีที่แล้วพ่อก็มาตายลง แล้วผมก็ยังโดนเรียกเก็บภาษีมรดกเสียอีก เพราะฉะนั้นก็เลยต้องทำงานหาเงินเพื่อให้มันได้ยุติเื่หนี้สินลงเสียที”
ฝีเท้าที่กำลังก้าวเดินไปเรื่อย ๆ ของลิเจหยุดลงและทำให้ไดอาน่าต้องพลอยหยุดตามไปด้วย คำพูดประโยคสุดท้ายของลิเจ อธิบายอะไรต่อมิอะไรอย่างแจ้งชัดลิเจ มาสเตอร์ส เป็คนที่มีหลักการในตัวเองด้วยทรัพย์สินมรดกและศักดิ์ศรีที่ทำให้เขาไม่ยุ่งกับคาวบอยคนอื่น ๆ ในสนามโรดิโอนั้น ซึ่งสำหรับคนพวกนั้น ไดอาน่ามีความเห็นว่ารักที่จะอยู่ไปวัน ๆ โดยมิได้คำนึงถึงคำว่าพรุ่งนี้ด้วยซ้ำ
“มันไม่ใช่รถดีเด่นอะไรนัก” ลิเจเอ่ยขึ้น ชี้มือไปยังรถพิ๊คอัพที่จอดอยู่ตรงหน้า “แต่คิดว่าคงจะพาคุณกลับไปโรงแรมได้ ว่าแต่คุณพักอยู่ที่ไหนล่ะ? ”
“ฮิลตันค่ะ” ไดอาน่าตอบ ยอมให้เขาช่วยพยุงขึ้นรถ ยิ้มให้แทนคำขอบคุณ ขณะที่ลิเจปิดประตูรถแรง ๆ หลังจากที่เขาเข้าเกียร์พารถออกจากที่แล้ว เธอจึงได้พูดขึ้นเบา ๆ ว่า “คุณคงคิดถึงบ้านไร่มากสินะคะ”
“มากทีเดียว”
“เล่าให้ฉันฟังหน่อยสิคะว่า มันเป็อย่างไรบ้าง”
ดวงตาที่เป็ประกายสีเทาคู่นั้นตวัดแวบมามองคล้ายจะสำรวจความสนใจของเธอ
“มันอยู่ในหุบเขา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของโซคอร์โร่ ในนิว เม็กซิโก มีทางลาวาพาดผ่านตอนเหนือห่างจากตัวเมืองอยู่หลายไมล์เหมือนกัน เวลานี้เราเลี้ยงแกะเสียเป็ส่วนใหญ่ แต่ก็กำลังจะเลี้ยงปศุสัตว์ พวกวัวควายบ้างแล้ว แต่ก็ต้องรอจนกว่าจะถึงเวลาออกต้อนได้ซึ่งก็คงเป็ไปได้ดีเพราะผมมีจิม เป็คนคอยดูแลอยู่แล้วเราสองคนโตมาด้วยกันเหมือนพี่น้อง เวลานี้เขาก็ดูแลไร่ให้ผมอยู่มันเป็เมืองที่สวยมากนะครับ” เขาชำเลืองดูเธอแวบหนึ่ง “มันออกจะห่างไกลความเจริญ เต็มไปด้วยูเาที่มีต้นสนขึ้นเต็ม แล้วก็มีหุบเขาที่หญ้าขึ้นเขียวชอุ่มทีเดียวบางครั้งผมก็อยากกลับไปเห็น มันอีกสักครั้งจริง ๆ ”
แววอบอุ่นในดวงตาของลิเจ ทำให้ไดอาน่าต้องกลืนน้ำลายฝืด ๆ และดูเหมือนเขาจะใจลอยขึ้นกว่าเดิมขณะที่เขาบรรยายถึงทัศนียภาพ ของไร่ปศุสัตว์แห่งนั้น ไดอาน่าสามารถมองเห็นภาพที่ปรากฏอยู่ในใจของเขาได้เธอรู้ดีว่าเขาไม่จำเป็ต้องเสียสละอะไรเลย ถ้าไม่้าไร่ปศุสัตว์แห่งนั้นจริงๆ เพราะเธอเกิดและเติบโตขึ้นมาในเมือง ไดอาน่าจึงไม่มีความรู้ในเื่ไร่ปศุสัตว์ ฝูงวัว ควาย ม้า หรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องอยู่กับชีวิตของลิเจรู้สึกใอยู่บ้างเมื่อคิดถึงชีวิต ที่ธรรมดาสามัญที่สุดเช่นนั้น และออกจะขอบคุณที่ลิเจมิได้มุ่งมั่นว่า จะได้รับความเห็นใด ๆ ในเื่ไร่จากเธอ ไดอาน่าได้แต่เพียงพยักหน้าและยิ้มให้เท่านั้น
โรงแรมที่เธอพัก ปรากฏอยู่เบื้องหน้าลิเจจอดรถลงตรงแนวทางโค้งของถนน ไดอาน่าพิจารณาดูใบหน้าด้านข้างขณะที่เขาดับเครื่องยนต์ ออกจะประทับใจกับความมาดมั่นในสีหน้าของลิเจ เพราะรู้ซึ้งว่าเขาได้ทุ่มเททั้งกำลังกายและกำลังทรัพย์ลงไปมากมายเพียงใด ตอนที่เขาหันมามองนั้น ไดอาน่าอยากจะเอื้อมมือออกไปจับเขาไว้อยากจะให้ความรู้สึกอ่อนโยนที่เขาเคยถูกปฏิเสธมาแล้ว แต่มันเป็ไปไม่ได้จะทำเช่นนั้น
“คุณจะอยู่ที่นี่อีกนานเท่าไหร่? ” ลิเจถาม ชันศอกอยู่กับพวงมาลัย เอนหลังพิงประตูรถไว้
“ช่างภาพเขากำหนดว่า จะเสร็จงานพรุ่งนี้” ไดอาน่าตอบอึกอัก “เราจะต้องกลับไปดัลลัสวันเสาร์ค่ะแล้วคุณล่ะ? ”
“ก็...หลังจากแสดงเสร็จวันอาทิตย์ก็ไปฮิวสตันต่อ”
ไดอาน่ารู้สึกสะท้านขึ้นมาเฉย ๆ .... มันมิได้เกิดขึ้นเพราะความเย็นเยือกของอากาศแน่นอนแต่มันเป็จากความรู้สึกที่ว่า....ไม่ถึงสองวันด้วยซ้ำที่เขาและเธอ ก็จะต้องแยกจากกันไปอยู่คนละฟากฝั่งของประเทศ และอาจจะไม่ได้พบเห็นกันอีกก็ว่าได้ ที่ทำให้บังเกิดความเยือกเย็นขึ้นมาในใจ เส้นทางเดินระหว่างเธอกับเขานั้นเพียงแต่มากันเข้าโดยบังเอิญเท่านั้น
“คืนพรุ่งนี้คุณจะไปที่สนามโรดิโอไหมครับ? ” ลิเจมิได้ขยับเขยื้อนขณะที่ถามคำถามนั้น และเขาก็ทำให้ไดอาน่าเผลอตัวตอบออกไปว่า
“ค่ะ คิดว่าคงไปแน่” อันที่จริงเธอมิได้้าก้าวไปไกลกว่านั้นเลย
“ถ้าอย่างนั้น ผมก็ยังมีหวังได้พบคุณอีกสินะ” เขาเอื้อมไปจับที่ลูกบิดเปิดประตูก้าวออกจากรถ
ไดอาน่าสั่นศีรษะ อันที่จริงเธอมุ่งมั่นว่า เขาจะต้องนัดพบเธอแน่ แต่เขากลับแสดงออกเพียงแต่ความหมายของคำว่า “บางที” เท่านั้น ด้วยสีหน้าที่เฉยเมยมันก็เป็การยากที่จะบอกว่าลิเจ้าให้คำว่า “บางที” นั้นกลายเป็ความจริงหรือไม่ เหมือนมีอะไรมาจุกแน่นอยู่ตรงลำคอ ขณะที่เธอรับมือของเขาเพื่อพยุงตัวตอนก้าวลงจากรถ ลิเจมิได้เดินไปส่งเธอที่โรงแรม เพียงแต่ยืนอยู่บนถนนหน้าโรงแรมเท่านั้น
“กู๊ดไนท์นะ ไดอาน่า” เขาพูดยกมือขึ้นแตะขอบหมวก ดวงตาสีเทาคู่นั้นมีแววยิ้ม
“กู๊ดไนท์ค่ะ ลิเจ”