วันจันทร์เป็วันที่พนักงานออฟฟิศเกือบทุกคนในตึก T-Group เกลียดเข้ากระดูกดำ เสียงถอนหายใจและสีหน้าเหนื่อยล้าของคนในลิฟต์ยามเช้าเป็เครื่องยืนยันชั้นดี ทว่าสำหรับผม... มันคือการเริ่มต้นสัปดาห์ที่หอมหวานที่สุด เพราะเป็วันที่ผมจะได้กลับมาเห็นสิ่งมีชีวิตตัวน้อยแสนนุ่มนิ่มวนเวียนอยู่ในรัศมีสายตาอีกครั้ง หลังจากต้องนอนทุรนทุรายคิดถึงแก้มแดงๆ ของน้องมาตลอดทั้งวันหยุด
ผมขยับกระชับเสื้อสูทสามชิ้นสีกรวดชาร์โคลเนี้ยบกริบที่สั่งตัดพิเศษ จัดระเบียบนาฬิกา Patek Philippe เรือนหรูบนข้อมือให้เข้าที่ ก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ทำงานหลังโต๊ะ CEO บนชั้นสี่สิบห้าของตึกสำนักงานใหญ่ สายตาของผมดูเหมือนกำลังจดจ่ออยู่กับเอกสารงบการเงินและรายงานความคืบหน้าโครงการ T-Forest มูลค่าหลายร้อยล้านบาท ทว่าในความเป็จริง ตัวเลขเ่าั้ไม่ได้ผ่านเข้าสู่สมองเลยสักนิด นิ้วโป้งคอยปัดหน้าจอ iPad Pro ที่ตั้งอยู่ข้างๆ สลับไปมาระหว่างงบประมาณอันแสนจืดชืด กับไฟล์แบบร่างดีไซน์ 3D ที่ระบุชื่อผู้ออกแบบฝึกงานเอาไว้เด่นชัด
*พู่กัน... เด็กดีของผม*
เพียงแค่ชื่อนี้แล่นเข้ามาในหัว หัวใจของผมก็อุ่นซ่านขึ้นมาทันที สมองจอมวางแผนที่ปกติคิดแต่เื่กลยุทธ์ธุรกิจและผลกำไร กลับทรยศต่อความตั้งใจของตัวเองด้วยการฉายภาพเหตุการณ์ในวันหยุดที่ผ่านมาซ้ำๆ ราวกับเครื่องเล่นวิดีโอที่กดปุ่มกรอวนลูปไม่ยอมหยุด
ภาพคนตัวเล็กที่นอนขดอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนาในเพนต์เฮาส์ของผม ร่างโปร่งบางขาวเนียนสวมเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งที่ปลายแขนยาวเลยข้อมือจนคลุมปลายนิ้ว ชายเสื้อยาวคลุมสะโพกและต้นขาเกือบถึงหัวเข่า ขยับตัวทีไรก็ส่งกลิ่นน้ำหอมสไตล์วู้ดดี้อบอุ่นที่เป็เอกลักษณ์ประจำตัวของผมลอยฟุ้ง แก้มของพู่กันแดงระเรื่อปานมะเขือเทศสุกยามที่ผมโน้มตัวลงไปกระซิบชิดใบหูถามว่าระบมตรงไหนหรือเปล่า น้ำเสียงออดอ้อนแสนหวานที่แว่วเข้าหูทำให้สติของประธานบริษัทจอมโหดแทบกระเจิง
ยิ่งคิดถึงตอนที่พู่กันมาช่วยเช็ดตัวและป้อนยาไข้ด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ ซุ่มซ่ามจนเกือบทำชามใส่น้ำอุ่นคว่ำ แต่สายตาและสองมือเล็กๆ ที่แตะััผิวของผมกลับเต็มไปด้วยความห่วงใย หัวใจของผมก็สั่นไหวด้วยความสุขจนแทบเก็บทรงไม่อยู่
รวมถึงข้อตกลงที่พู่กันขอร้องให้เก็บความสัมพันธ์ของเราไว้เป็ความลับในที่ทำงาน
“ถือว่าผมขอร้องเถอะนะครับคุณธีร์... ทำตัวเป็ปกติเหมือนประธานกับเด็กฝึกงานทั่วไป เวลาอยู่ในบริษัทเราทำตัวเหมือนเดิมเถอะนะครับ เพื่อให้ผมได้ฝึกงานอย่างสบายใจและพิสูจน์ตัวเองจริงๆ...”
น้ำเสียงวิงวอนและสายตากลมโตใสซื่อคู่นั้นทำให้ผมยอมอ่อนข้อให้อย่างไม่มีทางสู้ ทว่าในมุมมองของผมที่เป็นักธุรกิจจอมวางแผน การเก็บความลับนี้ไม่มีทางราบเรียบแน่ พู่กันคงลืมไปว่าการซ่อนความลับต่อหน้าคนทั้งบริษัทที่จ้องจับผิดประธานใหญ่อยู่นั้น มันยากยิ่งกว่าการซ่อนเสือโคร่งไว้ใต้เตียงนอนเสียอีก และการดึงสีหน้าเคร่งขรึมเ็าเพื่อปกปิดความคลั่งรักข้างในก็เป็เื่ท้าทายสติสัมปชัญญะของผมเหลือเกินในเวลานี้
เสียงเคาะประตูห้องทำงานดังขัดจังหวะความคิดอันแสนหวาน
“ขออนุญาตค่ะบอส อีกสิบนาทีจะถึงเวลาประชุมสรุปผลประกอบการไตรมาสสองที่ห้องประชุมเล็กชั้นสามสิบสองค่ะ เอกสารพร้อมแล้วค่ะ”
คุณเก๋ เลขานุการผู้เนี้ยบกริบรายงานด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“ขอบคุณครับคุณเก๋ เดี๋ยวผมตามลงไป”
ผมปรับเสียงให้ทุ้มต่ำ ดึงหน้ากากประธานผู้เ็าไร้ความรู้สึกกลับมาสวมใส่อย่างรวดเร็ว กระชับสูทให้เข้าที่เพื่อเตรียมเผชิญหน้ากับเหล่าพนักงาน ทว่าในใจกลับเต้นรัวด้วยความหวังเล็กๆ ว่าจะได้เดินผ่านแผนกของกระต่ายตัวน้อย
---
ลิฟต์แก้วสำหรับผู้บริหารเคลื่อนตัวลงจากชั้นสี่สิบห้าอย่างรวดเร็วและเงียบงัน เมื่อลงมาถึงชั้นสามสิบแปดอันเป็ที่ตั้งของแผนก Creative Design ประตูลิฟต์ก็เปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นกลุ่มพนักงานสองสามคนที่ยืนกอดแฟ้มงานรออยู่
และเด็กดีของผมก็ยืนอยู่ตรงนั้นด้วย
พู่กันสวมเสื้อเชิ้ตสีครีมพอดีตัวเข้าคู่กับกางเกงสแล็กสีน้ำตาลอ่อนดูน่ารักสะอาดตา ยืนกอดแฟ้มผลงานแนบอก พลางคุยเบาๆ กับพี่ส้ม หัวหน้าแผนกผู้อารมณ์ดี และพี่แก้ว ดีไซเนอร์รุ่นพี่ ทว่าทันทีที่ประตูเปิดกว้างและสายตาของผมประสานเข้ากับดวงตากลมโตคู่สวยของน้อง พู่กันก็สะดุ้งกึกจนแฟ้มในมือเกือบหลุดจากแขน รอยยิ้มสดใสพลันหายวับ กลายเป็ใบหน้าตื่นตระหนกอย่างชัดเจน
“อ๊ะ... วะ... สวัสดีครับบอส”
พู่กันละล่ำละลักทักทายพลางก้มโค้งตัวต่ำ ใบหน้าน่ารักก้มงุดลงมองปลายเท้าตัวเองทันทีเพื่อหลบสายตา แฝงไปด้วยอาการเกร็งและลนลานเพราะกลัวว่าใครจะจับสังเกตได้ถึงความสัมพันธ์ลับๆ ของเรา
“สวัสดีค่ะบอส”
พี่ส้มและพี่แก้วเอ่ยทักทายตามมารยาทก่อนจะก้าวเข้ามาในลิฟต์ พู่กันรีบขยับตามเข้ามาเป็คนสุดท้ายและไปยืนชิดมุมขวาสุดราวกับ้าจะละลายหายตัวเข้าไปในผนังกระจกเพื่อสร้างระยะห่างระหว่างเราให้มากที่สุด
ผมจ้องมองเสี้ยวหน้าหวานของน้องด้วยสายตาเรียบนิ่งประหนึ่งจอมมารไร้หัวใจ ทว่าความ้าจะหยอกเย้าลูกแมวตัวน้อยกลับกำลังปะทุขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ เมื่อลิฟต์จอดรับพนักงานเพิ่มขึ้นอีกสี่ห้าคนในชั้นถัดไป พื้นที่ภายในลิฟต์ก็เริ่มเบียดเสียด พนักงานเ่าั้พยายามหดไหล่และหลีกเลี่ยงการยืนใกล้ชิดกับผม ส่งผลให้ร่างบางของพู่กันถูกเบียดถอยหลังเข้ามาจนแผ่นหลังเกือบชิดกับแผงอกของผมโดยอัตโนมัติ
ผมลอบสูดกลิ่นหอมอ่อนๆ จากสบู่เด็กที่พู่กันชอบใช้ ซึ่งโชยละมุนเข้ามาแตะจมูก สัญชาตญาณความเอ็นดูพุ่งสูงขึ้นทันที ผมอาศัยจังหวะที่ทุกคนยืนเกร็งจ้องตัวเลขบอกชั้นลิฟต์อย่างเงียบกริบ ขยับไปยืนเยื้องด้านหลังของน้องในระยะประชิด มือขวาที่ปล่อยข้างลำตัวค่อยๆ เลื่อนเข้าไปใต้ชายแฟ้มเอกสารที่พู่กันกอดแนบอก
ปลายนิ้วก้อยของผมยื่นไปแตะแล้วเกี่ยวสะกิดนิ้วก้อยนุ่มนิ่มของพู่กันที่ทอดอยู่ข้างตัวเบาๆ
ร่างเล็กสะดุ้งกึกจนไหล่บางเกร็งทื่อทันที ผมมองเงาสะท้อนจากผนังกระจกด้านหน้า ลอบสังเกตใบหูขาวสะอาดของน้องที่ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็สีแดงซ่านลามไปทั่วแก้มป่องอย่างรวดเร็ว พู่กันพยายามจะดึงมือหนีด้วยความใกลัวคนรอบข้างสังเกตเห็น ทว่าผมกลับไม่ยอมปล่อยง่ายๆ นิ้วก้อยเกี่ยวกระชับนิ้วก้อยอุ่นร้อนของน้องไว้แน่น บดคลึงผิวเนื้อนุ่มสลับกับใช้นิ้วชี้สะกิดหลังมือน้องเล่นเบาๆ ด้วยความเอ็นดู
*น่ารัก... น่าฟัดที่สุด*
ผมยังคงรักษาใบหน้าเรียบเฉย ดันสีหน้าเคร่งขรึมให้ดูเหมือนประธานจอมโหดที่ไม่คิดจะเหลียวมองใคร ทว่าในหัวกลับกำลังลอบยิ้มสะใจในความขี้แกล้งของตัวเอง พู่กันแอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ พยายามทำเป็จ้องมองเอกสารในมือเพื่อกลบเกลื่อนอาการใจสั่น หากแต่ปลายนิ้วที่โดนเกี่ยวกลับสั่นระริกและชุ่มชื้นไปด้วยเหงื่ออุ่นๆ จนกระทั่งลิฟต์เลื่อนมาถึงชั้นสามสิบสอง ประตูเปิดออกกว้าง ผมจึงยอมปล่อยปลายนิ้วของน้องอย่างอ้อยอิ่ง แล้วก้าวเดินนำออกจากลิฟต์ด้วยมาดผู้บริหารที่น่าเกรงขาม ทิ้งให้พู่กันหน้าแดงก่ำยืนพิงกำแพงลิฟต์หอบหายใจเบาๆ ราวกับเพิ่งผ่านสถานการณ์วิกฤตมา
---
่บ่ายของวันเดียวกัน ความคิดถึงแก้มกลมๆ ของเด็กฝึกงานตัวน้อยก็ดึงรั้งความสนใจจนผมไม่มีสมาธิทำงานเอกสารอีกต่อไป ผมปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้วยกหูโทรศัพท์ต่อสายถึงเลขานุการทันที
“คุณเก๋ ช่วยเตรียมทีมงานที่เกี่ยวข้องลงไปตรวจความคืบหน้าแบบแปลนโครงการ T-Forest ที่แผนก Creative Design หน่อยครับ ผม้าลงไปดูแบบร่างสามมิติล่าสุดด้วยตัวเองตอนนี้เลย”
“ได้ค่ะบอส เดี๋ยวเก๋แจ้งหัวหน้าแผนกให้เตรียมเอกสารรอต้อนรับนะคะ”
ห้านาทีต่อมา ผมในชุดสูทเนี้ยบกริบเต็มยศก้าวเข้าไปในแผนก Creative Design ทันทีที่ร่างสูงใหญ่ก้าวพ้นขอบประตู บรรยากาศที่เคยพูดคุยกันจอแจก็พลันเงียบสงบลงในพริบตาราวกับมีคนกดปิดสวิตช์เสียง พนักงานทุกคนรีบก้มหน้าก้มตาจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างตั้งอกตั้งใจราวกับ้าเป็พนักงานดีเด่นของปี
ผมก้าวตรงไปยังโต๊ะประชุมกลางแผนกที่มีพี่ส้มและดีไซเนอร์าุโยืนรออยู่ด้วยสีหน้าที่ดูตึงเครียดประหนึ่งลูกแกะรอรับคำพิพากษา
“แบบแปลนโครงสร้างหลัก T-Forest ที่ผมสั่งแก้ไขไปเรียบร้อยแล้วหรือยังครับ”
ผมเอ่ยถามด้วยเสียงทุ้มต่ำและเย็นเฉียบ พลางกวาดสายตามองแผ่นแบบงานบนโต๊ะอย่างประเมิน
“เอ่อ... เสร็จเรียบร้อยในส่วนโครงสร้างภายนอกแล้วค่ะบอส แต่ยังเหลือการปรับแต่งพืชพรรณและทางเดินบางจุดที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ค่ะ...”
พี่ส้มอธิบายเสียงสั่นพลางยื่นแบบแปลนส่งให้ตรวจดู
ผมมองแบบร่างนั้นแล้วส่ายหน้าช้าๆ
“ตรงนี้ระยะห่างจากขอบทางเดินคลาดเคลื่อนไปห้ามิลลิเมตร คอนเซปต์การจัดสวนและแสงเงาก็ยังเรียบเกินไปสำหรับโครงการระดับนี้ ถ้าขืนทำออกมาธรรมดา ลูกค้าคงคิดว่าเราไปจ้างช่างทั่วไปมาจัดสวนแทนที่จะเป็นักออกแบบระดับอาชีพ ไปรื้อคอนเซปต์ส่วนทางเดินมาใหม่ทั้งหมดภายในพรุ่งนี้เช้า ผม้าเห็นงานดีไซน์ที่มีมิติมากกว่านี้”
“ดะ... ได้ค่ะบอส จะรีบแก้ไขเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”
พี่ส้มละล่ำละลักรับคำสั่ง ใบหน้าซีดลงเล็กน้อยพลางส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปหาเพื่อนร่วมงานคนอื่น
หลังจากเดินชี้จุดบกพร่องและติติงผลงานดีไซเนอร์รุ่นพี่คนอื่นจนเสียวสันหลังกันไปครึ่งแผนก ผมก็ขยับตัวก้าวเดินมาหยุดยืนอยู่ที่โต๊ะทำงานส่วนตัวในมุมลึกของพู่กัน คนตัวเล็กที่นั่งหดตัวจนแทบกลืนไปกับเก้าอี้รีบเงยหน้ามองผม ดวงตากลมโตสั่นระริกแฝงไปด้วยความแวววับประหนึ่งกวางน้อยที่กลัวโดนขย้ำ
แต่สำหรับผม... ท่าทางน่าเอ็นดูของพู่กันยามเกร็งจนแก้มกลมๆ ขึ้นสีแดงเรื่อแบบนี้ มันช่างกระตุ้นความรู้สึกหมั่นเขี้ยวจนอยากก้มลงไปฟัดแก้มให้เข็ดจริงๆ
ผมโน้มตัวลงต่ำเล็กน้อยโดยใช้มือขวาค้ำขอบโต๊ะของน้องไว้ จงใจลดระยะห่างลงจนน้องได้กลิ่นน้ำหอมของผม แววตาดุเฉียบขาดที่ใช้ตรวจงานคนอื่นเมื่อครู่เลือนหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความอ่อนโยนที่เปล่งประกายผ่านดวงตา น้ำเสียงทุ้มต่ำแข็งกร้าวเมื่อสิบวินาทีก่อนแปรเปลี่ยนเป็น้ำเสียงทอดนุ่มและอ่อนหวานลงอย่างเห็นได้ชัดจนพนักงานรอบข้างพากันชะงัก
“สำหรับพู่กัน... แบบร่างจำลองระบบแสงสว่าง่กลางคืนของ T-Forest ไปถึงไหนแล้วครับ มีตรงไหนที่ไม่เข้าใจหรือติดขัดบ้างไหม”
พู่กันกะพริบตาปริบๆ ใบหน้าแดงวาบพลางตอบเสียงอึกอัก
“คือ... แบบจำลองแสงสว่างผมปรับแก้ความเข้มแสงและเพิ่มโทนอุ่นตามที่คุณธี... เอ้ย บอสเคยแนะนำแล้วครับ นี่ครับ แบบเรนเดอร์บนหน้าจอคอมพิวเตอร์...”
มือเรียวสวยจับเมาส์คลิกหมุนโมเดลสามมิติให้ผมดูอย่างตั้งใจ
ผมไม่ได้มองภาพบนหน้าจอเลยสักนิด สายตาจับจ้องเพียงเสี้ยวหน้าหวานของเด็กดี แก้มเนียนยังมีรอยสีแดงเรื่อจางๆ หลงเหลือจากเหตุการณ์ในลิฟต์เมื่อเช้า
“ทำได้ดีมากครับ เส้นสายและโทนสีดูอบอุ่นเป็ธรรมชาติสมกับเป็พู่กันจริงๆ เหนื่อยไหมครับวันนี้ ถ้ามีตรงไหนไม่เข้าใจหรือคิดงานไม่ออก... เข้าไปถามผมที่ห้องทำงานได้เสมอนะครับ พี่พร้อมสอนงานให้ตลอด ไม่ต้องเกรงใจ”
ผมเอ่ยประโยคตามใจระดับสองมาตรฐานสุดโต่งออกมาหน้าตาเฉยราวกับเป็ผู้บริหารที่ใจดีที่สุดในโลก ทว่าคำแทนตัวว่า ‘พี่’ ที่เกือบจะหลุดออกมาแต่ผมลดเสียงต่ำกั้นไว้นั้น ทำเอาคนตัวเล็กรีบหันหน้าหนีแดงแป๋ไปถึงใบหู
“ขะ... ขอบคุณครับบอส! ผมจะตั้งใจทำงานให้อย่างดีที่สุดครับ” พู่กันละล่ำละลักแก้เขิน
ขณะเดียวกัน พี่ส้มที่ยืนถือแบบแปลนอยู่ข้างๆ ก็แอบหรี่ตามองสลับระหว่างผมกับพู่กันด้วยแววตาแฝงความจับผิด คิ้วของหัวหน้าแผนกขยับเข้าหากันราวกับกำลังประมวลผลความประหลาดนี้
*ดุคนอื่นจนหน้าซีดเหมือนพายุทอร์นาโดถล่ม แต่พอเดินมาหาเด็กฝึกงานตัวน้อยกลับกลายเป็สายลมอุ่นในฤดูใบไม้ผลิโชยผ่านเนี่ยนะ?*
ผมเหลือบเห็นสายตาสงสัยของพี่ส้ม จึงจำต้องยอมตัดใจดึงตัวกลับมายืนตรง จัดระเบียบสูทแล้วปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบนิ่งไร้ความรู้สึกตามเดิม
“หวังว่าจะได้เห็นความคืบหน้าของโครงการนี้ในทิศทางที่ดีขึ้น... ตั้งใจทำงานกันต่อไปครับ”
ผมเอ่ยทิ้งท้ายเสียงเรียบ ก่อนจะหมุนตัวเดินนำก้าวออกจากแผนกไป ทว่าในใจกลับคิดวางแผนเื่กอดฟัดกระต่ายน้อยในรถสปอร์ตยามเย็นเรียบร้อยแล้ว
---
เวลาเลิกงาน ห้าโมงครึ่ง
รถสปอร์ต Aston Martin Vantage สีชาร์โคลจอดสตาร์ตเครื่องยนต์รอไว้ตรงมุมส่วนตัวของประธานบริหารบนลานจอดรถ VIP ชั้นใต้ดิน บริเวณนี้ค่อนข้างเงียบและสลัว ปราศจากพนักงานทั่วไปลงมาพลุกพล่าน เนื่องจากคนส่วนใหญ่มักใช้ลิฟต์โดยสารฝั่งพนักงานไปยังชั้นจอดรถทั่วไป หรือเดินทางกลับด้วยรถไฟฟ้าทันทีหลังจากสแกนนิ้วเลิกงาน
ผมเคาะนิ้วลงบนพวงมาลัยสปอร์ตตามจังหวะเพลงแจ๊สแ่เบาที่เปิดคลอในห้องโดยสาร สายตาจับจ้องประตูทางออกลิฟต์ด้วยความรอคอย
เพียงครู่เดียว ร่างโปร่งบางของพู่กันก็ก้าวออกมา คนตัวเล็กเดินกึ่งวิ่งหลบๆ ซ่อนๆ คอยแอบตามหลังเสาปูน หันมองซ้ายขวาอย่างระแวดระวังประหนึ่งสายลับลักลอบส่งเอกสารลับข้ามแดน ท่าทางเปิ่นๆ เก้ๆ กังๆ จนเผลอเดินเฉียดชนเหลี่ยมเสาเบาๆ แล้วเอามือกุมหน้าผากลูบปูดๆ ช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียจนผมหลุดหัวเราะในลำคอ
เมื่อน้องเห็นรถของผม พู่กันก็รีบก้าววิ่งมาเปิดประตูฝั่งข้างคนขับแล้วเขยิบเข้ามานั่งอย่างรวดเร็ว ล็อกประตูรถดังฉับแล้วฟุบหน้าลงซบกระเป๋าผ้าสีครีมบนตักพลางหอบหายใจเบาๆ ราวกับเพิ่งวิ่งหนีภัยมา
“รอดแล้ว... เกือบโดนพี่ส้มจับได้แล้วครับคุณธีร์” พู่กันพึมพำเสียงสั่นปนตื่นเต้น
ทันทีที่ประตูปิดสนิท หน้ากากประธานผู้เ็าก็สลายหายไป ผมเอื้อมมือไปปิดไฟหน้าเพื่อความปลอดภัยและความเป็ส่วนตัว ถอดเสื้อสูทนอกโยนส่งไปเบาะหลัง คลายเนกไทให้หลวมออก ก่อนจะขยับตัวโน้มเข้าไปดึงร่างเล็กน่ารักเข้ามาในอ้อมกอดทันที
“อ๊ะ... คุณธีร์ อย่าครับ เดี๋ยวมีคนเห็น”
พู่กันประท้วงอุบอิบพลางยกสองมือขึ้นดันอกของผมไว้ ทว่าแรงเพียงน้อยนิดของน้องมีหรือจะต้านทานหมาใหญ่คลั่งรักอย่างผมได้ ผมกดจมูกลงบนแก้มเนียนใสฟอดใหญ่ ซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่นกลิ่นสบู่เด็กสลับกับประทับจูบข้างกกหูอย่างรักใคร่ จนคนตัวเล็กได้แต่ส่งเสียงงอแงในลำคอและยอมจำนนในอ้อมกอด
“ไม่มีใครเห็นหรอกครับเด็กดี โซนวีไอพีแถวนี้เงียบจะตาย”
ผมกระซิบเสียงทุ้มพลางกระชับอ้อมกอด รั้งร่างนุ่มนิ่มให้มานั่งซบบนตักก่อนจะลูบกลุ่มผมนุ่มเบาๆ
“เมื่อเช้านี้ดื้อจังนะครับ แกล้งทำตัวห่างเหิน หลบตาพี่ แถมยังไปยืนชิดคนอื่นขนาดนั้น”
“ก็... ก็คุณธีร์แกล้งเกี่ยวสะกิดนิ้วก้อยผมในลิฟต์นี่ครับ”
พู่กันทุบอกผมเบาๆ ใบหน้าแดงก่ำประท้วงเสียงเจื้อยแจ้ว
“รู้ไหมครับตอนนั้นผมเกือบหัวใจวายคาลิฟต์อยู่แล้ว พี่ส้มก็ยืนอยู่ข้างๆ แถมยังมีพวกพี่แผนกอื่นเบียดเข้ามาอีก ถ้ามีใครก้มลงมองแล้วเห็นมือเราเกี่ยวกัน... ผมจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนล่ะครับ บอส”
“แต่ปลายนิ้วก้อยของพู่กันก็นุ่มอุ่นดีนะครับ สั่นระริกน่ารักเชียว แถมน้องยังยอมให้พี่เกี่ยวไว้ตั้งหลายชั้นแน่ะ” ผมยั่วเย้า ลอบยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะขณะลูบศีรษะน้องอย่างอ่อนโยน
“ผมไม่ได้ยอมให้เกี่ยวสักหน่อย! กลัวจนเกร็งขยับตัวไม่ไหวต่างหากครับ”
พู่กันบ่นอุบอิบแก้มป่อง ลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดต้นคอจนผมรู้สึกคันยิบในใจ
“แล้วตอนบ่ายล่ะครับ ลงไปตรวจงานแผนกดีไซน์ แต่ทำตัวสองมาตรฐานชัดเจนขนาดนั้น พี่ส้มมองจนตาแทบหลุดแล้วนะบอส ดุพี่ส้มจนหน้าเสียแต่พอเดินมาหาผมกลับพูดเพราะจนคนอื่นทำตัวไม่ถูกเลย”
“ก็พี่เป็ห่วงพู่กันนี่ครับ อยากรู้ว่าทำงานเหนื่อยไหม มีปัญหาอะไรหรือเปล่า คนอื่นถ้าทำงานพลาดก็ต้องโดนตำหนิ แต่เด็กดีของพี่ทั้งตั้งใจและน่ารักขนาดนี้... จะให้พี่ดุลงคอได้ยังไง”
ผมตอบพลางกดจูบขมับของน้องเน้นย้ำด้วยความเอ็นดูอย่างถึงที่สุด
พู่กันซุกอกผมเงียบไปพักหนึ่ง กอดกระเป๋าผ้านิ่งๆ ยอมให้กอดฟัดแก้มใสและลูบแผ่นหลังไปเรื่อยๆ จนกระทั่งยอมผละใบหน้าขึ้นมาสบตากับผม แววตากลมโตคู่นั้นทอประกายความผูกพันและรักใคร่
“คุณธีร์คนสองมาตรฐาน... บอสจอมมารขี้แกล้ง...” พู่กันพึมพำเรียกเสียงหัวเราะเบาๆ จากผม
“รักบอสจอมมารคนนี้ไหมครับ” ผมถามเย้า เลิกคิ้วรอคอยคำตอบ
คนตัวเล็กก้มหน้างุดชิดอกเสื้อของผม ก่อนส่งเสียงงึมงำตอบแ่เบาจนแทบไม่ได้ยิน
“รักครับ... รักที่สุดเลย...”
คำสารภาพรักแสนหวานเรียบง่ายทำให้หัวใจของผมฟูเต้นแรงราวย้อนวัยกลับไปเป็หนุ่มแรกรุ่น ผมกดจูบลงบนหน้าผากมนของพู่กันแ่เบา สูดกลิ่นอายความสุขจากคนในอ้อมกอด ก่อนจะสตาร์ตเครื่องยนต์พา Aston Martin คู่ใจ ขับแล่นออกจากลานจอดรถ มุ่งหน้าฝ่ากระแสจราจรยามเย็นเพื่อไปส่งคนตัวเล็กที่คอนโด
---
แสงไฟหน้ารถ Aston Martin สาดส่องฝ่าแสงสลัวของไฟข้างทาง บรรยากาศในห้องโดยสารอบอวลไปด้วยความเงียบสงบ มีเพียงเสียงดนตรีแจ๊สคลอเบาๆ มือซ้ายของผมประคองพวงมาลัย ขณะที่มือขวาเอื้อมไปกุมมือพู่กันไว้บนคอนโซลกลาง นิ้วมือของเราประสานกันแ่า ถ่ายทอดไออุ่นให้กันและกัน
พู่กันทอดสายตามองละอองฝนบางเบาที่เริ่มโปรยปรายกระทบกระจกใสด้านนอก เม็ดฝนเกาะตัวเป็หยดน้ำสะท้อนแสงไฟระยิบระยับราวกับดวงดาว
ทว่าหยดฝนเ่าั้กลับดึงความทรงจำในอดีตให้ย้อนกลับเข้ามาในใจผมอย่างช้าๆ...
ความลับที่ผมเก็บงำปิดบังพู่กันมาตลอดสามเดือน และไม่คิดจะบอกให้น้องรู้ในตอนนี้ คือเื้ัเหตุการณ์ใต้สายฝนพรำในคืนนั้น
เมื่อสามเดือนก่อน ผมเผชิญกับมรสุมปัญหาทางธุรกิจจนร่างกายอ่อนแอ ค่ำคืนนั้นพายุฝนกระหน่ำตกหนักในซอยเปลี่ยว รถของผมเกิดขัดข้องจนดับสนิทกลางทาง และในตอนนั้นเองที่อาการโรคกระเพาะเกิดกำเริบขึ้นมาเฉียบพลัน ความเ็ปมวนเสียดในช่องท้องรุนแรงจนแทบสิ้นสติ ร่างกายไร้เรี่ยวแรงจนก้าวเดินไม่ไหว ได้แต่ล้มฟุบลงนอนเปียกฝนหนาวเหน็บอยู่ข้างทางเท้าเพียงลำพัง ท่ามกลางความมืดมิดและความเ็ปที่รุมเร้า ผมคิดว่าชีวิตของตัวเองคงต้องมาสิ้นสุดลงที่ซอยเปลี่ยวไร้ผู้คนนี้เสียแล้ว
ทว่าท่ามกลางสติที่กำลังจะดับลง ร่มคันเล็กสีชมพูอ่อนกลับกางบดบังหยาดฝนเหนือศีรษะ
เด็กหนุ่มในชุดนักศึกษามหาวิทยาลัยที่เนื้อตัวชุ่มโชกวิ่งเข้ามาช่วยพยุงผมอย่างทุลักทุเล น้ำเสียงใสแฝงความห่วงใยและกังวลอย่างถึงที่สุดโดยไม่สนใจเลยว่าผมเป็ใคร คนตัวเล็กยอมวิ่งฝ่าสายฝนจนเปียกปอนเพื่อไปซื้อยาบรรเทาอาการโรคกระเพาะและน้ำดื่มมาช่วยป้อนให้ผมประคองสติ ทั้งยังช่วยประสานงานเรียกรถกู้ภัยพาผมส่งโรงพยาบาลได้ทันท่วงที
เด็กหนุ่มผู้กางร่มช่วยชีวิตผมในคืนนั้น... คือพู่กัน
หลังจากพ้นขีดอันตราย ภาพใบหน้าน่ารักที่เต็มไปด้วยความกังวลและเปียกปอนในคืนนั้นก็ฝังรากลึกในหัวใจจนไม่อาจลืมเลือน ผมสั่งให้แผนกบุคคลสืบหาตัวตนของเด็กหนุ่มผู้มีพระคุณคนนั้นทันที และเมื่อเห็นใบสมัครฝึกงานของพู่กันส่งมาที่แผนกดีไซน์ของ T-Group ผมจึงสั่งรับน้องเข้าทำงานโดยตรงโดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนสัมภาษณ์ตามปกติ
คราวแรก ผมเพียง้าดึงพู่กันเข้ามาเพื่อปกป้องและตอบแทนบุญคุณ ทว่าเมื่อได้ใกล้ชิด ได้เห็นความเปิ่นซุ่มซ่ามแสนน่ารัก ความตั้งใจทำงาน และรอยยิ้มสดใสที่คอยเยียวยาความเหนื่อยล้าในแต่ละวัน ความรู้สึกติดค้างเ่าั้ก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็ความรักอันลึกซึ้งแท้จริงจนถอนตัวไม่ขึ้น
ผมกระชับมือที่กุมมือนุ่มของน้องให้แน่นขึ้น พลางลอบมองร่างเล็กที่เริ่มผลอยหลับไปด้วยความเหนื่อยล้า ลมหายใจของพู่กันสม่ำเสมอแ่เบาและสงบนิ่ง
ทว่าลึกๆ ในใจผมยังคงมีความกังวลแฝงอยู่ ผมกลัวว่าหากพู่กันรู้ความจริงเื่คืนฝนตกในอดีต น้องจะคิดว่าความใส่ใจ การดูแล และความรักที่ผมมอบให้ทั้งหมดนี้ เป็เพียงเพราะผม้าชดเชยบุญคุณหรือเปล่า น้องจะคิดว่าผมรักเขาเพราะความกตัญญู ไม่ใช่เพราะตัวตนของเขาจริงๆ หรือเปล่า
ผมไม่มีวันยอมให้พู่กันคิดแบบนั้นเด็ดขาด
เพราะความรู้สึกที่ผมมีให้พู่กันในตอนนี้คือความรักที่แท้จริง รักในความน่ารัก แก้มกลมๆ นิ้วมือนุ่มนิ่ม และความซุ่มซ่ามที่คอยสร้างเสียงหัวเราะ ไม่ใช่เพราะเื่บุญคุณค้ำคอ ผมจึงเลือกเก็บงำเื่นี้ไว้เป็ความลับใต้สายฝนต่อไป รอเวลาที่เหมาะสมและวันที่ความสัมพันธ์ของเรามั่นคงพอที่จะไม่มีสิ่งใดมาสั่นคลอนได้ เมื่อถึงวันนั้น... ผมจะเล่าเื่ความน่ารักและกล้าหาญของกระต่ายน้อยในคืนฝนตกให้ฟังด้วยตัวเอง
“ถึงแล้วครับกระต่ายดื้อของพี่...”
ผมกระซิบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเมื่อรถสปอร์ตจอดสนิทที่หน้าล็อบบี้คอนโดของคนตัวเล็ก
พู่กันกะพริบตาตื่นขึ้นมามองตาแป๋ว ท่าทางงัวเงียขยี้ตาน่าเอ็นดูจนผมอดหมั่นเขี้ยวไม่ได้ โน้มตัวเข้าไปกดจูบขมับและฟัดแก้มเนียนใสอีกฟอดใหญ่เป็การส่งท้าย พู่กันค้อนขวับ รีบคว้ากระเป๋าผ้าสีครีมเตรียมเปิดประตูลงจากรถ
“ขอบคุณที่มาส่งนะครับบอส... เจอกันพรุ่งนี้นะครับ”
พู่กันหันมายิ้มหวานให้ ก่อนจะหลุบตาลงต่ำแอบกระซิบเสียงเบา “ขับรถดีๆ นะครับพี่ธีร์...”
สรรพนามที่เรียกว่า ‘พี่ธีร์’ ทำเอาหัวใจหมาใหญ่คลั่งรักพุ่งทะยานจนแทบอยากตามขึ้นไปฟัดน้องต่อบนห้องให้รู้แล้วรู้รอด
ผมมองตามร่างโปร่งบางที่รีบวิ่งหายเข้าไปในโถงล็อบบี้พลางยิ้มกว้างออกมาด้วยความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
ภายนอกผมอาจเป็บอสจอมมารหน้านิ่งแสนเ็าสำหรับทุกคน... ทว่ายามอยู่กับพู่กันแล้ว ผมยินดีที่จะวางความแข็งกร้าวทั้งหมดลง แล้วเปลี่ยนเป็หมาใหญ่คลั่งรักที่คอยตามใจประคบประหงม และปกป้องกระต่ายน้อยตัวนี้ไปตลอดชีวิต
และวันพรุ่งนี้... ผมตั้งใจจะลงไปตรวจงานสองมาตรฐานที่แผนก Creative Design อีกรอบแน่นอน ให้พี่ส้มหรี่ตามองจนคิ้วขมวดไปเลยก็แล้วกัน