ความเดิมตอนที่แล้ว
ขณะที่จู่ ๆ ก็มีฝนตกหนักจนเกิดน้ำป่าไหลหลาก หวงจิ้งเอินจึงได้นำกำลังคนไปทำคันกั้นน้ำและขุดร่องน้ำที่นอกหมู่บ้านเพื่อป้องกันน้ำไหลทะลักเข้าท่วมจนเขาต้องได้รับาเ็จากเหตุการณ์นี้ โชคดีที่เสี่ยวม่านเข้ามาช่วยเขาไว้ได้ทัน ส่วนแผนการเล่นงานพี่สาวของหลินซานซานก็เป็อันต้องล้มเหลวเนื่องจากหูจิงพบเห็นนางเข้าและหลินจื่อหรานผู้เป็ดั่งพยานก็อยู่ฝั่งเดียวกับน้องสาวคนรอง ทำให้องค์หญิงสามถูกบิดาและคนใกล้ชิดพากันหมางเมินใส่เช้าวันต่อมาก็ถึงกำหนดที่เ้าเมืองน้อยเฉินต้องเดินทางเข้าพบเ้าเมืองหลิน โดยมีผู้นำทั้งสามฝ่ายและบุคคลสำคัญแห่งหนานจิ้งมารวมตัวกันเพื่อต้อนรับว่าที่เ้าเมืองแห่งเยียนเป่ย
ทางด้านหมู่บ้านหัว คุณชายหวงได้รู้สึกตัวขึ้นมาในบ้านไม้หลังหนึ่งซึ่งแตกต่างจากบ้านร้างหลังเดิมที่เขาเคยถูกนำตัวไปกักขังไว้โดยด้านข้างมีอู๋ฉงฉงนั่งฟุบหลับอยู่ที่ขอบเตียง เขาค่อย ๆขยับตัวลุกขึ้นนั่งมองคุณหนูอู๋หลับสนิทด้วยความอ่อนล้า ก่อนจะยิ้มด้วยความเอ็นดูและยื่นมือออกไปจับปอยผมของนางแต่อู๋ฉงฉงรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาและเห็นหวงจิ้งเอินนั่งมองตนอยู่บนเตียงนางจึงโผเข้ากอดเขาจนแน่นด้วยความลืมตัว ..สวบ!..
อู๋ฉงฉง : “ ฮะ! เสี่ยวหวง เ้าฟื้นแล้วเหรอ ข้าเป็ห่วงเ้าแทบแย่แน่ะ ”
หวงจิ้งเอิน : “ โอ๊ะ ๆ เจ็บ ๆ ๆ ”
อู๋ฉงฉง : “ อ๊ะ! ขอโทษ ข้าลืมตัวไปหน่อยน่ะคิดว่าเ้าจะไม่ฟื้นขึ้นมาเสียแล้ว ”
หวงจิ้งเอิน : “ ข้าน่ะกระดูกแข็ง ไม่เป็อะไรง่าย ๆ หรอก ว่าแต่เ้า..ยอมรับแล้วใช่ไหมว่าเป็ห่วงข้าน่ะ ”
..เพียะ!..
อู๋ฉงฉง : “ นี่แน่ะ! ”
หวงจิ้งเอิน : “ โอ๊ย! ฉงฉง เ้าตีข้าทำไมเนี่ยข้าาเ็อยู่นะ ”
หวงจิ้งเอินร้องลั่นเมื่ออู๋ฉงฉงฟาดฝ่ามือไปที่แขนของเขาพร้อมกับทำแววตาดุ
อู๋ฉงฉง : “ ก็ตีนะสิ เ้ายังมีหน้ามาพูดดีอีก รู้ว่าไม่เป็วรยุทธ์ไยไม่รู้จักระวังตัวเองบ้าง หากเ้าเป็อะไรขึ้นมา แล้วข้าจะทำอย่างไรกัน ”
หวงจิ้งเอิน : “ ทำเป็ว่าข้า แล้วใครกันที่ว่ายน้ำไม่เป็แต่กลับวิ่งตามมาจับแขนข้าเสียแน่นไม่กลัวตกน้ำลงไปหรืออย่างไร หนำซ้ำยังคิดะโน้ำตามมาช่วยข้าอีก ”
อู๋ฉงฉง : “ เอ่อ.. ยังไงก็ช่าง แต่เ้าห้ามทำอะไรเสี่ยงๆ แบบนี้อีก ไม่อย่างนั้น.. ”
หวงจิ้งเอิน : “ ก็ได้ ๆ ข้ายอมแล้ว ว่าแต่ฉงฉง นี่ที่ไหน? ”
อู๋ฉงฉง : “ บ้านของเสี่ยวม่านน่ะเดิมทีคนแซ่เจิ้งคนนั้นจะให้เราไปพักที่บ้านของเขา แต่ว่าที่นี่ใกล้กว่า แล้วเ้าก็สลบอยู่”
หวงจิ้งเอิน : “ จริงสิ! ข้าจำได้ว่าก่อนที่จะหมดสติไปนอกจากเสียงแหลม ๆ ของเ้า ก็มีแม่นางเสี่ยวม่านที่เข้ามาช่วยข้า แล้วนี่นางไปไหนเสียแล้วล่ะ?”
อู๋ฉงฉง : “ ไม่รู้สิ คือ.. ข้าเผลอหลับไปน่ะ แต่ก่อนหน้านั้นเหมือนนางจะพูดว่าสมุนไพรใกล้หมดแล้วป่านนี้คงจะอยู่ในป่าด้านนอกกระมัง ”
หวงจิ้งเอิน : “ โอ๊ะ ๆ ๆ เจ็บ ๆ ๆ ”
อู๋ฉงฉง : “ เสี่ยวหวงเ้าเป็อะไร เจ็บแผลเหรอ? ”
หวงจิ้งเอิน : “ ใช่ ข้าเจ็บ เจ็บมากเลย ”
อู๋ฉงฉง : “ งั้นขอข้าดูแผลเ้าหน่อย ”
หวงจิ้งเอินเหลียวมองซ้ายขวา แล้วก็แสร้งโอดโอยเพื่อให้อู๋ฉงฉงเห็นใจซึ่งก็ได้ผล นางค่อย ๆ เปิดเสื้อของเขาแล้วเห็นรอยช้ำที่เกิดจากแรงกระแทกบนแผ่นหลังจึงเกิดความสงสารเห็นใจและอาสาทายาให้ขณะที่หวงจิ้งเอินแสร้งพูดแย้งทั้งที่ใบหน้ายิ้มแย้มอย่างเบิกบานใจที่นางคอยดูแลใกล้ชิด
อู๋ฉงฉง : “ เขียวช้ำขนาดนี้ คงต้องเจ็บมากแน่ ๆงั้นเ้ารอข้าประเดี๋ยว ข้าจะเอายามาทาให้ ”
หวงจิ้งเอิน : “ เอ่อ.. จะดีเหรอ ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดกันนะ ”
อู๋ฉงฉง : “ พูดอย่างกับว่าเ้าทาเองได้อย่างนั้นน่ะ ”
หวงจิ้งเอิน : “ แฮ่.. นั่นสินะ ”
หวงจิ้งเอิน : “ โอ๊ย ๆ เจ็บ ๆ ๆ เ้าเบามือหน่อยสิฉงฉง ”
อู๋ฉงฉง : “ อ๊ะ! เ้าเจ็บเหรอก็ได้ ๆ ข้าจะเบามือ แบบนี้เป็ไง ยังเจ็บอยู่หรือไม่? ”
หวงจิ้งเอิน : “ เอ่อ.. นิดหน่อย แต่ก็ดีขึ้น ”
ดูเหมือนสีหน้าของผู้าเ็จะดูมีความสุขยิ่งกว่าคนธรรมดาอย่างอู๋ฉงฉงทำให้บรรยากาศภายในบ้านหลังนี้คล้ายกับว่ามีคู่สามีภรรยาอาศัยอยู่ด้วยกันไม่มีผิด จนกระทั่งเ้าของบ้านเดินกลับเข้ามาก็จำต้องหยุดชะงักอยู่ที่หน้าประตูซึ่งเปิดค้างไว้และแอบเดินกลับออกไปอย่างเงียบ ๆ เพราะไม่อยากเข้าไปขัดจังหวะคนทั้งสอง
ถัดมาที่จวนเ้าเมืองหนานจิ้ง ณ เรือนหน้าอันโอ่อ่าเมื่อมองเข้าไปจะเห็นทางเดินตรงกลางและมีบัลลังก์ของเ้าเมืองหลินซึ่งตั้งผงาดอยู่ด้านในสุดบรรดาคนสำคัญต่างนั่งเรียงกันบนโต๊ะทรงเตี้ยที่ถูกจัดวางเอาไว้สองฝั่ง โดยบนโต๊ะมีกาน้ำชาถ้วยชาและขนมถูกจัดวางไว้อย่างเป็ระเบียบ ทางฝั่งซ้ายคือที่นั่งของบุรุษ โดยมีองค์ชายใหญ่หลินจื่อหรานนั่งเยื้องลงมาจากผู้เป็บิดาถัดมาคือที่นั่งของเ้าเมืองน้อยเฉินเสวี่ยหยาง ตามมาด้วยเหลียงจิ่งเสียนกับหม่าจิ่นเทารวมทั้งซ่งเผิงจิ่นและหม่าเสียนเย่ทั้งยังมีจางหยวนและองครักษ์แห่งเยียนเป่ยอย่างเฟยิยืนเว้นระยะห่างจากผู้เป็นายไม่ไกลนักแต่ทว่าไร้เงาของเฟยฉีซึ่งถูกวานให้ไปทำภารกิจบางอย่างให้กับเ้าเมืองน้อยเฉิน ส่วนทางฝั่งขวาเป็ที่นั่งของสตรีซึ่งมีชายารองเหลียงซีหม่านั่งเยื้องลงมาจากแท่นบัลลังก์ของเ้าเมืองหลินถัดมาคือที่นั่งขององค์หญิงหลินเพ่ยหนิง ตามมาด้วยองค์หญิงหลินซานซานกับหม่าซูซินและสุดท้ายคือเหลียงเสี่ยวเหยาซึ่งทั้งสองฝั่งนั่งประจันหน้ากันโดยมิอาจหลบสายตาได้
เฉินเสวี่ยหยางนั่งอย่างสง่าโดยแววตาเป็ประกายทุกครั้งที่มองไปยังสตรีฝั่งตรงข้ามซึ่งก็คือหลินเพ่ยหนิงและมีสายตาของคุณชายหม่าแอบมองทั้งสองอยู่เนือง ๆ ขณะที่หลินเพ่ยหนิงนั้นกึ่งมองกึ่งหลบสายตาหวานละมุนของเ้าเมืองน้อยเฉินในเวลาเดียวกัน หลินซานซานก็เฝ้าแอบมองหม่าเสียนเย่อยู่ตลอดเช่นกัน ไม่เพียงเท่านั้นยังมีสายตาคู่งามของสตรีอีกหนึ่งคนที่นั่งอยู่ปลายสุดซึ่งมองมายังบุรุษที่อยู่ไกลนางคือเหลียงเสี่ยวเหยา บุตรสาวบุญธรรมของเหลียงจิ่งเสียนที่เฝ้าแอบมององค์ชายหลินจื่อหรานอยู่เงียบๆ แต่ทว่าเป็แววตาที่ดูสงบเสงี่ยมเจียมตนและเศร้าสร้อยจนหดหู่ หากจะว่าไปแล้ว นี่ช่างเป็การรวมตัวที่พิเศษยิ่งกว่าทุกครั้งไม่นานก็มีเสียงของเ้าเมืองหลินพูดแทรกกลางทำลายความเก้อเขินและเศร้าสร้อยของใครบางคน
หลินหงชุน : “ วันนี้เป็วันดี ที่หนานจิ้งของเราได้ต้อนรับบุคคลสำคัญของเยียนเป่ยข้าขอใช้น้ำชาถ้วยนี้แทนสุราหมื่นไห ดื่มให้กับเ้าเมืองน้อยเฉิน เพื่อแสดงถึงไมตรีอันดีที่หนานจิ้งและเยียนเป่ยมีต่อกันเสมอมาดื่ม.. ”
แล้วทุกคนก็ยกถ้วยชาขึ้นดื่มพร้อมกัน แน่นอนว่าสตรีผู้อ่อนโยนอย่างหลินเพ่ยหนิงเพียงแค่ยกชาขึ้นจิบเล็กน้อยแล้ววางมันลงทันทีที่นางเงยหน้าขึ้น สายตาพลันเหลือบเห็นริมฝีปากเรียวบางบนใบหน้าอันหล่อเหลาของบุรุษฝั่งตรงข้ามนางก็ถึงกับสำลักน้ำชา ..อะแฮก ๆ!..
หลินหงชุน : “ หนิงเอ๋อ เ้ายังไม่หายป่วยหรือ? ”
เหลียงซีหม่า : “ นั่นสิ หน้าแดงเชียว ”
การสำลักอันไร้สุ้มเสียง มีเพียงลมออกมาจากลำคอผ่านริมฝีปากจนทำให้บิดาและคนรอบข้างหันมองนางด้วยความเป็ห่วงหลินเพ่ยหนิงใช้มือป้องปากพลางก้มหน้าเพื่อซ่อนแววตาและใบหน้าที่กำลังแดงเพราะความขวยเขินในขณะที่บุรุษผู้อยู่ฝั่งตรงข้ามกลับอมยิ้มกริ่มด้วยรู้ความคิดในใจขององค์หญิง
หลินเพ่ยหนิง : “ มิได้เ้าค่ะ ลูกดีขึ้นมากแล้วต้องขอบคุณยาของพี่เสียนเย่ แค่ตอนนี้อยู่ท่ามกลางคนมากมายเลยรู้สึกอึดอัดไปบ้างลูกขอออกไปสูดอากาศข้างนอกสักหน่อย ต้องขออภัยทุกท่านด้วยเ้าค่ะ ” (ภาษามือ)
หลินหงชุน : “ ถ้าอย่างนั้น ก็ให้หูจิงตามไปด้วยแล้วกัน ”
หลินเพ่ยหนิง : “ เ้าค่ะ ” (ภาษามือ)
หม่าซูซิน : “ ข้าไปเองเ้าค่ะ ”
หม่าซูซินออกปากขออนุญาตท่านเ้าเมืองเพื่อติดตามองค์หญิงจากนั้นหลินเพ่ยหนิงก็คารวะบิดาและหันมาลาบุรุษผู้เป็คู่หมั้นหมาย แล้วนางก็ก้มหน้าเดินออกไปจากโถงห้องโดยมีสายตาของเฉินเสวี่ยหยางและหม่าเสียนเย่มองตามนางไปสักระยะ
หลินหงชุน : “ เมื่อครู่ นางฝากขอโทษและบอกว่า.. ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ จะออกไปเดินเล่นสูดอากาศ ”
เหลียงซีหม่า : “ เ้าเมืองน้อย ท่านรู้ภาษามือด้วยหรือ? ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ผิด ”
เหลียงซีหม่า : “ ช่างเป็บุญของชาวเยียนเป่ยที่เ้าเมืองน้อยเป็ผู้มากความสามารถฉลาดปราดเปรื่องยิ่งนัก เดิมทีพวกเรากังวลอยู่ว่าทั้งสองคนจะเข้ากันได้ดีหรือไม่แต่เห็นทีเราจะคิดมากไปเอง ”
เหลียงซีหม่าพูดเสริมกับสวามี โดยที่เฉินเสวี่ยหยางนั่งจิบชาด้วยแววตามีรอยยิ้มแฝงนัยใครเลยจะรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เขาอาจเป็คนเดียว ณที่นี้ที่เข้าใจหลินเพ่ยหนิงมากกว่าใครก็ว่าได้
เฉินเสวี่ยหยาง : “ หามิได้ เพราะองค์หญิงงดงามอย่างไม่ปรุงแต่ง ทุกกิริยาจึงไม่ใช่เื่ที่เข้าใจได้ยาก ”
หลินหงชุน : “ นั่นสิ นางเหมือนแม่ของนางไม่มีผิด ”
หลินหงชุนนึกถึงอดีตภรรยาผู้ล่วงลับและหลุดปากเปรยออกมาทำให้เหลียงซีหม่ามีสีหน้าเปลี่ยนไป
หลินหงชุน : “ จะว่าไปแล้ว ข้าก็ไม่ได้พบสหายเก่าเสียนานยามนี้ท่านเ้าเมืองเฉินเป็อย่างไรบ้าง? ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ขอบคุณท่านเ้าเมือง ท่านพ่อสบายดี ก่อนจะมาที่นี่ก็ยังเอ่ยถึงท่านอยู่และฝากคำทักทายมาถึงท่านด้วย อีกไม่นานก็คงตามมาที่นี่ ”
หลินหงชุน : “ จริงสิ!ข้าจะแนะนำบุคคลสำคัญให้ท่านรู้จัก ทางซ้ายของท่านคือองค์ชายหลินจื่อหรานส่วนทางขวาคือแม่ทัพเหลียง เหลียงจิ่งเสียน ถัดไปคือท่านผู้นำหม่าจิ่นเทาและผู้ดูแลฝ่ายการคลังซ่งเผิงจิ่นสุดท้ายคือหม่าเสียนเย่ พวกเขาคือคนสำคัญที่หนานจิ้งเราจะขาดเสียไม่ได้ ”
เฉินเสวี่ยหยางมองใบหน้าคนเ่าั้พลางก้มศีรษะเพื่อเป็การทักทายและให้เกียรติซึ่งหนึ่งในนั้นมีผู้ที่แววตาดูมีลับลมคมในจนต้องหลบสายตาอันเฉียบคมของเฉินเสวี่ยหยางเขาก็คือแม่ทัพเหลียง และอีกคนที่ดูคล้ายไม่พึงใจในการมาของเขานักคือคุณชายสกุลหม่าผู้นั่งอยู่ท้ายสุดหลังจากนั้น เ้าเมืองหลินยังกล่าวถึงบรรดาสตรีที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
หลินหงชุน : “ ส่วนที่นั่งอยู่อีกฝั่ง คนแรกคือชายาข้า เหลียงซีหม่าถัดไปคือองค์หญิงหลินซานซานและที่ลุกไปเมื่อครู่เป็คุณหนูสกุลหม่า หม่าซูซินส่วนคนสุดท้ายคือบุตรีของแม่ทัพเหลียง เหลียงเสี่ยวเหยาสองคนนี้เป็สหายของหนิงเอ๋อ ”
เหลียงซีหม่าก้มศีรษะทักทายเฉินเสวี่ยหยาง ส่วนหลินซานซานหม่าซูซินและเหลียงเสี่ยวเหยาต่างลุกขึ้นคารวะเฉินเสวี่ยหยาง ก่อนที่เขาจะหยิบถ้วยชาแล้วลุกขึ้นกล่าววาจาทักทาย
เฉินเสวี่ยหยาง : “ จากนี้ไป ข้าต้องขอฝากตัวด้วย ”
พูดจบ เฉินเสวี่ยหยางก็ยกชาขึ้นดื่มแล้วหันไปพูดกับเ้าเมืองหลิน
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ที่นี่บรรยากาศดี ดูร่มรื่นนักหากได้เดินชมให้ทั่วคงจะดีไม่น้อย ”
หลินหงชุน : “ ถ้าอย่างนั้น เชิญท่านพักผ่อนตามอัธยาศัยเถิดข้ามีเื่ต้องหารือกับพวกเขาอีกสักหน่อย คืนนี้ยังมีงานเลี้ยงพิเศษเตรียมไว้สำหรับท่านอาหยวน! ”
จางหยวน : “ ขอรับ ”
หลินหงชุน : “ ช่วยเดินไปส่งเ้าเมืองน้อยและพาพวกเขาไปที่เรือนรับรองแทนข้าที ”
จางหยวน : “ ขอรับนายท่าน เ้าเมืองน้อยเชิญทางนี้ขอรับ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เชิญทุกท่านตามสบาย ข้าขอตัว ”
เฉินเสวี่ยหยางวางถ้วยชาหลังจากที่กล่าวลาเ้าเมืองหลินและผู้นำทั้งสามรวมทั้งองค์ชายใหญ่และเหลียงซีหม่า ก่อนที่เขาจะเดินออกไปจากโถงห้อง
ทางด้านหลินเพ่ยหนิงเมื่อนางออกมาจากเรือนหน้าซึ่งเป็ที่รับรองแขกคนสำคัญ นางก็เดินตรงไปยังเรือนพักพร้อมกับลั่วชีชีโดยมีหม่าซูซินที่ก้าวเท้าถี่เพื่อตามนางให้ทันพร้อมกับร้องเรียกนางจากด้านหลัง
หม่าซูซิน : “ นี่.. เพ่ยเพ่ย ท่านรอข้าด้วยสิ ..แฮ่ก ๆ..องค์หญิง ท่านจะรีบไปไหนกัน ข้าเดินตามท่านเหนื่อยเลยเห็นไหมเนี่ย อย่างกับหนีใครอย่างนั้นน่ะ”
หลินเพ่ยหนิง : “ เปล่า ข้า.. ” (ภาษามือ)
หม่าซูซิน : “ ท่าน.. ท่านทำไม ข้าเห็นนะ เขามองท่านตาเนี้ยะหวานเชียวก็รูปงามเสียขนาดนั้น ใครไม่เขินก็แปลกล่ะ ดูสีตาของเขาสิ ถึงจะดูแปลกแต่หากหญิงใดได้มองเป็ต้องหลงใหลกันทุกคนแน่ ”
หลินเพ่ยหนิง : “ พูดอะไรของเ้า ข้าแค่รู้สึกเหนื่อยไม่ได้เขินหรือหนีใครเสียหน่อย ” (ภาษามือ)
หม่าซูซิน : “ นี่ท่านไม่รู้ตัวเลยหรือ ว่าโกหกไม่เก่งน่ะ ”
ลั่วชีชี : “ เรียนคุณหนู คือ..เมื่อคืนองค์หญิงไม่สบายเ้าค่ะ แถมเมื่อเช้ายังถูกขังไว้ในเรือนอีก ถ้าออกมาช้าอีกนิดคงจะไปไม่ทันต้อนรับเ้าเมืองน้อยเฉินแน่ ๆ ”
หม่าซูซิน : “ ฮะ! ใครกันที่มันเล่นพิเรนทร์แบบนั้น? ”
ลั่วชีชี : “ ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันเ้าค่ะข้าเข้าไปช่วยองค์หญิงแต่งตัวอยู่ดี ๆ พอจะออกมา ประตูก็ถูกลงกุญแจจากด้านนอกโชคดีที่กุญแจมันคงเก่า พอผลักหลายครั้งเข้าก็เลยหลุดออกมาเองน่ะเ้าค่ะ ”
หม่าซูซิน : “ ต้องเป็หลินซานซานแน่ ๆ ข้าจะไปเอาเื่นาง”
หม่าซูซินถกแขนเสื้อด้วยท่าทางขึงขังกับสีหน้าหงุดหงิดพลางหันหลังกลับเพื่อไปเอาความกับหลินซานซานทว่าหลินเพ่ยหนิงห้ามนางไว้
หลินเพ่ยหนิง : “ ซูซิน เ้าไม่มีหลักฐานจะไปกล่าวหานางได้อย่างไร? ” (ภาษามือ)
หม่าซูซิน : “ แต่ว่า.. ”
หลินเพ่ยหนิง : “ ช่างเถิด เื่มันก็ผ่านมาแล้ว ” (ภาษามือ)
หม่าซูซิน : “ ท่านก็เป็เสียอย่างนี้ คนคนนั้นถึงได้ย่ามใจรังแกท่านไม่เลิก จริงสิ! ได้ยินว่าท่านไม่สบายแล้วนี่ท่านหายดีแล้วหรือ? ”
หลินเพ่ยหนิง : “ อื้ม พอได้หลับเต็มตา ก็เลยดีขึ้นมาก ” (ภาษามือ)
หม่าซูซิน : “ มิน่าล่ะ สีหน้าดูสดใสไม่เหมือนคนป่วยเลยงั้นก็แปลว่า.. ท่านหนีจริง ๆ สินะ เขาคนนั้นน่ะ คิก ๆ ”
หม่าซูซินพูดหยอกหลินเพ่ยหนิงเพื่อแกล้งให้นางเขินทำให้องค์หญิงที่เพิ่งหลบออกมาอย่างเอียงอายกลับมีใบหน้าแดงก่ำอีกครั้ง ในยามนั้นจางหยวนพาเฉินเสวี่ยหยางพร้อมด้วยเฟยิเดินออกมาเห็นเข้าพอดี แม้จะยืนอยู่ห่าง ๆแต่เฉินเสวี่ยหยางก็ได้ยินทั้งหมดและเขาก็อมยิ้มด้วยความเอ็นดูไม่นานก็มีสาวรับใช้คนหนึ่งเดินเข้ามาคารวะคนทั้งสอง นางคือเสี่ยวจูหรือจูซือฉีสาวรับใช้อีกคนของหลินเพ่ยหนิงพร้อมด้วยหูจิงที่ตามมาสมทบ ทำให้เฉินเสวี่ยหยางสนใจคนทั้งสองจนต้องพินิจมองด้วยความเคลือบแคลงใจ
จูซือฉี : “ องค์หญิง คุณหนูหม่า ”
ลั่วชีชี : “ เสี่ยวจู เ้ามาแล้วเหรอ นี่เ้ากลับมาั้แ่เมื่อไหร่?”
จูซือฉี : “ เพิ่งมาถึงเมื่อครู่นี้เอง ”
หูจิง : “ องค์หญิง ”
คนสวนหูจิงตามมาพบหลินเพ่ยหนิงเช่นปกติเหมือนทุกวันที่นางจะต้องไปยังสถานที่แห่งหนึ่งในเวลานี้พร้อมกับเขาเช่นเดียวกับหม่าซูซินที่เข้าใจสหาย นางจึงปลีกตัวจากไปอย่างรู้ความ
หม่าซูซิน : “ เพ่ยเพ่ย ท่านมีธุระใช่หรือไม่ ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าต้องไปทำธุระให้ท่านลุงน่ะงั้นข้าไม่รบกวนท่านดีกว่า ไว้งานเลี้ยงคืนนี้เราค่อยพบกัน ข้าไปละนะ ”
หลินเพ่ยหนิงพยักหน้าตอบสหาย แล้วหม่าซูซินก็เดินจากไปพร้อมกับจูซือฉีที่เดินตามไปส่งหลังจากนั้น หลินเพ่ยหนิงก็เดินแยกไปอีกทางพร้อมกับคนสวน เป็เวลาเดียวกับที่จางหยวนหันมากล่าวแนะนำบรรดาคนข้างกายของหลินเพ่ยหนิงให้เ้าเมืองน้อยเฉินได้รู้จัก
จางหยวน : “ คนที่เดินไปกับองค์หญิงคือคนสวนชื่อหูจิงขอรับส่วนอีกคนคือลั่วชีชี และสาวรับใช้ที่เดินไปกับคุณหนูหม่าคือจูซือฉี ลั่วชีชีกับเสี่ยวจูเป็คนรับใช้ใกล้ชิดองค์หญิงส่วนหูจิงเขาอยู่รับใช้จวนนี้มาั้แ่อดีตเ้าเมืองเหอยังมีชีวิตอยู่ แต่ข้าจะขอเตือนไว้อย่างเมื่ออยู่ต่อหน้าองค์หญิง อย่าเอ่ยถึงอดีตเ้าเมืองเหอ นี่เป็ข้อห้ามของจวนนี้ขอรับแต่เหตุผล.. ไว้ผ่านไปสักระยะ ท่านก็จะรู้เอง ”
..“ ข้าว่าข้ารู้นะ ”.. เฉินเสวี่ยหยางคิดในใจพลางเพ่งมองหูจิงเป็การพิเศษและเขาก็นึกขึ้นได้ว่าคนคนนี้คล้ายจะเป็คนเดียวกับชายลึกลับที่เขาพบในร้านขายต้นไม้เมื่อคืนก่อนถึงกระนั้นเขาก็ไม่ได้ติดใจสงสัยหูจิงมากนัก ซึ่งแตกต่างจากจูซือฉี
จางหยวน : “ เวลานี้เป็เวลาที่องค์หญิงจะต้องไปที่หอบรรพชนขอรับอดีตเ้าเมืองนางชอบดอกไม้ องค์หญิงเลยไปเปลี่ยนให้ทุกวัน แล้วหูจิงก็เป็คนปลูกและดูแลดอกไม้พวกนั้นขอรับเชิญเ้าเมืองน้อยตามข้ามาด้านนี้ ข้าจะพาไปดูสถานที่อื่นขอรับ ”
เมื่อจางหยวนเดินห่างจากเขา เฉินเสวี่ยหยางก็หยุดฝีเท้าเพื่อพูดคุยกับคนสนิท
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ทางนั้นล่ะ? ”
เฟยิ : “ เ้าเมืองน้อย คงใกล้แล้วขอรับ ”
เพราะเฟยฉีได้รับมอบหมายให้ไปทำอะไรบางอย่าง เฉินเสวี่ยหยางจึงสอบถามความคืบหน้าเมื่อทราบความ เขาก็หันมาเดินตามจางหยวนไปทันที
ฝูตง
ซุนเย่ : “ เ้าว่าอะไรนะ! คนที่ลอบสังหารเฉินลี่ถิงคือคนของที่นี่อย่างนั้นหรือ? ”
ติงเชา : “ ไม่ผิดขอรับ ข้าสืบดูจนรู้ว่ามีกลุ่มมือสังหารฝีมือดีเคลื่อนไหวในเวลานั้นแต่จนบัดนี้พวกเขายังคงหายสาบสูญ ถ้าคาดไม่ผิด คงถูกเยียนเป่ยกำจัดไปแล้วล่ะขอรับ ”
ซุนเย่ : “ หึ! เ้าเมืองเฉิน เสือแก่ยังไงก็เป็เสืออยู่วันยังค่ำ”
ติงเชา : “ ว่าแต่เ้าเมืองน้อยขอรับ คิดว่าเยียนเป่ยจะรู้หรือไม่ว่าคนพวกนั้นเป็คนของที่นี่น่ะขอรับ?”
ซุนเย่ : “ ข้าก็ไม่แน่ใจ แต่คิดว่าน่าจะรู้ ได้ข่าวว่าตอนนี้เฉินเสวี่ยหยางเดินทางไปหนานจิ้งนี่คงเป็เหตุที่พวกเขาไม่อยากเคลื่อนไหว เพราะสิ่งสำคัญในตอนนี้คือการเกี่ยวดองของดินแดนเหนือใต้แต่ใครกันที่ส่งมือสังหารเ่าั้ไปกันแน่นะ?! ”
เ้าเมืองน้อยซุนประหลาดใจกับสิ่งที่ได้ยินเมื่อเหตุการณ์รอบจู่โจมขบวนรถม้าของเฉินลี่ถิงเป็ฝีมือของคนในเมืองแห่งนี้ เขาจึงคิดไม่ตกว่านี่เป็ฝีมือของใครใครที่มีอำนาจมากพอจะสั่งการคนเ่าั้ให้กระทำการอันโง่เขลา เพราะบิดาของเขามิได้มีความคิดจะเป็ปฏิปักษ์กับมหาอำนาจอย่างเยียนเป่ยมิหนำซ้ำเขายังอยู่ในสภาพนอนซมด้วยอาการป่วยจนออกไปไหนไม่ได้ ทำให้ซุนเย่ยิ่งคิดเท่าไรเขาก็ยิ่งมืดแปดด้าน
เรือนรับรอง จวนเ้าเมืองหนานจิ้ง
เฉินเสวี่ยหยางนั่งอ่านตำราอยู่ในเรือนรับรองที่ถูกจัดไว้อย่างเรียบหรูเขากำลังรอใครบางคนอยู่ และไม่นานสององครักษ์ก็เข้ามาแจ้งข่าว
เฟยฉี : “ เ้าเมืองน้อยขอรับ เป็อย่างที่คาดป้ายหยกนั่นถูกสั่งทำจากตลาดมืดขอรับ ส่วนของที่เรานำมา ตอนนี้ถูกขนมาวางไว้ที่นี่เรียบร้อยแล้วขอรับ”
เฟยิ : “ และเื่สามคนนั้น คนของเราสืบได้ว่าลั่วชีชีเป็ลูกของบ่าวในจวนขอรับนางอยู่กับองค์หญิงมาั้แ่เด็ก ดังนั้นในบรรดาสามคนนี้ นางน่าจะเป็คนที่ไว้ใจได้มากที่สุดขอรับ ส่วนคนสวนคนนั้นเคยเป็องครักษ์ของอดีตเ้าเมืองเหอ เมื่อนางจากไป คาดว่าเ้าเมืองหลินคงสั่งให้เขาคอยดูแลคุ้มครององค์หญิงขอรับ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ถ้างั้นก็แปลก ”
เฟยิ : “ แปลกยังไงหรือขอรับ? ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ อดีตเ้าเมืองเหอสิ้นใจที่นอกเมืองอาิอาฉี หากเปลี่ยนเป็ข้า พวกเ้าจะทำอย่างไร? ”
เฟยฉี : “ โธ่! ถามอะไรอย่างนั้นเล่าขอรับหากไม่มีท่าน ข้าก็ไม่ขอมีชีวิตอยู่หรอกขอรับ ท่านอยู่ที่ไหนข้าก็อยู่ที่นั่นน่ะ ”
เฟยิ : “ จริงด้วย! จะเป็ไปได้ไหมขอรับว่านี่จะเป็คำสั่งเสียสุดท้ายของอดีตเ้าเมือง ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ถึงจะฟังไม่สมเกียรติผู้เป็องครักษ์อยู่บ้างแต่ก็อาจเป็ไปได้ ที่แน่ ๆ คือเขาไม่คิดร้ายต่อนาง แล้วจูซือฉีล่ะ? ”
เฟยิ : “ เสี่ยวจูคนนี้แหละขอรับที่แปลกนางเพิ่งเข้ามาอยู่ที่จวนนี้เมื่อปีที่แล้ว เมื่อวันก่อนนางขอออกไปเยี่ยมญาติที่นอกเมืองแต่คนของเราสืบหาเท่าไหร่ก็ไม่พบว่านางเคยมีญาติที่ไหนเลยขอรับ ”
เฟยฉี : “ เสี่ยวจู.. จะใช่คนเดียวกับที่พบในร้านยาเมื่อครู่รึเปล่าน้า..คือ.. ข้าไปซื้อสมุนไพรตามที่เ้าเมืองน้อยสั่งน่ะขอรับ แล้วไปเห็นสตรีท่าทางมีพิรุธคนนึง เถ้าแก่เ้าของร้านเรียกนางว่าเสี่ยวจู แต่ที่แปลกกว่านั้นก็คือของที่นางซื้อไปเป็ยาพิษที่มีฤทธิ์ร้ายแรงน่ะขอรับ เอ๊ะ! ถ้าอย่างนั้นก็.. ”
..กึก! ตึก ๆ ๆ..
เฟยิ : “ ทำไมเ้าไม่พูดให้มันเร็วกว่านี้ ”
ยาพิษ คำคำนี้ทำให้เฉินเสวี่ยหยางถึงกับนั่งไม่ติดสีหน้าของเขาเปลี่ยนและหุนหันออกไปจากห้องทันทีที่ได้ยิน เพราะเขารู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลในตัวสาวรับใช้คนนี้และคิดว่าจูซือฉีอาจวางยาในอาหารขององค์หญิง
ติดตามตอนต่อไป