แสงเช้ายืดเส้นทองคาดขอบกระเบื้องของตลาดใหญ่กลางเมืองเหมือนด้ายดิบที่ถูกขึงตึงกลิ่นฟางใหม่ปนกลิ่นเกลือคละคลุ้งจากร้านซ้ายมือที่ตั้งถุงป่านพะรุงพะรังเสียงล้อเกวียนไม้บดดิน
“ครืด…ครืด…”
ตัดกับเสียงพ่อค้าเรียกลูกค้าเป็จังหวะสั้นๆ ริมลานกลางถูกกางให้โล่งกว่าทุกวัน เพราะวันนี้เป็วัน
“ประมูลเส้นเกลือและแป้ง”
สำหรับหนึ่งฤดูกาลถัดไปธงผ้าบางผืนปักตัวอักษรชื่อกองสินค้าพลิ้วตามลมเหนือเด็กชายสองคนยืนโงนเงนพยายามนับถุงเกลือที่สูงท่วมหัวเสียงหัวเราะคิกคักของพวกเขาตัดกับเสียงถอนหายใจของแม่ค้าที่นั่งลูบขอบถุงแป้งด้วยความกังวล
แท่นไม้เตี้ยถูกตั้งกลางลานมีกลองหนังสองใบวางคู่ แสงน้ำมันที่ทาขอบสะท้อนเป็เงา ใช้ตีเปิดปิดรอบเสนอราคาผู้ประกาศตลาดยืนหลังตรง มือหนึ่งถือฆ้อนไม้ มือหนึ่งถือบันทึกไม้ไผ่เก่าด้านหน้าแท่นมีที่ว่างกว้างสำหรับผู้ที่หมายจะเสนอราคา ทั้งหมดล้อมวงด้วยร้านรวงที่ปลายเพิงถูกดึงให้สูงกว่าปกติเพื่อไม่ให้บังสายตาประชาชนอย่างน้อยตามแผ่นประกาศก็เขียนไว้เช่นนั้น
พ่อค้ารายใหญ่สามสี่คนยืนหน้าสุดเสื้อคลุมปักดิ้นทองหรือเงินสะท้อนแดด เห็นป้ายตราตระกูลหลักห้อยอยู่เอวให้สะดุดตาคนหนึ่งเถ้าแก่ผ้าคลุมทองพิงพัดด้ามงาไว้กับไหล่ สีหน้ายิ้มอุ่นที่ไม่แตะตาเขาเอียงคอคุยเบา ๆ กับคนข้าง ๆ ราวกับมั่นใจอยู่ลึก ๆ ว่าการประมูลวันนี้เป็เพียงพิธีกรรมซ้ำซากชนะั้แ่ยังไม่เริ่ม ส่วนพ่อค้ารายเล็กกลางจับกลุ่มกันด้านขวา บางคนหลุบตาบางคนเกาหลังมือที่ชื้นเหงื่อ แววตาหวาด ๆ ราวกับถูกบังคับให้มาดูพิธีมากกว่ามาแข่งขัน
ลู่หานเดินเข้าสู่ลานตลาดโดยไร้ดาบและหอกไหล่เสื้อผ้าฝ้ายสีเข้มเปื้อนฝุ่นนิด ๆ จากการตรวจเวรเช้า เขาไม่ใส่ชุดหรูไม่ถืออำนาจด้วยเครื่องประดับ แต่ถือ “กฎ” ที่เขียนบนแผ่นไม้ไผ่เรียบหนึ่งแผ่นเหม่ยหลิงเดินข้างด้วยม้วนบันทึก อาหยินหอบถังน้ำเล็กสำหรับเช็ดแท่นและมือคนเซี่ยงชุนเด็กตีกลองยืนรอด้วยมือที่ตั้งนับ
“หนึ่งสองสาม”
เบาๆ กับอากาศยามตื่นเต้น เสมียนกลางหอบหมึกและแผ่นไม้ไผ่พาดบ่า เดินพอดีก้าวเห็นเส้นเืที่ขมับเต้นตามจังหวะลมหายใจอันระวังจับเวลา
ทันทีที่ลู่หานก้าวถึงขอบลานสายตาหลายสิบคู่ไหลมาจับเขา เสียงกระซิบสั้น ๆ เหมือนฝนเม็ดเล็กโปรย
“นั่นเขาเด็กตระกูลรอง…”
“เมื่อวานคืนของต่อหน้าคนทั้งลานวันนี้จะเอาอะไรมาตลาดอีก…”
ลู่หานไม่ได้มองหาคนที่พูดเขากวาดตามองทั้งลานเหมือนอ่านท่วงทำนองโบราณ เสียงที่ได้ยินไม่ใช่ถ้อยคำ หากเป็“จังหวะ”จังหวะของคนที่รอถูกกำหนด จังหวะของผู้ที่คิดว่าตนเองคือผู้กำหนดและจังหวะของผู้ที่หวาดกลัวจะถูกกลืนหายไป
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ภารกิจ: พลิกเกมการค้า]
[เงื่อนไข: สร้างกติกาที่คนยอมรับรวบรวมเสียงรายกลางเล็กเกินครึ่ง]
[รางวัลที่เป็ไปได้:สิทธิ์ผูกขาดเส้นทางเกลือแป้ง หนึ่งฤดูกาล + บันทึกกติกาตลาด (ฉบับเมือง)]
ตัวอักษรทองวาบแล้วกลืนหายไปในหมอกเช้าลู่หานยกคางน้อย ๆ ให้เซี่ยงชุนเด็กนั้นสูดหายใจลึกครั้งเดียวแล้ววางไม้กลองบนิั
“ก๊อง!”
หนึ่งทีผู้ประกาศถามสั้น
“เปิดรอบแรกเส้นเกลือล็อตใหญ่หนึ่งห้า!”
เถ้าแก่ผ้าคลุมทองยกพัดขึ้นกลั้วเสียงยิ้ม
“เพิ่มราคาจากปีที่แล้วสองส่วน”
คนข้างๆ รีบเขียนตาม เสียงบางคนกลืนน้ำลาย แววตาพ่อค้ารายเล็กหลายคนหดแคบ ริมฝีปากแห้ง
ลู่หานยกมือขอพูดผู้ประกาศชั่งใจครู่เดียวภาพพิธีคืนของเมื่อวานยังติดหูก่อนพยักหน้าให้เขาก้าวขึ้นแท่นหนึ่งก้าว ไม่เบียด ไม่แย่ง เพียงยืนที่มุมให้คนทั้งลานเห็น
“ก่อนเสนอราคาข้าขอถามเพียงข้อเดียว”เขาพูดเรียบ “พวกท่านจะซื้อในราคาสูงกว่าปีที่แล้วสองส่วนแล้วจะขายให้ชาวเมืองเท่าใด”
เสียงพึมพำหนาแน่นขึ้นพ่อค้าบางคนเหลือบมองกันเอง เถ้าแก่ผ้าคลุมทองหัวเราะนิ่ม
“ตลาดไร้กฎใครมีอีแปะก็ซื้อได้ อย่าทำวาจาราวกับเ้ายึดเกวียนเสบียงของผู้อื่น”
เหม่ยหลิงยืนชิดด้านข้างเอ่ยเสียงพอให้ผ่านลม
“เสรีจนคนจนอดกฎอยู่ตรงไหน”ประโยคสั้นไปถึงหูท้ายลาน ราวกับลมพัดเปลวไฟให้โชนชั่ววินาที
ลู่หานก้มดูแผ่นไม้ไผ่ในมือเหยียดท่อนแขนให้ทุกคนเห็น
“นี่คือ‘กฎชั่วคราว’ ที่ผู้เฒ่าอนุญาตเมื่อวานการคืนของต่อหน้าพยาน การอ่านรายชื่อดัง ๆและกลองเมืองสามวรรคที่ห้ามเพี้ยน วันนี้ ข้าขอเพิ่ม ‘กติกาตลาด’ ให้เดินคู่กฎนี้”
เถ้าแก่ผ้าคลุมทองเชิดคาง“เ้ามีสิทธิ์อันใดจะเพิ่มกฎ”
“สิทธิ์ของข้าคือทำให้กฎ‘อ่านได้ได้ยินได้’ ต่อหน้าทุกคน” ลู่หานตอบนิ่ง
“สิทธิ์ของท่านคือโต้แย้งต่อหน้าเช่นกันไม่ใช่ในเงามืด”
เขาหันไปหาพ่อค้าระดับกลางเล็ก“และสิทธิ์ของพวกท่าน… คือไม่ต้องถูกกดจนหายใจไม่ออก”
เซี่ยงชุนเคาะกลอง
“ก๊อง…ก๊อง… ก๊อง…”
สามทีเท่ากันเหมือนนับจังหวะเริ่มบทใหม่ ทุกเสียงเงียบบิดเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นบีบลู่หานเอ่ยต่อชัดเจน
“สี่ข้อ…สั้น ๆ”
“หนึ่งกำหนดราคาขั้นต่ำขั้นสูงให้ชัดติดหน้าร้านทุกเ้าที่เข้าร่วม
สองทุกการซื้อขายเสบียงหลักต้องมีพยานสองฝ่ายลงตราแผ่นไม้ไผ่ย่อ ตรวจดูได้ในตลาด
สามรายได้ส่วนหนึ่งเข้ากองกลางช่วยคนยากไร้ในยามขาดแคลน
สี่ข้อพิพาทชำระต่อหน้าสามฝ่ายยามพ่อค้าชาวบ้าน ไม่ใช่ต่อหน้าความกลัว”
คนทั้งลานนิ่งเถ้าแก่ผ้าคลุมทองตวัดพัด
“ไร้สาระนัก!กำหนดเพดานราคาเช่นนี้ตลาดจะตาย ใครจะเสี่ยงลากเกวียนจากต่างเมืองมาหากถูกบังคับให้ขายถูก”
“คนจะตายก่อนตลาดตายหรือไม่”เหม่ยหลิงสวนสั้น น้ำเสียงไม่ร้อน
“หากวันใดข้าวสารสูงจนแม่ค้าเล็กซื้อไม่ไหวท่านจะอธิบายต่อหน้าเด็กหิวเช่นไร”
อาหยินที่ยืนถือตราน้ำอยู่ข้างล่างเงยหน้าดวงตาสั่นเล็กน้อย แต่เธอก้าวออกกลางช่องว่างระหว่างกลุ่มพ่อค้าใบหน้าเรียวยังมีคราบฝุ่นเมื่อคืนติดมุมแก้มเธอยกเสียงที่ยังไม่มั่นใจนักแต่หนักแน่นอยู่ลึก ๆ
“เมื่อวานครอบครัวข้ามีข้าวกินเพราะ ‘กฎคืนของต่อหน้า’ วันนี้ หากราคาสูงจนคนจนซื้อไม่ได้ต่อให้ของเต็มตลาดมันก็เหมือน ‘ไม่มี’ ”
เธอโค้งกายเล็กน้อยแล้วถอยกลับเสียงชาวบ้านบางคนพยักหน้า เสียง “อือ” เบา ๆ วิ่งไล่ไปตามขอบลาน
เถ้าแก่ผ้าคลุมทองขยับเท้าหนึ่งก้าวสีหน้าเย็น
“เ้าใช้คนจนเป็โล่ไม่ต่างจากเมื่อวานที่ใช้การคืนของสร้างชื่อ”
ลู่หานยิ้มช้าๆ เป็ครั้งแรกของเช้านี้ ไม่ใช่ยิ้มปรามาสแต่เป็ยิ้มของคนที่รู้ว่าคำถามถูกถามผิด
“ถ้าข้าทำเพื่อชื่อข้าคงไม่ให้เสมียนกลางอ่านชื่อผู้ตายเมื่อวานต่อหน้าตนเอง”เขาหันไปทางเสมียนกลาง
“อ่านสั้นๆ อีกครั้ง”
เสมียนกลางเปิดแผ่นไม้ไผ่เสียงเขานิ่งคม
“รายชื่อผู้าเ็เจ็ดผู้เสียชีวิตสอง… วันนี้เพิ่มบันทึกใหม่รายชื่อพยานตลาดที่สมัครใจเป็หูตากติกาสี่สิบสามชื่อ”
เสียงผู้คนคล้ายถูกดึงเข้าหากันอย่างเงียบพ่อค้ารายกลางคนหนึ่งชายรูปร่างสันทัด มือหยาบจากการยกกระสอบยกมือะโ
“ข้าจะลงตรา!”
เสียงเขาไม่ได้ดังที่สุดแต่ชัดที่สุด อีกคนยกมือ
“ข้าด้วย!”
ไหล่ที่ห่อของหลายคนคลายลงราวเชือกถูกปล่อยเถ้าแก่ผ้าคลุมทองกัดกราม ไม่ยอมถอย
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ความคืบหน้า: รายชื่อยินยอมเข้ากติกา19/30 เกณฑ์ขั้นต่ำ]
[คำแนะนำ: แสดง ‘ข้อแลกเปลี่ยน’ ที่เป็กฎไม่ใช่เพียงคำสัญญา]
ลู่หานรู้สึกอักษรทองจางหายหลังม่านตาเขาชี้ไปที่แผนที่เล็กในมือเหม่ยหลิง
“ข้อแลกเปลี่ยนของเราไม่ใช่์แต่เป็กฎ”เขาพูดช้า ๆ
“หนึ่งเส้นทางอารักขาเรามียามฝึกพร้อมคุ้มกันขบวนเกวียนในเมืองและรอบเมืองสองคลังสำรองตระกูลรองจะปล่อยเสบียงถ่วงดุลให้ตลาดไม่ผันผวนยามวิกฤตสามผู้ใดฝ่าฝืนกติกา ถูกอ่านชื่อและปรับโทษต่อหน้าสามฝ่าย ไม่ว่าผู้นั้นเป็ใคร”
ชายวัยกลางคนอีกคนขยับยืน“หากตระกูลหลักสั่งให้บีบขายราคาอื่นในเงามืดเล่า”
เหม่ยหลิงขีดวงเล็กบนแผนที่
“เราไม่สู้ในเงามืดให้เขาออกมาหน้าลานหากเขาคัดค้านกติกาต่อหน้าเราจะเปรียบกฎกันต่อหน้าคนทั้งตลาด ใครมีเหตุผลกว่าแพ้ชนะอยู่ตรงนั้น”
เสียงโกลาหลแ่กลายเป็
“อือ”
หนักขึ้นเสียงรองเท้าไม้กระทบดินตามจังหวะใจที่เริ่มตรงกัน เซี่ยงชุนเคาะกลอง “ก๊อง”ทีเดียวเพื่อกดจังหวะให้สม่ำเสมอ
พ่อค้าผ้าคลุมทองยิ้มแข็ง
“งั้นเราก็เล่นตามกติกาข้าเสนอเพิ่มอีกครึ่งส่วนใครจะสู้ก็ตามใจ บันทึกไว้”
เสียงเลขาของเขารีบขีด เสียงอีแปะกระทบถุงผ้าเบาๆ
ลู่หานไม่ไล่ตามราคาเขามิได้หมายจะชนะด้วยเงิน แต่จะชนะด้วยกฎเขายกมือให้เสมียนกลางวางโต๊ะยาวสองตัวหน้าลาน เหม่ยหลิงปักแผ่นไม้ไผ่เขียนคำว่า“ลงตรากติกาตลาด” ตัวใหญ่เรียบง่ายชาวบ้านแห่เข้ามาดูจนต้องให้ยามเวรยกโล่ทำรั้วกั้น
“ใครเข้าร่วมให้ประทับตรามือบนไม้ไผ่นี้”เสมียนกลางประกาศ “พรุ่งนี้ รายชื่อทั้งหมดจะติดหน้าตลาดต่อหน้าตาชาวเมือง”
คนแรกเดินมามือสั่นเล็กน้อย เสมียนกลางประคองน้ำหมึกให้ เขาวางฝ่ามือลง เสียง “ฉึบ”ของหมึกซึมเข้าสู่ไม้ไผ่ดังชัดราวเสียงตราประทับกดบนหนังสัตว์ อีกคนตามมาแล้วอีกคนก็ตามมาไม่ขาด เสียงกระดิ่งของชายชราจากพิธีคืนของดังขึ้นสามครา
“กริ๊ง…กริ๊ง… กริ๊ง…”
ขับความลังเลออกจากใจผู้คนดุจสายลมพัดหมอกให้จางหายสัญญาณเดียวกับที่ช่วยคนเฒ่าเมื่อวันก่อน
เถ้าแก่ผ้าคลุมทองนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนแสยะยิ้มเย็น
“ลงตราไปเถิดวันหน้าอย่าได้มาขอร้องข้าในยามของขาด”
เขาโบกมือลูกน้องสองคนขยับราวจะกระโจนเข้าปะทะยามเวรเพื่อก่อความวุ่นแต่ลู่หานเพียงยกสองนิ้วชี้ลงสัญญาณ “หมุนปีก”แถวโล่ขยับครึ่งก้าวพร้อมกันดุจฟันเฟืองใหญ่ กลายเป็ผนังโค้งแข็งแน่นหากไร้การชนปะทะ ไร้การชักดาบ ไร้เสียงะโ มีเพียง “วินัย” ที่ปรากฏต่อสายตาลูกน้องหยุดฝีเท้าเองดุจคนที่เดินถึงขอบเหวแล้วเห็นความลึกเบื้องล่าง
“อย่าใช้คนเป็กำแพง”ลู่หานหันไปกล่าวกับเถ้าแก่ผ้าคลุมทอง
“หากจะโต้เถียงจงโต้ด้วยเหตุผล”จากนั้นเขาหันไปทางผู้ประกาศ
“ขอหยุดรอบเสนอราคาเพียงครึ่งเค่อเพื่อให้ผู้คนลงตรามือเสียก่อน จากนั้นจึงเริ่มรอบใหม่ภายใต้กติกาเดียวกัน”
ผู้ประกาศมองทั่วลานเห็นแววตาส่วนใหญ่คล้อยตาม จึงพยักหน้า เคาะฆ้อนไม้หนึ่งครั้ง เสียง “ปั๊ก”ก้องใสเหมือนก้อนกรวดตกลงบ่อน้ำ
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ความคืบหน้า: 26/30]
[คำแนะนำ: เติมพยานชุมชนลงในพิธีเพื่อมิให้ผู้ใดกล่าวหาว่า “ปิดหูปิดตา”]
[รางวัลย่อย: แผ่นไม้ “พยานตลาด” สิบชิ้น]
ลู่หานหันไปทางอาหยิน
“ไปเชิญชายชราผู้ถือกระดิ่งและหญิงเ้าของโรงขนม ให้มายืนเป็พยานตลาดข้างโต๊ะ”
อาหยินพยักหน้ารีบวิ่งไป ความว่องไวของนางดุจสายฟ้าแรกแห่งวสันต์ ชายชราเดินมาพร้อมไม้เท้าวางกระดิ่งลงบนโต๊ะ ยิ้มจนรอยย่นข้างตาชัด “ข้าจะ ‘มอง’ และ ‘ฟัง’แทนคนเฒ่าทั้งตรอก” หญิงเ้าของโรงขนมยืนอีกฝั่ง เสียงนางแจ่มใส
“ข้าจะมองแทนแม่ค้ารายเล็กหากใครคิดหลอกลวง กระทะร้อนของข้าก็พร้อมจะฟาด”
ผู้คนหัวเราะเบาๆ ความตึงเครียดค่อยคลายกลายเป็ความกล้า
มือที่ยกขึ้นลงตรามือบนไม้ไผ่เพิ่มทีละคู่ทีละคู่ เสียงเด็กตีกลองดังเบา ๆ
“ตึบ…ตึบ… ตึบ…”
ไม่ใช่จังหวะเรียกศึกหากเป็ “จังหวะนับใจ” ที่ช่วยให้ผู้คนตัดสินใจไปในทางเดียวเซี่ยงชุนเหลือบมองลู่หานทุกสามจังหวะ ลู่หานพยักหน้าทุกอย่างจึงดำเนินไปดุจสายน้ำไหลเอื่อยบนทางลาด
ครั้นครบครึ่งเค่อเสียงเสมียนกลางประกาศ
“ผู้ลงตราเข้าร่วมกติกาตลาดสามสิบเจ็ดราย!”
เสียงโห่รับดังขึ้นพร้อมกันคลื่นผู้คนขยับเหมือนรวงข้าวต้องลมเถ้าแก่ผ้าคลุมทองกัดฟันแน่นเขารู้ว่าการครองราคาถูกงัดออกจากมือแล้ว
“เปิดรอบเสนอราคาใหม่!”ผู้ประกาศเคาะกลอง “ก๊อง!” เสียงหนักปะทะอกผู้ฟัง เถ้าแก่ผ้าคลุมทองยกมือทันที“เพิ่มครึ่งส่วนอีก!” เขายังพยายามยืนในเกมเดิมใช้เงินบีบปากคน
ลู่หานยกมือขึ้น
“ข้าขอเสนอราคาต่ำกว่าปีก่อนครึ่งส่วนแต่มีเงื่อนไขเดียวทุกเ้าที่เข้ากติกาต้องติดป้ายราคาสูงสุดไว้หน้าร้านโดยไม่ฝ่าฝืน”
ตลาดทั้งตลาดเงียบสนิทประหนึ่งถูกกลืนลมหายใจเถ้าแก่ผ้าคลุมทองสะบัดพัดงา
“เพ้อเจ้อ!เช่นนั้นเ้าจะขาดทุนสิ้น”
“เรามีคลังสำรองและกองกลาง”เหม่ยหลิงกล่าวเรียบ
“แม้กำไรน้อยแต่ไม่ถึงกับขาด เราเพียงสละกำไรส่วนเกินเพื่อซื้อเวลา ให้กติกานี้ยืนหยัด”
ชายชรากระดิ่งเขย่าคราหนึ่ง“กริ๊ง!” เสียงใสกังวาน
“หากขาดจริงข้ากับคนเฒ่าในตรอกยังมีแรงช่วยแบกเกวียนข้าวได้”
เสียงหัวเราะทั้งน้ำตาดังขึ้นกลองดังสามจังหวะ
“ก๊อง…ก๊อง… ก๊อง…” สอดรับเสียงปรบมือของชาวบ้าน
เถ้าแก่ผ้าคลุมทองกัดกรามก่อนเอ่ย“ข้าถอนรอบนี้!” เขาปัดชายผ้าแล้วผละไป ลูกน้องไม่กล้าเหลียวหลัง
ผู้ประกาศชั่งใจแต่เสียงส่วนใหญ่ในลานเป็ที่ประจักษ์แล้ว เขาจึงเอ่ย
“รอบเส้นเกลือผู้ชนะคือเครือข่ายกติกาตลาดราคาต่ำกว่าปีก่อนครึ่งส่วน ภายใต้เงื่อนไขป้ายราคาและพยานต่อหน้า…รอบเส้นแป้งเริ่ม!”
เสียงโห่ดังก้องอาหยินปาดเหงื่อที่แก้ม ยิ้มจนตาตี่
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ภารกิจ: พลิกเกมการค้าขั้นแรก สำเร็จ]
[รางวัล: สิทธิ์ผูกขาดเส้นทางเกลือแป้งหนึ่งฤดูกาล (ภายในเขตตระกูลรอง) + บันทึกกติกาตลาด (ฉบับเมือง) + แผ่นไม้“พยานตลาด”]
[ปลดล็อกภารกิจถัดไป: ทำให้กติกา ‘ฟังได้’ผ่านเสียงกลองเมือง]
อักษรทองดับหายไปลู่หานมิได้ยิ้ม เพียงพยักหน้าให้เซี่ยงชุน เด็กตีกลองตีช้า ๆ สม่ำเสมอเสียงนั้นมิใช่ประกาศศึก แต่เป็เสียงแห่งการลงมือจริงรอบเส้นแป้งจึงดำเนินไปอย่างราบรื่นกว่าเพราะผู้คนเพิ่งก้าวพ้นความหวาดกลัวได้ไม่นาน
ระหว่างพักรอบเหม่ยหลิงดึงแขนเสื้อเบา ๆ
“มีเงาเคลื่อนจากปลายตรอกเหนือ”
ลู่หานเหลือบตาเห็นชายสามคนแต่งกายเรียบเกินกว่าจะเป็แรงงาน แต่หยาบเกินกว่าจะเป็เสนา เดินลอบๆ ริมลาน สายตาไม่สนสินค้า หากจ้องเพียงใบหน้าคนที่ลงตรา ลู่หานไม่สั่งให้จับเพียงเคาะปลายนิ้วกับขอบแท่นสามครั้ง
“ตึก… ตึก… ตึก…”
ยามเวรสามนายรับสัญญาณแหวกฝูงชนไปยืนพิงเสาในตำแหน่งที่บังเงาพวกนั้นพอดี ราวกับบอกว่า“เราเห็นเ้าและคนทั้งลานก็จะเห็น หากเ้าคิดทำสิ่งไม่ควรเห็น”
เงานั้นชะงักแล้วล่าถอยช้า ๆ ดุจงูเห็นคมจอบ
อาหยินยื่นน้ำให้พ่อค้าแม่ค้าทีละคนเสียงขอบถังแตะขันโลหะ “กึง” เบา ๆ แทรกตามจุดเงียบเสมียนกลางอ่านชื่อผู้ลงตราใหม่เพิ่มทุกสิบนาทีชายหนุ่มขายเกลือปากแดงจากคาบหมากยืนตัวตรงตอนชื่อร้านของตนถูกอ่านเหมือนทหารที่ยืนรับดาบ สายตาไม่หลบเลี่ยง
ลานตลาดค่อยๆ แปรเปลี่ยน จากที่ผู้คนเคย “กลัวจะเสียสิทธิ์” กลายเป็สถานที่ที่คน“อยากเป็พยาน” ดุจเสาไม้ที่ถูกตอกหมุดเพิ่มจนขื่อแน่นขึ้นลมหายใจของคนทั้งลานตรงกันมากขึ้น ทุกเสียงเล็ก ๆ รวมเป็ภาษาเดียวภาษาแห่ง “กฎ”
ยามบ่ายโครงไม้สำหรับแขวนป้ายราคาถูกช่างไม้ยกมาติดหน้าร้านสองแถวแรกเหม่ยหลิงนำป้ายตัวอย่างขึ้นแขวนเอง นางใช้เส้นอักษรเรียบหนา อ่านออกง่าย
“เกลือเม็ดขั้นต่ำยี่สิบอีแปะสูงสุดห้าสิบอีแปะ
แป้งขั้นต่ำหนึ่งตำลึงเงินสูงสุดสามตำลึงเงิน”
ใต้ป้ายมีช่องสำหรับ
“วันชื่อพยาน”ให้เขียนทุกวัน
เถ้าแก่ผ้าคลุมทองไม่กลับมาที่ลานแต่ข่าวลือแพร่ว่าเขา “กดราคา” อยู่ตรอกหลังเพื่อทำให้ตลาดโกลาหลลู่หานสั่งเสียงสั้น
“อย่าตามไปกดราคาแข่งในตรอกให้แขวนป้ายกติกาไว้ทุกปากซอยให้เซี่ยงชุนเคาะกลองสามจังหวะทุกครึ่งเค่อ พร้อมเสียงกระดิ่งชายชราเพื่อประกาศว่าป้ายราคาใหม่ถูกแขวนแล้ว”
เหม่ยหลิงพยักหน้า“ทำให้เขาเหนื่อยกับภาษาเรา ก่อนเหนื่อยกับเงินของเขา”
พอใกล้ย่ำบ่ายปลายลมเหนือแรงขึ้น ขอบธงแดงเหนือประตูตลาดตึงราวแผ่นผ้าเสียงวังเวงของพลบค่ำเริ่มแทรกจากตรอกไกล ๆเป็เสียงล้อเกวียนที่ผ่อนแรงลงเหมือนคนกำลังจะวางภาระผู้ประกาศยกฆ้อนไม้เคาะปิดพิธีประมูล “ปั๊ก” ครั้งสุดท้ายเสียงโห่เฮมิได้ดังเป็ทะเลเหมือนตอนเช้า หากแต่ลึกและยาวกว่าคล้ายเสียงถอนหายใจโล่งอกของทั้งเมืองที่ได้ “ราคาข้าวปลาอาหารซึ่งฟังได้ อ่านได้”
ผู้แทนสภาเล็กชายวัยกลางคนหน้าตาแข็งราวหินริมธารก้าวมาถึงเงียบๆ ก่อนพิธีสิ้นสุด เขายืนมองั้แ่่ลงตรามือจนถึงแขวนป้ายแรกเห็นผู้คนไม่ะโ ไม่ผลัก ไม่หลั่งโลหิต มีเพียงหมึกและไม้ไผ่เขากล่าวกับลู่หานสั้น ๆ ขณะส่งแผ่นตราไม้เล็ก “สิทธิ์ผูกขาดเส้นทางเกลือแป้งในเขตตระกูลรองหนึ่งฤดูกาล รับรองชั่วคราว” ลู่หานรับด้วยสองมือ “ขอบคุณที่ ‘รับฟัง’ ก่อน‘ตัดสิน’ ” ชายคนนั้นพยักหน้าแล้วก้าวหายไป ดุจก้อนหินกลิ้งจากธารโดยไม่ก่อคลื่น
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ยืนยันรางวัล: สิทธิ์ผูกขาดเปิดใช้]
[คำแนะนำ:อย่าหลงในชัยชนะระยะสั้นให้บันทึก ‘ภาษีใจ’ ของตลาดทุกเจ็ดวัน]
“ภาษีใจ?”
อักษรทองคำสุดท้ายวาบอยู่ในใจลู่หานเขาเข้าใจทันทีมิใช่เงินทอง แต่คือ “ความไว้วางใจ” ที่ต้องเก็บอย่างสม่ำเสมอหากมิได้เก็บ ย่อมสูญเสียแผ่นดินโดยไม่รู้ตัว เขาสั่งเสมียนกลาง “ทุกเจ็ดวันจงบันทึกราคาเฉลี่ย ความพอใจสิบครัวเรือน และข้อพิพาทที่เกิดขึ้น นับเป็ ‘ภาษีใจ’หากเพิ่ม เรายังเป็ผู้ครองเมือง หากลด แปลว่าเรากำลังหลงทาง”
ครั้นยามเย็นแสงอาทิตย์เอียงเป็สีอำพัน ตลาดค่อย ๆ บางตา ช่างไม้เก็บฆ้อนไม้เด็กตีกลองลูบขอบหนังแพะราวกับลูบหัวสัตว์เลี้ยง เขายิ้มแหย ๆ
“มือข้ายังสั่นตอนเคาะสามครั้งแรก”ลู่หานวางมือลงบนไหล่เขา
“มือสั่นได้แต่จังหวะห้ามสั่นจำไว้”
เหม่ยหลิงม้วนแผ่นกติกาสี่ข้อเก็บลงห่อผ้า นางหันมองปลายตรอกเหนือที่เงายาวหลบแสง
“เงาไม่มาหาเราอีกั้แ่ยามบ่าย”ลู่หานพยักหน้า
“เงามิชอบความสว่าง”เขาหันไปสั่งอาหยิน
“ตั้งเวรที่ปากตรอกเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือทุกครึ่งเค่ออย่าให้คนถือพัดงาเข้ามาแล้วหายไปโดยไร้พยาน”
“เ้าค่ะ!”อาหยินเสียงใส นางเริ่มเดินแจกใบไม้เล็ก ๆ ให้แม่ค้าที่สมัครเป็พยานตลาดใบเขียนคำสั้น
“ข้าจะเป็พยาน”พร้อมช่องชื่อและวัน ชายชราผู้ถือกระดิ่งรับใบไปด้วย มือสั่นเล็กน้อยแต่ดวงตากลับมั่นคง
ฟ้าเริ่มไล่เป็สีม่วงคล้ำครั้นผู้คนเบาบาง เงาหนึ่งก้าวออกจากซอกกำแพงอย่างเร่งรีบข้อความพับในผ้าขาวถูกเสียบไว้ตามรอยแตกเสา ไม่นาน อาหยินก็เห็น นางรีบเรียกลู่หานเขาดึงออกด้วยความระวัง กลิ่นควันอ่อน ๆ แตะจมูกอักษรหมึกดำเข้มสองบรรทัดฉายเ็า
“กลองของเมืองเสียงดังเกินไปเงินของเมืองจงไหลขึ้นสู่เนิน”
เหม่ยหลิงขมวดคิ้ว
“ถ้อยคำจากลุ่มน้ำเหนือเขาใช้‘เนิน’ แทน ‘สัน’ อีกแล้ว”
ลู่หานพับผ้าเก็บไม่ซ่อน ไม่ฉีก แต่เสียบไว้ที่ป้ายกติกาให้คนเห็น “หากผู้ใดอยาก ‘ซื้อเสียงกลอง’ของเราก็จงมาซื้อต่อหน้าลาน มิใช่ในเงามืด” คำของเขาดุจกล่าวกับลมมากกว่ากับคน
คืนนั้นเมื่อเรือนใหญ่ตระกูลรองสงบ แสงตะเกียงเรียงเป็ดวงลู่หานเรียกประชุมย่อมใต้เฉลียง เสมียนกลางอ่านบันทึกทั้งวัน ตัวอักษรไม่ยาวแต่หนักแน่น
“ผู้ลงตราสี่สิบเก้ารายการแขวนป้ายสำเร็จยี่สิบห้าร้าน ข้อพิพาทศูนย์ ข่าวลือหนึ่ง:เถ้าแก่ผ้าคลุมทองกดราคาที่ตรอกหลัง”
เหม่ยหลิงคลี่แผนที่
“หากพรุ่งนี้เขายังกดราคาเราไม่ต้องตาม ให้ตั้ง ‘ร้านตัวอย่าง’ หน้าตลาด ขายตามราคาขั้นต่ำสูงแขวนป้ายใหญ่ให้เห็นความต่าง เขาจะเหนื่อยกับการอธิบายตัวเองต่อหน้าผู้คน”
“ทำ”ลู่หานตอบ เขาวางแผ่นตราไม้
“สิทธิ์ผูกขาดเส้นทางเกลือแป้ง”
ลงบนโต๊ะมิใช่เพื่อโอ้อวด แต่เพื่อให้ทุกคนเห็นว่า “กฎ” ที่ร่วมกันตั้งมิใช่เพียงถ้อยคำหากจับต้องได้จริง
ก่อนแยกย้ายเด็กตีกลองยกมือ “คุณชาย… หากมีคนเคาะกลองสี่ครั้งอีกเล่า” ลู่หานสบตาเขา
“หากมีอย่าเคลื่อนไหวจนกว่าจะได้ยิน ‘กริ๊ง’ สามครานำหน้า แล้วจึง ‘ก๊อง’ สามวรรคตาม นั่นคือภาษาเราผู้ที่เคาะสี่กำลังพูดภาษาอื่น อย่าไปตาม”
เซี่ยงชุนยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อยแววตากลับมั่นคง
“เข้าใจแล้วขอรับ”
ลมเหนือพัดชายผ้าธงแดงเหนือประตูเรือนกระเพื่อมยาว ลู่หานเงยหน้า เห็นดาวดวงเล็กแรกโผล่เหนือปลายสนเขาหลับตานับ “หนึ่งสองสาม” ในใจ ก่อนลืมตาด้วยความนิ่งที่มั่นคงยิ่งขึ้นราวคานไม้ที่ถูกตอกหมุดเพิ่มโดยมือที่ไม่มีใครเห็น
ยามดึกลึกเงาคนถือพัดงาเถ้าแก่ผ้าคลุมทองยืนริมตรอกหลังในแสงตะเกียงหม่น เขามองป้าย
“ราคาขั้นต่ำสูง”
ที่แม่ค้ารายเล็กแขวนไว้เส้นหมึกหนาไม่สั่น เขาหัวเราะเบาในคอ แต่แววตาไม่หัวเราะ เขาพึมพำ
“หากปล่อยเด็กตระกูลรองจะเติบโตเกินควบคุม”
เขาล้วงหยิบอีแปะในถุงผ้าขึ้นเต็มกำมือแล้วปล่อยให้ไหลลงทีละน้อย เสียงอีแปะกระทบกันดังแข็งราวฝนลูกเห็บตกบนกระเบื้อง
“เงินของเมืองต้องไหลขึ้นสู่เนิน”
เขาออกคำสั่งแ่เบาต่อเงาใต้ชายคา
“พรุ่งนี้จงจ้างคนป่าวข่าวกล่าวหาว่า ‘กติกาตลาดทำให้เกลือโก่งราคา’ ให้ผู้คนโกรธ ไม่ต้องพิสูจน์เพียงเสียงดังพอ”
เงานั้นพยักหน้าก่อนละลายหายไปกับความมืดคลื่นแรกของศึกข่าวลือกำลังถาโถม
บนเฉลียงลู่หานยืนพิงเสา เหม่ยหลิงวางแผ่น “กติกาตลาด” ฉบับสำรองไว้ข้างกาย นางเอ่ยเนิบช้าราวกำลังชิมรสถ้อยคำ
“วันนี้เราทำให้ผู้คนทั้งอ่านกฎและได้ยินกฎพร้อมกันครั้งแรก”
ลู่หานตอบเบา“พรุ่งนี้ศัตรูจะพยายามทำให้กฎพูดเพี้ยน”
เขาหันไปมองกลองเกราะเหนือ
“หากภาษาของเมืองเพี้ยนเราไม่จำเป็ต้องะโเพียงปรับจังหวะให้ดังก้องพอ โดยมิให้ล้ำเส้น”
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[บันทึก: ‘ภาษาของเมือง’ เริ่มก่อรูป]
[ปลดล็อกภารกิจย่อย:ป้องกันข่าวลือบิดเบือนในตลาด (เช่น ร้านตัวอย่าง ป้ายเปรียบเทียบพยานอ่านออกเสียง)]
ท้องฟ้ายืดยาวสู่เที่ยงคืนเงาไม้ซ้อนกับกำแพงเงียบงัน เซี่ยงชุนทดลองตีกลองที่เรือนยาม
“ก๊อง…ก๊อง… ก๊อง…”
สอดรับเสียง
“กริ๊ง…กริ๊ง… กริ๊ง…”
ของชายชราแต่ไกลสัญญาณที่ทำให้คนเฒ่าในตรอกหายใจตรงจังหวะเดียวกันโดยไม่รู้ตัวลู่หานยิ้มในแววตามิใช่รอยยิ้มแห่งชัยชนะ แต่เป็ยิ้มของผู้ที่รู้ว่า “เมือง”เริ่มหายใจพร้อมกันแล้ว
รุ่งสางถัดมาอากาศเย็นลง หมอกหนาลอยแตะข้อเท้าราวสายไหม ลู่หานพาผู้คนลงตลาดตั้ง“ร้านตัวอย่าง” แขวนป้ายใหญ่ให้เห็นแต่ไกล “ราคาวันนี้ตามกติกา”ใต้ป้ายมีตารางเล็กเปรียบราคาที่คู่แข่งกดไว้ในตรอกหลังกับราคาตามกฎช่องพยานมีชื่อชายชราและหญิงเ้าของโรงขนม ลงลายมือไม่สวยแต่ชัดเจนเหม่ยหลิงเรียกพ่อค้ารายกลางเล็กที่ลังเลเมื่อวานให้มายืนข้างหน้า
“เพื่อไม่ให้เราเป็เพียงปากเดียวให้ผู้คนหาว่าพูดเองเออเอง”
สายหนึ่งผู้ประกาศตลาดวิ่งหน้าตาตื่นพร้อมแผ่นไม้เขียนหมึกเข้ม
“ตระกูลหลักขอเรียกประชุมคณะผู้เฒ่าเื่กติกาตลาด วันนี้ยามบ่าย” เขาส่งแผ่นไม้ให้ลู่หานลู่หานยิ้มบางเร็วกว่าที่คาดเพียงเสี้ยววัน
“ดีต่อหน้า ย่อมดีที่สุด”
เขาพับแผ่นไม้วางในอกเสื้อมองตลาดที่กำลังหายใจตรงจังหวะกลองอย่างสงบ ก่อนหันกลับไปสั่ง
“เสมียนกลางเตรียมบันทึกการค้าของพ่อค้าสามรายที่สมัครใจเปิดเมื่อวานไปอ่านต่อหน้า”
เสมียนกลางรับคำดวงตาคมวาวราวคมดาบที่เพิ่งลับใหม่
เสียงกลอง
“ก๊อง…ก๊อง… ก๊อง…”
จากหอเหนือประสานกับ
“กริ๊ง…กริ๊ง… กริ๊ง…”
ของกระดิ่งชายชราอีกครั้งเมล็ดเกลือในถุงป่านกระทบกันเบา ๆดุจฝนพรำเมืองทั้งเมืองเริ่มวันใหม่ด้วยภาษาเดียวกัน ขณะเดียวกันเงามืดในตรอกก็กำลังตระเตรียมภาษาของตนเองเช่นกัน