ตอนที่ 11 สิ้นหวัง
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เมอร์ลินตัวนิ่งแข็งเหมือนกับหิน เขาไม่อาจยอมรับคำพูดของบาทหลวงอามอร์ธได้
‘รักษาไม่ได้หรอ? ไม่จริงน่า!’
เด็กน้อยเงียบงัน เขาไม่ได้พูดคำใดออกมา แต่ได้แต่คิดในใจ
เขาไม่ได้แทรกผู้ใหญ่ทั้งสองที่กำลังพูดคุยกัน และเขาก็ฉลาดพอที่จะรู้ว่าบาทหลวงอามอร์ธได้ทำมันอย่างเต็มที่แล้ว
บาทหลวงเฒ่าได้ใช้บทสวดชั้นสูงร่ายเวทรักษาออกมา พลังศักดิ์สิทธิ์ที่น่าสะพรึงแม้จะหลอมรวมเข้ากับร่างของอีริก แต่มันก็ไม่ได้ส่งผลใดๆ ดูเหมือนว่าเวทรักษาของเขาจะไม่มีพลังมากพอ อย่างไรเขาก็เป็แค่นักบวชธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
สาเหตุที่ทำให้อีริกอาการหนักนั่นก็เป็เพราะอาการบาทเจ็บที่ศีรษะและอายุที่มากแล้วของเขา
เวทรักษาของบาทหลวงอามอร์ธไม่สามารถยืดอายุให้กับอีริกได้ แต่หากเป็เวทรักษาระดับสูงบางทีอาจจะสามารถยืดชีวิตของชายชราออกไปได้
มีเพียงตัวตนระดับบิชอปขึ้นไปเท่านั้นถึงจะมีความสามารถใช้เวทรักษาระดับสูงได้
แน่นอนว่าตัวตนระดับบิชอปไม่ได้พบเจอได้ทั่วไป ต่อให้เป็เมืองใหญ่ของอาณาจักรก็ไม่แน่ว่าจะมีบิชอปปรากฏตัวอยู่ที่นั่น แต่หากเปลี่ยนเป็นครศักดิ์สิทธิ์แล้วล่ะก็ พวกเขาก็จะพบกับนับบวชชั้นสูงได้มากมาย กระทั่งพระคาร์ดินัลก็มีโอกาสจะพบเห็นได้สักครั้ง
ดินแดนแห่งนี้มีอาณาจักรอยู่นับร้อย แต่ละอาณาจักรล้วนมีสมาชิกระดับสูงของศาสนจักรประจำอยู่ทั้งสิ้น เพียงแต่สมาชิกท่านนั้นจะอยู่ในระดับใดก็ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของอาณาจักรนั้นๆ เช่นกัน
ชาวบ้านทั่วไปอย่างอีริกย่อมไม่มีโอกาสได้รับเกียรติได้รับการรักษากับสมาชิกระดับสูงของศาสนจักรเป็แน่ แม้แต่บาทหลวงอามอร์ธเองก็ยังไม่มีคุณสมบัตินั้น
ใบหน้าที่อ่อนแรงของอีริกผินมองไปทางเด็กน้อย เมื่อเห็นท่าทางของอีกฝ่ายเขาก็สามารถคาดเดาความคิดได้
ชะตาของเด็กคนนี้จะอาภัพนัก เมื่อไม่กี่ปีก่อนเขาได้สูญเสียพ่อแม่ไปแล้ว ตอนนี้เขากำลังจะสูญเสียอีริกไปอีก
“เมอร์ลิน ฉันขอคุยอะไรส่วนตัวกับบาทหลวงอามอร์ธหน่อย” อีริกกล่าวออกมาด้วยใบหน้าที่ซีดเซียว
เมอร์ลินไม่ได้ตอบ แต่เขาพยักหน้าแล้วเดินออกไปจากบ้าน เขาไปที่โรงไม้แล้วเก็บตัวอยู่ข้างในนั้นเงียบๆ
“ดูเหมือนว่านายจะเตรียมใจเอาไว้แล้ว เอาล่ะ เมื่อฉันไม่สามารถรักษานายได้ นายจะให้ฉันช่วยเหลือเด็กคนนั้นหลังจากที่นายกลับไปใช่หรือไม่?” บาทหลวงอามอร์ธเอ่ยถาม
ทว่าอีริกกลับส่ายหน้าไปมาอย่างอ่อนแรง
“ไม่ต้องหรอก ฉันไม่้าให้เขาเข้าร่วมกับศาสนจักร ขอเพียงแค่เขาสามารถใช้ชีวิตเป็คนธรรมดาได้ก็พอแล้ว” อีริกกล่าว
“นายจะเอาอย่างนั้นจริงๆ หรอ? หากนายจากไปฉันคิดว่าเขาไม่สามารถใช้ชีวิตคนเดียวได้หรอก เขายังเป็แค่เด็กนะอีริก”
“เชื่อฉันเถอะว่าเขาสามารถเอาตัวรอดได้” อีริกยังยืนยันความคิดของเขา
แน่นอนว่าเมอร์ลินไม่สามารถเข้าร่วมกับศาสนจักรได้ แม้บาทหลวงอามอร์ธ้าให้เขาเดินในเส้นทางของนักบวช แต่มันไม่มีทางทำแบบนั้นได้อย่างแน่เพราะเด็กน้อยจะต้องถูกจับได้และถูกล้างสมองจนกลายเป็เอ็กโซซิสในที่สุด
การเป็เอ็กโซซิสนั้นไม่ต่างไปจากการทำลายชีวิตนี้ของเขา เมอร์ลินจะต้องกลายเป็อีกคนหนึ่งที่ไม่ใช่เขา ซึ่งอีริกไม่้าให้ชีวิตของหลานชายเป็อย่างนั้น
“เอาเถอะ ถ้ามีอะไรให้ฉันช่วยนายสามารถบอกฉันได้” บาทหลวงอามอร์ธกล่าวอย่างจนใจ อย่างไรนั่นก็เป็ชีวิตครอบครัวของคนอื่น เขานั้นเป็คนนอกเท่านั้น ต่อให้มีเมตตาขนาดไหน เขาก็ไม่สามารถช่วยเหลือคนที่ไม่ยอมรับความช่วยเหลือได้
พวกเขาพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่บาทหลวงอามอร์ธจะจากไป
เมอร์ลินมองแผ่นหลังของบาทหลวงชราลับหายไปจากโรงไม้นั้น เขาเหยียดตัวลุกขึ้น หลังจากนั้นก็เดินเข้าไปในบ้าน
เขามองอีริกที่หลับอยู่ ใบหน้าของเขาดูอ่อนแรงเป็อย่างมาก าแบนหน้าผากดูเหมือนจะสมานเข้าหากันจนเกิดเป็รอยแผลเป็เนื่องจากเวทรักษาของบาทหลวงอามอร์ธ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังไม่สามารถรักษาอีริกได้อยู่ดี
ตามที่บาทหลวงอามอร์ธพูด อีริกอาจจะอยู่ได้อีกไม่กี่วัน
เมอร์ลินเดินกลับไปที่เตียงของตนเองอย่างเงียบๆ
“ฉันจะสามารถทำอะไรได้บ้าง?” เด็กน้อยกล่าวพึมพำ
อย่างไรเขาก็ตระหนักว่าตนเองยังคงเป็แค่เด็กน้อย เขาไม่สามารถทำอะไรกับเหตุการณ์นี้ได้
“แม้แต่บาทหลวงยังถอดใจ หรือว่าฉันจะต้องสูญเสียอีริกไปอีกคนจริงๆ” เมอร์ลินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อย
ตอนนี้เขากำลังรู้สึกเกลียดตนเองที่ทำอะไรไม่ได้เลย เกลียดที่ตนเองยังคงเป็เด็กน้อย ไม่อย่างนั้นเขาคงจะสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด เมอร์ลินยังคงขบคิดอยู่เงียบๆ ตรงนั้น บรรยากาศรอบตัวของเขาดูมืดหม่นเป็อย่างมาก นี่แทบจะต่างจากท่าทางของเขาในวันก่อนอย่างลิบลับ
ทว่าในตอนนั้นเองความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามา
“หากพลังศักดิ์สิทธิ์ไม่สามารถรักษาเขาได้ ถ้าอย่างนั้นหากมันเป็พลังเวทมนตร์ล่ะ?”
เมอร์ลินเกิดความคิดบ้าๆ ขึ้นมา
ตลอดเวลาที่ผ่านมา แม้เขาจะเป็เด็กน้อยแต่เขาก็พยายามจะสืบหาความจริงการตายของพ่อแม่ ซึ่งจอร์นก็ไม่ได้ทำให้เขาผิดหวัง เขาได้ทิ้งข้อความให้กับเมอร์ลินก่อนจากไป นั่นทำให้เขาได้รับรู้ว่าภัยพิบัติของครอบครัวเกิดขึ้นจากการใช้เวทมนตร์รักษาคน
“ถ้าเกิดว่าเวทมนตร์สามารถรักษาคนได้ ...”
“ถ้าหากแม่ของฉันเป็แม่มด ...”
“บางทีนั้นก็อาจใช้เวทมนตร์ได้เหมือนกัน”
ดวงตาของเมอร์ลินสว่างขึ้นหลังจากความคิดนี้แล่นเข้ามา
“แต่เวทมนตร์มันใช้ได้ง่ายแบบนั้นเลยหรอ? ถ้ามันเป็แบบนั้นทำไมตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันถึงไม่สามารถใช้มันได้ล่ะ”
“อย่าโง่สิเมอร์ลิน ทุกอย่างนั้นต้องเกิดจากการฝึกฝน แม้แต่การเรียนก็ยังต้องฝึกฝน”
เมอร์ลินพูดคุยคนเดียวอย่างกับคนบ้า เขาหันไปมองอีริกเป็ครั้งคราว
“บางทีที่บ้านเก่าของฉันอาจจะหลงเหลือตำราบางอย่างของแม่เอาไว้”
“บางทีนี่อาจเป็ความหวังเดียวที่ฉันจะช่วยอีริกได้”
เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาก็ไม่ลังเลที่จะลุกขึ้นมาแล้วเดินไปที่เตียงของอีริกเพื่อเช็คดูอาการอีกครั้ง
แม้เมอร์ลินจะไม่ใช่หมอ แต่เขาก็พอจะรู้ว่าอีริกนั้นไม่ได้อยู่ในสภาพที่ดีนัก
“ฉันต้องกลับไปที่นั่น”
แล้วเมอร์ลินก็ตัดสินใจเดินทางกลับไปที่บ้านเดิมของเขาในวันนั้น