นิสัยข้าเปลี่ยนยาก

    บทที่ ๑๒ ออกเดินทาง...กลับเมืองหลวง (2)

             

            เมื่อเทียบจากขนาดทั่วไปแล้วโรงเตี๊ยมแห่งนี้ใหญ่ไม่แพ้โรงเตี๊ยมใดในเขตเมืองหลวงเนื่องจากเป็นที่พักแห่งเดียวและแห่งสุดท้ายก่อนออกเดินทางข้ามเขตภูเขาสูงชันไปยังมณฑลส่านซี

            บรรดาขบวนเดินทางจากต่างเมืองรวมไปถึงขบวนพ่อค้าจากทุกสารทิศ ส่วนใหญ่หยุดพักค้างแรมกันที่นี่จากนั้นค่อยเดินทางต่อไปยังเหอหนานฝั่งตะวันออกและเสฉวนฝั่งตะวันตก

            ดังนั้นเวลานี้จึงมีผู้คนเข้าออกโรงเตี๊ยมกันอย่างคึกคัก

            ขณะที่จ้าวมู่อวิ๋นกำลังก้าวเท้าออกจากโรงเตี๊ยมไปอย่างรีบร้อนไม่คาดคิดว่าจะถูกชนเข้าอย่างไม่ทันระวัง กระทั่งศีรษะของเขากระแทกขอบโต๊ะด้านหลังทั้งยังถูกเด็กหญิงผู้หนึ่งทับลงมาอีกด้วย

            นางรีบร้อนเอ่ย"ขออภัยเจ้าค่ะ เป็นข้าไม่ระวังวิ่งชนคุณชาย ขออภัยจริงๆ เจ้าค่ะ"

            มองไปแล้วก็แค่คุณหนูน้อยเซ่อซ่าผู้หนึ่งไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากคุณหนูทั่วไป เห็นนางสำนึกผิดเช่นนี้ก็ดีแล้วเขาไม่ได้ถือสาไปต่อว่านางให้เสียงานใหญ่

            ทว่าเวลานั้นเข้าถึงกับชะงักมีบางอย่างไม่ถูกต้อง

            ถึงเด็กหญิงตรงหน้าจะเผยยิ้มชวนให้คนหลงใหลเพียงใดแววตานางกลับแฝงไปด้วยความหลอกลวงเหมือนกับแววตาของมารดาเขายามมองผู้อื่นเป็นเพียงขยะน่ารังเกียจชิ้นหนึ่งไม่ผิด

            และสถานการณ์เช่นนี้เสียงหัวเราะคิกคักชอบอกชอบใจก็ดังตามมาเป็นเด็กสาวในอาภรณ์ชุดน้ำตาลสลับขาวผู้มาใหม่

            แน่นอนว่าจ้าวมู่อวิ๋นไม่รู้จักเหรินอันอันอีกฝ่ายกำลังหัวเราะเยาะหลินหลานหรูอย่างบ้าคลั่งก่อนจะเดินผ่านหน้าทุกคนขึ้นบันไดไปบนชั้นสอง

            จ้าวมู่อวิ๋นคิดไปว่าเด็กสาวผู้นั้นกำลังหัวเราะเยาะตนแม้ในใจจะรู้สึกไม่สบอารมณ์เพียงใด แต่ยังเก็บสีหน้านิ่งเฉยเอาไว้อยู่

            รอจนสาวใช้ของเด็กหญิงตรงหน้าจ้าวมู่อวิ๋นช่วยพยุงนางลุกขึ้นยืนเขาจึงลุกขึ้นตาม โดยมีผู้ติดตามของเขายืนคุมเชิงด้านหลังถึงห้าคนเมื่อเห็นนางจ้องมาไม่ละสายตาจึงแสร้งส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร

            ชั่วครู่ต่อมาก็ได้ยินนางขยับปากเอ่ยอย่างตื่นตะลึงพลางชี้นิ้วขาวผ่องมาที่ไหล่ของเขา "เลือดท่านหรือ?"

            จ้าวมู่อวิ๋นแตะศีรษะตัวเองก่อนสัมผัสได้ถึงความเย็นแฉะและกลิ่นคาวเลือดอืม คงจะใช่เลือดของเขานี่แหละกระมัง

            เวลานั้นจู่ๆนางก็ยื่นผ้าเช็ดหน้าส่งมาให้ ใบหน้ายังอาบรอยยิ้มไม่เปลี่ยนเพียงแต่แววตาหลอกลวงผู้คนก่อนหน้าได้หายไปแล้วในนั้นมีแต่ประกายความใสซื่อแฝงด้วยความอ่อนแอเผยให้เห็น จนถึงตอนนี้เขารู้สึกรังเกียจนางยิ่งนักยิ่งมองยิ่งรู้สึกชิงชัง ราวกับมารดาของเขามายืนตรงหน้า

            จ้าวมู่อวิ๋นรับผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดจากมือนางอย่างไม่เสียมารยาทกำลังจะเอ่ยขอบคุณแต่คนตรงหน้ากลับถูกบุรุษชุดดำผู้หนึ่งหิ้วคอเสื้อจากด้านหลังขึ้นอย่างกักขฬะก่อนจะพานางขึ้นบันไดไปยังห้องพักชั้นบนอย่างรวดเร็ว

            เขาถึงกับขมวดคิ้วสีหน้าของนางยามที่ตื่นตระหนกเผยความหวาดกลัวเพียงชั่วพริบตาแต่ก็มากพอให้คนใจกระตุกตาม

            ดังนั้นจ้าวมู่อวิ๋นจึงรู้สึกว่ามันกวนใจเขายิ่งเผลอมองตามคนเหล่านั้นจนลับสายตา

            น่าเสียดายที่วันนี้เขายังมีธุระต้องรีบไปต่อจึงออกจากโรงเตี๊ยมโดยมีผู้ติดตามอีกนับสิบคนรออยู่ด้านนอก ไม่เช่นนั้นคงได้เล่นเป็นเพื่อนนางระบายความชิงชังในใจเขาสักหน่อย

            ...คล้อยหลังจ้าวมู่อวิ๋นไปแล้วชายวัยกลางคนหนวดเครารุงรังผู้หนึ่งวางจอกสุราในมือลงบนโต๊ะให้สัญญาณกับพรรคพวกอีกสามคนก่อนหยิบกระบี่เดินออกจากโรงเตี๊ยม

             

             

            เกาฟังหิ้วคอเสื้อหลินหลานหรูเดินไปไม่หยุดกระทั่งเข้าไปในห้องพักส่วนของนางถึงได้ปล่อย

            ตลอดทางหลินหลานหรูไม่ได้โวยวายออกมาแต่เก็บงำความไม่พอใจนี้เอาไว้

            ทันทีที่เกาฟังปล่อยหลินหลานหรูเป็นอิสระนางหันกลับไปผลักหน้าท้องเขาสุดแรงเกิด ต่อจากนั้นก็ตามด้วยเท้าเตะซ้ำรัวๆทว่านางเตะไปก็เท่านั้น เจ้าบัดซบนี่ยังคงสีหน้าไม่รู้สึกรู้สาอะไร

            "มีอะไรก็พูดมา!เจ้าหิ้วข้าขึ้นมาอย่างกับหมา เหตุใดถึงไม่ไว้หน้าข้าบ้างเจ้าเป็นเช่นนี้มากี่รอบแล้ว จะให้ข้าอดทนไปถึงเมื่อไรหรือต้องให้ฆ่าพี่น้องเจ้าเพิ่มอีกคนเจ้าถึงจะเกรงกลัวข้า!เกาฟังเจ้าได้ยินที่ข้าพูดหรือไม่!" นางโกรธจัดแล้วจริงๆ

            เมื่อเกาฟังไม่มีปฏิกิริยาใดตอบกลับนางก็หันหลังให้เขาก่อนยกเท้าถีบเก้าอี้จนล้มด้วยความหงุดหงิด

            เกาฟังเพิ่งเคยเห็นหลินหลานหรูหัวเสียเป็นครั้งแรกจึงชะงักไปเล็กน้อยการที่นางเอ่ยถึงพี่น้อง จี้ได้ตรงจุดยิ่ง เพียงแต่ไม่อาจโต้กลับในสภาพเช่นนี้

            แม้จะเคยได้ยินจากปากเฉิงอิ้นมาแล้วก็ตาม 'หากคุณหนูโมโหขึ้นมาอย่าตอบกลับอย่างไร้เหตุผล ถ้าไม่รู้ว่าควรจัดการอย่างไรให้เงียบไว้ก่อนรอนางควบคุมอารมณ์ตัวเองได้แล้ว จากนั้นจะเอ่ยสิ่งใดค่อยว่ากันอีกที'

            รอจนไหล่ทั้งสองข้างของหลินหลานหรูหยุดขยับตามแรงหายใจเกาฟังจึงเริ่มเอ่ย "ข้าผิดที่หิ้วเจ้าขึ้นมาอย่างนั้นด้านล่างเหตุการณ์คับขันไม่มีเวลาอธิบาย"

            หลินหลานหรูยังคงหันหลังให้เกาฟังเช่นเดิมเพียงเอ่ยเสียงเย็นว่า "ข้ากำลังรอฟังคำอธิบายจากเจ้า"

            เกาฟังวางกระบี่ลงบนโต๊ะก่อนเอ่ยต่อ"ด้านล่างข้าเห็นคนของพรรคมาร เป็นไปได้ว่าพวกเขากำลังตามคุณชายน้อยผู้นั้นอยู่"

            หลินหลานหรูเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ควรระบุเป็นเหตุการณ์คับขันถึงขั้นหิ้วนางขึ้นมาต่อหน้าคุณชายผู้นั้นต่อให้นางไม่เห็นคุณชายผู้นั้นอยู่ในสายตาก็ไม่ควรเสียมารยาทสร้างศัตรูโดยไม่จำเป็น

            "แล้วเกี่ยวข้องอันใดกับข้าคุยกันแค่ไม่กี่ประโยค พรรคมารคงไม่เหมารวมข้าเป็นพวกเดียวกันกับเขากระมัง"

            "มีคนหนึ่งในนั้นมองเจ้า"เกาฟังเว้นช่วงเอ่ยให้ชัดขึ้น "พวกมันรู้จักเจ้า"

            ประโยคหลังนี้ของเกาฟังชัดเจนจนหลินหลานหรูรู้สึกคอแห้งขึ้นมากะทันหันนางคว้ากาน้ำอุ่นบนโต๊ะรินดื่ม ขณะเดียวกันก็ครุ่นคิดเรื่องนี้ไปด้วย เมื่อเริ่มเห็นเค้าลางของความยุ่งยากแล้วจึงเอ่ยกลบเกลื่อน"ข้าไม่รู้จักคนของพรรคมาร ยิ่งไม่เคยข้องแวะด้วย"

            แต่ถ้าเป็นต้นเหตุให้สำนักคุณธรรมบุกพรรคมารนั้นใช่สิบวันก่อนเพิ่งสลัดมือสังหารที่ลอบตามขบวนมาอย่างลับๆ ได้สำเร็จมาตอนนี้ยังต้องรับมือกับพรรคมารอีกหรือ อย่าหาเรื่องใสตัวจะดีกว่า

            "เอาเถิด ระแวงไปก็เท่านั้นไม่ว่าอย่างไรวันนี้ก็ต้องพัก รอพรุ่งนี้ค่อยออกเดินทาง"

            ฮะ? ระแวงไปก็เท่านั้นรึข้าพูดออกมาได้อย่างไร ไม่ได้! ต้องวางแผนรับมือรอบด้าน!

            หลังจากนั้นหลินหลานหรูก็หลับไปในช่วงพลบค่ำพอตกดึกขึ้นมาจึงนอนไม่หลับ สุดท้ายตัดสินใจสลัดผ้าห่มออกแล้ววางเท้าลงจากเตียงเดินตรงไปเปิดหน้าต่างทุกบาน เพื่อให้ทั้งห้องสว่างขึ้นเล็กน้อยก่อนเดินหายไปยังมุมหนึ่งของห้อง

            ล่วงเข้ายามจื่อ[1] ภายในห้องปรากฏเงาดำของบุคคลที่สามย่องเบาผ่านหน้าต่างมาอย่างเงียบเชียบพอเห็นว่าบนเตียงว่างเปล่าก็ตระหนักถึงกับดักทันทีทว่าไม่ทันกระโดดหนีปลายกระบี่ดำของเกาฟังก็จ่อยังลำคอผู้บุกรุกแล้ว

            หลินหลานหรูเดินจุดเทียนอย่างไม่รีบร้อนเมื่อครู่เล่นหมากล้อมชนะเกาฟังไปสิบเอ็ดรอบจึงรู้สึกขี้เกียจเล็กน้อย

            รอจนทั้งห้องสว่างตัวตนผู้บุกรุกจึงเปิดเผยในที่สุด "เหริน-อัน-อัน? เหตุใดเป็นเจ้า"

            "ข้า...ข้าแค่...ข้าแค่นอนไม่หลับเลยอยากชวนเจ้าออกไปเดินเล่นผิดด้วยเหรอ!"เหรินอันอันยกข้ออ้างมากล่าวเป็นชุด

            ผิดสิผิดที่เจ้าถือมีดในมือแล้วปีนหน้าต่างมาชวนข้าเงียบๆ นี่แหละ หลินหลานหรูหรี่ตามองคุณหนูเหรินอย่างไม่เชื่อถือต่อมาก็เปลี่ยนสีหน้าพร้อมฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์ "ก็ได้ข้าจะออกไปเดินเล่นเป็นเพื่อนเจ้า"

            กล่าวจบหลินหลานหรูเดินนำออกจากห้องทันที

            ดังนั้นสองคุณหนูจึงลอบออกจากโรงเตี๊ยมกลางดึกตามกันออกไปยังท้ายป่าหลังโรงเตี๊ยม โดยมีเกาฟังเดินตามไปติดๆ

            "ข้าได้ยินมาว่าตำบลนี้มีเด็กผู้หญิงอายุไม่เกินสิบขวบหายไปทุกคืน"เหรินอันอันไม่ได้คิดออกมาเดินเล่น แต่เดินมารนหาที่ตาย

            หลินหลานหรูยืนกอดอกถาม"เจ้าก็เลยชวนข้ามาผดุงความยุติธรรม? หากโชคดีเจอโจรขโมยเด็กขึ้นมาจริงๆไม่ใช่ข้าหรือจะถูกจับคนแรก"

            "ข้าย่อมเสียดายอายุข้าเลยสิบขวบแล้ว ไม่เข้าเกณฑ์ ไม่เช่นนั้นคงได้ถูกจับเป็นเพื่อนเจ้า"

            เหอะๆ เสียดายกับปู่เจ้าสิ หลินหลานหรูคิดในใจเหรินอันอันไร้สาระกว่าที่นางจินตนาการไว้ถึงสามเท่า

            "นั่นไงตรงนั้นพุ่มไม้กำลังขยับ" เหรินอันอันใจเต้นตึกตักแหวกใบไม้ตรงหน้าออกอย่างระมัดระวัง

            เกาฟังเห็นว่าคุณหนูเหรินกำลังเข้าใจผิดจึงเอ่ยแก้ไข"เมื่อครู่ข้าเห็นคุณชายหลินทั้งสองเดินผ่านไปตรงนั้น"

            หลินหลานหรูขำก๊ากทั่วทั้งป่าได้ยินแต่เสียงหัวเราะของนาง เกรงว่าโจรจับเด็กคงตกใจหนีไปแล้วกระมัง"เหรินอันอัน เจ้ามั่วแล้ว"

            "หรือไม่แล้วอาจจริงอย่างที่คุณหนูเหรินพูด"เกาฟังเอ่ยแทรก หลินหลานหรูถึงกับหันขวับ มองปากเขาขยับอีกครั้ง"แถบนี้เป็นที่ตั้งของพรรคมารอดีตมีพรรคมารอยู่นิกายหนึ่งใช้เลือดเด็กเพื่อฝึกวิชา"

            "ใช่ไหมล่ะข่าวของข้าจะผิดได้อย่างไร" เหรินอันอันเอามือเท้าเอว ยืดอกอย่างภาคภูมิมั่นใจในข่าวสารของตนยิ่ง ช่างเหมือนบิดาไม่มีผิด

            หลินหลานหรูหน้าตึงไปชั่วขณะนอกจากเกาฟังจะไม่เข้าข้างนางแล้ว ยังเห็นด้วยกับศัตรูอีก หากเป็นเฉิงอิ้นอย่างน้อยในสถานการณ์เช่นนี้ เขาก็ไม่พูดอะไรออกมาให้นางขัดหูกระมัง

            "พวกเจ้าคงหมายถึงพรรคมารนิกายบูชาจันทร์ แต่ที่ข้ารู้มา นิกายนี้ได้หายสาบสูญไปกว่าพันปีแล้วที่เหลืออยู่ก็แค่เรื่องเล่า เหรินอันอันข้าไม่แย้งเจ้าการที่เด็กผู้หญิงหายไปย่อมมีสาเหตุ และสรุปให้ชัดไม่ได้เช่นกันว่าไม่เกี่ยวกับพรรคมารเพียงแต่ความเป็นไปได้ที่เด็กเหล่านั้นจะถูกจับไปใช้ฝึกวิชาแทบเป็นศูนย์"

            "เอ๋? ... หลินหลานหรู เจ้าไม่ได้โง่นี่"

            ฮะ! ดูหมิ่นกันเกินไปแล้ว"เหรินอันอัน เจ้าประเมินข้าไว้ต่ำขนาดไหนกันแน่!"

             

             

            เรื่องเมื่อคืนจบลงด้วยการถูกศิษย์พี่ใหญ่ของเหรินอันอันจับได้นอกจากเหรินอันอันจะผดุงความยุติธรรมไม่ได้แล้วยังถูกสงสัยว่าเป็นโจรขโมยถ่านหลังโรงเตี๊ยมเสียชื่อศิษย์สำนักคุ้มภัยหนานเหรินไหมล่ะ

            หลินหลานหรูนั่งตักโจ๊กในถ้วยกินไปเงียบๆเช้าวันนี้นางลงมานั่งกินข้าวข้างล่าง รอออกเดินทางในยามเฉิน[2]

            "...ฤดูเก็บเกี่ยวปีนี้ได้ผลผลิตน้อยกว่าปีที่ผ่านมาขบวนพ่อค้าไม่ว่าผ่านเส้นทางใดล้วนแต่เจอโจรดักปล้นส่วนเส้นทางแถบเหนือระยะนี้ยังคงเงียบ เพราะไม่ค่อยมีคนผ่านข่าวที่ท่านอยากรู้จึงมีไม่มากนักขอรับ ขออภัยด้วย"

            ซูเจี๋ยล้วงเงินตำลึงให้เสี่ยวเอ้อก่อนหันมาเอ่ยกับหลินหลานหรู "เจ้ามีแผนอย่างไร"

            หลินหลานหรูช้อนสายตาขึ้นมอง"ไม่มี ข้ายังไม่ได้คิดเจ้าค่ะ"

            ซูเจี๋ยไร้คำพูดไปชั่วขณะก้มหน้าตักโจ๊กส่วนของตัวเองทานไปเงียบๆ สักพักต่อมาก็เอ่ยขึ้นอีก"ตั้งแต่ปลายฤดูหนาวเป็นต้นมา กระทั่งถึงตอนนี้ก็จวนจะเข้าฤดูใบไม้ร่วงเกรงว่าคงยังไม่มีขบวนเดินทางใดผ่านทางเหนือ สภาพพื้นที่คงรกร้างพอสมควรระหว่างทางต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ"

            "ขบวนเดินทางที่สองติดต่อมาหรือยังเจ้าคะ"หลินหลานหรูกินอิ่มแล้ว

            "ตอนนี้ยังสี่วันก่อนเพิ่งออกจากอู่ฮั่นไปเหอหนาน รออีกวันสองวันก็คงติดต่อมา"ซูเจี๋ยเงียบไปครู่หนึ่งก็เอ่ยต่อ "คนสกุลหลินในขบวนมีกี่คน"

            "มีบ่าวรับใช้ยี่สิบคนส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาว เด็กสามคน คนแก่สองคน" หลินหลานหรูเลือกตอบแค่นั้น

            "แล้วคนของฮวาสิบสองกลีบที่แฝงตัวอยู่ในขบวนเล่า"นัยน์ตาซูเจี๋ยคมปลาบ

            หลินหลานหรูชะงักนางขมวดคิ้วเล็กน้อย เพียงอึดใจต่อมาก็ยิ้มเอ่ยโดยไม่เผยพิรุธ "แปดคน หญิงสี่ชายอีกสี่"

            ซูเจี๋ยยิ้มรับก่อนเปลี่ยนเรื่องคุยระหว่างนั้นเสี่ยวจูกับเสี่ยวจิงกำลังเดินลงมาจากชั้นสอง

            "คุณหนูบ่าวขนสัมภาระไปรอที่รถม้าก่อนนะเจ้าคะ" เสี่ยวจิงเอ่ย

            หลินหลานหรูผงกศีรษะให้ก่อนมองตามหลังบ่าวรับใช้ทั้งสองออกไป ไม่คิดว่าซูเจี๋ยจะเอ่ยเรื่องนี้ขึ้น

            "สาวใช้ที่ชื่อเสี่ยวจูมองจากด้านหลังแล้วเหมือนเจ้ามาก"

            หลินหลานหรูดึงสายตากลับมาที่ซูเจี๋ย"หือ? พี่ซูเจี๋ยเห็นว่านางเหมือนข้ามากขนาดนั้นเลยหรือเจ้าคะ"

            ซูเจี๋ยยังไม่ทันขยับปากตอบก็ถูกเหรินอันอันชิงเอ่ยตัดหน้า "เหมือนหากศิษย์พี่ไม่พูดขึ้นมาข้าก็ไม่สังเกตจำได้ว่าตอนอยู่ในเมืองอู่ฮั่นข้ายังเคยทักนางผิดครั้งหนึ่งหากใช้ผ้าปิดใบหน้าสาวใช้เจ้าเพียงครึ่งล่าง แล้วแต่งกายให้คล้ายกันเชื่อว่าคนทั่วไปไม่มีทางแยกออก"

            "แล้วท่านเล่า พี่ซูเจี๋ยท่านคิดว่าอย่างไร" หลินหลานหรูยิ้มน้อยๆ พลางมองซูเจี๋ยอย่างจับสังเกต

            "ไม่ใช่แค่รูปร่างแต่ท่าทางการเดินยังคล้ายกัน กับสาวใช้ที่ชื่อเสี่ยวจิงการเดินและจังหวะการพูดยังคล้ายเจ้า ส่วนผู้ติดตามของเจ้าคนนั้น... ช่างเถอะไม่มีอะไร"

            อืม ที่แท้นางอยู่ในสายตาของซูเจี๋ยตลอดไม่เว้นแม่แต่คนรอบกาย

            เรื่องนี้อธิบายไม่ยากเสี่ยวจิงกับเสี่ยวจูอยู่ในเรือนของหลินหลานหรูอย่างระมัดระวังจะทำสิ่งใดล้วนต้องผ่านการเห็นชอบจากนางก่อนไม่แปลกที่จะเลียนแบบความชอบของนางไปด้วย

            เพียงแต่ไม่คิดว่าจะมีคนสังเกต"นั่นสินะเจ้าคะ ข้าก็ไม่เคยสังเกตมาก่อนคงจะจริงอย่างที่ท่านพูดกระมัง"

            หลินหลานหรูกล่าวประโยคนี้ทิ้งท้ายก็ลุกขึ้นเดินออกจากโรงเตี๊ยมทันทีตามด้วยเหรินอันอันซึ่งหยิบซาลาเปาบนโต๊ะติดมือมาสองลูก

            ซูเจี๋ยหลุบตาลงเล็กน้อยลอบเช็ดเหงื่อบนฝ่ามือ ก่อนหยิบกระบี่เดินตามออกไป

            ทางด้านนอกเหรินอันอันตามหลินหลานหรูมาได้หลายก้าวเพียงเห็นแผ่นหลังอีกฝ่ายก็นึกชังในสายตาจึงคว้าไหล่หลินหลานหรูให้หมุนกลับกะทันหัน กระชากเสียงใส่อารมณ์อย่างเดือดดาล"เจ้าเสียมารยาทมากหลินหลานหรูเหตุใดต้องชักสีหน้าเดินหนีออกมาเช่นนั้น"

            หลินหลานหรูงุนงงเล็กน้อยแต่เมื่อเห็นซูเจี๋ยเดินตามออกมาจึงเข้าใจ "หึ เหรินอันอัน เจ้าตาฝาดแล้วเมื่อครู่ตอนอยู่ข้างในเจ้ายังไม่ตื่นหรือไรถึงได้ฝันไปเอง"

            "เจ้า! เจ้า..."มือเหรินอันอันไวยิ่งกว่าคำพูด คว้าสาบเสื้อหลินหลานหรูอย่างหาเรื่อง

            "ศิษย์น้อง!" ซูเจี๋ยเอ่ยปราม

            เหรินอันอันจึงยอมล่าถอยแล้วเดินจากไปทว่าสายตากลับยังจ้องหลินหลานหรูไม่ละ แสดงชัดถึงความไม่พอใจ ราวกับต้องการสื่อว่า หลินหลานหรูเจ้าร้ายกาจมากระวังศีรษะเจ้าไว้ให้ดีเถอะ

            ซูเจี๋ยยกมือประสานเอ่ยขออภัยอย่างสุภาพ "คุณหนูหลิน ขอโทษแทนศิษย์น้องของข้าด้วย..."

            เวลานี้ในใจหลินหลานหรูอัดแน่นไปด้วยโทสะไม่อาจยืนฟังซูเจี๋ยแก้ต่างให้ผู้ใดจึงฝืนยิ้มแล้วเอ่ยขัดด้วยน้ำเสียงเย็นชาเล็กน้อย "พี่ซูเจี๋ย ลำบากท่านแล้วครอบครัวข้ายังต้องฝากให้ท่านช่วยนำทางกลับเมืองหลวงเรื่องเล็กน้อยนี้ก็ให้ผ่านไปเถอะ"

            กล่าวจบหลินหลานหรูเดินผละไปขึ้นรถม้าทันทีการกระทำนี้ของนาง สร้างความแปลกใจให้ซูเจี๋ยไม่น้อย

            เกาฟังยืนรออยู่ข้างรถม้าเขาเลิกม่านประตูให้หลินหลานหรู

            ทว่าหลินหลานหรูไม่ได้เข้าไปในรถม้าทันทีนางชำเลืองมองด้านหลังเห็นซูเจี๋ยเดินกลับไปขึ้นหลังม้าแล้วควบขึ้นหน้าเพื่อนำขบวน

            เมื่อดึงสายตากลับมาแล้วจึงเอียงศีรษะเอ่ยกับเกาฟัง"ให้เจ้าลอบออกจากขบวน แล้วแอบตามมาอย่างลับๆระหว่างนั้นก็ให้มองท้องฟ้าเอาไว้ตลอดนกตัวใดบินผ่านมาใกล้ให้เจ้าตรวจสอบให้หมดแล้วปล่อยกลับตามเดิม"

            "ได้"เกาฟังรับคำแล้วพลิกตัวขึ้นหลังม้า จากนั้นก็ห้อตะบึงนำหน้าขบวนออกไปก่อน

            ขณะที่รถม้าค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปหลินหลานหรูก็เอ่ยถามบ่าวรับใช้ซึ่งนั่งสงบเสงี่ยมฝั่งตรงข้าม"เย็นเมื่อวานข้าให้พวกเจ้าตรวจสอบขบวน ได้ความว่าอย่างไรบ้าง"

            "บ่าวก่อนเจ้าค่ะ"เสี่ยวจูรีบเอ่ย"เมื่อวานคุณชายซูเจี๋ยรับคนติดตามขบวนเพิ่มอีกสิบกว่าคนเจ้าค่ะ ส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่"

            "ส่วนบ่าวเมื่อวานคุณหนูให้ไปดูที่คอกม้า ได้ยินมาว่าเปลี่ยนม้าไปตัวหนึ่งเจ้าค่ะ"เสี่ยวจิงพูด

            จากนั้นเสี่ยวจูกับเสี่ยวจิงก็สลับกันรายงานเรื่องทั่วๆไปอีกหลายประโยค

            หลังพวกนางรายงานจบหลินหลานหรูทำเพียงกระตุกยิ้มมุมปากก่อนหันหน้ามองออกไปนอกรถม้าขณะเดียวกันก็เคาะนิ้วกับขอบหน้าต่างไปพลาง ดวงตาฉายแววอำมหิตขึ้นเล็กน้อย

            เส้นทางเบื้องหน้าที่ขบวนรถม้ากำลังมุ่งไปเริ่มปรากฏยอดเขาสูงชันให้เห็นลิบๆ สำหรับนางแล้วที่แห่งนั้นมันคือแดนประหารยิ่งเข้าใกล้ยิ่งรู้สึกหวั่นใจ

            เวลาล่วงผ่านไปครู่ใหญ่ค่อยได้ยินเสียงเอ่ยดังขึ้นภายในรถม้าอีกครั้ง

            "อาจิง อาจู"หลินหลานหรูเรียกสาวใช้ทั้งสองคนด้านหลัง ขณะที่สายตามองออกไปยังยอดเขาไกลๆข้างหน้า "หากข้าหายไป ไม่ว่าจะนานแค่ไหน ให้อาจูปิดบังใบหน้าแล้วปลอมเป็นข้าเพื่อเข้าสกุลหลินให้ได้พวกเจ้าคงเข้าใจที่ข้าพูดใช่หรือไม่ ปกป้องฐานะของข้าให้ถึงที่สุด"

            ที่ต้องเอ่ยเช่นนี้เป็นเพราะนางรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่าง ถึงอย่างนั้นก็มั่นใจว่าไม่ว่าอย่างไรจะต้องหาทางกลับมาให้ได้ ต่อให้วิญญาณถูกดึงกลับไปยังปรโลก นางก็จะหาทางกลับมาให้จงได้

            เวลานั้นหลินหลานหรูกำป้ายไม้สีดำที่ห้อยแขวนบนคอจิตสังหารเพิ่มพูนขึ้นเท่าตัว

            "คุณหนู..."เสี่ยวจิงกำลังจะแย้ง ทว่าเมื่อเห็นแผ่นหลังเล็กๆ ของหลินหลานหรูแล้วความคิดที่อยากจะเอ่ยอะไรสักอย่างเพื่อปลอบใจพลันหายไปสิ้น ด้วยนิสัยของคุณหนู ไม่มีทางเอ่ยอะไรออกมาโดยไม่คิดให้ถี่ถ้วนมาก่อนแน่ดังนั้นมีแต่ต้องก้มหน้ารับ คุณหนูของนางถึงจะวางใจได้"บ่าวทราบแล้วเจ้าค่ะ"

            ส่วนเสี่ยวจูแม้ไม่เข้าใจเจตนาของคุณหนู กระนั้นก็ไม่มีความเห็นใดให้ปฏิเสธ"บ่าวเองก็ทราบแล้วเจ้าค่ะ"

             

             

            เขาสูงสลับซับซ้อน เพียงไม่กี่ชั่วยามดวงอาทิตย์ก็ลับหายไปยังสันเขาทอดเงามืดเป็นทางยาวไร้ที่สิ้นสุด ยามสายลมเยียบเย็นพัดมากลิ่นสาบสัตว์ร้ายลอยฟุ้งแตะจมูก ราวกับว่าความตายกำลังโอบล้อมรอบกายคอยบั่นทอนความหนักแน่นในใจคนลงทีละน้อย

            หลินหลานหรูยืนมองประกายไฟไหวตามแรงลมกลางคืนอย่างเงียบขรึมเวลานี้ทุกคนกำลังพักขบวนบนลานกว้างกลางหุบเขารอรุ่งเช้าพรุ่งนี้ค่อยออกเดินทางกันต่อ

            เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งดังใกล้เข้ามาจากป่าด้านหลังและหยุดลงข้างกายนาง

            หลินหลานหรูชำเลืองมองคนด้านข้างเล็กน้อยก่อนนิ่งฟังอีกฝ่ายกระซิบบางอย่าง

            "ชัดเจนดีแล้วใช่หรือไม่"ที่นางกำลังรอตอนนี้คือหลักฐานยืนยันเท่านั้น

            เกาฟังพยักหน้าร้องอืมในความมืด

            หลินหลานหรูพลันยิ้มเย็นขึ้นมาแม้แต่ความมืดในยามค่ำคืนก็ไม่สามารถปกปิดแววตาโกรธเกรี้ยวของนางได้ยิ่งแสงไฟบนพื้นสะท้อนส่อง ราวกับมีเปลวเพลิงลุกโชนในดวงตาคู่งามนั้น

    _______________________________

            [1] ยามจื่อ คือ ช่วงเวลาระหว่าง 23.00 น. ถึง 1.00 น.

            [2] ยามเฉิน คือ ช่วงเวลาระหว่าง 7.00 น. ถึง 9.00 น.

             

    คล้ายกับเรื่องนิสัยข้าเปลี่ยนยาก ที่คุณอ่าน