บทที่ 50 ทำไมยัยหมูน้อยถึงสวยขนาดนั้น
สำหรับภารกิจสามอย่างที่กู้ย่าฮุยนำติดตัวมาด้วย ลู่ฮ่าวพูดได้แค่ว่าพออกพอใจอย่างถึงที่สุด
เขามองดูนาฬิกาข้อมือ เอ่ยว่า “ไปเถอะ ไปกินข้าวก่อน เรื่องอื่นเอาไว้ค่อยคุยทีหลัง”
พูดถึงเรื่องกิน กู้ย่าฮุยพลันรู้สึกหิวขึ้นมา เขามองลู่ฮ่าวอย่างคาดหวัง “ไปกินบะหมี่คู่ไต้*[1] ของขึ้นชื่อในท้องที่บ้านแกดีไหม?”
เมื่อก่อนตอนอยู่คณะแพทย์ ของกินที่ลู่ฮ่าวแนะนำเขามากที่สุดก็คือเกี๊ยวที่อาหญิงเป็นคนทำกับบะหมี่คู่ไต้ในตัวอำเภอเมือง พูดแล้วกู้ย่าฮุยน้ำลายจะไหล
ลู่ฮ่าวส่งเสียงตอบ “อืม”
ข้างนอกพระอาทิตย์ส่องแสงจ้า จากสถานีรถไฟถึงโรงแรม กู้ย่าฮุยเดินจนเหงื่อท่วมหัว เขากับลู่ฮ่าวเดินไปที่ร้านบะหมี่ภายใต้แสงตะวันแผดเผา ลูกผู้ดีมีเงินผู้ไม่เคยประสบความยากลำบากเริ่มขาอ่อนแรงขึ้นมา
“แกไม่มีรถจักรยานหรือรถจักรยานยนต์อะไรพวกนั้นหรือไง? อีกเดี๋ยวไปถ่ายรูปก็ต้องเดินไปหรือ?”
ลู่ฮ่าวร้อนยิ่งกว่ากู้ย่าฮุย
ทำไมน่ะหรือ?
เขาสวมชุดสีดำซึ่นมันดูดซับความร้อนน่ะสิ
ช่วงสองวันที่ผ่านมา บาดแผลบนใบหน้าเริ่มตกสะเก็ด เวลาเหงื่อออกเลยไม่ได้ปวดขนาดนั้น
เขายื่นมือออกไปหากู้ย่าฮุย “เอาโทรศัพท์มาให้ฉัน ฉันจะยืมรถ”
เมื่อกู้ย่าฮุยได้ยินว่าเขาต้องการยืมรถก็รีบหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากซองหนังที่เอวแล้วมอบให้เขา
ลู่ฮ่าวรับโทรศัพท์มือถือจากกู้ย่าฮุย ต่อสายโทรออกทันที
หลังจากโทรเสร็จก็พากู้ย่าฮุยเดินตรงไปร้านบะหมี่ต่อ พอเข้าไปในร้านบะหมี่เล็ก ๆ อันคับแคบ กู้ย่าฮุยมองสำรวจผนังสีดำมืดมิดด้วยสีหน้าตรึกตรอง “บะหมี่ของที่นี่ อร่อยแน่นะ?”
สำหรับความสงสัยของอีกฝ่าย ลู่ฮ่าวเพียงแค่โยนประโยคหนึ่งให้เขา “ที่ว่ากันว่ายอดฝีมืออยู่ในหมู่ประชาชน อาหารเลิศรสก็เช่นกัน”
หลังจากนั่งลงเรียบร้อยแล้ว เถ้าแก่เนี้ยก็เข้ามาทักทายพวกเขาอย่างเป็นกันเองแล้วเทน้ำซุปบะหมี่ให้พวกเขา
“เถ้าแก่ บะหมี่คู่ไต้สามชาม อีกชามไม่ใส่พริก”
“ได้เลย พวกเธอซดน้ำซุปกันไปก่อนนะ”
กู้ย่าฮุยกระหายน้ำมากจนระคายคอ เขารีบยกซดน้ำซุปอุ่น ๆ ลงคอ
ในไม่ช้า รถสามล้อก็มาจอดอยู่นอกร้านบะหมี่ ฉินเฟิงสาวเท้าเดินเข้ามาสมทบ
เขามองแวบเดียวก็เห็นลู่ฮ่าวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ม้านั่ง รวมถึงชายหนุ่มสวมเสื้อสีแดง ชโลมครีมจัดแต่งทรงผมที่อยู่ตรงข้ามเขาด้วย
“พี่ฮ่าว”
ฉินเฟิงตะโกนเรียกลู่ฮ่าวและเดินไปหาลู่ฉ่าว เขาเห็นชายชุดแดงที่ดูคุ้นหน้าคุ้นตา ชะงักงันอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็นึกชื่อไม่ออก
“เดี๋ยว...คุณคือใครนะ?”
“คนนั้นที่อยู่คณะแพทย์ เดี๋ยวก่อน จำได้แล้ว”
ฉินเฟิงเอามือทาบหน้าผาก ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตะโกนอย่างตื่นเต้น “กู้ย่าฮุย คุณชายกู้ใช่ไหม?”
กู้ย่าฮุยมองเจ้าคนผมสั้นเกรียนที่ดูกำลังตื่นเต้นเป็นอย่างมากแล้วพยักหน้ารับ “ใช่ ฉันคือกู้ย่าฮุยคนนั้นแหละ”
“คุณชายกู้ ลมอะไรหอบนายมาที่นี่ได้?” ฉินเฟิงจับมือทักทายเขาอย่างกระตือรือร้น
“คนนี้คือ?” กู้ย่าฮุยมองลู่ฮ่าวด้วยความสงสัย
ฉินเฟิงแนะนำตัวเองโดยไม่ต้องรอให้ลู่ฮ่าวเอ่ยปาก “ฉันชื่อฉินเฟิง ตอนนั้นที่อยู่ติดกับคณะแพทย์ของพวกนายไง คนบ้านเดียวกันกับลู่ฮ่าวที่ชอบมุดไปในโรงเรียนของพวกนาย”
กู้ย่าฮุยมองฉินเฟิงอย่างแปลกใจยามได้ฟังการแนะนำตัวของเขา “เฟิงจื่อ?”
ฉินเฟิงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “พี่ฮุย จำฉันได้แล้วสินะ? ตอนนั้นฉันเกาะลู่ฮ่าวกินข้าวนายฟรีอยู่บ่อย ๆ ไง”
กู้ย่าฮุยพินิจมองชายหนุ่มในชุดตำรวจ ก่อนจะตบบ่าของเขา “สหาย นี่นายเป็นตำรวจแล้วหรือ?”
ฉินเฟิงหัวเราะแฮะ ๆ “เพื่อรับใช้ประชาชนนี่นะ”
“นั่งลงเร็ว”
ทันทีที่ฉินเฟิงทิ้งตัวนั่ง เถ้าแก่ยกบะหมี่มาบริการถึงโต๊ะพอดี
ฉินเฟิงดันชามที่ใหญ่เท่าอ่างล้างหน้าไปตรงหน้ากู้ย่าฮุย แถมยื่นตะเกียบให้เขาอย่างกระตือรือร้น “พี่ฮุย รีบกินเถอะ วันนี้ฉันเลี้ยงเอง เมื่อก่อนตอนอยู่หลันเฉิงล่วงเกินเข้าแล้ว”
กู้ย่าฮุยมองชามที่อยู่ตรงหน้าซึ่งใหญ่กว่าหัวของเขามาก กระตุกมุมปากเล็กน้อย
คนหล่งซานนี่แน่จริง ๆ กินชามนึงเบ้อเริ่มเทิ่มขนาดนี้
ลู่ฮ่าวถามฉินเฟิงว่า “ตอนบ่ายเหล่ากู้อยากไปตามทางรถไฟ รถคันนี้แกใช้หรือเปล่า?”
“ฉันเข้าเวรตอนกลางคืน แน่นอนว่ารถ… ยืมเอาไปใช้ได้”
ตำรวจที่ส่งออกมามีแค่สามคน ผู้อำนวยการอยู่ในสถานีทั้งวัน ส่วนรถจักรยานยนต์คันนี้เขาแค่อยากไปไหนก็ขี่ไปที่นั่น
ฉินเฟิงพูดอย่างตรงไปตรงมา “มาเถอะ กินข้าวกัน กินเสร็จแล้วจะพาไปเที่ยวรับลม”
กู้ย่าฮุยคีบเส้นบะหมี่ขึ้นมา พูดไม่ออกอยู่พักหนึ่ง “ให้ตายสิ เส้นจะใหญ่เกินไปแล้ว”
ฉินเฟิงอธิบายให้เขาฟัง “บะหมี่คู่ไต้นี่นา ความหมายตามชื่อนั่นแหละ เส้นใหญ่พอ ๆ กับเข็มขัด ลองกินดูสิ ของขึ้นชื่อท้องที่บ้านเราเลยนะ”
กู้ย่าฮุยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องอ้าปากกว้างกลืนบะหมี่เส้นใหญ่เข้าปากด้วยความยากลำบาก
เส้นใหญ่มาก แต่ไม่เคยเห็นบะหมี่เส้นใหญ่ขนาดนี้มาก่อนเลยจริง ๆ
...
เจียงหนานล็อกจักรยานไว้หน้าประตูร้านบะหมี่ บังเอิญเห็นรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ที่นั่น
นี่ไม่ใช่รถของฉินเฟิงหรอกหรือ?
นึกถึงว่ารถจักรยานยนต์คันนี้เป็นของหน่วยตำรวจของฉินเฟิง แต่ก็ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของเขา อาจเป็นคนอื่นขี่มาก็ได้
เธอจอดจักรยาน ตั้งใจจะไปกินบะหมี่คู่ไต้ที่เธอโปรดปรานที่สุดในชาติก่อน
พอย้อนกลับมาเกิดใหม่ เธอยังคิดถึงบะหมี่เส้นใหญ่มากทีเดียว
เจียงหนานสวมกางเกงยีนส์ขากว้างที่เพิ่งซื้อมาใหม่ เสื้อแขนสั้นสีขาว ดูตัวสูงขายาวและยังบดบังเนื้อกาย รวบผมขึ้นมัดเป็นก้อนจุกเหนือศีรษะ หน้าตาขาวผุดผ่อง เธอเข้ามาในร้านพร้อมถุงผ้าลายดอกไม้ที่จ่ายไปหนึ่งไคว่สามเหมา
ภาพลักษณ์นั้นดึงดูดพนักงานที่กำลังถูพื้นหน้าประตูร้านบะหมี่ให้จ้องมองเธอเป็นตาเดียว
วันนี้ในร้านเล็ก ๆ มีคนแต่งตัวทันสมัยแถมหน้าตาดีเข้ามามากมายขนาดนี้ ช่างอิ่มเอมใจจริง ๆ
เธอเปิดประตู ตะโกนไปทางห้องครัวด้านหลัง “เถ้าแก่ บะหมี่คู่ไต้หนึ่งชามค่ะ”
ฉินเฟิงซึ่งนั่งกินบะหมี่อยู่ตรงโต๊ะหลังประตูได้ยินเสียงผู้หญิง เขาเงยหน้ามองไปยังลู่ฮ่าว “พี่ฮ่าว ทำไมเสียงผู้หญิงคนนั้นถึงคล้ายยัยหมูน้อยบ้านแกเลยล่ะ?”
กู้ย่าฮุยถาม “ยัยหมูน้อยคือใคร?”
“ยัยหมูน้อยก็คือภรรยาของพี่ฮ่าว”
“ภรรยา?” เส้นบะหมี่ที่กู้ย่าฮุยยัดเข้าปากอย่างยากเย็นแสนเข็ญแทบจะพุ่งออกมา
ตกใจเสร็จกู้ย่าฮุยก็มองลู่ฮ่าวด้วยความประหลาดใจราวกับได้ยินเรื่องน่าขบขัน เขาหัวเราะดังลั่น “เหล่าลู่ แกมีภรรยาแล้วหรือ?”
ฉินเฟิงหันศีรษะ มองไปทางประตูแล้วพูดว่า “พี่ฮ่าว นั่นมันยัยหมูน้อยนี่นา ว้าว ทำไมวันนี้สวยจัง?”
ฉินเฟิงประหนึ่งคนทื่อทึ่มเห็นสาวงาม เขาเบิกตากว้าง สายตาแลดูเลื่อนลอย “ทำไมหน้าใหญ่ ๆ เท่าจานชามหายไปแล้ว? ขาช้างก็บางลงมาก เสื้อคลุมอมแมมนั่นก็ไม่ได้ใส่ จะทันสมัยเกินไปแล้วเนี่ย”ลู่ฮ่าวไล้มองตามสายตาของฉินเฟิง เขาเห็นหญิงสาวแต่งตัวสาดสะอ้านคนหนึ่ง ใบหน้าประดับประดาด้วยรอยยิ้มสดใสกำลังพูดคุยกับเจ้าของร้านบะหมี่หัวใจอันแข็งกระด้างของลู่ฮ่าวพลันสั่นสะท้าน
ขาช้างก็บางลงมาก เสื้อคลุมอมแมมนั่นก็ไม่ได้ใส่ จะทันสมัยเกินไปแล้วเนี่ย”
ลู่ฮ่าวไล้มองตามสายตาของฉินเฟิง เขาเห็นหญิงสาวแต่งตัวสาดสะอ้านคนหนึ่ง ใบหน้าประดับประดาด้วยรอยยิ้มสดใสกำลังพูดคุยกับเจ้าของร้านบะหมี่
หัวใจอันแข็งกระด้างของลู่ฮ่าวพลันสั่นสะท้าน
*[1] บะหมี่คู่ไต้ หรือแปลตรงตัวว่า บะหมี่เข็มขัด เนื่องจากเส้นมีขนาดใหญ่พอ ๆ กับเส้นเข็มขัด เป็นอาหารที่มีลักษณะเด่นเฉพาะของมณฑลส่านซี