หากจะเปรียบธรรมชาติเป็นจิตรกรฤดูหนาวก็คงเป็นศิลปินที่วิกลจริตและเกรี้ยวกราดที่สุด...
พายุหิมะระลอกใหญ่จาก 'แดนเหมันต์นิรันดร์' ทางทิศเหนือได้เคลื่อนตัวข้ามยอดเขาและพัดถล่มลงมายังป่าต้องห้ามชั้นนอกอย่างบ้าคลั่งเสียงของลมพายุไม่ได้เป็นเพียงแค่เสียงหวีดหวิว แต่มันคือเสียงคำรามโหยหวนราวกับฝูงปีศาจนับหมื่นกำลังกรีดร้องเกล็ดหิมะที่ถูกพัดพาด้วยความเร็วลมมหาศาลแปรสภาพเป็นคมมีดน้ำแข็งนับล้านเล่มพุ่งเข้าฟาดฟันทุกสรรพสิ่งที่ขวางหน้าต้นไม้ใหญ่ในป่าชั้นนอกบางต้นถึงกับฉีกขาดและโค่นล้มลงด้วยแรงปะทะที่ไม่อาจต้านทาน
ทว่า ท่ามกลางนรกสีขาวที่กำลังบดขยี้โลกภายนอก...ลึกเข้าไปในรัศมีห้าร้อยเมตรจากกำแพงปราการดาว 'รัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุค' กลับตั้งตระหง่านท้าทายอำนาจของมฤตยูน้ำแข็งอย่างสง่าผ่าเผย
ลมพายุที่พุ่งทะยานเข้าหาเมือง ถูก 'ปราการดาว' ที่มีความหนาสามเมตรหักเหทิศทางและลดทอนความรุนแรงลงไปกว่าครึ่งตั้งแต่ด่านแรก
และเมื่อกระแสลมเยือกแข็งบางส่วนสามารถเล็ดลอดเข้ามาสู่โซนชั้นในได้มันกลับต้องเผชิญกับปราการตามธรรมชาติชั้นที่สอง...
ต้นบลิสโอ๊คแห่งความสุขขนาดมหึมาที่ยืนหยัดอยู่ใกล้ศูนย์กลางเมืองรากขนาดมหาศาลของมันหยั่งลึกลงสู่ผืนดินขณะที่เรือนยอดสีชมพูทองอันกว้างใหญ่แผ่ขยายปกคลุมพื้นที่จำนวนมากราวกับหลังคาธรรมชาติขนาดยักษ์
แม้ใบไม้จำนวนมากจะถูกเคลือบด้วยผลึกน้ำแข็งจนเปล่งประกายราวแก้วคริสตัลและกิ่งก้านบางส่วนจะสั่นไหวอย่างรุนแรงภายใต้แรงลมมหาศาลแต่มันยังคงยืนหยัดอย่างดื้อรั้น ราวกับผู้พิทักษ์โบราณที่ไม่ยอมก้มหัวให้ฤดูหนาว
ออร่าแห่งความสุขอันอ่อนโยนที่มันแผ่ออกมาแม้จะริบหรี่ลงจากเดิมมากแต่ยังคงทำหน้าที่ปลอบประโลมหัวใจของผู้คนภายในเมือง ลดความตื่นตระหนกและความหวาดกลัวที่กำลังกัดกินจิตใจของทุกชีวิตลงอย่างเงียบงัน
ใบไม้สีชมพูทองนับพันใบที่ถูกพายุฉีกกระชากปลิวว่อนทั่วท้องฟ้ากลับทำหน้าที่ราวกับแนวกันลมธรรมชาติดูดซับแรงปะทะบางส่วนก่อนที่กระแสลมสุดท้ายจะพุ่งเข้าสู่สิ่งปลูกสร้างแกนกลางของเมือง...
ซ่าาา! เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!
พายุหิมะซัดกระหน่ำเข้าใส่ผนังบ้านอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงดังสนั่นแต่โครงสร้างหินแม่น้ำสีเทาอมดำกลับไม่มีทีท่าว่าจะสั่นคลอนแม้แต่มิลลิเมตรเดียว
ภายในบ้านหินหลังนั้นบรรยากาศกลับแตกต่างจากโลกภายนอกราวกับอยู่คนละมิติ
แสงสีส้มทองจาก 'เตาผิงมวลความร้อน' เต้นเร่าและสาดส่องไปทั่วห้องผนังบ้านที่ถูกสร้างขึ้นด้วยหินแม่น้ำเรียงซ้อนกันจนมีความหนาถึง 60 เซนติเมตร (60 cm Thick Walls) กำลังทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดความหนาและมวลที่มหาศาลของหินไม่เพียงแต่บล็อกเสียงคำรามของพายุจนเหลือเพียงเสียงอู้เดาเบาๆแต่มันยังทำหน้าที่เป็น 'ฉนวนและแบตเตอรี่ความร้อน' ดูดซับรังสีความร้อนจากเตาผิงแล้วแผ่กระจายไออุ่นกลับเข้ามาในห้องอย่างสม่ำเสมอป้องกันไม่ให้อากาศเย็นยะเยือกจากภายนอกทะลวงผ่านเข้ามาได้เลยแม้แต่น้อย
"คร่อก... ฟี้... คร่อก...โฮก..."
เสียงกรนทุ้มต่ำและเป็นจังหวะสม่ำเสมอของ 'บาร์นีย์' หมียักษ์อสูรระดับA ดังประสานไปกับเสียงแตกเปรี๊ยะของฟืนไม้โอ๊กในเตาผิงร่างสูงใหญ่ขนปุกปุยของเขานอนแผ่หลาอยู่บนพรมหญ้าถักหน้าเตาผิงซึ่งเป็นทำเลทองประจำตัวด้วยสัญชาตญาณของหมีในฤดูหนาว ผสมกับอุณหภูมิห้องที่อุ่นสบายระดับ 25 องศาเซลเซียส ทำให้บาร์นีย์เข้าสู่สภาวะกึ่งจำศีลที่แสนจะสุขาวดี
ห่างออกไปไม่ไกล 'ฟินน์' จิ้งจอกอสูรธาตุไฟก็กำลังนอนขดตัวม้วนเป็นก้อนกลมๆ สีส้มอยู่บนเบาะผ้าไหมพฤกษาที่นุ่มฟูหางฟูฟ่องของเขาตวัดมาปิดจมูกเพื่อรักษาความอบอุ่น หูแหลมๆ กระดิกเบาๆเมื่อได้ยินเสียงลมพายุข้างนอก แต่ดวงตาของเขายังคงหลับสนิทบ่งบอกถึงความรู้สึกปลอดภัยขั้นสูงสุด
อีไลอัสในร่างเด็กชายวัยสิบสองปียืนยิ้มละมุนมองดูลูกบ้านแกนนำทั้งสองที่กำลังเสพสุขกับผลงานสถาปัตยกรรมของเขา
"ข้างนอกนั่นคือวันสิ้นโลกแต่ในนี้คือสวรรค์ชัดๆ" สถาปนิกน้อยรำพึง เขากระชับเสื้อคลุมขนสัตว์ที่เลโอน่าตัดเย็บให้ก่อนจะเดินไปที่เคาน์เตอร์ครัวไม้โอ๊ก
เมื่อพายุพัดถล่มจนทุกคนต้องหลบภัยอยู่แต่ในอาคารสิ่งเดียวที่จะช่วยเยียวยาจิตใจและรักษาระดับอุณหภูมิแกนกลางของร่างกาย ให้กับประชากรได้ดีที่สุดก็คือ 'อาหารร้อนๆ ที่เปี่ยมไปด้วยพลังงาน'
อีไลอัสตัดสินใจสวมบทบาทพ่อครัวใหญ่เขาหยิบหม้อเหล็กหล่อขนาดยักษ์ขึ้นตั้งบนเตาไฟเสริม เริ่มต้นปรุง "สตูว์เนื้อรมควันสูตรต้านภัยหนาว" เขาหั่น 'เนื้อกวางป่ารมควัน'ที่ถูกถนอมอาหารและเก็บไว้ในห้องเสบียงใต้ดินตั้งแต่ช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงชิ้นเนื้อสีแดงเข้มที่มีไขมันแทรกถูกโยนลงไปผัดกับเนยกระต่ายป่าจนส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วบ้านตามด้วยการใส่พืชหัวเมืองหนาวที่ได้มาจากเผ่าปักษา แครอทป่าและมันฝรั่งเนื้อแน่นที่ต้มแล้วไม่เละ จากนั้นจึงเติมน้ำซุปกระดูกที่เคี่ยวข้ามคืนและโรยด้วยสมุนไพรฤทธิ์ร้อนอย่างโรสแมรี่ป่าและพริกไทยดำ
เสียงเดือดปุดๆ ของน้ำสตูว์ที่ข้นคลั่กดึงดูดให้จมูกเรดาร์ของฟินน์กระตุกยิกๆ จิ้งจอกน้อยลืมตาโพลงและกระโดดเหยงๆมาเกาะขอบโต๊ะครัวทันที แม้แต่บาร์นีย์ที่กำลังหลับลึกก็ยังละเมอสูดน้ำลาย
"ใจเย็นๆกองทัพต้องเดินด้วยท้อง" อีไลอัสหัวเราะเบาๆ เขาตักสตูว์ร้อนๆที่อัดแน่นไปด้วยโปรตีนและไขมันดีลงในชามไม้ "เลโอน่า!ฝากเอาชามพวกนี้ไปแจกจ่ายให้พวกเอลฟ์ที่บ้านพักด้วยนะให้บาร์นีย์ช่วยถือถังซุปใบใหญ่ไป ส่วนของโดมลอยฟ้าฉันจะฝากใส่ตะกร้าลิฟต์รอกขึ้นไปให้ไคโรเอง"
ตลอดช่วงเวลาแห่งวิกฤตพายุหิมะที่ยาวนานหลายวัน อีไลอัสจะคอยทำสตูว์ร้อนๆและเครื่องดื่มสมุนไพรแจกจ่ายให้กับลูกบ้านทุกเผ่าพันธุ์ ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่เคยหยุดเฝ้าระวัง เขาเปิดใช้งานสกิล [จิตสำนึกแห่งเฮเซลบรุค Lv.3] ตลอดเวลาโครงข่ายจิตสำนึกของเขาเชื่อมต่อกับสิ่งก่อสร้างทุกหลัง
ในมโนสำนึกของเขา... เส้นสายชีพจรโครงสร้าง ของบ้านเอลฟ์ทรงA-Frame ยังคงส่องสว่างเป็นสีเขียวแข็งแกร่งหิมะที่ตกลงมาสไลด์ร่วงลงสู่พื้นตามการคำนวณเป๊ะๆ...โดมกระจกบนยอดต้นโอ๊กเหล็กยังคงทนทานต่อแรงปะทะของลมโดยมีสะพานแขวนเถาวัลย์แกว่งไกวโอนเอนเพื่อซับแรงสั่นสะเทือน... ปล่องระบายอากาศของถ้ำลับยังคงทำงานส่งออกซิเจนให้เผ่าเงือกอย่างราบรื่น...และเครือข่ายเซนเซอร์ชีวภาพของนกกระจิบและหนูจี๊ดก็ซุกตัวจำศีลอยู่ในโพรงไม้ที่ปลอดภัย
ทุกชีวิตในรัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุคปลอดภัยอย่างสมบูรณ์แบบ ภายใต้อ้อมกอดของวิศวกรรมสถาปัตยกรรม
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน...เสียงโหยหวนของลมพายุที่เคยกึกก้องยาวนานนับเดือน ค่อยๆแผ่วเบาลงจนกลายเป็นเพียงเสียงกระซิบของสายลมเมฆสีตะกั่วที่ปกคลุมท้องฟ้าเริ่มแตกกระจาย
พายุระลอกใหญ่ได้ผ่านพ้นไปแล้ว...แต่หิมะยังคงปกคลุมพื้นที่บางส่วนโดยรอบรัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุค ราวกับผืนผ้าสีขาวบริสุทธิ์ที่ธรรมชาติทิ้งเอาไว้เป็นของที่ระลึกหลังความโหดร้ายผ่านพ้น
แม้เสียงคำรามของลมมรณะจะหายไปแล้วแต่อากาศยังคงเย็นจัดจนลมหายใจของผู้คนกลายเป็นไอสีขาว ทว่าแทนที่จะเต็มไปด้วยความหวาดกลัวเช่นในวันแรกๆ...เฮเซลบรุคกลับค่อยๆ ฟื้นคืนชีวิตชีวาขึ้นอย่างช้าๆและค่อนข้าง...วุ่นวายในแบบที่อบอุ่นหัวใจ
"วี้ดดดดดด—!!!"
เสียงหัวเราะของเด็กเอลฟ์ดังขึ้นทั่วลานกลางเมืองเมื่อพวกเขาพากันไถลตัวลงมาจากเนินหิมะเล็กๆ ทางทิศใต้โดยใช้แผ่นไม้กระดานที่เลโอกับอีไลอัสช่วยกันประดิษฐ์ขึ้นแบบง่ายๆ
บาร์นีย์ถูกจับให้กลายเป็น"รถลากหิมะ" อย่างไม่เต็มใจ เมื่อเหล่าเด็กๆและกระต่ายป่าของเดซี่พากันปีนขึ้นไปบนเลื่อนไม้ขนาดใหญ่ก่อนที่หมียักษ์จะวิ่งลากพวกเขาไปทั่วลานหิมะด้วยสีหน้าหมดอาลัยตายอยาก
ฟินน์กลับชอบฤดูนี้เกินคาด จิ้งจอกไฟตัวน้อยวิ่งพุ่งใส่กองหิมะก่อนจะใช้หางเพลิงละลายมันจนกลายเป็นหลุมน้ำอุ่นเล็กๆให้ตัวเองนอนแช่ด้วยสีหน้าฟินสุดชีวิต
บนยอดต้นโอ๊กเหล็ก...ไคโรกำลังหัวเราะเสียงดังเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มาถึงเฮเซลบรุค
"ไม่ใช่แบบนั้น!ใช้แรงลมจากปีกด้านซ้ายมากกว่านี้!" เขากำลังสอนเหล่าเด็กมนุษย์และเอลฟ์ที่อยากลอง"เล่นร่อนหิมะ"
เหล่าปักษาจะบินขึ้นไปยังหน้าผาเตี้ยๆแล้วปล่อยตัวโฉบลงมาบนลานหิมะ โดยมีเด็กๆ ด้านล่างส่งเสียงเชียร์อย่างตื่นเต้นบางครั้งไคโรก็พาเด็กตัวเล็กๆ ขึ้นบินชมวิวเหนือปราการดาวทำให้เสียงหัวเราะดังลอยไปทั่วท้องฟ้า
บริเวณแอ่งน้ำใต้ม่านไพลิน...ไลรากำลังมีสีหน้าไม่สบอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด
"ข้าเกลียดฤดูนี้"
ราชินีเงือกน้ำจืดพึมพำขณะใช้หางฟาดน้ำแข็งบางๆ ที่ลอยมาปิดทางเข้าถ้ำของเผ่าตัวเองเหล่าเงือกตัวเล็กกลับมองว่านี่เป็นเรื่องสนุก พวกเขาเก็บเศษน้ำแข็งใสๆ มาสร้างประติมากรรมรูปปลารูปหอย และพยายามสร้างรูปหน้าของอีไลอัสที่ออกมาน่าเกลียดจนเจ้าตัวได้แต่ถอนหายใจ
ทางฝั่งเกษตรกรรม...
เดซี่กำลังตื่นเต้นจนหูกระตุกไม่หยุดภายในเรือนกระจกที่สร้างจากกระจกเวทมนตร์เหลือใช้จากบ้านเผ่าปักษาเธอกำลังทดลองปลูกพืชฤดูหนาวชนิดใหม่ร่วมกับเลโอน่า แครอทหิมะ มันฝรั่งหวานหัวหอมม่วง และสมุนไพรเมืองหนาวจากเผ่าปักษา
"ถ้าสำเร็จเราจะมีซุปสูตรใหม่!" เลโอน่าประกาศด้วยดวงตาเป็นประกาย
คืนนั้นเอง...เหล่าเอลฟ์จัดงานเฉลิมฉลองเล็กๆ ขึ้นใต้ต้นบลิสโอ๊คเอลาริน่าบรรเลงพิณท่ามกลางเกล็ดหิมะที่โปรยลงมาเบาๆเรนวินและช่างปั้นช่วยกันสร้างเตาไฟดินเผาขนาดใหญ่ เลโอน่าแจกสตูว์ร้อนเดซี่แจกพายแครอท ไคโรแจกเนื้อรมควันจากเผ่าปักษา ไลรานำปลาน้ำจืดมาย่างบนหินร้อน
แม้แต่คีแลนยังถูกลากออกมาเต้นรำอย่างเสียไม่ได้อีไลอัสนั่งอยู่ใต้ต้นบลิสโอ๊ค มองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเงียบงันหิมะยังคงปกคลุมกำแพงปราการ ลมหายใจยังคงกลายเป็นไอขาว ฤดูหนาวยังไม่จบลง
แต่เป็นครั้งแรก...มันไม่ได้รู้สึกน่ากลัวอีกต่อไป เพราะเฮเซลบรุคไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ที่ผู้คน"เอาชีวิตรอด" มันได้กลายเป็นสถานที่ที่ทุกเผ่าพันธุ์กำลังเรียนรู้วิธี"ใช้ชีวิตร่วมกัน" และใต้แสงไฟอุ่นๆกับเสียงหัวเราะที่ดังก้องไปทั่วเมืองเล็กๆ แห่งนี้ อีไลอัสก็เริ่มเข้าใจว่าบางครั้ง... ผลงานสถาปัตยกรรมที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่อาคารที่แข็งแกร่งที่สุด
แต่มันคือสถานที่ที่ทำให้ผู้คนอยากกลับมาใช้ชีวิตในวันพรุ่งนี้อีกครั้ง
ตลอดระยะเวลาเกือบห้าสิบวันของฤดูหนาวเฮเซลบรุคดำเนินชีวิตไปตามจังหวะที่เรียบง่ายและอบอุ่นจนกระทั่งอุณหภูมิเริ่มสูงขึ้น ปรากฏการณ์ 'การละลายครั้งแรก'ก็เริ่มต้นขึ้น แท่งน้ำแข็งย้อยที่เกาะตามหน้าผาม่านไพลินเริ่มปริแตกและร่วงหล่นลงสู่แอ่งน้ำเบื้องล่างหยดน้ำจากการละลายของหิมะบนยอดไม้ร่วงหล่นกระทบพื้นดินดังกังวานราวกับเสียงดนตรีแห่งการเริ่มต้นใหม่ผืนดินที่เคยเป็นชั้นดินเยือกแข็งเริ่มอ่อนนุ่มและเผยให้เห็นยอดอ่อนของหญ้าพฤกษาที่แทงทะลุขึ้นมารับแสงแดด
อีไลอัสผลักประตูบ้านหินแกนกลางความร้อนออกไปรับสายลมเย็นสดชื่นเขาถอดเสื้อคลุมขนสัตว์ตัวหนาออก เหลือเพียงชุดผ้าไหมพฤกษาที่ทะมัดทะแมงบาร์นีย์เดินหาวหวอดๆตามหลังมาพร้อมกับฟินน์ที่วิ่งออกไปกลิ้งเกลือกบนพื้นหญ้าที่เริ่มเผยตัว
"เอาล่ะดัสตี้ บาร์นีย์ ฟินน์!"อีไลอัสปรบมือเรียกทีมงานก่อสร้างตัวท็อป "พายุจบลงแล้วแต่หน้าที่ของวิศวกรยังไม่จบ! ได้เวลาทำ 'Post-Crisis Site Inspection' (การตรวจสอบสภาพไซต์งานหลังภาวะวิกฤต) แล้วไปดูกันว่าผลงานของเราสอบผ่านวิชาธรรมชาติวิทยาหรือไม่!"
สถาปนิกน้อยเปิดใช้งานสกิล [ดวงตาแห่งวัสดุ] แสงสีเงินสว่างวาบขึ้นในดวงตาทั้งสองข้าง เขาออกเดินเท้าสำรวจทุกตารางนิ้วของหมู่บ้านอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ก่อนมุ่งหน้าไปยังโซนแรกอีไลอัสหยุดยืนใต้ต้นบลิสโอ๊คชั่วครู่
หิมะจำนวนมากบนเรือนยอดได้ละลายไปแล้วเหลือเพียงผลึกน้ำแข็งเล็กๆ ที่เกาะอยู่ตามปลายใบสีชมพูทองราวอัญมณี
แม้กิ่งก้านบางส่วนจะหักเสียหายจากพายุแต่ลำต้นมหึมายังคงยืนหยัดอย่างสง่างาม และสิ่งที่ทำให้เขายิ้มออกมาคือ...
ออร่าแห่งความสุขของมันกำลังฟื้นตัวอ่อนโยนอบอุ่นและมั่นคงกว่าวันก่อนอย่างเห็นได้ชัดราวกับต้นไม้โบราณกำลังบอกเขาว่า "ไปตรวจเมืองของเจ้าเถอะ ทางนี้ข้าดูแลเอง"
จุดแรก: โซนที่พักอาศัยของเอลฟ์
เมื่อไปถึงหมู่บ้านยกระดับของเอลฟ์อีไลอัสพบว่าคีแลนและเอลดรินกำลังเปิดหน้าต่างรับลมอย่างสดชื่นสถาปนิกน้อยใช้ดวงตาสแกนดูโครงสร้างคานและเสาไม้ใต้ถุนสูง
ผลการวิเคราะห์: ไร้ซึ่งรอยปริร้าว รอยอุดยาแนว ที่ทำจากดินเหนียวและมอสส์ยังคงยืดหยุ่นและยึดเกาะแน่นหนาไม่เกิดการแตกหักจากการหดและขยายตัวของอุณหภูมิ
สถานะ: สมบูรณ์แบบ 100%
จุดที่สอง: โซนลอยฟ้า ของเผ่าปักษา
อีไลอัสมองขึ้นไปบนยอดต้นโอ๊กเหล็กล้านปีไคโรและเหล่านักรบปักษากำลังกางปีกบินโฉบเฉี่ยวไปมาระหว่างโดมกระจกอย่างเริงร่าอีไลอัสสแกนดู 'วงแหวนรัดกิ่ง' และเรซินเวทมนตร์
ผลการวิเคราะห์: วัสดุเรซินทนทานต่อแรงเสียดสีของเกล็ดน้ำแข็งได้อย่างยอดเยี่ยมไม่พบรอยขีดข่วนหรือรอยร้าวขนาดเล็ก สะพานแขวนลอยฟ้ายังคงความตึงของสายเคเบิลเถาวัลย์ได้อย่างดีเยี่ยมพิสูจน์ให้เห็นว่าโครงสร้างพลวัต ชนะเลิศในการรับมือกับพายุ
สถานะ: สมบูรณ์แบบ 100%
จุดที่สาม: เขตสายน้ำศักดิ์สิทธิ์
อีไลอัสเดินมาถึงแอ่งน้ำใต้ม่านไพลินไลราและเหล่าเงือกน้ำจืดกำลังว่ายวนอย่างอิสระท่ามกลางสายน้ำที่กลับมาไหลอีกครั้งหลังน้ำแข็งละลาย
เขาเปิดใช้งาน [ดวงตาแห่งวัสดุ]ตรวจสอบโพรงหินใต้น้ำ ระบบถ่ายเทอากาศ และโครงสร้างถ้ำพักพิง
ผลการวิเคราะห์: ผนังถ้ำใต้น้ำยังคงสมบูรณ์ไม่มีการแตกร้าวจากแรงดันน้ำแข็ง ช่องอากาศสำรองยังทำงานได้ตามปกติและระบบกรองตะกอนจากน้ำละลายยังคงรักษาความใสสะอาดของแหล่งน้ำได้อย่างยอดเยี่ยม
ไลราเงยหน้าขึ้นจากผิวน้ำส่งยิ้มบางให้อีไลอัส
"บ้านของพวกข้า...ปลอดภัยดี ขอบคุณท่านสถาปนิก"
สถานะ: สมบูรณ์แบบ 100%
จุดสุดท้าย: ห้องเก็บเสบียงใต้ผิวดิน
เลโอน่าวิ่งนำหน้าไปเปิดประตูห้องใต้ดินที่เชิงเขาทิศเหนืออีไลอัสสแกนดูสภาพภายใน
ผลการวิเคราะห์: อุณหภูมิภายในคงที่อย่างน่าอัศจรรย์ผนังดินที่ฉาบด้วยขี้เถ้าและไม้ไผ่ช่วยรักษาความชื้นสัมพัทธ์ในระดับที่พอดีทำให้พืชหัว สมุนไพร และเนื้อแห้ง ไม่เน่าเสียจากการควบแน่นของความชื้น และไม่แข็งจนเสียรสชาติเสบียงเหลือเฟือพอที่จะแจกจ่ายให้ทุกคนจนกว่าเดซี่จะเริ่มเพาะปลูกรอบใหม่ได้
สถานะ: สมบูรณ์แบบ 100%
อีไลอัสปิดการใช้งานสกิลดวงตาแห่งวัสดุเขายืนล้วงกระเป๋ากางเกงอยู่บนสะพานหินข้ามลำธารทอดสายตามองดูหมู่บ้านที่กำลังกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง แสงแดดสะท้อนกับผิวน้ำตกม่านไพลินจนเกิดเป็นรุ้งกินน้ำจางๆพาดผ่านปราการดาว
เขาหยุดฝีเท้าใต้ต้นบลิสโอ๊คก่อนเงยหน้าขึ้นมองเรือนยอด ใบสีชมพูทองหายไปกว่าครึ่งเรือนยอดที่เคยหนาทึบบัดนี้ดูโปร่งบางลงอย่างเห็นได้ชัดกิ่งขนาดเล็กจำนวนมากแตกหักจากพายุ แต่ออร่าแห่งความสุขของมัน... กลับค่อยๆฟื้นตัวอีกครั้งอย่างช้าๆต้นไม้โบราณต้นนี้เองก็ผ่านสงครามฤดูหนาวมาพร้อมกับทุกคนเช่นกัน
เด็กชายวัยสิบสองปีระบายยิ้มกว้างรอยยิ้มที่ไม่ได้มาจากความโชคดี แต่มาจากความเชื่อมั่นในสองมือและสติปัญญาของตนเอง
"ไม่มีโครงสร้างไหนพังทลายไม่มีพลเมืองคนไหนสูญหาย...เฮเซลบรุคสอบผ่านบททดสอบที่โหดร้ายที่สุดของธรรมชาติได้อย่างไร้ที่ติ"
อีไลอัสสูดลมหายใจที่อบอวลไปด้วยกลิ่นออร่าของต้นบริสโอ๊คแห่งความสุขและดอกไม้ป่าดอกแรกของฤดูใบไม้ผลิเข้าเต็มปอด
ไม่นานนักเสียงโห่ร้องก็ดังขึ้นทั่วลานกลางเมือง เหล่าเอลฟ์ยกคันธนูขึ้นฟ้าเผ่าปักษากางปีกบินวนเหนือกำแพง เหล่าเงือกกระโดดขึ้นจากผิวน้ำอย่างร่าเริงเดซี่วิ่งเข้ามากอดเอวอีไลอัสแน่น
"เรารอดแล้วจริงๆ..." เลโอน่าถือขนมปังร้อนๆออกมาจากครัวพร้อมน้ำตาคลอเบ้า
และเป็นครั้งแรก...ที่ทุกคนเริ่มมองเฮเซลบรุคไม่ใช่เพียงที่พักพิง แต่มันคือ "บ้าน"ที่แท้จริงของพวกเขาตราบจนชั่วชีวิต