บทที่ 10
จิลล์ยกมือขึ้นลูบหน้าถามตัวเองว่าความคิดในใจที่กำลังเป็อยู่ในเวลานี้คือความชื่นชมหรือว่าหยาบหยามเขา? เธอไม่้าจะรู้อะไรที่เกี่ยวกับริออดันเลย ไม่้านึกถึงด้วยซ้ำ
เธอบังคับสายตาตัวเองไว้กับภูมิภาคสองข้างทางพยายามตั้งสมาธิให้มั่น ขณะนี้รถได้เลี้ยวขึ้นสู่ถนนใหญ่ของเมืองเฮเลน่าซึ่งมีชื่อเรียกว่า ลาสท์ ช้านซ์ กูลช์ แล้ว
ครั้งหนึ่งบริเวณแถบนี้เคยเป็หุบเขาลึกมิใช่ถนนลาดยางสายใหญ่อย่างที่เป็อยู่ทุกวันนี้ นั่นเป็ยุคแรกเริ่มเมื่อคนพเนจร4 คนได้เดินทางมาถึง เพื่อจะทำการสำรวจพื้นที่ในบริเวณนี้เป็ครั้งสุดท้ายและมีความหวังที่จะได้เป็มหาเศรษฐีรออยู่ข้างหน้า, ในเดือนกรกฎาคมของปี 1864 พวกเขาก็ได้พบกับสายแร่ทองคำ และเมื่อฤดูใบไม้ร่วงมาถึงโรงเรือนนับร้อยก็ถูกปลูกสร้างขึ้นเมื่อพวกตื่นทองได้เดินทางเข้ามาปักหลักกันในลาสท์ ชานซ์ กูลช์ นี้
และเมืองก็ได้เกิดขึ้น คำว่า ลาสท์ช้านซ์ กูลช์อาจจะไม่สมศักดิ์ศรีพอที่จะเป็ชื่อเมืองที่เกิดมาจากชุมชนใหญ่แห่งนี้ได้พวกเขาจึงพร้อมใจกันเปลี่ยนชื่อเป็ เฮเลน่าและเอาชื่อเดิมนั้นมาตั้งเป็ชื่อถนนสายใหญ่แทน
อาคารบ้านเรือนที่ถูกปลูกสร้างขึ้นด้วยรูปแบบโบราณราวจะช่วยเพิ่มสีสันให้กับความคิดคำนึงของจิลล์อยู่ไม่น้อยสุดปลายถนนลาสท์ ช้านซ์ กูลช์ทางด้านใต้นั้นเรียกขานกันว่า “ไชน่า ทาวน์” เนื่องจากพวกคนจีนซึ่งเป็แรงงานส่วนสำคัญในการสร้างทางรถไฟ, ได้ใช้เป็สถานที่เพาะปลูกและเปิดร้านของตนเองขึ้นและคนพวกนี้ยังขุดอุโมงค์ลอดใต้แผ่นดินที่อยู่อาศัยใช้เป็เส้นทางลำเลียงฝิ่นอีกด้วย
อาคารเก่าแก่ที่ใช้เป็ที่พักอาศัยเป็รูปแบบโรมันโบราณกอปรด้วยประตูโค้งและเสาทรงกลมประกอบด้วยแผ่นไม้ฉลุ, บัวเพดานและคานไม้สักที่หนาหนักรถกำลังเลี้ยวไปตามโค้งถนนทิ้งลาสท์ ช้านซ์ กูลช์ไว้ทางเื้ั ผ่านไปทางเกรทนอร์ธเทิร์น ดีพอท ซึ่งครั้งหนึ่งก่อนหน้าที่จะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขึ้นเคยมีหอนาฬิกาตั้งอยู่จิลล์มุ่งความสนใจไปยังทัศนียภาพแบบมัวร์ของสองข้างทางที่รถกำลังแล่นผ่านอยู่ก่อนจะเข้าสู่เฮเลน่า ซีวิค เซนเตอร์
“คุณกำลังคิดถึงเื่อะไรอยู่?”ริออดันทำลายความเงียบขึ้น
จิลล์ััแววตาที่เยียบเย็นของเขาอีกครั้งแต่บังคับตัวเองให้จ้องมองไปแต่เส้นทางที่สว่างด้วยแสงไฟเบื้องหน้า
“ก็..เื่เมืองนี้แล้วก็ประวัติของมันเท่านั้นแหละค่ะ”เธอยักไหล่เบา ๆ
ิัของเธอเหมือนจะเต้นเร่าขึ้นขณะที่ความรู้สึกบอกตัวเองว่าไม่ควรสบตาเขาเลยแม้จะได้เห็นความจองหองที่ฉายอยู่ในสีหน้าเพียงชั่วแวบเดียวก็ตาม
“จริงน่ะหรือ?”น้ำเสียงของริออดันบอกความไม่เชื่อ
รถชะลอลงเมื่อแล่นเข้าสู่ทางโค้งหน้าตัวอาคารเครื่องยนต์ถูกดับลง ริออดันเอี้ยวตัวมามองดวงตาที่แฝงประกายกล้าจับอยู่บนเรือนผมสีทองที่จางลงเมื่อต้องแสงไฟ
ท่อนแขนของเขาพาดอยู่กับพนักเบาะรถฝ่ามือห่างจากต้นคอของเธอไม่ถึงนิ้ว จิลล์รู้สึกตึงเครียดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกสัญชาตญาณภายในสำแดงปฏิกิริยาเมื่อเตือนเธอให้ต้อนรับท่าทางของเขาอย่างใจเย็นที่สุด
“ผมคิดว่าคุณกำลังคิดหาวิธีใหม่ๆ ที่จะโน้มน้าวให้ผมเปลี่ยนใจเื่เพื่อนคุณเสียอีก” น้ำเสียงทุ้มๆ นั้นเยาะหยันอย่างเห็นได้ชัด
“โน้มน้าวหรือคะ?”จิลล์กลืนน้ำลายติด ๆ กะพริบตาถี่ ๆแผงขนตาสีน้ำตาลเน้นความงามของดวงตาคู่นั้นให้เด่นขึ้น
“อ้าว..ก็นั่นไม่ใช่สิ่งที่คุณพยายามทำมาั้แ่เราพบกันหรอกหรือ?”น้ำเสียงแ่เบานั้นเหมือนจะท้าทายให้เธอปฏิเสธ
“ฉันไม่เข้าใจที่คุณพูดเลยสักคำ”จิลล์ร้องออกมาหน้ากากที่เธอสวมไว้คล้ายจะถูกกรีดออกด้วยแววตาคมปลาบคู่นั้น “ถ้าคุณจะหมายถึงว่าฉันได้พยายามที่จะพูดจาให้คุณเชื่อว่าควรจะให้โอกาสกับเคอรี่และทอดด์บ้างแล้วละก็ฉันยอมรับละค่ะว่าตั้งใจทำจริง ๆ”
“นี่คุณตั้งใจจะให้ผมเชื่อจริงๆ น่ะหรือว่าคุณไร้เดียงสาเหมือนท่าทางที่แสดงอยู่?” ริออดันยิ้มเย็นราวจะซ่อนแววตาขบขันไว้ในท่าทีของเธอ
“คุณพูดจาวนไปเวียนมายังไงก็ไม่รู้”จิลล์กะพริบตาราวกับสับสนไม่แน่ใจจริง ๆ เอียงคอมองเขาอย่างแปลกใจ “ฉันไม่เข้าใจที่คุณพูดเลยจริง ๆ นะคะ”
“คุณนี่แสดงได้ดีมากนะแต่ไอ้ความฉลาดน่ะถึงยังไงมันก็ต้องมีช่องทางแสดงออกมาจนได้ละน่า”
“แสดงอะไรกันคะ?”เธอทวนถามหน้าซื่อ
ลึกลงไปในใจ จิลล์ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าข้อกล่าวหาของริออดันไม่เป็ความจริงแต่ถ้าเธอเลิกเล่นเป็ผู้หญิงหน้าโง่เสียั้แ่ตอนนี้จิลล์รู้ว่าตัวเองจะต้องะเิออกมาด้วยฤทธิ์โทสะและความหมั่นไส้ในท่าทางยะโสโอหังของเขาซึ่งความโกรธเช่นนั้นจะช่วยอะไรเคอรี่ไม่ได้เลย มันเป็เพียงการระบายอารมณ์ของตัวเองออกมาเท่านั้น
“จริง ๆ นะคะคุณริออดัน ที่คุณพูดมาทั้งหมดนั่นน่ะไม่เห็นเป็เื่เลย” เธอเอื้อมไปจับลูกบิดประตูรถ“ฉันเห็นจะต้องขอตัวเข้าบ้านก่อนละค่ะ”
แต่ประตูบานนั้นถูกล็อกไว้จิลล์สอดส่ายสายตาหาทางที่จะเปิดมันออกให้ได้ แต่ในที่สุดก็นึกรู้ว่ามันจะต้องอยู่ทางด้านคนขับและเธอก็จำเป็ที่จะต้องหันไปมองหน้าที่เกลื่อนด้วยรอยยิ้มเยาะนั้นอย่างไม่เต็มใจเลย
“ช่วยเปิดล็อกประตูหน่อยได้ไหมคะ?”
คำขอร้องของเธอได้รับความเงียบและสายตาที่เต็มไปด้วยแววแห่งความพึงใจเป็คำตอบจิลล์เลียริมฝีปากอย่างหวั่นไหว และกิริยาเช่นนั้นเหมือนจะเรียกความสนใจทั้งหมดของเขาให้มุ่งอยู่กับริมฝีปากของเธอ
“ทำไมน้า..เมื่อผีเสื้อสามารถจะขโมยน้ำหวานมาจากดอกไม้ตั้งมากมายแล้วยังมีท่าทางเหมือนบริสุทธิ์อย่างนี้?”มุมปากของเขาหยักขึ้นเป็รอยยิ้มหยันไม่เชิงจะ้าคำตอบจากเธอเท่าไรนัก
ผีเสื้อ..คำ ๆ นี้ทำให้เธอสะท้านขึ้นรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาตรงท้ายทอยเพิ่งเมื่อวานนี้เองที่จิลล์ใช้คำนี้อธิบายถึงความเป็ตัวเองและริออดันก็มาเลือกใช้คำเดียวกันมันเป็เหตุบังเอิญจริง ๆ น่ะหรือ? หรือว่ามันมีอะไรบางอย่างที่เป็ความลึกลับถ่ายทอดอยู่ระหว่างเขาและเธอต่างคนต่างถ่ายทอดความนัยนั้นแก่กัน?
“ทำไม..ทำไมคุณถึงพูดคำว่าผีเสื้อด้วยล่ะคะ?”เธอจำเป็ต้องตั้งคำถามขึ้นน้ำเสียงแหบพร่าราวกับคนที่เต็มไปด้วยความละอายใจ
“ก็เพราะว่า” ริออดันตอบช้า ๆ อย่างจองหอง “เพราะว่าคุณเป็คนสวยอ่อนไหว และมั่นคงเหมือนกับผีเสื้อน่ะสิ” มันเป็คำตำหนิมิใช่คำอภินันทนาการเลยแม้แต่น้อยนิ้วแข็ง ๆ ไล้อยู่กับปอยผมที่ปลิวมาระอยู่กับใบหน้าด้วยแรงลมและบางส่วนที่รุ่ยร่ายอยู่ตรงลำคอระหงตามแบบสมัยนิยมจิลล์มีความรู้สึกเหมือนตัวเองถูกตรึงให้ติดอยู่กับที่เหมือนผีเสื้อที่เขาขนานนามเธอ ด้วยแสงคมปลาบจากดวงตาสีเทาเข้มคู่นั้น “ผมเคยอยากรู้มานานแล้วว่าน้ำผึ้งน่ะมันจะหวานกว่าริมฝีปากของผีเสื้อหรือเปล่า?”
อุ้งมือของเขาประคองต้นคอเธอไว้นิ้วมือพันอยู่กับปอยผม ซึ่งเท่ากับเพิ่มแรงดึงเมื่อรั้งร่างจิลล์ให้เข้าไปหาเธอกางมือยันแผงอกเขาไว้
“อย่านะคะ” เธอปรามด้วยเสียงที่บอกทั้งแปลกใจและต่อต้านเต็มที่
แต่เขาก็กระชากใบหน้าเธอให้แหงนหงายขึ้นรับริมฝีปากที่โน้มลงมาใกล้ความรู้สึกเหยียดหยันปรากฏอยู่บนริมฝีปากหนา ๆ คู่นั้นก่อนที่มันจะประทับลงบนเรียวปากของเธอ
มันเป็จุมพิตที่โเี้กักขฬะยิ่งนัก เมื่อเขากดริมฝีปากลงจิลล์รู้สึกหูอื้อขึ้นมาทันที เปลวไฟร้อน ๆ ลามเลียขึ้นทั่วร่างบอกตัวเองว่าด้วยแรงแห่งจุมพิตนั้นน่าจะทำให้คอหักตายมากกว่า
มันมิใช่จุมพิตที่ผู้ชายพึงมอบให้กับผู้หญิงเลยน่าจะเป็จูบที่เขาแสดงกับโสเภณีดิมากกว่าคือไม่จำเป็ต้องคิดหรือไยดีในความรู้สึกของผู้หญิงพวกนั้นแต่พลังอำนาจของเขาช่างมากมายอะไรเช่นนี้อาการดิ้นรนของเธอถ้าจะเปรียบก็เหมือนผีเสื้อที่ดิ้นกระดิกอยู่ในปลอกเหล็กเท่านั้น
ฝ่ามือที่ยันอยู่ตรงแผงอกกำมั่นและรู้สึกได้ถึงแรงเต้นของหัวใจใต้แผ่นอกนั้น มันราบเรียบสม่ำเสมอผิดกับของเธอที่เต้นระรัวไม่เป็จังหวะจุมพิตที่หักหาญนั้นราวจะดูดซับเอาพละกำลังในเรือนกายไปจนหมดสิ้นมันดื่มซับทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเธอเหมือนดอกไม้ที่ถูกแมลงดูดซับน้ำหวานเธอสูดลมหายใจลึกเพื่อสะสมพละกำลังไว้ มิให้อ่อนเปลี้ยไปในอ้อมแขนเขา
ริออดันโจมตีเธออย่างรวดเร็วเหมือนเหยี่ยวที่ฉกเหยื่อของมันและเช่นเดียวกับที่มันเกิดขึ้น ริออดันถอนริมฝีปากออกอย่างรวดเร็วคลายอ้อมแขนที่รัดรอบคอของเธอออก ไล่นิ้วลงไปตามกระดูกไหปลาร้าเหมือนจะยั่วยุอารมณ์เป็ครั้งสุดท้าย จิลล์นั่งคอตกปอยผมระอยู่กับนวลแก้มเหมือนจะช่วยปกปิดใบหน้าที่แดงก่ำด้วยความพึงใจไว้
แต่เธอไม่ยอมให้่เวลาอันล้ำค่านั้นมาทำให้ต้องสูญเสียความเป็ตัวของตัวเองได้เธอสูดลมหายใจลึก
ริออดันเชยคางไว้ด้วยนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้เหมือนจะพิจารณาคู่ศึกของตน แต่ภาพที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของเขาคือสาวน้อยที่นั่งหน้าแดง สีหน้าเต็มไปด้วยความเสียใจและตำหนิการล่วงเกินของเขาอยู่มิได้มีอะไรที่มากไปกว่านั้นเลย
“คุณคิดว่าระหว่างเราสองคนใครจะเข้มแข็งกว่าคุณแรนนดอลล์?” ริมฝีปากของเขาหยักยิ้มหยัน
“ถ้าทางร่างกายละก็คุณต้องเหนือกว่าฉันแน่ค่ะ” จิลล์สะบัดเสียงใส่เปลวไฟฉายแสงอยู่ในดวงตา แต่
ริออดันราวกับถูกสร้างมาจากเหล็กมิใช่ไม้ ดังนั้นเปลวไฟจึงไม่อาจเผาไหม้เขาได้
ลักยิ้มตรงมุมปากกดลึกลงกว่าเดิม
“อย่าเข้าใจผิดก็แล้วกันว่ามันจะเป็เฉพาะแต่ร่างกายเท่านั้น”เขาเตือนด้วยเสียงต่ำ ๆ
เขาปล่อยมือออกจากร่างเธอเลื่อนตัวกลับไปนั่งตัวตรงอยู่หลังพวงมาลัย เพียงกดปลายนิ้วลงบนปุ่มใกล้หน้าปัดล็อกประตูก็ดังคริกขึ้น
“ราตรีสวัสดิ์ คุณแรนดอลล์”