ตอนที่ 1 — เสียงสุดท้ายของไวโอลินดำ
ลมค่ำพัดลอดช่องหน้าต่างไม้เก่า เสียงเสียดฝา ครืด...ครืด... ดังขึ้นคล้ายเสียงคันชักลากผ่านสายไวโอลิน
ในห้องเก็บของกลางเรือนไทยหลังใหญ่ — มีเครื่องดนตรีมากมายตั้งเรียงรายเหมือนพิพิธภัณฑ์เล็ก ๆ แต่ที่ตรงกลาง...
คือไวโอลินสีดำมะเมื่อมตัวหนึ่ง วางนิ่งอยู่ในกล่องกำมะหยี่แดง
หญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามา เธอสวมเสื้อคลุมแล็บ — นักดนตรีวิทยาที่ทำงานร่วมกับกรมศิลป์
“อืม... รุ่นนี้น่าจะสมัยรัชกาลที่ห้า... แต่แปลก ทำไมมีชื่อสลักว่า ‘เล่นให้ตาย’ ล่ะ?”
เสียงบางอย่างตอบเธอในความมืด
“ก็เพราะ... คนที่เล่นมันจริง ๆ ตายทุกคน”
เสียงนั้นมาพร้อมสายลมเย็นเฉียบ — แล้วกรี๊ดดด! เสียงไวโอลินดังขึ้นเองในความมืด
ฉากตัด — ห้องพักของเมฆา
เมฆากำลังซ่อมเครื่องวัดสนามแม่เหล็กข้างๆ ถ้วยมาม่า
วรุฒกำลังดูคลิปผีในมือถือ “พี่เมฆา! ดูนี่ดิ! คลิปไวโอลินเล่นเองตอนตีสาม เขาว่ามีเสียงคนร้องแทรกในเพลงด้วยนะ”
“เสียงร้อง หรือเสียงคนข้างบ้านร้องเพราะมันเล่นเพี้ยน?” เมฆาพูดโดยไม่เงยหน้า
“ไม่รู้ดิ แต่เขาว่าตอนนี้เครื่องดนตรีนั้นอยู่ที่บ้านเก่าทางฝั่งธน มีคนไปลองเล่นแล้วเป็บ้าไปเลยนะพี่!”
เมฆาเงยหน้า “ถ้าเป็บ้าจริง ๆ ก็ต้องไปตรวจว่ามีคลื่นความถี่กระตุ้นสมองหรือไม่... น่าสนใจ”
จิตราตั้งกาแฟแล้วพูดขำ ๆ “อีกไม่นานพี่คงต้องเพิ่มอุปกรณ์ตรวจ ‘ผีดนตรี’ แล้วล่ะมั้ง”
“มีแล้ว” เมฆาตอบเรียบ ๆ พลางหยิบเครื่องวัดรูปทรงเหมือนไมค์ “ผีที่ใช้เสียงสื่อสาร มีความถี่เฉพาะ... คล้ายคลื่นย่านต่ำของเครื่องสาย”
วรุฒหันมาทันที “พี่กำลังจะบอกว่า ผีมันจูนเสียงได้?”
“ไม่ใช่จูน...” เมฆาว่า “แต่มัน เล่นอยู่ตลอดเวลา ต่างหาก”
ฉากที่บ้านเก่าฝั่งธน
บ้านไม้เก่าเสียงฝนกระทบหลังคา เปาะ...เปาะ...
ในห้องกลางคือไวโอลินสีดำวางอยู่บนโต๊ะ มีเทียนจุดอยู่สี่มุมเหมือนพิธีกรรม
“ขอให้ผีอย่าเล่นเพลงหลอนนะ” วรุฒพึมพำ “ขอเพลงพี่เบิร์ดแทนได้ไหม จะได้มีจังหวะเต้น”
“เงียบก่อน” เมฆาเอาเครื่องวัดเสียงขึ้นมาวาง “ความถี่เริ่มสั่นเองทั้งที่ไม่มีใครแตะ”
เสียงสายไวโอลินเริ่มดัง งี้ดดด... งี้ดดด...
เมฆาก้มดูหน้าจอ — เส้นกราฟะโขึ้นเอง
“คลื่นนี้เหมือนคลื่นชีพจรของคน... แต่มันมาจากเครื่องดนตรี”
จิตราขยับถอย “พี่เมฆา มันเริ่มเล่นเองอีกแล้ว”
เสียงเพลงดังขึ้น — ทำนองแปลกประหลาด ทั้งเศร้า ทั้งบิดเบี้ยว
วรุฒพึมพำ “ผมว่ามันเล่นเพี้ยนแน่ ๆ ผีมันไม่มีหูฟังเสียงตัวเอง...”
ทันใดนั้น ไวโอลินสะบัดขึ้นจากโต๊ะเอง!
คันชักลากผ่านสาย ฉึ่ดดด! เสียงแสบแก้วหู
วรุฒกรีดร้อง “โอ๊ยยยยย!!! ผีเล่นผิดคีย์!!”
“มันไม่ได้เล่นผิด” เมฆาพูดเสียงเย็น “มันกำลังเล่น รหัสเสียง — คลื่นที่ใช้กระตุ้นสมองมนุษย์”
“งั้นพี่หมายความว่า...”
“ใช่ — ใครได้ยินจนจบ จะหยุดหายใจ”
จิตราหน้าซีด “แล้วเราจะทำยังไง!?”
“ง่ายมาก” เมฆาหยิบหูฟังออกมาเสียบ “ก็เปิดเพลงหลอกกลับสิ”
“หา!?”
“คลื่นสวน — เสียงตรงข้ามมันจะยกเลิกกัน”
“แล้วพี่มีเหรอ?”
“มี” เมฆาพูดเรียบ ๆ “เสียงผมตอนอัดเวลาวรุฒกลัวผี”
“พี่อัดไว้ทำไม๊!!”
“เพื่อเหตุผลทางวิทยาศาสตร์”
เขากดเปิดเสียง — เสียงวรุฒร้อง “แม่จ๋าาาาาาาาา!!” ดังก้องทั่วห้อง
ไวโอลินสะดุ้ง เสียงหยุดชะงัก แล้วสายขาด เปรี๊ยะ!
เงียบ...
เทียนทั้งสี่มอดดับพร้อมกัน
วรุฒยืนหอบ “พี่... ถ้าใครบอกผมว่าผมช่วยปราบผีด้วยเสียงกรี๊ดของตัวเอง ผมคงไม่เชื่อเลย...”
จิตราหัวเราะ “อย่างน้อยผีก็แพ้เสียงธรรมชาติของมนุษย์ล่ะนะ”
เมฆามองไวโอลินสีดำที่ตอนนี้นิ่งสนิท
“อย่าเพิ่งดีใจ... นี่แค่เสียงหยุด แต่ จิตที่สร้างเสียง อาจยังอยู่ในไม้ของมัน”
เขาก้มลงแตะไวโอลินเบา ๆ
ไม้เย็นเฉียบเหมือนศพ
และ...มีเสียงกระซิบแ่ ๆ ดังขึ้นในหู
“ครั้งหน้า... จะเล่น ให้ฟังใหม่ นะ...”
เมฆาชะงัก สายตานิ่ง “วรุฒ เก็บเครื่องวัดเสียงกลับบ้านไป”
“ทำไมครับ?”
“เพราะคืนนี้ ฉันว่ามันจะเริ่มเล่นอีก”
ตอนต่อไป — “บทเพลงที่ไม่มีวันจบ”
เมฆาเริ่มสืบหาที่มาของไวโอลินดำ และพบว่าเ้าของคนแรกคือเด็กหญิงนักไวโอลินที่ตายกลางเวทีในวันเปิดการแสดง... แต่คลื่นเสียงในวันนั้น ถูกบันทึกไว้ในเทปที่ยังไม่มีใครกล้าเปิดฟังจนถึงวันนี้