เซินอู๋ซางหันมองไปตามเสียงเรียกของหลี่ว์โฮ่วแววตาเ็า ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน พลางเอ่ยอย่างเยือกเย็น “ไม่ใช่ข้าดูเหมือนยังมีนกขมิ้นเหลืองตัวอื่นอยู่อีก...”
หลี่ว์โฮ่วก็เข้าใจสิ่งนี้เช่นเดียวกันไม่เช่นนั้นเขาคงไม่บอกกับเซินอู๋ซางไปเช่นนั้น
เซินอู๋ซางก็เช่นกัน แม้เขาจะยโสโอหังไม่เคยสนใจผู้อื่นแต่เขาไม่ได้โง่เง่า เมื่อพบว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เขาจึงวางมือจากหลี่ว์โฮ่วะโออกจากการต่อสู้แล้วตามหาเซียวจิ่งหยวน
ขณะเดียวกันนั้นเองหลี่ว์โฮ่วกลับลอยสูงขึ้นไปบนฟ้าก่อนหยิบกระจกโบราณที่มีขนาดเท่าฝ่ามือออกมาจากบริเวณอก กระจกโบราณบานเล็กสีครามเทาหมองหม่นทว่าเมื่อหลี่ว์โฮ่วชูกระจกขึ้น กลับส่องแสงสว่างสีเงินเย็นะเืออกมาในทันที
เมื่อแสงนั้นสาดส่องกระทบกับสิ่งต่างๆสรรพสิ่งทั้งหลายต่างเปิดเผยร่างอันแท้จริงของตนออกมารวมไปถึงหมอกบางที่ดึงตัวเซียวจิ่งหยวนให้ลอยไปยังป่าลึกเองก็ถูกเปิดเผยออกให้เห็นอย่างแจ่มแจ้งเช่นกัน
“คิดอยากแย่งเนื้อจากปากเสือเช่นนี้ ถามความเห็นของข้าแล้วหรือยัง” หลี่ว์โฮ่วแสยะยิ้มพร้อมบินมุ่งหน้าไปยังเบื้องล่าง
เปรี้ยง!
กระแสพลังอันแข็งแกร่งเป็สิบๆสายปรี่เข้ามาใส่หลี่ว์โฮ่วไว้ ทำให้เขาต้องหยุดชะงักกลางอากาศ
ชายชุดเทาปรากฏกายขึ้นท่ามกลางหมอกบาง เขาผู้นั้นประคองเซียวจิ่งหยวน แล้วรีบเหาะลอยออกไปโดยไม่ได้สนใจจะปิดบังตัวตนอีกต่อไป
ความเร็วของชายชุดเทานั้นรวดเร็วปานสายลมเพียงชั่วพริบตาเดียวเขาผู้นั้นก็เหาะข้ามูเาไปหลายลูกกระทั่งสุดท้ายไปหยุดอยู่กลางผืนป่าไผ่หนาทึบที่อยู่ห่างออกไปกว่าสิบลี้
“หยุดซะ...”
ทันใดนั้นเอง เซินอู๋ซางก็ปรากฏตัวขึ้น เขายืนอยู่บนกระดองเต่าพ่นไฟพร้อมพุ่งปรี่เข้ามาด้วยท่าทางดุร้าย ป้ายคำสั่งในมือที่ถูกขว้างไปในอากาศแปรสภาพกลายเป็สัตว์อสูรมีหัวเป็หมาป่า ตัวมีปีก
“โฮก!”
เสียงคำรามของสัตว์อสูรตัวนั้นดังสะท้านประหนึ่งฟ้าผ่าคลื่นเสียงมากมายซัดออกไปราวคลื่นน้ำ เขย่าต้นไผ่ให้โอนเอนกิ่งก้านและใบไม้กับปล้องไผ่ถูกหักโค่นทำลายไปเสียจนสิ้น
เมื่อคนชุดเทาเห็นดังนั้นก็แสยะยิ้มอย่างเ็าก่อนจะผิวปากยาว
เสียงแหลมยาวทรงพลังนั้นกระจายไปทั่วราวคลื่นในทะเลป่าไผ่ทันใดนั้นก็มีเหล่าคนแต่งกายด้วยชุดสีเทาราวยี่สิบถึงสามสิบคนโผล่ออกมาจากทั่วทุกทิศรวมกลุ่มดาหน้าเดินเลาะตามป่าประหนึ่งฝูงมัจฉาที่แหวกว่ายอยู่ภายในสายธารไร้ซึ่งสิ่งกีดขวางขณะเดียวกันกับที่พวกเขากำลังก้าวเดินมาอย่างว่องไวก็มีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นภายในผืนป่าไผ่ที่ขึ้นปกคลุมพื้นที่กว้างกว่าสิบลี้
แควกๆๆ ...
เสียงแปลกประหลาดดังขึ้นแ่เบาต้นไผ่ที่ตั้งตระหง่านก็โอนเอนไปมาตามสายลมราวกับเป็ต้นหลิวเสียงลมหวีดหวิวที่เกิดขึ้นมาหาได้เกิดเพราะมีลมพัดให้ต้นไผ่แกว่งไม่ทว่ากลับเป็การที่ต้นไผ่แกว่งเอนไปมาจนเกิดลมต่างหาก
ลมพายุกระโชกพัดหมุนไปทั่วทุกสารทิศใบไผ่สีเขียวขจีพันม้วนไปตามกระแสลมที่พัดอย่างบ้าคลั่งแปรเปลี่ยนกลายเป็กระบี่ยาว เพียงชั่วพริบตาเดียวทุกพื้นที่ในป่าไผ่ก็เต็มไปด้วยกระบี่ใบไผ่อันแหลมคมหนาแน่นราวลูกศรนับหมื่นดอกปกคลุมไปทั่วทั้งท้องฟ้าและปฐี ยิงถาโถมเข้าหาสัตว์อสูรหัวหมาป่าในคราวเดียว
“สำนักซานจู๋!”
เมื่อเผชิญกับเหตุการณ์นี้ไม่ว่าจะเป็เซินอู๋ซางหรือหลี่ว์โฮ่วล้วนต้องขมวดคิ้วพลางรู้สึกว่าเื่นี้ชักจะยุ่งยากเกินไปแล้ว ถึงแม้ว่าสำนักซานจู๋เป็เลิศแค่ในแถบเซียงซีอิทธิพลทางฝั่งเจียงหนานค่อนข้างอ่อนแอแต่เหล่าลูกศิษย์ในสำนักซานจู๋กลับไม่ได้ต่อกรกันได้ง่ายๆ
หาใช่เพราะพลังของศิษย์สำนักซานจู๋นั้นแข็งแกร่งมากไม่กลับกันพลังของศิษย์สำนักซานจู๋กว่าสิบคนที่อยู่ที่นี่ยังห่างชั้นจากเซินอู๋ซางและหลี่ว์โฮ่วอยู่มากปัญหาคือั้แ่อดีต ศิษย์สำนักซานจู๋ไม่ได้มีชื่อเสียงมาจากความสามารถแต่โดดเด่นในด้านการเอาชนะด้วยปริมาณ
สำนักซานจู๋มีชื่อเสียงในเื่ของการเอื้ออาทรต่อลูกศิษย์ขอเพียงศิษย์ในสำนักสำเร็จการฝึกตนจนบรรลุถึงขั้นสร้างรากฐานก็จะได้รับอาวุธวิเศษมากมายจากสำนักได้รับกระบี่บินเริ่มต้นเป็ร้อยเล่มจนเกือบพัน กระทั่งอาจถึงพันกว่าหรือเกือบหมื่นเล่มภายในครั้งเดียว...
แน่นอนว่าคุณภาพของกระบี่บินเหล่านี้ไม่ใช่จะสูงค่าเพราะพวกมันต่างเป็กระบี่ที่ถูกทำขึ้นมาจากไม้ไผ่แต่คุณภาพที่ต่ำเตี้ยนี้ไม่ได้หมายความว่าจะกระจอกเนื่องจากกระบี่ไม้ไผ่บินเหล่านี้ล้วนสามารถใช้ทำลายล้างได้แม้ว่าคุณภาพจะไม่เท่าอาวุธทำทำตามเหล็กชั้นดีก็ตาม
แต่ไม่ว่าคุณภาพของกระบี่ไม้ไผ่จะแย่สักเพียงใดทว่าด้วยจำนวนมหาศาลแล้วก็น่ากลัวไม่ต่างกัน
หลังจากที่ศิษย์สำนักซานจู๋ได้รับกระบี่ไม้ไผ่จำนวนมากมายแล้วลองฝึกใช้ไปสักระยะไม่นานพวกเขาก็ใช้กระบี่ไม้ไผ่ได้ตามใจนึก ครั้นเมื่อเกิดการต่อสู้ขึ้นพวกเขาจะควบคุมกระบี่ไม้ไผ่จำนวนมากให้เข้าโจมตี เมื่ออาวุธที่มีใช้วัสดุราคาถูกในการทำจึงไม่จำเป็ต้องรู้สึกเสียดายหากอาวุธโดนทำลาย พวกเขาก็สามารถกลับสำนักเพื่อขออาวุธมาเติมได้ทุกเมื่อ
เมื่อเวลาผ่านไป ศิษย์ในสำนักซานจู๋จึงมีลักษณะการต่อสู้ที่เป็เอกลักษณ์ไม่ว่าพวกเขาจะต้องสู้ตัวต่อตัว หรือต้องสู้แบบกลุ่มพวกเขามักจะปลดปล่อยกระบี่บินออกมาจำนวนมหาศาลจนมืดฟ้ามัวดินประหนึ่งมีตัวต่อบินว่อนปกคลุมไปทั่วทุกพื้นที่อย่างไรอย่างนั้น
มดมากสามารถกัดช้างตายได้
ยิ่งไปกว่านั้นกระบี่ไม้ไผ่บินที่อยู่รวมกันอย่างหนาแน่นยังไม่ใช่สิ่งที่จะทำลายได้โดยง่าย
กระบี่บินจำนวนนับหมื่นถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทางแม้นเป็คนที่มีความสามารถในการป้องกันตัวสูงอย่างเซินอู๋ซางยังเลือกที่จะหลบหลีกไม่กล้าอาจหาญเข้าเผชิญหน้า
แควกๆๆ ...
ฝูงตัวต่อไผ่เขียวบินโฉบตรงเข้าต่อยที่กายของสัตว์อสูรหัวหมาป่าจนพรุนก่อนที่มันจะมลายหายสิ้นไปพร้อมเสียงร้องโหยหวน
แสงประหลาดจากป้ายคำสั่งหมองลงเล็กน้อย พร้อมเสียหายไปบางส่วน
“เขาเป็ของพวกข้า ไสหัวไปเสีย!”
หลังจากที่ขู่ให้เซินอู๋ซางถอยไป คนชุดเทาสิบกว่าคนก็เข้ามารวมตัวกันผู้ที่ดูเหมือนเป็ผู้นำเอ่ยเตือนอย่างไม่ลังเล “หากพวกเ้ายังไม่หลบไปก็อย่าหาว่าพวกข้าไร้มารยาทก็แล้วกัน”
แสงรัศมีสีเขียวของผืนป่าไผ่ที่สั่นไหว ก้านไผ่ทั้งหมดเหยียดตรงจนดูเหมือนกระบี่เล่มยาวและปลดปล่อยพลังน่าสะพรึงออกมาต่อจากคำพูดของผู้นำชุดเทา
“เวรเอ๊ย...”
หลี่ว์โฮ่วรู้ได้ทันทีเมื่อเห็นฉากตรงหน้า ว่าในยามที่เขากำลังต่อสู้อย่างเอาเป็เอาตายกับเซินอู๋ซางอยู่นั้นเหล่าศิษย์ในสำนักซานจู๋ได้จัดเตรียมค่ายกลในป่าไผ่เอาไว้แล้ว ยามนี้พวกเขาได้เปรียบทั้งเวลาสถานที่ และจำนวนคน หากฝืนบุกต่อไปต้องยุ่งยากแน่ และอาจต้องเอาอาวุธวิเศษที่อานุภาพรุนแรงออกมาใช้
ทว่าหากนำอาวุธเ่าั้ออกมาใช้แล้วไม่อาจควบคุมพลังทำลายล้างของมันได้สิ่งนี้จะคุ้มค่ากับการเป็ปฏิปักษ์กับสำนักซานจู๋ เพียงเพื่อสอบถามหาที่อยู่ของป้ายคำสั่งเนินพยัคฆ์หรือ
หลี่ว์โฮ่วชั่งน้ำหนักดูผลได้เสีย ลังเลไม่กล้าตัดสินใจ หากบนโลกใบนี้มีป้ายคำสั่งเนินพยัคฆ์เพียงแผ่นเดียวเขาคงตัดสินใจเด็ดขาดแล้วใช้วิธีการรุนแรงเพื่อชิงมาทว่าป้ายคำสั่งเนินพยัคฆ์นั้นกลับมีถึงสามสิบหกแผ่นดังนั้นจึงไม่จำเป็ต้องแขวนตนเองไว้บนเส้นด้าย
หลี่ว์โฮ่วคิดทบทวนอยู่เป็ร้อยรอบ จู่ๆ เขาก็ถ่อมตน พูดพลางหัวเราะแหะๆว่า “ที่แท้พวกท่านทั้งหลายคือสหายเต๋าแห่งสำนักซานจู๋เองหรอกหรือเหตุใดถึงไม่บอกข้าให้เร็วกว่านี้เล่าความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับสำนักซานจู๋ถือได้ว่าสนิทสนมกันไม่น้อย ในเมื่อสหายเต๋าทั้งหลาย้าป้ายคำสั่งเนินพยัคฆ์นี้ข้าเองคงต้องขออภัยด้วย”
ระหว่างที่กำลังพูดหลี่ว์โฮ่วก็เหาะหายไปในอากาศ หากแต่ไม่อาจรู้ได้เลยว่าเขาหนีไปแล้วจริงๆหรือเพียงหลบซ่อนอยู่บนท้องฟ้าเพื่อรอโอกาสในการลงมือกันแน่แต่อย่างน้อยตอนนี้เขาก็ไม่ได้อยู่แถวนี้แล้ว
ยามนี้เหลือเพียงเซินอู๋ซางคนเดียวเท่านั้นที่ยังคงยืนประจันหน้าอยู่กับผู้นำของสำนักซานจู๋
คาดว่าหากคนทั้งสองร่วมมือกันพวกเขาคงฝ่าฟันสำนักซานจู๋ไปได้ เพียงแต่ความคิดของพวกเขาทั้งสองแตกต่างกันนัก จึงเป็ไปไม่ได้ที่จะร่วมมือกัน
ดังนั้นหลังจากที่หลี่ว์โฮ่วหนีหายไปสีหน้าของเซินอู๋ซางจึงค่อยๆ ซีดลง เขาทั้งโกรธทั้งโมโหแต่กลับทำอะไรไม่ได้เพราะต่อให้เขาจะเย่อหยิ่งสักเพียงใด ทว่าก็ตระหนักถึงพลังของตนดีหากต้องต่อสู้กับศิษย์สำนักซานจู๋ด้วยตัวคนเดียว คงเป็เพียงความฝันลมๆ แล้งๆเท่านั้น
ทว่า...
“หากข้าไม่ได้พวกเ้าก็อย่าหวังว่าจะได้มันไปเลย”
ทันใดนั้น แววตาของเซินอู๋ซางก็พลันขึงขังพร้อมปาสิ่งของบางอย่างออกไปด้วยจิตอาฆาต และใน่เวลาที่เขาปาของสิ่งนั้น ก็ขึ้นไปยืนบนกระดองเต่าพ่นไฟพร้อมเหาะหายลับไปในท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว
“เกิดอะไรขึ้น”
ผู้คนต่างงุนงงสงสัยเหตุใดเซินอู๋ซางคนประหลาดถึงต้องทิ้งไข่ไว้ฟองหนึ่งด้วย
สิ่งนี้คือไข่มุกที่มีขนาดประมาณไข่ไก่มีเส้นสีเงินพันอยู่โดยรอบ
ไข่มุกถูกปาไปยังทิศทางที่เซียวจิ่งหยวนอยู่ทว่าในขณะที่ลอยอยู่กลางอากาศ มันกลับถูกศิษย์ในสำนักซานจู๋คว้าเอาไว้ได้เสียก่อน
ครั้นเมื่อคนผู้นั้นคว้าไข่ฟองนั้นไว้“ไข่” ฟองนั้นก็ทอแสงประกายสีเงินงดงามที่วูบวาบดั่งสายฟ้าสีเงินออกมา...
“ฮ่าๆ สิ่งนี้คือมุกสายฟ้าแม่เหล็ก!”
เงาร่างของหลี่ว์โฮ่วปรากฎขึ้นกลางท้องฟ้าก่อนที่เขาจะขี่กระบี่ชิงฝูออกไปอย่างรวดเร็วร่างกายของเขาดูเป็ดั่งลำแสงที่แวบวาบผ่านไป
“เกิดอะไรขึ้นหรือ”
“ช่างแปลกเสียจริง...”
ศิษย์ในสำนักซานจู๋บางส่วนยังคงงุนงงไม่หาย
ทว่าเพียงชั่วพริบตาเดียว “ไข่”ในสายตาของพวกเขาก็ะเิออก เสียงะเิดังกึกก้องไปทั่วปฐี ก่อทะเลสายฟ้าฟาดฟันพื้นที่ไปกว้างหลายสิบลี้อสรพิษสีเงินจำนวนนับไม่ถ้วนล่องลอยบินว่อนไปทั่วป่าไผ่ ลำแสงงดงามสุกสกาวเพียงแต่ฉากอันสวยงามและสว่างไสวนี้กลับเปี่ยมไปด้วยพลังทำลายล้างอันน่ากลัว
พื้นที่ภายในรัศมีการะเิของมุกสายฟ้านั้นศิษย์สำนักซานจู๋จำนวนหลายสิบคนต่างกลายเป็เถ้าธุลีโดยที่ยังไม่ทันได้แสดงปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆออกมา หลังจากนั้นลำแสงสายฟ้าก็ก่อตัวขึ้น แล้วกวาดทำลายพื้นที่รอบๆ เป็วงกว้างกว่าสิบลี้
มหาค่ายกลป่าไผ่กลายเป็เถ้าถ่านภายใต้พลังทำลายอันน่ากลัวของไฟและสายฟ้านั้นเดิมทีที่แห่งนี้มีต้นไผ่ขึ้นปกคลุมอย่างอุดมสมบูรณ์ทว่าต้นไผ่เหล่านี้กลับต้องมอดไหม้หายไปใน่เวลาอันสั้นและสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือผืนดินที่กลายเป็เถ้าถ่านเริ่มพังทลายลงอย่างช้าๆจากการทำลายของสายฟ้า
เพียงเวลาไม่นานทุกสิ่งทุกอย่างกลับเหลือเพียงความว่างเปล่า หลุมยุบขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นบริเวณพื้นที่กว้างที่มีหุบเขามากมายล้อมรอบอยู่กลิ่นไอแห่งความตายอันหนาทึบลอยอบอวลไปทั่วหลุมยุบ
ละอองฝุ่นลอยฟุ้งอยู่เต็มอากาศจนมืดครึ้มทำให้ที่แห่งนี้มืดมนมองไม่เห็นดวงตะวัน
“เซินอู๋ซาง!”
เวลาผ่านไปเนิ่นนานกว่าจะมีคนชุดเทาวิ่งกรูออกมาจากป่าทึบที่อยู่ใกล้เคียงพวกเขาล่องลอยอยู่กลางอากาศ เมื่อเหลือบมองลงไปยังหลุบยุบก็ต่างต้องกรีดร้องคำรามแล้วบินเหาะจากไป
คนเหล่านี้คือกำลังสำรองของสำนักซานจู๋เนื่องจากไม่ได้อยู่ในป่าไผ่ พวกเขาจึงรอดจากหายนะนี้ไปได้
พวกเขาที่เห็นพลานุภาพการทำลายล้างของมุกสายฟ้าด้วยตาตนเองต่างตระหนกใรีบรุดบินไปหาอาจารย์ของตนเพื่อรายงานสิ่งที่เกิดขึ้น
ตอนนี้ สำนักซานจู๋และเซินอู๋ซางถือว่าได้ประกาศเป็ศัตรูต่อกันแล้วเพียงชั่วพริบตาเดียว ผืนป่าก็ไร้ซึ่งผู้คน
ทุกคนต่างกลับบ้านไปฟ้องด้วยน้ำตานองหน้าอย่างโกรธแค้นและต่างสั่งสมพลังเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับศึกครั้งใหม่
ทว่าพวกเขากลับละเลยคนคนหนึ่งไปซึ่งเป็คนที่ไม่ควรถูกละเลย...