บทที่ 7: เตรียมตัวมาดี
ตู้จงเทียนรู้อยู่ก่อนมานานแล้วว่าหลี่จ้งซานถูกพิษเหตุผลที่เขาไม่ได้เอ่ยออกไปตรงๆนั้นเป็เพราะว่าเขารู้ว่าตระกูลใหญ่เช่นตระกูลหลี่มีความขัดแย้งภายในที่รุนแรงและเขาไม่้าตกอยู่ในอันตรายด้วยเหตุผลแบบนั้นนั่นคือเหตุผลที่เขาไม่กล้าเอ่ยความจริงออกไป
เขาคิดว่าหลี่จ้งซานคงจะไม่สามารถมีชีวิตรอดได้และต้องตายอย่างแน่นอนทว่าเขาไม่เคยคิดเลยว่าจะมีชายหนุ่มลึกลับคนหนึ่งโผล่ขึ้นมาอย่างกะทันหันและช่วยเหลือคนเอาไว้ด้วยวิชาที่หายสาบสูญไปเมื่อนานมาแล้ว
ความตื่นตระหนกที่ไม่อาจอธิบายได้นี้ทำให้ตู้จงเทียนไม่อาจที่จะทำให้จิตใจที่เต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนสงบลงได้
ชายหนุ่มคนหนึ่งที่อายุเพียงยี่สิบต้นๆจะรู้วิชาแพทย์ที่มหัศจรรย์แบบนั้นได้อย่างไร? จิตใจของตู้จงเทียนเต็มไปด้วยความปั่นป่วนกระวนกระวายอย่างมากมันให้ความรู้สึกราวกับพบกันที่เป่าซานแต่ไม่รู้ว่าควรจะเริ่มอย่างไรดี
หลินเซียวเดินไปอย่างสบายใจมุ่งหน้าฝ่าแสงอาทิตย์ที่เร่าร้อนราวกับจะแผดเผาไปอย่างรวดเร็วทว่าบนใบหน้ากลับไม่ปรากฎเหงื่อแม้สักหยด เต็มไปด้วยความผ่อนคลายไร้ความรู้สึก
แทนที่จะกลับไปยังหมู่บ้านหลินเขาได้ไปยังซุปเปอร์มาเก็ตที่ใหญ่ที่สุดและเต็มไปด้วยของราคาถูกภายในเมืองหลงเถิงเพื่อซื้อของจำนวนมากหลังจากนั้นเขาจึงมุ่งหน้าไปยังป้ายรถประจำทางและขึ้นรถประจำทางกลับไปยังหมู่บ้านหลิน
รถนั้นแน่นขนัดไปด้วยผู้คนและไม่เหลือที่นั่งหลินเซียวหาที่ว่างอย่างง่ายๆ และวางของลงก่อนจะจับห่วงเหล็กที่อยู่เหนือศีรษะ
มุมปากของหลินเซียวยังคงยกโค้งขึ้นเป็รอยยิ้มั้แ่ที่ตั้งรกรากอยู่ในหมู่บ้านหลิน เขาก็ไม่เคยมีความสุขเท่าวันนี้มาก่อนเขามีความสุขั้แ่ภายนอกสู่ภายใน
เมื่อหลินเซียวรับรู้ได้ถึงความรู้สึกคุ้นเคยต่อหลี่เยว่เหยาได้มากขึ้นเรื่อยๆ เขาก็รู้ว่าอดีตที่เขาไม่อาจจดจำได้ไม่ว่าจะอย่างไรในที่สุดก็ได้ส่งสัญญาณถึงการหวนคืนมาแล้ว
ดังนั้นแล้ว เขาจึงได้ตัดสินใจเอาตัวไปอยู่ใกล้ๆหลี่เยว่เหยาชั่วคราวเพื่อลองดูว่าเขาจะสามารถฟื้นความทรงจำใดๆขึ้นมาได้บ้างหรือไม่
หลายเดือนที่ผ่านมา หลินเซียวทรมานทั้งวันทั้งคืนดวงตาจับจ้องไปยังกระเป๋าเป้เปื้อนเือย่างเงียบๆ อย่างยาวนานในทุกค่ำคืน
ความรู้สึกว่างเปล่าเอ่อท่วมท้นร่างของเขาใช้ชีวิตอยู่ด้วยด้วยสับสนงุนงงและไม่รู้ไปวันๆเขาไม่อาจกระทั่งรู้ถึงสกุลของตนเองและแม้แต่ชื่อของเขาก็ถูกมอบให้โดยหัวหน้าหมู่บ้าน
เพียงเพราะแผ่นป้ายเงินเล็กๆ ที่ถูกสลักเอาไว้ด้วยตัวอักษรสองคำ:หลินเซียว
ชายหนุ่มยื่นมือออกไปััด็อกแท็กบนลำคอของเขาดวงตาของหลินเซียวพร่าเลือนสมองเต็มไปด้วยเศษเสี้ยวที่แตกสลายของความทรงจำที่แล่นวูบราวกับดาวตก
……
เฮือก!
ประกายของคมมีดสร้างความหวาดผวาขึ้นในจิตใจของหลินเซียวความรู้สึกเหลือเชื่อเอ่อท้นขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ไป!!!”
“รีบไป!”
“อย่าให้เราเสียสละอย่างเปล่าประโยชน์!”
ใบหน้าเลือนรางพร้อมด้วยน้ำเสียงที่ดังราวฟ้าผ่าดังขึ้นในใบหูของหลินเซียวอย่างสุดชีวิตมันเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและเศร้าโศก
“แกฆ่าน้องฉัน ฉันจะฆ่าแก!!!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า แกช่วยตัวเองยังไม่ได้เลย ยังมาปากดีอยู่อีกไปแก้แค้นในนรกเถอะ!”
เฮือก!!
ค่ำคืนนั้นราวกับสายน้ำ ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆสีแดงร่างของหลินเซียวถูกโอบล้อมเอาไว้ด้วยจิตสังหารเย็นเยียบรุนแรงทำให้เขารู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบที่กัดกิน
“อ๊าาา!!!”
เมื่อมองไปยังทรวงอกที่เปรอะไปด้วยเืของตนเองร่างของหลินเซียวก็สั่นสะท้าน ร่างของเขาติดพิษและมันส่งผลต่อความแข็งแกร่งของเขาอย่างมากเขาไม่อาจทำอะไรต่อศัตรูอันตรายเบื้องหน้าเขาได้
ฉึก ฉึก ฉึก!
เขาไม่รู้ว่าศัตรูที่แข็งแกร่งมากแค่ไหนที่ขวางทางเขาที่ถูกเขาฆ่าไปทว่าลมหายใจของหลินเซียวได้อ่อนแรงลง
เขาหลบหนีไปอย่างสุดชีวิต โซซัดโซเซ ร่างสั่นสะท้านในสมองจดจำถึงเส้นทางขรุขระนั้นได้อย่างแจ่มชัดรวมทั้งน้ำเสียงมั่นคงเ็าของชายผู้หนึ่งที่แทบจะไร้ซึ่งความสั่นคลอนนั้น
เบื้องหน้าของเขาปรากฎเศษเสี้ยวเลือนราง มันดูราวกับโลกใบนี้ไร้ซึ่งจุดสิ้นสุดมันไม่มีหนทางอื่นใดนอกจากการเดินไปข้างหน้า
“หนีไป!”
“แก้แค้น!”
“ฉันคือใครกัน…”
เอี้ยด!
รถประจำทางหยุดลงอย่างกะทันหันและปลุกหลินเซียวให้ตื่นขึ้นจากความคิดที่วุ่นวายเพียงเพื่อที่จะพบว่าร่างของเขาท่วมไปด้วยหยาดเหงื่อเย็นเยียบจนเสื้อผ้าเปียกชุ่ม
“เฮ้อ!!!” หลินเซียวถอนหายใจอย่างโล่งอกรอยยิ้มฝืดเฝือนปรากฎขึ้นที่มุมปากของเขาชายหนุ่มตบศีรษะตนเองอย่างรุนแรงแล้วพึมพำ “ถึงขนาดฝันร้ายกลางวันแสกๆ ได้ จริงๆเลย!”
รถโดยสารร้อนมากคนขับไม่แม้แต่จะเปิดเครื่องปรับอากาศเพื่อที่จะประหยัดน้ำมัน เหล่าผู้โดยสารเหงื่อแตกพลั่กและพร่ำบ่นอย่างต่อเนื่อง
ทันใดนั้น หัวใจของหลินเซียวก็ไหววูบรอยยิ้มบางปรากฎขึ้นที่มุมปากของเขาโดยไม่อาจอธิบาย
มือเรียวขาวราวหยกยื่นผ่านช่องว่างของฝูงชนแอบล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงของหลินเซียวและหยิบของด้านในออกมาอย่างแ่เบา ทว่าทันใดนั้นเองที่เ้าของมือราวกับถูกไฟฟ้าช็อตและกระชากมือกลับไปในทันที
หลินเซียวมองกลับไป ที่ห่างออกไปปรากฎภาพของคนที่นั่งอยู่เธอเป็เด็กสาวที่สูงราว 1.6 เมตรที่ย้อมผมกว่าหกสีและกำลังลอบมองมาทางเขาอยู่
เด็กสาวดูน่ารักมาก ดวงตากลมโตทั้งสองข้างของเธอเต็มไปด้วยพลังงานยามที่กะพริบตาก็ดูราวกับมีดวงดาวส่องประกายอยู่ด้านใน
ผมหน้าม้าที่พลิ้วไหวเป็ระยะทำให้เธอดูเป็เด็กฉลาดถ้าไม่ใช่เพราะสีผมเลวร้ายนั่น เธอคงจะกลายเป็เด็กน้อยงดงามที่ทุกคนชมชอบ
“รู้สึกดีไหม?” หลินเซียวมองเธอด้วยรอยยิ้มที่ไม่คล้ายรอยยิ้มเอ่ยถามเสียงเรียบ
เด็กสาวหน้าแดงก่ำ เธอโบกไม้โบกมือน้อยๆ ด้วยท่าทีดุดันเค้นเสียงเอ่ยขึ้น: “เ้าอันธพาลน่ารังเกียจ!”
“ฉันเป็อันธพาล? เธอเป็คนยื่นมือมาล้วงกระเป๋ากางเกงฉันเองแล้วก็จับโดนเด็กน้อยของฉันแต่เธอทำไมดันมาบอกว่าฉันเป็อันธพาล?” หลินเซียวไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
เขาจับโจรได้ และอีกฝ่ายยังเป็โจรเด็กสาวน้อยผู้น่ารักแต่ว่าน่าเสียดายที่อีกฝ่ายยังมีความสามารถน้อยเกินไป เขารู้ตัวในเสี้ยวพริบตา
เด็กสาวรู้สึกอับอายอย่างมาก ใบหน้างดงามของเธอแดงก่ำเหลือบมองหลินเซียวด้วยสายตาดุดันจากนั้นจึงแทรกตัวเดินผ่านไปยังบานประตูของรถโดยสาร
หลินเซียวไม่สนใจมันมีเด็กนักเรียนนักเลงแบบนี้จำนวนมากบนรถโดยสารที่จะไปยังชานเมืองเด็กเหล่านี้ล้วนมีครอบครัวที่อยู่ในสถานะยากลำบาก รวมทั้งเธอก็ยังไม่ได้ทำผิดใหญ่โตนอกจากนั้นเธอยังไม่ได้ขโมยอะไร ไม่จำเป็ต้องสนใจเธอแต่อย่างใด
เอี้ยด!
ทันใดนั้น รถโดยสารก็เบรกกะทันหันอีกครั้งมันหยุดอยู่ท่ามกลางถนนที่ค่อนข้างเปลี่ยวที่สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้
แซ่ก! แซ่ก!
เมื่อรถหยุดลง ในป่าก็ปรากฎเสียงร้องของจักจั่นดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้ผู้คนยิ่งรู้สึกร้อนไปกว่าเดิม
เหล่าผู้โดยสารแทบจะหมดความอดทนคนขับหยุดรถหลายครั้งและอากาศก็ร้อนมาก ทุกคนพลันะเิโทสะออกมา
“เวรเอ้ย! จริงๆ แล้วนาย้าอะไรกันหา คนขับ? นายไม่ควรทำแบบนี้นี่?”
“เราจะฟ้องร้องบริษัทของนาย แบบนี้มันไม่เหมาะสม”
“ใช่แล้ว เราต้องฟ้องร้องพวกเขา!”
“ฉันนั่งรถประจำทางทุกวัน คนขับรถนี่มันน่าโมโหจริงๆ”
“...”
ปัง ปัง ปัง!
ภายใต้เสียงโวยวายในรถ เสียงเคาะด้านนอกประตูรถก็ดังขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงตามมาด้วยเสียงตวาดหยาบกระด้าง
“เปิดประตู! รีบเปิดประตูเร็วเข้า!”
“เร็วสิ! อย่าทำให้เหล่าจือต้องโมโห”
เคร้ง เคร้ง เคร้ง!
นอกจากนั้นด้านนอกยังมีผู้คนที่พยายามทุบกระจกหน้ารถด้วยเหล็กอย่างสุดแรงท่าทีเต็มไปด้วยความมุ่งร้าย คนขับรถหวาดกลัวมากเสียจนิญญาแทบหลุดออกจากร่างขาอ่อนยวบ
หลินเซียวเหลือบมองออกไปด้านนอกชายหนุ่มห้าหกคนที่มีใบหน้าแตกต่างกันกำลังถือมีดเอาไว้ในมือดวงตาจับจ้องพวกเขาราวกับเสือกำลังจ้องมองเหยื่อจากด้านนอกรถไร้ซึ่งความเป็มิตรอย่างสิ้นเชิง
รอบด้านเปลี่ยวมาก นอกจากป่าเล็กๆ แล้วก็คือทุ่งโล่งกว้างสุดสายตาไม่ต้องพูดถึงเมืองที่อยู่ห่างออกไปไกลเลย หากเกิดอะไรขึ้นก็คงไม่มีใครรู้
การปรากฎตัวขึ้นอย่างกะทันหันของโจรทำให้ทั้งรถตกอยู่ในความสับสนทันทีหัวใจของทุกคนปรากฎความหนาวเยือกอึดอัดขึ้นที่ส่วนลึกอย่างไม่อาจอธิบายถูกโจรปล้นกลางวันแสกๆ มันไม่ใช่ว่าโชคร้ายเกินไปหน่อยเหรอ
หลายคนหยิบโทรศัพท์ของตนเองออกมาและพยายามจะโทรแจ้งตำรวจเพียงเพื่อจะพบว่าตำแหน่งที่พวกเขาอยู่มันห่างจากเมืองและไม่มีสัญญาณ
ทั้งเวลาและสถานที่ที่ถูกเลือกโดยคนกลุ่มนี้นั้นพอดีอย่างมากพวกเขาคงจะวางแผนมาอย่างดี
“เตรียมตัวมาดีนี่!” หลินเซียวแย้มยิ้มบาง
.
.
.