...สุดท้ายผมก็ยอมกลับเข้าไปนั่งเรียนกับทุกคน...ในวันนี้อะนะ
ดูเหมือนแชซจะสงบสติอารมณ์ได้บ้างแล้วเลยเรียนผ่านกันไปได้ไม่มีปัญหา
และเมื่อผ่านไปครึ่งชั่วโมงเวลาที่เหลือครูใหญ่ก็ให้พวกเราวาดภาพกัน
คราวนี้วาดในหัวข้อ‘อนาคตของฉัน’
ให้วาดสิ่งที่ตนเองอยากเป็ในอนาคตขึ้นมาและดูเหมือนคราวนี้จะให้ออกไปนำเสนองานตนเองด้วย...เห็นสีหน้าของไฮเดลริคตาเบิกกว้าง มุมปากเหยียดไปด้านข้าง เป็ใบหน้าหวาดกลัวอย่างชัดเจน
จะว่าไปยังไม่เคยคิดเลยถึงเป้าหมายตัวเองในโลกนี้
ตอนนี้คิดแค่ว่าอยากโตไวๆก็แค่นั้นร่างกายเด็กแบบนี้มันลำบากในหลายๆเื่จริงจะทำอาหารหรือเล่นเครื่องดนตรีอย่างไวโอลิน (โลกนี้มีไวโอลินด้วย) ก็ทำไม่ได้
ถ้าอย่างนั้นอิงเอาจากชาติก่อน...นั่นสินะ เอาเป็ครูก็แล้วกัน
วาดภาพตัวเราที่ตัวโตๆ มีกระดานดำอยู่ด้านหลัง และมีเด็กๆกำลังจ้องมาที่เราวาดโดยใช้สีเทียน...เท่านี้ก็เสร็จ
...จากนั้นก็เป็่ของการนำเสนอหน้าชั้น
เนื่องจากผมเสร็จคนแรกจึงขออาสาออกไปนำเสนอก่อน และอีกเหตุผลคือ รีบพูดให้จบๆจะได้มานั่งดูความคิดของเด็กคนอื่นได้...ถึงผมจะพอคาดเดาได้ก็เถอะ
แองจี้...อยากเป็เ้าสาวแสนสวย
พอลล่า...นางพยาบาล
มาร์ธา...เ้าของร้านเสื้อผ้า
มิกกี้...ช่างอาวุธชุดเกราะ
เบนโนกับแชซ...อัศวิน
เจซ...ก็อัศวินแต่มีท่าทางไม่มั่นใจในสิ่งที่ตนพูด เค้าเม้มริมฝีปากหลังพูดจบและยิ้มให้หลังพวกเบนโนปรบมือชอบใจ
เจนนี่...ก็อยากเป็เ้าสาว
ไฮเดลริค...“อะอะอะ...ศะศวิน อัศวิน!!”เค้าพูดด้วยท่าทางลำบาก ใบหน้าซีด แล้วพวกเบนโนก็หัวเราะตามคาดทำให้ไฮเดลริคมีสีหน้าเศร้า...แบบนี้ที่อุตส่าห์สร้างความมั่นใจมาก็ต้องนับหนึ่งใหม่หมดเลยสิถึงจะรู้อยู่แล้วว่าอาการติดอ่างคงยังไม่ดีขึ้นก็เถอะ ก็แค่ 2 วันเองนี่นา
และคนสุดท้าย
คลาร่า...เธอวาดแค่ตัวเองในบ้าน กับครอบครัว พ่อ แม่ และตัวเองที่สูงขึ้น ไม่มีตา ไม่มีปาก มีเพียงแว่น
“ไม่รู้...ค่ะ”นี่คือการนำเสนอของเธอ
แม้เด็กคนอื่นจะส่งเสียงสงสัยแต่คุณครูก็บอกว่า ไม่เป็ไร ค่อยๆคิดก็ได้ มีเวลาอีกตั้งเยอะ คลาร่าหลุบสายตาลงก้มหน้ากลับเข้าไปนั่งที่ตนเอง
เท่ากับว่าทุกคนนำเสนอกันครบหมดเราเองก็ได้ข้อมูลของทุกคนมาแล้ว ทั้งความคิดที่ผ่านการนำเสนอ เื่ราวผ่านภาพวาดสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็ข้อมูลที่มีประโยชน์
คาบแรกก็จบลงแต่เพียงเท่านี้
ต่อไปเป็คาบทักษะ
ผมกับครูใหญ่ก็เริ่มต้นกันด้วยหมากรุกอีกเช่นเมื่อวาน
สังเกตั้แ่เมื่อเช้าแล้วขอบตาครูใหญ่ดูคล้ำนิดๆ
“ตาครูดูคล้ำๆนะครับหรือว่าฝึกซ้อมมาแก้มือกับผมเหรอ”
“หือ!? นี่เหรอ!? แค่ค้นคว้าดึกไปเท่านั้นแหละ”ครูใหญ่ยิ้มเจื่อน พลางเอามือลูบหลังคอ
โกหก...ภาพครูใหญ่ขะมักเขม้นอ่านกลยุทธ์หมากรุกแล้วซ้อมกับกระดานคนเดียวมันแทรกเข้ามาในหัวอยู่นี่...อีกอย่างการััคอเป็ท่าทางเพื่อระงับความกังวลของตนเอง ถ้าที่ครูพูดเป็ความจริงแล้วจะกังวลไปทำไม
“เข้าใจแล้วงั้นมาเริ่มกันเถอะครับ...” แล้วเราทั้งสองก็ประจันหน้ากัน
...จบอย่างว่องไวภายใน7 ตาเดิน
ขอยอมรับในความใจสู้ของครูใหญ่ที่ไม่ถอดใจแค่กระดานเดียวยังคงท้าสู้ต่ออีกเรื่อยๆ คงคิดกลยุทธ์มาหลายแบบสิท่าเราในฐานะนักเรียนที่ดีก็ต้องตั้งใจรับการสั่งสอนของคุณครูล่ะนะ
หลังจากผ่านไปราว10 กระดาน คุณครูก็ดูยอมรับได้ซักที
และหลังจากนั้นก็เป็การเดินแบบหมากชี้แนะที่ผมคอยแนะนำครูใหญ่ไปเรื่อยๆ ว่าตานี้ควรทำยังไง ผลัดกันรุก ผลัดกันรับสลับกันไป เป็แบบนี้ตลอดราวๆ 15 นาที...หลังจากนั้น
“สงสัยหรือครับเื่ของแชซ” ผมถามครูใหญ่
“หือ!? เปล่าหรอก สงสัยอะไรล่ะ”
“ตาเดินดูไม่เหมือนเมื่อต้นคาบเลยนะครับเริ่มดูสะเปะสะปะ ไม่เฉียบคม ดูไม่มีสมาธิเหมือนกับกำลังคิดเื่อื่นอยู่งั้นแหละ”
[ในหัวก็เอาแต่คิดเื่ที่เราพูดเมื่อเช้ามาซักพักแล้วนี่นะ]ผมคิด
“...เธอบอกว่าเกี่ยวกับผู้ใหญ่...ฉันนึกขึ้นได้ถึงภาพที่แชซวาด...คุณพ่อของเค้าน่ะ”
[โหเอะใจได้แล้วเหรอ] ผมคิด
“ทำไมเหรอครับ”
“เค้าวาดพ่อถือมีดทำหน้าตาน่ากลัว แล้วยัง...”
“แล้วยัง...?”
“แชซวาดตัวเค้าเองถูกผูกติดอยู่กับเก้าอี้ด้วยนะสิ”
“ฟังดูน่ากลัวจังนะครับ...ครูใหญ่คิดว่ายังไงครับ”
“คิดอะไรเหรอ”
“คิดว่าแชซกำลังเจออยู่กับอะไรในครอบครัว”
“...อย่าบอกนะว่าพ่อทารุณกับแชซน่ะ”
“ผมไม่รู้หรอก...แต่ถ้าครูใหญ่คิดแบบนั้นก็อาจเป็ไปได้นะครับ”
[ถูกต้องสันนิษฐานได้ดีนี่]
—แชซอแมนน์
เด็กหนุ่มตัวสูงผอม ผมสีดำ ทาเลนท์ ‘มีดอากาศ’
ความสามารถคือสร้างใบมีดจากอากาศ มีดที่มองไม่เห็น แถมโจมตีระยะกลางถึงไกลได้ ส่วนเื่ความคมยังอยู่ในระดับที่ทำให้แค่กิ่งไม้เล็กๆขาดเท่านั้นแต่ก็มากพอที่จะสร้างาแระดับมีดบาดให้ิัมนุษย์ได้...ในบรรดาทาเลนท์ของเด็กทุกคนทาเลนท์นี้ผมคิดว่าอันตรายที่สุด
เป็เด็กที่มีพฤติกรรมน่ากังวลที่สุดเพราะชอบแสดงความก้าวร้าวใส่ผู้อื่น หรือแม้แต่ใช้ความรุนแรงเป้าหมายคือผู้ชายโดยเฉพาะผู้ใหญ่ เช่น ครูผู้ชายในโรงเรียนการกระทำแบบนี้เป็ลักษณะของการเก็บกดแล้วปลดปล่อยใส่ผู้อื่นคาดว่ามีต้นเหตุมาจากพ่อ บางทีอาจถูกลงโทษมากไป ห้ามหลายเื่มากไปโดนใช้ความรุนแรงใส่ จึงแสดงพฤติกรรมเช่นนี้ออกมา อยู่บ้านจะทำตัวเงียบไม่แสดงออกแต่อยู่โรงเรียนก็จะระบายใส่เพื่อนและรุนแรงมากถ้าเป็ผู้ใหญ่เพศชายที่เหมือนเป็ตัวแทนของพ่อตนเอง ถ้าปล่อยเอาไว้อนาคตอาจจะเข้าใจผิดว่าการแสดงความรักคือการใช้ความรุนแรงและใช้ความก้าวร้าวเข้าหาผู้อื่น
แต่ตอนนี้แค่พฤติกรรมเฉยๆยังไม่น่ากังวลที่น่ากังวลคือ ทาเลนท์ ‘มีดอากาศ’ ที่มีคำว่า ‘มีด’ อยู่ บางทีคงจดจำ ‘มีด’มาจากพ่อที่เด็กวัยนี้ชอบเลียนแบบ หมายความว่าพ่อใช้มีดบ่อยซะจน ลูกมีความคิดอยากมีมีดเป็ของตัวเองบ้างมีดที่ทรงพลัง ไม่อาจมองเห็นหรือรับมือได้
อิงจากภาพที่แชซวาดเ้าตัววาดคุณพ่อตัวใหญ่มาก ทำหน้าตาดุร้าย ถือมีดชูขึ้นมา แล้วหันมาทางแชซที่เป็ตัวเล็กๆโดนมัดติดอยู่กับเก้าอี้ ตัวเองไม่มีใบหน้า ส่วนแม่ก็วาดขนาดเล็กไม่มีหน้า กำลังยืนอยู่โดยมีเตาครัวกั้นกลางกับตัวแชซ
“จะทำยังไงดี”ครูใหญ่ถาม
“ผมสิอยากถามถ้าเป็ครูจะทำยังไงครับ”
เราเองก็อยากรู้ว่าถ้าเป็โลกนี้ จะจัดการปัญหานี้ยังไง มองปัญหานี้เป็ยังไง ในเชิงจริยธรรมศีลธรรม หรือแม้แต่ในเชิงกฎหมาย
“ครูอยากช่วยสิถ้าแชซเจอเื่แบบนั้นจริง ก็อยากยื่นมือเข้าไป...แต่ว่า...คงจะทำไม่ได้หรอก”
“เพราะอะไรครับ”
“มันไม่มีหลักฐานน่ะสิ”
“ถ้าร่องรอยถูกมัดถึงแม้แชซจะชอบใส่เสื้อแขนยาว แต่ถ้าขอดูก็ต้องมีนะครับ”
“แค่นั้นไม่พอหรอกถ้าพ่อแม่บอกว่า “ลูกแค่ชอบเล่นมัดเชือกกับตัวเอง” ล่ะ หรือ“เป็แค่การสั่งสอนที่ลูกมีนิสัยเกเร” ล่ะเื่ภายในครอบครัวมันเข้าไปยุ่มย่ามมากไม่ได้ คนทั่วไปในประเทศนี้ก็ไม่ค่อยมีใครอยากยุ่งเื่ของคนอื่นกันด้วย”
“แล้วถ้าแจ้งไปทางกองรักษาการณ์บ้านเมือง ล่ะครับ ผู้ดูแลความสงบของบ้านเมือง ผู้บังคับใช้กฎหมายไม่ใช่เหรอ”
“ถ้าหมายถึงในแง่กฎหมายหากทหารยามไม่เห็นเหตุการณ์เต็มสองตาก็ไม่มีการดำเนินการอะไรหรอกและทหารยามก็จะไม่เคลื่อนไหวก่อนถ้าไม่มีหลักฐานที่แน่นอนด้วย”
พอเข้าใจทั้งหมดแล้ว
กฎหมายของประเทศนี้เป็แบบย้อนยุคสินะต้องจับได้คาหนังคาเขาเท่านั้นถึงจะเรียกว่ามีความผิด แถมทหารยามดูจะค่อนข้างสันหลังยาวกันด้วย
แต่นั่นก็หมายความว่าในแง่ศีลธรรมยังคงเหมือนโลกเก่า คือ การทำร้ายผู้อื่นเป็เื่ที่ผิด
ส่วนประเด็นพ่อแม่ทำร้ายลูกยังดูหละหลวมอยู่ยังคงแยกแยะไม่ออกระหว่าง ‘ทารุณ’ กับ ‘ลงโทษ’
ในโลกเราแก้ปัญหาข้อนี้ด้วย‘กฎหมายคุ้มครองเด็ก’ แต่ที่โลกนี้ยังไม่มี
และดูเหมือนชาวบ้านของโลกนี้ค่อนข้างไม่อยากยุ่งเื่ของผู้อื่นสินะ...อืมเอาเถอะ เพราะว่า ธรรมชาติมนุษย์คือส่วนผสมอันซับซ้อนระหว่างขั้วของความเห็นแก่ตัวและขั้วของความเอื้อเฟื้อเราจะแสดงด้านไหนออกมาก็ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมและบริบท...มันเป็แบบนั้น
“หมายความว่าไม่สามารถแก้ปัญหาเื่นี้ได้สินะครับ”
“อือ...”ครูใหญ่ผงกหัว พร้อมถอนหายใจ แล้วพูดต่อว่า
“ก็คงทำได้แค่คอยสั่งสอนว่าอะไรควรอะไรไม่ควร กับคอยรับมือไปตามสถานการณ์เท่านั้นแหละเพราะทางเราคงสอนได้แค่ปีเดียว”
โยนให้เป็เื่ของโรงเรียนประถมสินะ...แต่ก็สมเหตุสมผลอนาคตเป็เื่ไม่แน่นอน บางทีพอขึ้นชั้นประถมพ่อของแชซอาจเลิกพฤติกรรมนี้ไปเลยก็ได้ ระดับชั้นประถมก็มีเวลาจัดการมากกว่า...ตั้ง6 ปีเลย