‘บุรุษผู้นั้นช่างโชคดีจริง ๆ…ถุย ช่างกล้าดีจริง ๆ!’
จวินอู๋เสียสีหน้าคล้ำเข้มขึ้นกว่าเดิม “พวกเ้าจ้องข้าเช่นนี้ทำไม?”
“ท่านาามาร ท่านเห็นใบหน้าของผู้บุกรุกหรือไม่ขอรับ?” ผู้าุโเผ่ามารท่านหนึ่งเอ่ยถามอย่างระวังถ้อยคำ
“ไม่!” ในตอนที่จวินอู๋เสียเพ่งกระแสจิตออกไป เขาเพียงเห็นเป็ภาพราง ๆ เท่านั้น
“แต่แม้ข้าจะไม่เห็นใบหน้าของสตรีนางนั้น ข้าก็จำเสียงและไอพลังของนางได้!”
‘สตรีอย่างนั้นหรือ!’
ผู้าุโเผ่ามารทั้งสองมีประกายความผิดหวังพาดผ่านดวงตา เหตุใดถึงเป็สตรีไปได้?
แต่อย่างน้อยตอนนี้ก็มีเื่หนึ่งที่สามารถยืนยันได้ ท่านาามารที่ครองตัวเป็โสดมาตลอด ถูกสตรีนางหนึ่งล่วงเกินเข้าแล้ว!
“เสื้อผ้า” จวินอู๋เสียยื่นมือออกไปด้วยสีหน้าคล้ำทมิฬ
ของทั้งหมดของเขาอยู่ในแหวนเก็บสมบัติ สตรีไร้ยางอายนั่นถอดเสื้อผ้าของเขาออก และยังขโมยแหวนเก็บสมบัติของเขาไป เหลือทิ้งไว้เพียงของที่น่าขยะแขยงชิ้นเดียวเท่านั้น!
ต่อให้ต้องอับอายขายขี้หน้าอย่างไร เขาก็จะไม่ยอมใช้ของสกปรกชิ้นนี้มาปกปิดร่างกายตัวเองเด็ดขาด!
ผู้าุโจึงรีบหยิบเสื้อผ้าชุดใหม่ออกมาทันที ก่อนจะส่งให้ผู้เป็นายด้วยความนอบน้อม “ท่านาามาร ให้พวกเราไปตามจับสตรีที่บังอาจผู้นั้นกลับมาให้ท่านหรือไม่ขอรับ?”
“ไม่ต้อง!” จวินอู๋เสียสวมเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อย เอ่ยด้วยสีหน้าดุดัน “ข้าจะตามหานางด้วยตัวข้าเอง จากนั้นก็หักกระดูกของนางเป็ชิ้น ๆ ซะ!”
ผู้าุโเผ่ามารทั้งสองประหลาดใจอย่างมาก สตรีที่ท่านาามารเอ่ยถึงแท้จริงแล้วเป็เทพธิดาจากที่ใดกันถึงหาญกล้าเพียงนี้ น่าเสียดายที่นางดันล่วงเกินท่านาามารเข้า ต้องมีจุดจบที่น่าอนาถอย่างแน่นอน
ดวงตาคมปลาบของจวินอู๋เสียปิดลง ผ่านไปครู่หนึ่งเขาจึงจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้น สายตามองไปทางทิศที่ตั้งของสำนักชิงอวิ๋น “สตรีไร้ยางอายนั่น ข้าหาเ้าเจอแล้ว!”
เมื่อเห็นจวินอู๋เสียทะยานขึ้นฟ้าไปอย่างฉับพลัน ผู้าุโเผ่ามารทั้งสองต่างก็ตื่นตระหนก “ท่านาามาร ท่านจะไปไหนหรือขอรับ!”
“สำนักชิงอวิ๋น!” ทันทีที่สิ้นเสียงของจวินอู๋เสีย ร่างของเขาก็หายลับไป
ผู้าุโเผ่ามารทั้งสองสบตากัน ก่อนจะรีบตามไปด้วยความรีบร้อน
----------
หลังจากผ่านไปหนึ่งวันกับอีกหนึ่งคืน ร่างของมู่เชียนจิ่วก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ที่เมืองเล็ก ๆ ตรงตีนเขาของสำนักชิงอวิ๋น
แม้จะมาถึงที่นี่แล้วแต่นางก็ยังคงวิตกกังวล มีคำกล่าวว่า ััที่หกของสตรีมักจะแม่นยำเสมอ มู่เชียนจิ่วััได้ว่า บางทีคนผู้นั้นอาจจะตามหานางเจอแล้วก็ได้!
โชคดีที่นางรีบเดินทางมา ในที่สุดก็เข้าใกล้สำนักชิงอวิ๋นแล้ว พรุ่งนี้สำนักชิงอวิ๋นจะเปิดเขาในยามอู่ (11.00 - 12.59 น.) ตอนนั้นจะมีผู้าุโของสำนักมาดูด้วย คนผู้นั้นต่อให้ตามหาตัวนางมาจนถึงที่นี่ ก็คงไม่กล้าเข้าไปส่งเดชเป็แน่
เมื่อคิดได้ดังนี้ ในใจของคนมีชนักปักหลังจึงสงบลง อดีตบรรพจารย์อวิ๋นเริ่มกวาดตามองเมืองเล็ก ๆ ตรงหน้าที่ทั้งคุ้นเคยและดูแปลกตา นางทอดถอนใจ ต่อให้เป็ความฝันนางก็ไม่ยังไม่กล้าฝัน ว่าตัวเองจะได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง…
ผ่านไปสักพักมู่เชียนจิ่วก็เต็มไปด้วยความงงงัน นางคิดจะหาโรงเตี๊ยมเพื่อพักผ่อน ทว่าเดินสำรวจไปกว่าครึ่งเมือง สุดท้ายก็ยังไม่พบที่ที่จะสามารถใช้พักผ่อนได้เลย
เมืองแห่งนี้ไม่ใหญ่โตนักแต่กลับมีคนเต็มไปหมด ไม่น่าแปลกใจ เพราะตอนนี้สำนักชิงอวิ๋นกำลังจะเปิดรับศิษย์โดยดูแค่พร์และอายุเท่านั้น ไม่สนฐานะทางสังคมและครอบครัวแต่อย่างใด ดังนั้นคนที่อยากเข้าร่วมการทดสอบจึงมีอย่างล้นหลาม!
มู่เชียนจิ่วที่เดินทางรอนแรมมาหลายวันได้แต่ทอดถอนใจด้วยความระอา ดูท่าความหวังที่จะได้นอนหลับอย่างเต็มอิ่มคงดับวูบไปเสียแล้ว
ขณะที่หญิงสาวกำลังครุ่นคิดอยู่ว่าจะออกไปหาที่พักนอกเมือง ร่างร่างหนึ่งก็มาขวางนางเอาไว้ “พี่ชายท่านนี้ ท่านหาที่พักอยู่ใช่หรือไม่?”
มู่เชียนจิ่วพิจารณาบุรุษหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาหวาดระแวง “เ้าคือ...”
“ข้าเป็เพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง!” หวงฟู่จ้าวเอี้ยนอธิบายอย่างจริงใจ “ข้าเห็นท่านเดินวนอยู่แถวนี้นานมากแล้ว คิดว่าคงยังหาที่พักไม่ได้ใช่หรือไม่ พอดีว่าข้าเปิดห้องพักเอาไว้สองห้อง หากท่านไม่รังเกียจ สามารถไปพักได้นะขอรับ”
สายตาของมู่เชียนจิ่วยิ่งแฝงไปด้วยสงสัยมากขึ้น “เหตุใดเ้าต้องช่วยข้าด้วย?”
“ไม่ ๆ ๆ” หวงฟู่จ้าวเอี้ยนคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน เขาไม่มีทางบอกความจริงอย่างแน่นอน ว่านี่คือคนที่เขาเข้ามาทักเป็คนที่สิบเอ็ดแล้ว ก่อนหน้านี้ทั้งสิบคนต่างก็คิดว่าเขาสติฟั่นเฟือน มีจิตคิดร้าย ความจริงแล้วเขาแค่อยากจะผูกไมตรีคบหาเป็สหายเท่านั้นเอง
แม้จะเห็นว่าอีกฝ่ายดูเหมือนไม่มีจิตคิดร้ายจริง ๆ แต่มู่เชียนจิ่วก็ยังลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ตอบตกลง ยิ่งไปกว่านั้นด้วยตบะบารมีของนางในเวลานี้ สามารถรับมือกับสถานการณ์เลวร้ายต่าง ๆ ได้ไม่ยาก!
“เช่นนั้นก็ขอบใจเ้ามาก!”
“ไม่ต้องเกรงใจ!” หวงฟู่จ้าวเอี้ยนรู้สึกดีใจอย่างมาก เขาจะได้สหายใหม่เพิ่มอีกคนแล้ว!
อาจารย์ของเขาเคยกล่าวเอาไว้ว่า ‘เมื่อมีคนตอบรับคำเชิญของเ้า เท่ากับว่าคนผู้นั้นก็อยากจะเป็สหายกับเ้าเช่นกัน’ และนี่ถือเป็สหายคนที่สองของเขาแล้ว!
มู่เชียนจิ่วเข้าไปในโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ ทว่าทันทีที่ก้าวเข้ามา นางกลับพบความผิดปกติบางอย่าง เสี่ยวเอ้อร์และเถ้าแก่ของที่นี่ภายนอกแม้จะดูเหมือนไม่มีพิษมีภัย ทว่าประกายในดวงตาที่ส่องออกมา กลับดูมีลับลมคมในอย่างบอกไม่ถูก
บางคนก้าวย่างอย่างมั่นคง อกผายไหล่ผึ่ง ไอพลังถูกสะกดและปกปิดเอาไว้อย่างดี คงเป็ผู้ที่มีฝีมือไม่ธรรมดา อีกทั้งคนเหล่านี้ยังมองบุรุษหนุ่มด้วยท่าทางนอบน้อม ดูท่าฐานะของบุรุษหนุ่มผู้นี้คงจะไม่ธรรมดาเสียแล้ว
“พี่ชายรีบเร่งเดินทางมา คงจะหิวแล้วกระมัง” หวงฟู่จ้าวเอี้ยนมองไปทางเสี่ยวเอ้อร์ “รีบไปเอาอาหารมาเร็วเข้า!”
“ได้เลยขอรับ!” เสี่ยวเอ้อร์เอ่ยรับคำ ก่อนจะหมุนกายจากไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อเสี่ยวเอ้อร์จากไปแล้ว มู่เชียนจิ่วก็ถอนสายตากลับมา “ยังไม่ทราบเลยว่าท่านมีชื่อแซ่ว่าอะไร?”
“ข้าหวงฟู่จ้าวเอี้ยน แต่ไม่ได้เป็เชื้อพระวงศ์นะ!” หวงฟู่จ้าวเอี้ยนมีท่าทางตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด พลางแนะนำตัวอย่างตั้งอกตั้งใจ
มู่เชียนจิ่ว “...”
นางยังไม่ได้ถามเลยว่าคนผู้นี้คือเชื้อพระวงศ์หรือไม่ เหตุใดฟังเหมือนสารภาพออกมาเองเลยล่ะ?
เมื่อเห็นมู่เชียนจิ่วไม่พูดอะไร หวงฟู่จ้าวเอี้ยนก็เริ่มร้อนใจ “ข้าเป็เพียงคนธรรมดาจริง ๆ นะ!”
“ข้ามีนามว่าซูจิ่ว” มู่เชียนจิ่วใช้ชื่อปลอม เพราะอย่างไรเสียฐานะของนางก็ค่อนข้างอ่อนไหว ก่อนที่จะได้เข้าสำนักชิงอวิ๋น นางคิดว่าควรระวังตัวเอาไว้จะดีกว่า
อีกทั้งนางรู้สึกว่า มู่เทียนเซี่ยคงยังไม่ตายง่าย ๆ ถึงอย่างไรก็เป็ตัวร้าย หากตายง่ายปานนั้นก็คงหมดสนุกกระมัง
“ที่แท้ก็พี่ซูนี่เอง!” หวงฟู่จ้าวเอี้ยนถอนหายใจออกมา เขารับปากเสด็จพ่อเอาไว้ ว่าจะไม่เปิดเผยฐานะที่แท้จริงของตนเอง หากฐานะของเขาถูกเปิดเผยเมื่อใด เขาต้องกลับไปรับตำแหน่งฮ่องเต้ทันที
แต่เขาไม่ได้ฝักใฝ่ในตำแหน่งพระเ้าแผ่นดินเลยสักนิด เขาอยากบำเพ็ญเพียร ลงโทษคนชั่วส่งเสริมความดี และเป็จอมยุทธ์ที่มีคุณธรรม!
ไม่นานหมั่นโถวร้อน ๆ สองจานก็ถูกวางลงบนโต๊ะ มู่เชียนจิ่วลอบกลืนน้ำลายลงคอ “หมั่นโถว?”
“พี่ซูไม่ต้องเกรงใจ กินตามสบายเลยขอรับ” หวงฟู่จ้าวเอี้ยนเอ่ยพร้อมสายตาจริงใจ ตัวเขาเองก็หยิบหมั่นโถวหนึ่งลูกยัดเข้าปาก และเคี้ยวตุ้ย ๆ อย่างมีความสุข
มู่เชียนจิ่วไม่ปฏิเสธ จะว่าไปแล้วจนถึงตอนนี้นางก็ยังไม่รู้จุดประสงค์ของอีกฝ่าย เพราะการเลี้ยงอาหารคนอื่นแม้ว่าไม่จำเป็ต้องเป็อาหารอันโอชะ แต่การเลี้ยงอาหารคนอื่นด้วยหมั่วโถวธรรมดา สำหรับนางนี่ถือเป็ครั้งแรกที่เคยเห็นเลยก็ว่าได้!
เพราะตามปกติแล้วก็น่าจะมีกับข้าวอีกสักสองสามอย่าง หรือเพิ่มน้ำแกงมาอีกสักอย่างก็น่าจะได้นี่นา
มู่เชียนจิ่วฝืนกินหมั่นโถวไปสองลูก เพราะกลืนไม่ลงแล้วจริง ๆ “ขอบคุณพี่หวงฟู่ที่มีน้ำใจ”
“ไม่ต้องเกรงใจ เป็เื่สมควรอยู่แล้ว” หวงฟู่จ้าวเอี้ยนใบหน้าเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้ม “พี่ซูเองก็มาเข้าร่วมการทดสอบเข้าสำนักชิงอวิ๋นใช่หรือไม่?”
“ทดสอบ?” มู่เชียนจิ่วรู้สึกสนใจขึ้นมาทันที “พี่หวงฟู่บอกข้าหน่อยได้หรือไม่ การทดสอบครั้งนี้มีกฎเช่นไรบ้าง?”
นางจากสำนักไปนานมากแล้ว ไม่รู้ว่ากฎการเข้าสำนักมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือไม่
หวงฟู่จ้าวเอี้ยนเอ่ยอธิบายด้วยความยินดี “ย่อมได้อยู่แล้ว ความจริงแล้วการทดสอบนั้นง่ายมาก ว่ากันว่าสำนักชิงอวิ๋นมีศิลาเทพก้อนหนึ่ง สามารถรู้ระดับของชีพจริญญาและพร์ของคนได้ หากคนใดมีพร์โดดเด่น ก็จะสามารถเลือกผู้าุโเป็อาจารย์ของตัวเองได้ด้วยละ”
“แล้วถ้าหากพร์ไม่โดดเด่นล่ะ จะสามารถเข้าสำนักได้หรือไม่?” มู่เชียนจิ่วแสร้งถามด้วยความใคร่รู้
“ย่อมไม่ได้อยู่แล้ว” หวงฟู่จ้าวเอี้ยนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะอธิบายต่อ “หากมีพร์ธรรมดาก็จะได้เป็แค่ศิษย์สายนอก ทรัพยากรที่ใช้ในการบำเพ็ญเพียรของศิษย์สายนอกกับศิษย์สายในต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยละ”
มู่เชียนจิ่วถามคำถามที่ตนเองสงสัยอีกสามสี่คำถาม ซึ่งหวงฟู่จ้าวเอี้ยนก็ยังคงตอบนางได้ทุกคำถาม นี่ยิ่งสามารถยืนยันข้อสันนิษฐานของนางได้เป็อย่างดี ว่าอีกฝ่ายคงจะเป็เชื้อพระวงศ์จริง ๆ ข่าววงในเหล่านี้มีเงินอย่างเดียวไม่อาจซื้อได้ ทว่าเขากลับรู้เื่ทั้งหมด!
แต่สายตาของอีกฝ่ายก็ดูจริงใจอย่างมาก เหมือนตั้งใจจะเป็สหายกับนางจริง ๆ และ้าปิดบังฐานะของตนในเวลาเดียวกัน เพียงแต่วิธีในการใช้ปิดบังตัวตนนั้น กลับเต็มไปด้วยพิรุธ
ผู้ปกปิดตัวตนทั้งสองสนทนากันอยู่นาน หวงฟู่จ้าวเอี้ยนจึงให้เสี่ยวเอ้อร์นำหมั่นโถวอีกสองจานใหญ่เข้ามา มู่เชียนจิ่วรับน้ำใจนี้ไม่ไหวแล้วจริง ๆ หลังจากพูดคุยกับเขาอีกเล็กน้อย นางจึงหาข้ออ้างปลีกตัวออกมา
.
.
.