“หรือว่านี่คือยาวิเศษกัน! เพียงแค่ดมกลิ่นก็ทำให้รู้สึกสดชื่น” หยางกั๋วหมิน ที่นำยาออกมาดู กล่าวด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“นับว่าพวกเราติดค้างบุญคุณเขาไว้มาก!” หยางเทียนหู่ จ้องมองไปยังขวดยาประหลาดนั้น
“ท่านพ่ออย่าพูดเช่นนี้ ถึงต่อให้ยาเหล่านี้มันมีค่ามากมายมหาศาล และแม้จะมอบให้กับครอบครัวเรามากมาย แต่เขาก็ยังสามารถทำมันขึ้นมาได้อีกเรื่อยๆ ที่สำคัญที่สุดเพราะเขามีความสนใจในตัว เซวียะเอ๋อ ถ้าหากว่าไม่ใช่เพราะ เซวียะเอ๋อ แล้วล่ะก็ แม้แต่ยาเม็ดเดียวเขาก็ไม่มีทางยกให้เรา ถ้าเป็เช่นนั้นเราจะเอายามายังไง ? ยังมียาลดวัยนั่นอีก ?” หยางกั๋วหมิน คิดวิเคราะห์
“ก็จริง! ท่านพ่อ นี่มันก็ค่อนข้างเห็นได้ชัดเจน เขา้าใกล้ชิดกับเซวียะเอ๋อเท่านั้น แต่ถ้ายัดเยียดเขาให้มาเป็เขยบ้านนี้ก็กลัวว่าเธอจะเตลิดน่ะสิ ไม่ว่ายังไงก็แล้วแต่เขาก็ถูก เซวียะเอ๋อ ดึงดูดเข้าให้แล้ว คุณว่าไหมล่ะ” หลิ่วหยุน ภรรยาของ หยางกั๋วหมิน เอ่ย
“อืมๆ ก็ตามที่พูดนั้นแหละ ที่จริงฉันเองก็รู้สึกถูกชะตากับ เสี่ยวหยู่ แต่ดูๆแล้ว ลั่วเซวียะ เหมือนจะยังไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่!” แม่ของ หยางลั่วเซวียะ ก็พูดขึ้นมา
“เพราะฉะนั้นแล้ว เราจะต้องโน้มน้าวเธอ ลั่วเซวียะ ทั้งสวยทั้งฉลาด แต่ว่ารสนิยมค่อนข้างสูง คนที่เธอถูกใจมีไม่มาก แต่ตอนนี้ก็ไม่เห็นมีใครเทียบเท่ากับเขา ถึงแม้ว่า เสี่ยวหยู่ จะอายุยังน้อย แต่เื่แค่นี้จะสนไปทำไม พูดก็พูดเถอะคนอย่าง เสี่ยวหยู่ ถ้าอยู่ที่โรงเรียนแน่นอนย่อมต้องมีสาวๆมารุมล้อม เช่นนั้นอาจถูกสาวๆคนอื่นแย่งตัวไปได้ก่อน หากเป็แบบนั้นไม่เท่ากับว่าเสียหายหลายแสนหรอกหรอ ?”
“ลั่วเซวียะจ๋า~” เฉิงหยู่ พูดในขณะนั่งอยู่บนโซฟา
“ฮึ่ม เรียกฉันทำไมล่ะ” พอได้ยิน เฉิงหยู่ ทำน้ำเสียงหวานหยดย้อย ก็รู้สึกสะอิดสะเอียนขนลุก
“ลั่วเซวียะ เธอก็เหมือนสะพานที่กำลังทอดผ่าน ที่ผู้คนแปลกหน้ามากมายหวังเดินข้ามไป แต่เมื่อครู่ที่บ้านเธอฉันได้วางสินสอดไปแล้ว แล้วคนที่บ้านเธอก็รับไปแล้วด้วย งั้นพวกเราสองคนมาเริ่มทำความสนิทสนมกันให้มากขึ้นกว่านี้ ดีไหมล่ะ?” เฉิงหยู่ เอ่ยคำถึกถักพลางจ้องมองไปยัง ลั่วเซวียะ พูดเอาแต่ใจล้วนๆ
“ใครอยากจะสนิทกับนาย ทำไมนายถึงหน้าด้านได้ขนาดนี้ล่ะเนี่ย? นายเองก็พูดชัดเจนแล้ว ว่านั้นไม่ใช่สินสอด เป็แค่ของขวัญเล็กๆน้อยๆที่มอบให้ แล้วจะมาโมเมใส่ฉันได้ยังไง ?”
“ฮึๆ จริงอยู่ว่าฉันพูดว่ามันไม่ใช่สินสอด แต่ครอบครัวของเธอก็สนับสนุนให้ฉันมาเป็เขยบ้านนี้ด้วยความเต็มใจ แล้วถึงฉันจะบอกว่าไม่ใช่สินสอด แต่ปู่ของเธอและคนอื่นๆก็คิดว่ามันคือสินสอดอย่างหนึ่ง บางทีตอนนี้พวกเขาอาจจะกำลังปรึกษากันเกี่ยวกับเื่แต่งงานของเราก็ได้!” เฉิงหยู่ พูดอย่างอารมณ์ดี
“นายจะบ้าหรือเปล่า! ฉันไม่แต่งกับนายหรอก!” พอได้ยิน เฉิงหยู่ พูดถึงเื่เหล่านี้ เธอก็รู้สึกอึดอัดอยากจะมันผ่าน่เวลานี้ไปเร็วๆ ยิ่งได้เห็นสีหน้ากระหยิ่มของเฉิงหยู่ด้วยแล้ว หยางลั่วเซวียะ ก็ลุกขึ้นหยิบหมอนบนโซฟาฟาดใส่ เฉิงหยู่ ไปหลายที
“เอ้า พี่สาวถ้าพี่จะทะเลาะกัน ก็อย่ามาทำต่อหน้าพวกเราสิ แบบนี้มันเป็ตัวอย่างที่ไม่ดี” ในเวลานั้น หยางเจิ้งฉี ก็เอ่ยปากตำหนิ
หยางลั่วเซวียะ ได้ยินเช่นนั้น ก็หันไปเอาหมอนทุบไปที่น้องชาย “นายนี่มันเนรคุณจริงๆ เห็นคนนอกดีกว่าพี่สาวตัวเองหรือไง คราวหลังไม่ต้องมาขอเงินเลยนะ ต่อให้ขอฉันก็จะไม่ให้อีกแล้ว”
“นี่!! ยัยพี่ขี้งก ผมจะไปฟ้องคุณปู่ พี่เขยพี่สาวผมเป็แบบนี้ทำไมถึงชอบเข้าไปได้นะ ผมแนะนำให้พี่ทิ้งเธอไปซะเถอะ!” พอได้ยินพี่สาวต่อว่าตนเอง เขาก็พลันอารมณ์เสียขึ้นมา
“นายนี่มันรนหาที่ตาย ต่อให้วันนี้นายไปฟ้องคุณปู่มันก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเดี๋ยวฉันจะให้ปากนายพูดไม่ได้!” หยางลั่วเซวียะ เอ่ยขึ้นพลางจะเดินตรงเข้าไปหาน้องชายของเธอ ชั่วพริบตาเดียวกัน หยางเจิ้งฉี ก็รีบเปิดตูดเผ่นหนี
ผ่านไปชั่วครู่หนึ่ง หยางลั่วเซวียะ ก็เดินกลับมาที่ห้องรับแขกด้วยท่าทางหงุดหงิด เฉิงหยู่ที่กำลังดื่มชาอยู่นั้น ก็ยิ้มออกมา “นี่น้องชายเธอจริงๆหรือ? เขาดูเข้มแข็งทั้งยังร่าเริง ฉันชอบเขานะ”
“ถ้าหากวันนี้ ไม่มีธุระอะไร ฉันจะกลับแล้ว” วันนี้ หยางลั่วเซวียะดูอารมณ์ไม่ค่อยดี หยางลั่วเซวียะ ก็ยังไม่อยากเชื่อว่าตัวเองทำไมถึงเป็แบบนี้ไปได้ แต่ก็ไม่น่าแปลกเพราะเธอเผชิญหน้ากับเื่บ้าๆหลายๆเหตุการณ์ย่อมส่งผลทำให้อารมณ์บูดบึ้ง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะจัดการยังไง
“เอาล่ะไม่พูดไร้สาระแล้ว เรามาเข้าเื่เลยดีกว่า เื่สัญญาไปถึงไหนแล้ว”
“จัดการเรียบร้อยแล้ว” หยางลั่วเซวียะ พูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดนิดๆ หลังจากนั้นเธอก็เดินไปในห้อง นำเอกสารออกมาสองฉบับ “ฉันเซ็นชื่อเรียบร้อยแล้ว นายลองตรวจสอบดูก่อนสิ ถ้าหากว่าไม่มีปัญหาอะไรก็เซ็นชื่อตรงนี้ ?”
เฉิงหยู่ ไม่ได้ตรวจสอบเนื้อหารายละเอียดอะไร พร้อมกับหยิบปากกาเซ็นชื่อตนเองลงไป
“นายไม่กลัวฉันโกงนายหรือ?”
“ถ้าหากว่าเธอคิดจะโกงฉัน ฉันก็เต็มใจล่ะนะ”
“อีตาบ้า!” หยางลั่วเซวียะ เบ้ปากใส่แล้วก็เดินไป
ส่วนเฉิงหยู่ ก็เก็บสัญญาฉบับหนึ่งไว้ “ตอนนี้ฉันยังต้องปรุงยาเพิ่ม ช่วยฉันหา หญ้าหนวดักับหญ้าสีทองให้ทีสิ ฉันต้องใช้มัน จริงสิ ช่วยฉันหาแร่เหล็กกล้าด้วยได้ไหม” เฉิงหยู่ กล่าวในสิ่งที่ตัวเอง้า จากนั้นก็เดินกลับเข้าห้อง เพื่อทำการปรุงยา แต่เมื่อเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็หันกลับมา ก่อนจะพบว่า หยางลั่วเซวียะ ยังทำท่าฉุนเฉียว ร่างกายแข็งค้าง เฉิงหยู่ จึงถามไปด้วยสงสัย “เธอเป็อะไรไปหรอ”
“นายมาสั่งฉันทำไม ฉันเป็คนรับใช้นายหรอ ? แล้วทำไมฉันต้องมาทำเื่พวกนี้ให้กับนายด้วย ? เสียทั้งแรงเสียทั้งเงิน?”
“นายคิดว่านายเป็เ้าของฉันหรือไง?”
“ไม่ใช่แบบนั้น ฉันรู้สึกขอบคุณน้ำใจเธอจริงๆ และฉันก็ไม่เคยคิดว่าเป็เ้าของเธอเลย?”
“งั้นจะให้ทำยังไงเธอถึงจะยอมช่วยฉัน?”
“ข้อแรก คราวหน้านะนายต้องเคารพฉันให้มากกว่านี้ ห้ามพูดจาไร้สาระ?” หยางลั่วเซวียะ จ้องหน้า เฉิงหยู่ พูดด้วยท่าทางจริงจัง ขืนปล่อยให้เ้าบ้านี่กวนประสาทกันทุกวันคงจะบ้าตายพอดี
“ตกลง ฉันยอบรับ” พูดจาไร้สาระ ? แต่ไหนแต่ไรมาเขาไม่เคยรู้ตัวเลยว่าเขาเป็คนพูดจาพูดจาไร้สาระ เฉิงหยู่ เพียงยิ้มและเออออตกลง
“ข้อสอง เมื่อไหร่ก็ตามที่นายปรุงยาต้องมอบมันให้ฉันครึ่งหนึ่ง” เห็นได้ชัดว่าเมื่อวานยาตั้งมากมายเ้าหมอนี่อุบอิบเอาไว้ ดูจากที่เขานำยาออกมาในวันนี้ ไม่รู้มาก่อนเลยว่าเขายังมีของดีๆเช่นนี้เก็บซ่อนอยู่ เ้าหมอนี่ดูๆแล้วก็ไม่ใช่เด็กไม่รู้ความ แต่หาได้มีความจริงจังกับชีวิต เอาจริงๆเธอไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าเขายังเก็บซ่อนความลับอะไรเอาไว้อีก คราวหน้าไม่ว่าเขาจะทำยาอะไรขึ้นมา ก็ต้องทำเผื่อส่วนของตนเองบ้าง
“ข้อนี้ทำไม่ได้!” เฉิงหยู่ ตอบปฏิเสธ ถ้าเขายอมอีกฝ่ายต่อไปก็คงเก็บความลับอะไรไว้ไม่ได้ เกิดเป็ชายหนุ่มก็ย่อมต้องมีความลับเก็บงำ เพื่อให้หญิงสาวรู้สึกว่าน่าค้นหา มันถึงจะเป็สิ่งที่น่าเต้นตื่น จุดนี้อาจเป็เสน่ห์ของผู้ชายก็ว่าได้
“ทำไมไม่ได้ล่ะ ขอแค่นายสั่งมา ฉันก็พร้อมเสี่ยงชีวิตไปหามาให้นาย ยาแค่นี้นายจะแบ่งให้ฉันบ้างไม่ได้หรือไง?”
“เื่นี้เป็คำขอที่มากเกินไป ที่สำคัญคือ ฉันปรุงยาเหล่านี้ขึ้นมาเธอก็เอาไปใช้ไม่ได้ มอบให้เธอก็เท่ากับเสียของเปล่าๆ อีกอย่างการปรุงยามันไม่ใช่เื่ง่ายๆ ทุกๆครั้งที่ปรุงยาฉันก็ต้องสูญเสียพลังกายและใจไปเท่าไหร่”
พอเห็น เฉิงหยู่ บ่ายเบี่ยงนั้น หยางลั่วเซวียะ ก็ใช้ความคิดทบทวน “งั้นหากนายจะปรุงยาอะไรต้องบอกฉันก่อน ถ้าฉันรู้สึกว่านั้นไม่มีประโยชน์ ฉันก็จะไม่เอา แบบนี้ดีไหมล่ะ”
“ลั่วเซวียะ…….”
“หยุดเลย ฉันบอกให้นายเคารพฉัน แบบนี้ยังมาปิดบังเป็ความลับ ใช้ได้ที่ไหน ” ขณะที่ เฉิงหยู่ กำลังจะอ้าปาก หยางลั่วเซวียะ ก็รีบค้านขึ้น
“ไหงงั้นล่ะ เธอเองก็ควรจะให้เกียรติฉันบ้างสิ ทำแบบนี้ฉันเองก็ลำบากใจเหมือนกัน ทุกๆคนล้วนแต่มีความลับที่ไม่อยากให้ใครได้รู้เก็บไว้ การบีบคั้นย่อมไม่ส่งผลดี” เฉิงหยู่ ไม่มีทางออกแล้ว
“นายชอบฉันไม่ใช่หรอ ถ้าหากว่าชอบฉันจริง สำหรับคนที่ชอบแล้ว แค่นี้ก็ทำให้ไม่ได้หรือ?”
“ดูเหมือนเธอจะช่างเข้าใจสรรหาข้ออ้าง แต่ว่านะ ฉันคิดว่าพวกเราทั้งสองยังไม่สนิทสนมกันมากพอ เอางี้ถ้าเธอยอมมาเป็ภรรยาฉัน ฉันจะยอมตกลงเธอทุกข้อเลย”
“ฮึ ฝันไปเถอะ!”
“ถ้าอย่างนั้น ฉันเองก็ไม่มีความจำเป็ต้องยอม”
“นาย…งั้นฉันก็จะไม่หาวัตถุดิบให้นาย”
“ลั่วเซวียะ เธอรู้ไหม? ตอนนี้เธอไม่น่ารักเอาซะเลย”
“ฮึ” หยางลั่วเซวียะ เค้นเสียงในลำคอ
“งั้นแบบนี้ ถ้าหากว่าฉันจะปรุงยาอะไรแล้วยานั้นมีประโยชน์กับเธอฉันจะบอก ดีไหมล่ะ! ถ้าเธอยังไม่เห็นด้วยฉันคงต้องออกไปหาของด้วยตัวเองแล้วหล่ะ” เฉิงหยู่ พยายามหาทางออก
หยางลั่วเซวียะ มองไปยัง เฉิงหยู ท้ายที่สุดก็ยอมตกลง
เวลาราวสี่ทุ่มเศษๆ เฉิงหยู่ และ จ้าวหยุนฟาง ก็เพิ่งจะกลับบ้าน ครั้งนี้เป็ เฉิงหยู่ ที่เป็คนขับรถ และนี่เป็การขับรถครั้งแรก แต่ทว่าความทรงจำที่ยังหลงเหลืออยู่ในร่างกายนั้นทำให้เขาสามารถเรียนรู้ได้ทันที ขับไปสักพักหนึ่งค่อยๆคุ้นเคย รวดเดียวก็กลับถึงบ้าน สาวน้อยเองก็หลับอยู่เบาะรถซะแล้ว เฉิงหยู่ค่อยๆอุ้มสาวน้อยเข้าไปในห้อง ซึ่งคืนนั้นก็ผ่านไปด้วยดี
ณ เช้าวันที่สอง เฉิงหยู่ ก็รีบไปหาหยางลั่วเซวียะ แต่เธอกลับไม่อยู่ ได้ยินแม่บ้านจางบอกว่าเธอไปที่ออฟฟิศแล้ว ก่อนหน้านี้เพราะปู่ของเธอป่วย และอาการไม่ดี ทำให้ต้องพาไปหาหมออยู่บ่อยๆ จึงไม่ค่อยได้ไปที่ออฟฟิศ ตอนนี้คุณปู่อาการดีขึ้นมาก แถมที่ออฟฟิศนั้นก็มีบางอย่างที่ต้องไปจัดการ เหตุนี้เขาจึงต้องรออยู่ที่บ้านก่อน ไม่ช้าของที่้าก็มีคนมาส่งให้ เฉิงหยู่ ตอนแรกก็ยังแปลกใจ ฐานะที่บ้านก็ร่ำรวยถึงขนาดนั้นทำไมยังต้องไปทำงาน แต่แล้วเขาก็เข้าใจว่าทำไม หลังจากที่คิดๆแล้ว เมื่อคืนวานเพิ่งจะให้ยาลดวัยและยาชะลอวัยแก่เธอไป เธอคงเตรียมตัวจัดการเกี่ยวกับสินค้าตัวนี้
เฉิงหยู่ รออยู่ที่บ้าน จนกระทั่งเวลาถึงเที่ยง ก็มีคนนำวัตถุดิบที่เขา้ามาส่งให้ เมื่อรับวัตถุดิบมา เฉิงหยู่ก็เดินเข้าไปที่ห้องปรุงยาทันที จวบจนห้าโมงเย็นเฉิงหยู่ ก็ออกมาจากห้องปรุงยาด้วยสีหน้ายินดี ก่อนจะเดินทางกลับบ้าน
เฉิงหยู่ ในขณะที่นั่งอยู่บนเตียงของตัวเองนั้น ก็ก้มมองไปที่มือของตนซึ่งมีวัตถุแวววาว และนี่คือต้นเหตุของความยินดี มีสิ่งนี้อยู่หลายสิ่งย่อมสะดวกมากขึ้น ไม่ช้าเขาก็นำบางสิ่งออกมาจากแหวนมิติ และนั้นก็คือโอสถที่เขาปรุงขึ้นมานั่นเอง พร้อมกับเขาเร่งนำโอสถใส่เข้าปาก ชั่วพริบตาพลังิญญาของเขาก็ปะทุออกมา ก่อนมันจะถูกดูดซับเข้าสู่ร่างกาย ส่งผลให้ร่างกายค่อยๆแข็งแกร่งขึ้น หลังจากนั้นสี่ชั่วโมง เฉิงหยู่ก็ค่อยๆลืมตาขึ้นมา ก่อนจะซัดสบัดกำปั้น **ปุ้ง!** พลังทำลายไม่เลว แม้ร่างกายจะปรับปรุงจนดีขึ้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะดูดซับพลังจากยาเสริมพลังอยู่ดี ต่อมา เฉิงหยู่ก็กินยาฟื้นฟูเขาไปอีกเม็ดหนึ่ง จนกระทั่งหกโมงเช้าเขาก็ลุกจากที่นอน เขาตระหนักได้ว่าไม่มีทางที่จะสร้างรากฐานพลังได้มากไปกว่านี้ จึงทำได้เพียงส่ายหัว เขาสามารถเสริมสร้างรากฐานได้แค่ในเวลากลางคืนเท่านั้น เมื่อลุกขึ้นยืน ก็ััได้ว่าตอนนี้ร่างกายทรงพลังมากขึ้นจนอยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ ด้วยเหตุนี้ร่างกาย ณ ปัจจุบันจึงเพียงพอแล้วที่จะต้านทานผลกระทบจากพลังที่รุนแรง
จบตอน