บทที่ 18 ข่าวดี
เซี่ยอวิ้นหนิงปฏิเสธเพียงคำเดียว “ไม่ได้”
เขาไม่ได้รังเกียจที่ลู่จิ่วอันจะทำมาค้าขาย เพียงแต่กังวลว่าหากมีคนรายงานเื่นี้เข้าจะเป็ที่สะดุดตามากเกินไป
“ตอนนี้ยังไม่ได้”
ลู่จิ่วอันตบหน้าผากพร้อมกับยิ้มเก้อ “ฉันลืมไปซะสนิทเลย”
ชาติที่แล้วเคยได้รับอนุญาตให้ประกอบอาชีพส่วนตัวได้ั้แ่เมื่อไรกันนะ?
เหมือนว่าตอนนี้จะเป็ปีแปดศูนย์กว่า ๆ ถ้าอย่างนั้นยังต้องรออีกกี่ปีกันนะ?
ไม่ได้การ เธอต้องคิดหาเงินด้วยวิธีอื่น!
“ฉันไม่ขายของก็ได้ แล้วถ้าทำเพื่อเอาไปแลกกับคนอื่นล่ะเป็ยังไง?”
ลู่จิ่วอันได้รับแรงบันดาลใจจากตลาดนัดในวันนี้เป็อย่างมาก
เซี่ยอวิ้นหนิงครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเบา ๆ “หมั่นโถวที่โรงอาหารก็ไม่ได้ขายแพงนะ”
ความหมายก็คือมีเหตุผลอะไรที่คนจะไม่ซื้อในเมื่อมีของราคาถูกกันล่ะ?
“งั้นปลาทอดกรอบล่ะ?” ลู่จิ่วอันมองไปบนท้องฟ้า อากาศเริ่มเย็นลงแล้ว ไม่ใช่ฤดูเก็บเห็ดจึงจำเป็ต้องตัดซอสเห็ดทิ้งไป “ไม่ได้สิ ปลาซิวทอดกรอบคงใช้แลกไม่ได้ในระยะยาว ฉันต้องหาอย่างอื่น”
การคมนาคมในศูนย์อนุรักษ์ยวนยางไม่สะดวกนัก หากว่าการสัญจรและส่งจดหมายทำได้สะดวก เธอก็ยังสามารถเขียนบทความส่งไปลงหนังสือพิมพ์เพื่อแลกค่าตอบแทนได้บ้าง
ลู่จิ่วอันยัดหมั่นโถวเข้าปากพลางภาวนาขอให้สามารถเปิดธุรกิจหาเงินได้อย่างอิสระในเร็ววัน
เนื่องจากไปเดินเล่นที่ตลาดเป็เพื่อนลู่จิ่วอันทำให้เซี่ยอวิ้นหนิงไปทำงานสาย เธอจึงบอกให้เขาขี่จักรยานไปทำงานเพื่อที่จะได้ไม่ถูกหักเงินเดือน
หญิงสาวมองแผ่นหลังของชายคนรักขณะขี่จักรยานไปทำงาน พลันรู้สึกเจ็บจี๊ดที่หัวใจเมื่อนึกถึงคูปองแลกอาหารและเสื้อผ้าที่เซี่ยอวิ้นหนิงมอบให้สามีภรรยาตระกูลลู่
จากนั้นลู่จิ่วอันก็ทำงานมือเป็ระวิงตลอดทั้งยามเช้า
เธอจัดการใส่ถั่วแขก พริกขี้หนู พริกไทย ขิง กระเทียม น้ำตาลกรวดและเกลือ ตามด้วยเทน้ำแร่จากูเาในปริมาณที่พอเหมาะ
บางคนชอบต้มน้ำให้เดือด แล้วใส่เกลือทิ้งไว้จนเย็น แต่ตัวเธอชื่นชอบการใช้น้ำแร่ทำผักดองมากกว่า
ผักดองที่ใช้น้ำแร่ให้รสชาติที่ดีกว่าน้ำเปล่าธรรมดา แน่นอนว่าแต่ละบ้านก็มีสูตรลับเฉพาะในการทำผักดองให้อร่อย
บางคนชอบรสเปรี้ยว บางคนชอบรสหวาน ส่วนลู่จิ่วอันนั้นชอบผักดองที่ทั้งเปรี้ยวและหวาน
หลังจากแช่ผักดองแล้ว ก็จัดการเก็บไหดองผักไว้ในที่อุณหภูมิต่ำ และเทน้ำเปล่าไปที่ขอบปากไห จากนั้นก็ปิดฝาเพื่อป้องกันไม่ให้อากาศผ่านเข้าไป
ที่เหลือก็แค่รอให้หมักจนได้ที่ ไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ก็จะได้กินผักดองแสนอร่อย
เมื่อเสร็จจากผักดอง ลู่จิ่วอันก็ลงมือสับพริกขี้หนูแดงด้วยความระมัดระวังเพราะกลัวน้ำพริกจะกระเด็นเข้าตา
สับพริกแดง ขิงและกระเทียมจนละเอียด ตามด้วยเติมเกลือและพริกไทย จากนั้นก็ตักใส่หม้อดินเผา
เธอจำได้ว่ายังมีถั่วลิสงที่นำมาจากบ้านตระกูลลู่จึงนำมาปอกเปลือกไว้หนึ่งชาม
ตั้งหม้อเหล็กให้ร้อนแล้วอบถั่วลิสงด้วยไฟอ่อน จากนั้นก็ใช้นิ้วบิถั่วลิสงเบา ๆ หากเปลือกสีแดงที่หุ้มด้านนอกหลุดออกก็เป็อันใช้ได้
ลู่จิ่วอันเห็นว่าไฟในเตายังไม่มอด จึงทุบผลวอลนัตสองสามลูกแล้วนำไปคั่วในหม้อเหล็ก
เธอกอบถั่วลิสงที่เย็นแล้วขึ้นมา ใช้สองมือถูไปมาเบา ๆ ให้เปลือกสีแดงหลุดออก จากนั้นก็เป่าลมจนเปลือกสีแดงลอยไปตกบนกองฟืนที่อยู่หน้าเตาไฟ
ต่อด้วยเทถั่วลิสงลงไปผสมกับซอสพริกในโถดินเผาและใช้จานปิดฝาเอาไว้
กว่าจะทำอะไรเสร็จก็ปาเข้าไป 11 โมงแล้ว ลู่จิ่วอันมองผลวอลนัตที่คั่วแล้วในหม้อก็คิดออกในทันทีว่าจะกินอะไรเป็มื้อกลางวัน!
เธอเริ่มจากนวดแป้งให้มีขนาดเท่าถ้วย ตามด้วยล้างต้นหอมป่าแล้วนำไปตากให้แห้ง
เสร็จแล้วก็คว้ากุญแจแล้วออกจากบ้านพร้อมกับตะกร้าจ่ายตลาดเพื่อซื้อเนื้อมาสับเป็ไส้สำหรับมื้อกลางวัน
เมื่อได้เนื้อส่วนหัวไหล่หมูมาแล้ว ลู่จิ่วอันก็ไปหาลุงเฉิน
“ลุงเฉิน”
เมื่อช่างไม้เฉินเห็นลู่จิ่วอันก็นึกว่าเธอมาเพื่อเร่งตนให้ไปซ่อมเตียงจึงรีบพูดขึ้น “หนูจิ่วอัน เช้านี้ฉันมีธุระนิดหน่อยก็เลยไม่ได้ไป ตอนบ่ายฉันจะรีบไปซ่อมเตียงให้นะ”
“ไม่ใช่เื่นั้นหรอกค่ะลุงเฉิน ฉันจะมาถามว่าที่นี่มีไม้นวดแป้งขายหรือเปล่า?”
“มีสิ”
ช่างไม้เฉินรีบหยิบไม้นวดแป้งส่งให้ลู่จิ่วอันพร้อมกับเอ่ยอย่างอบอุ่น “หนูจิ่วอัน ฉันมีของดีด้วยนะ เธออยากได้หรือเปล่าล่ะ?”
“ของดีอะไรเหรอคะ?”
ช่างไม้เฉินชี้เขียงรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่วางติดกับผนังและพูดด้วยความกระตือรือร้นอย่างยิ่ง “ที่บ้านเธอยังไม่มีเ้าสิ่งนี้ใช่ไหมล่ะ?”
“ตายจริงลุงเฉิน ถ้าอย่างนั้นฉันเอาเขียงอันนั้นด้วย! ราคาเท่าไรคะ?”
ลุงเฉินโบกมือปฏิเสธที่จะรับเงินและพูดเพียงว่า “ฉันได้ยินสะใภ้อ้วนบอกว่าเธอทำปลาทอดกรอบเป็ เอาอย่างนี้ดีไหม มะรืนเป็วันเกิดอายุครบ 50 ปีของภรรยาฉัน หล่อนชอบกินปลามาก เธอพอจะทำปลาทอดกรอบให้ฉันแลกกับเขียงอันนี้ได้หรือเปล่า? ”
“ได้สิคะ”
แม้แต่ลู่จิ่วอันก็คาดไม่ถึงว่าการทำธุรกิจครั้งแรกของเธอจะประสบความสำเร็จเช่นนี้
“งั้นก็ตกลงตามนี้นะ”
“ลุงเฉินไม่ต้องเป็ห่วงนะคะ”
ลู่จิ่วอันกลับถึงบ้านพร้อมด้วยเขียงและไม้นวดแป้งอย่างอารมณ์ดี เธอล้างทำความสะอาดพวกมันแล้ววางไว้ด้านข้าง
เธอหยิบเนื้อออกจากตะกร้า ตามด้วยสับเนื้อครึ่งหนึ่งและเนื้อส่วนที่ติดไขมันอีกครึ่งหนึ่งมาทำเป็ไส้ จากนั้นก็หมักเนื้อที่เหลืออยู่ด้วยเกลือเพื่อป้องกันไม่ให้เน่าเสีย
ตามด้วยสับต้นหอมป่าและขิงให้ละเอียด
หั่นวอลนัตที่คั่วแล้วเป็ชิ้น ๆ ต่อด้วยใส่ต้นหอมป่า ขิงบดและไส้เนื้อ ตามด้วยโรยเกลือ ซีอิ๋วและพริกไทย คลุกเคล้าให้เข้ากัน
เมื่อคลุกเคล้าจนเป็เนื้อเดียวกันก็วางพักเอาไว้ ลู่จิ่วอันรีดแป้งก้อนน้อยให้เป็แผ่นบางด้วยมือที่คล่องแคล่วว่องไว จากนั้นก็ตัดแป้งให้เป็รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส
เติมฟืนในเตาไฟ เมื่อเปลวไฟสว่างขึ้นเล็กน้อย ลู่จิ่วอันก็ล้างหม้อเหล็กแล้วเทน้ำใส่ลงไปครึ่งหม้อ
เมื่อเช้าเธอไม่ได้ต้มน้ำ อีกทั้งน้ำในกระติกน้ำร้อนก็ว่างเปล่า จึงต้องเริ่มจากต้มน้ำ 2 กาก่อนเป็อันดับแรก
ลู่จิ่วอันห่อเกี๊ยวขณะรอให้น้ำเดือด เกี๊ยวหน้าตาสวยงามมองดูคล้ายกับเงินหยวนเป่า*[1]วางเรียงแถวเป็ระเบียบ
หลังจากเทน้ำเดือดลงในกาแล้ว ก็ต้มน้ำในหม้อเหล็กต่อไว้สำหรับทำเกี๊ยวน้ำ
ขณะนี้เป็เวลา 11.50 นาฬิกา ลู่จิ่วอันก็ใส่เกี๊ยวไส้วอลนัตลงในหม้อน้ำที่กำลังเดือดปุด
“จิ่วอัน จิ่วอัน!”
ขณะที่หญิงสาวกำลังตักเกี๊ยวน้ำที่สุกแล้วลงในชามก็ได้ยินเสียงะโของเซี่ยอวิ้นหนิงผู้มีนิสัยเงียบขรึมขี่จักรยานทะเล่อทะล่าเข้ามาในลานบ้าน
“เซี่ยอวิ้นหนิง มีเื่อะไรเหรอดูรีบร้อนเชียว?”
ร่างสูงก้าวขาลงจากจักรยานแล้ววิ่งเข้าไปหาภรรยาตนด้วยใบหน้าตื่นเต้น “ตำรวจไปที่บ้านตระกูลลู่ พอถูกสอบสวน จางกุ้ยอิงก็รับสารภาพว่าเธอเห็นคนท้องที่นอนอยู่ห้องพักเดียวกันยังไม่ฟื้นจากยาสลบเพราะว่าผ่าคลอดก็เลยแอบสลับตัวเด็ก!”
“เร็วขนาดนี้เชียว?” ลู่จิ่วอันเองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน เธอคิดว่าคนหัวแข็งอย่างลู่เจี้ยนกั๋วกับจางกุ้ยอิงคงไม่มีทางยอมรับสารภาพง่าย ๆ เสียอีก “แล้วเ้าหน้าที่ที่อำเภอว่ายังไงบ้าง?”
“ตอนนี้จางกุ้ยอิงถูกจับไปแล้ว พวกเขากำลังสืบสวนความคืบหน้าของคดีอยู่ ได้เื่เมื่อไรจะโทรมาแจ้งพวกเรา” เซี่ยอวิ้นหนิงจ้องมองใบหน้าที่เคร่งขรึมเล็กน้อยของลู่จิ่วอันพร้อมกับถามขึ้น “จิ่วอัน คุณอยากรู้หรือเปล่าว่าพ่อแม่ที่แท้จริงของคุณเป็ใคร?”
[1]เงินหยวนเป่า คือเงินจีนในสมัยโบราณประเภทหนึ่ง