เสียงหัวเราะกึกก้องของขุนศึกหงเฉินยังคงสั่นะเืมวลอากาศรอบด้านจนหมอกปีศาจกระจายตัวออกไปเมื่อหมอกกระจายตัวออกไป ทันใดนั้นสายตาหงเฉินสะดุดอยู่ที่เงาร่างสามร่างที่มองมาอยู่ก่อนแล้วด้วยสีหน้าแปลกประหลาดขุนศึกหงเฉินเก้อเขินขึ้นทันที “เออคือ คือ ข้านึกว่าอยู่เพียงผู้เดียวเลยเสียกิริยาไปหน่อย เอ๊ะ!!!”เสียงอุทานด้วยความใ เขามองดูร่างของสามหนุ่มด้วยความใระคนด้วยความปิติยินดีอย่างปิดไม่มิดใบหน้ากะโหลกภายใต้หน้ากากเหล็กฉายแววตื่นเต้นที่เห็นเด็กหนุ่มทั้งสามยังคงมีลมหายใจแถมกลิ่นอายที่แผ่ออกมายังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล
“ดี! ดีมาก!พวกเ้าทำได้จริงๆ!” หงเฉินลดเสียงหัวเราะลงแต่ความตื่นเต้นยังคงอยู่“ข้าเฝ้ามองดูประตูมิตินั่นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ไม่นึกเลยว่าเพียงเวลาสั้นๆพวกเ้าจะสามารถพิชิตด่านทดสอบโเี้ภายในยอดเขาอเวจีออกมาได้!”
หงเฉินเริ่มกวาดสายตาสำรวจระดับพลังฝึกปรือของแต่ละคนสายตาของเขาหยุดที่ ต้วนผิงอัน ซึ่งบัดนี้ร่างกายกำยำขึ้นอย่างเห็นได้ชัดกลิ่นอายคลื่นปราณ (ชี่ปอ) ขั้นที่ 1 แผ่ซ่านออกมาจนอากาศรอบตัวสั่นไหวเล็กน้อยจากนั้นเขาก็เลื่อนไปมอง หนิวมู่อี้ ที่มีประกายสายฟ้าสีทองเยือกเย็นในดวงตาบ่งบอกถึงระดับปราณครามขั้นที่ 8 ที่มั่นคงยิ่งนัก
ทว่าเมื่อสายตาของยอดขุนพลมาหยุดอยู่ที่ อวิ่นหนิงเจี่ย หงเฉินกลับนิ่งชะงักไปครู่หนึ่งเขาสังเกตเห็นว่าพลังของหนิงเจี่ยอยู่ที่ปราณครามขั้นที่ 5 แม้จะก้าวะโขึ้นมามากแต่หากเทียบกับเพื่อนทั้งสองก็นับว่ารั้งท้ายในด้านตัวเลข ทว่า...ในวินาทีที่ดวงตาของทั้งคู่ประสานกันหงเฉินพลันรู้สึกเหมือนถูกกระชากจิติญญาลงสู่ขุมนรกที่มืดมิดและไร้ก้นบึ้ง
‘นี่มัน...’ หงเฉินอุทานในใจมือสั่นสะท้าน ‘ความรู้สึกบีบคั้นนี่มันอะไรกัน?ปราณครามขั้นที่ 5 จริงหรือ? ไม่... ไม่น่าจะเป็ไปได้!พลังิญญาที่แฝงอยู่ภายใต้ิันั่นมันลุ่มลึกและหนาแน่นจนน่าขนลุก นายท่าน...ท่านช่างลึกลับและน่าสะพรึงกลัวขึ้นทุกวันจริงๆ!’
หนิงเจี่ยเห็นอาการชะงักของหงเฉินจึงเอ่ยถามขึ้นทำลายความเงียบ“หงเฉิน พวกเราหายเข้าไปในมิติยอดเขาอเวจีนานเท่าใด?”
หงเฉินพยายามรักษากิริยาพลางตอบว่า“นับแต่วันที่พวกเ้าก้าวเข้าสู่ประตูมิติ จนถึงตอนนี้...สี่เดือนพอดิบพอดีนายท่าน”
“สี่เดือน!”ทั้งสามคนอุทานออกมาแทบจะพร้อมกัน มู่อี้ลูบคางตัวเองด้วยความประหลาดใจ“ข้านึกว่าข้างในนั้นผ่านไปเพียงเดือนเศษๆ เท่านั้น การต่อสู้หฤโหดนั่นมันต่อเนื่องจนทำให้ข้าลืมเลือนวันเวลาไปสิ้น”
หนิงเจี่ยพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะมองไปยังเส้นทางสู่ยอดเขาหลงเซี่ยงที่ยังคงทอดยาวขึ้นไปสู่มวลเมฆดำมืดเขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “หงเฉิน... พวกเราตัดสินใจแล้วว่าจะยังไม่บุกทะลวงขึ้นเขาหลงเซี่ยงต่อในตอนนี้”
หงเฉินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย“เพราะเหตุใดหรือนายท่าน? ด้วยระดับพลังของพวกเ้าในตอนนี้การจะไปต่อย่อมไม่ใช่เื่ยาก”
“พลังที่ได้มาอย่างรวดเร็วเกินไปย่อมขาดความเสถียร” หนิงเจี่ยตอบ “พวกเรา้าลงเขา...มุ่งหน้าสู่โลกกว้างด้านล่างเพื่อขัดเกลาเจตจำนงและการต่อสู้จริงในสถานการณ์ที่หลากหลายพลังปราณที่ไร้ซึ่งประสบการณ์ขัดเกลาก็เปรียบเสมือนดาบคมที่ไร้ด้ามจับหากใช้ไม่ระวังมันจะบาดเ้าของเอง”
หงเฉินนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย“ความคิดของนายท่านช่างรอบคอบยิ่งนัก แต่... มีสิ่งหนึ่งที่ข้าเป็ห่วง”หงเฉินสืบเท้าเข้ามาใกล้ “พลังฝึกปรือของพวกเ้าในยามนี้มัน 'เฉิดฉาย' เกินไป ประดุจดวงประทีปกลางราตรีมรดกและพลังที่พวกเ้าได้รับมาจากยอดเขาอเวจีจะดึงดูดพวกปีศาจเฒ่าหรือยอดฝีมือที่โลภมากให้เข้ามารังควานไม่จบสิ้นโดยเฉพาะในโลกเบื้องล่างที่มีความซับซ้อน”
ยอดขุนพลโบราณถอนหายใจยาว“เพื่อเป็การป้องกัน... ข้าจะสอนมหายุทธ์ลับของข้าให้พวกเ้าไว้ใช้เร้นกายมหายุทธ์นี้มีชื่อว่า 'อนันตาไร้ลักษณ์'” ทันใดนั้นพลันเห็นมวลพลังในร่างกายและิญญาของหงเฉินเริ่มลดลงจนอยู่ในระดับจินหรง เขากล่าว“เหมือนที่ข้าเคยลดพลังฝึกปรือเพื่อฝึกพวกท่านแต่อนันตาไร้ลักษณ์ที่ข้าจะสอนพวกเ้านี้มีความซํบซ้อนยิ่งกว่า เวลาไม่คอยท่าแล้วเริ่มฝึกกันเถอะ”
หงเฉินจัดแจงให้ทั้งสามคนนั่งขัดสมาธิลงรอบตัวเขาภายในบริเวณลานกว้างหน้าวิหารที่เงียบสงัดแสงไฟจากม้าศึกลาวาให้ความอบอุ่นท่ามกลางลมหนาว
“อนันตาไร้ลักษณ์มิใช่วิชาโจมตีหรือป้องกันทางกายภาพ แต่มันคือการ ‘ลวงกฎเกณฑ์’ ของธรรมชาติ”หงเฉินเริ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม“จงจินตนาการว่าร่างกายของพวกเ้าคือภาชนะที่ว่างเปล่าและพลังปราณคือสายน้ำที่ไหลอยู่ภายใน หากพวกเ้าปิดผนึกฝาภาชนะอย่างแ่าสายน้ำก็จะนิ่งสงบจนภายนอกมองไม่ออกว่าภายในบรรจุสิ่งใดไว้”
หงเฉินยื่นมือออกไปััที่หน้าผากของหนิงเจี่ยเป็คนแรกก่อนจะส่งผ่านกระแสจิติญญาลึกลับเข้าสู่ห้วงสำนึก “ในขั้นพลังของพวกเ้าปัจจุบันหากฝึกฝนสำเร็จ ต่อให้ยอดฝีมือระดับ ชีซิง(เจ็ดดารา) มายืนอยู่ตรงหน้าก็มิอาจมองทะลุพลังที่แท้จริงของพวกเ้าได้ พวกเขาจะเห็นเพียงเด็กหนุ่มธรรมดาที่มีพลังฝึกปรือเพียงระดับจินหรงหรือต่ำกว่านั้นตามที่พวกเ้า้า!”
หนิงเจี่ย หลับตาลงััถึงอักขระโบราณที่ไหลเวียนเข้าสู่สมองระบบวิวัฒน์ในหัวของเขาเริ่มทำงานทันที
$${"พบมหายุทธ์ระดับสูง: อนันตาไร้ลักษณ์...เริ่มต้นการวิเคราะห์โครงสร้างปราณ... วิวัฒน์สู่รูปแบบที่เข้ากับ 'กายาเทพวิวัฒน์'!"}$$
หนิงเจี่ยเริ่มโคจรปราณตามเคล็ดวิชาเขาค่อยๆรั้งเอาไอเพลิง์และอัสนีทมิฬที่แผ่อยู่รอบกายกลับเข้าสู่กระดูกและไขสันหลังทีละน้อยกระบวนการนี้เ็ปราวกับถูกเข็มหมื่นเล่มทิ่มแทงเพราะต้องบีบอัดปราณที่ทรงพลังให้เล็กลงเท่าเส้นผม
ทางด้าน หนิวมู่อี้ และ ต้วนผิงอัน ก็ได้รับสืบทอดเช่นกันมู่อี้มีใบหน้าบิดเบี้ยวเล็กน้อย พลังสายฟ้าของเขานั้นซุกซนนัก เมื่อเขาพยายามจะ‘ขัง’ มันไว้ภายใต้เคล็ดอนันตาไร้ลักษณ์ สายฟ้าเ่าั้กลับส่งเสียงเปรี้ยะปร๊ะประท้วงอยู่ตามขุมขน
“นิ่งไว้มู่อี้!”หงเฉินตวาดเตือน “อย่าใช้กำลังบังคับสายฟ้า แต่จงใช้ความว่างเปล่าล่อลวงมัน!ทำให้มันเชื่อว่าร่างกายของเ้าคือหลุมดำที่ไร้ที่สิ้นสุด!”
มู่อี้สูดลมหายใจเข้าลึกเขาเริ่มใช้ ‘เนตรดารา’ มองดูการไหลเวียนของปราณตนเอง แล้วค่อยๆจัดระเบียบพวกมันใหม่หมุนวนเป็วงกลมซ้อนทับกันจนเกิดเป็ม่านพลังโปร่งแสงที่คอยเก็บงำรัศมีสีทองเอาไว้ภายใน
สำหรับ ต้วนผิงอัน การฝึกนี้กลับง่ายกว่าที่คิดร่างกายของเขาที่เข้าสู่ระดับชี่ปอนั้นมีพื้นฐานจากการควบคุมแรงสั่นะเืเขาเพียงแค่ต้อง ‘หยุด’ การสั่นะเืที่แผ่ออกสู่ภายนอกแล้วเปลี่ยนให้มันสั่นะเือยู่ภายในกล้ามเนื้อแทน ไม่นานนักกลิ่นอายนักรบที่ดุดันของเขาก็เลือนหายไป กลายเป็เพียงชายหนุ่มรูปร่างกำยำธรรมดาๆคนหนึ่ง
ผ่านไปหลายชั่วยามทั้งสามสหายลืมตาขึ้นพร้อมกัน บรรยากาศรอบตัวพวกเขาเปลี่ยนไปอย่างน่าอัศจรรย์หนิงเจี่ยดูเหมือนเด็กหนุ่มธรรมดาที่ผิวพรรณดีคนหนึ่งพลังที่ััได้จากภายนอกนั้นเบาบางจนดูเหมือนเพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับจินหรงขั้น 1เท่านั้น
“ยอดเยี่ยมมาก...”หงเฉินพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “อนันตาไร้ลักษณ์ของพวกเ้าก้าวหน้าไปรวดเร็วเกินคาดโดยเฉพาะนายท่าน... ข้าแทบจะไม่รู้สึกถึงกลิ่นอายปราณครามของท่านเลยแม้แต่น้อย”
หนิงเจี่ยลุกขึ้นยืนสะบัดมือเบาๆ เขารู้สึกเบาสบายอย่างประหลาดพลังที่ถูกเก็บกักไว้นั้นเข้มข้นยิ่งกว่าเดิมเมื่อ้าใช้เพียงแค่คลายผนึกเพียงนิด พลังมหาศาลก็จะปะทุออกมาได้ทันที
“ขอบคุณท่านมากหงเฉิน”หนิงเจี่ยกล่าว
หงเฉินยิ้มภายใต้หน้ากาก“ข้าดีใจที่ได้ช่วย พวกเ้าจงไปเถอะ โลกเบื้องล่างนั่นคือลานประลองที่แท้จริงข้าจะอยู่รอพวกเ้าที่นี่... ไม่สิข้าจะบุกทะลวงขึ้นไปรอพวกเ้าที่ยอดเขาชั้นสูงกว่านี้ และจะคอยพิทักษ์เขาหลงเซี่ยงให้นายท่านนายท่านมิต้องกังวล”
“หงเฉิน...ท่านต้องระวังตัวด้วย” หนิงเจี่ยกล่าวลาด้วยความเป็ห่วง ต้วนผิงอันและหนิวมู่อี้กล่าวขึ้นพร้อมกัน“ผู้าุโระวังตัวด้วย”
“ฮ่าๆๆ!ข้าคือขุนศึกไร้พ่ายหงเฉิน ใครเล่าจะทำอะไรข้าได้!” หงเฉินหัวเราะร่าก่อนจะควบม้าศึกลาวาทะยานร่างหายเข้าไปในม่านหมอกสีดำมุ่งหน้าขึ้นสู่ยอดเขาชั้นต่อไปด้วยความองอาจ
หนิงเจี่ยหันกลับมามองสหายทั้งสอง“พร้อมหรือยัง? เป้าหมายของเราคือมณฑลเฟิงเป่า...ข้าต้องสืบรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับท่านแม่และข้าในปีนั้นให้ได้!”
ผิงอันและมู่อี้ก้มหน้าอึกอักหนิงเจี่ยเหมือนไม่ได้สนใจในอาการของสหายทั้งสอง
ทั้งสามสหายทะยานร่างลงจากเขาหลงเซี่ยงมุ่งหน้าสู่โลกเบื้องล่างทันที!