บทที่3
โลกนี้ไม่ใช้ปราณแต่ใช้เวท
ฉันไม่มีเสียงพูดภาษาเขียนใช้กันคนละชุด เลยไม่รู้จะสื่อสารกันยังไงนอกจากใช้ภาษามือ
ฉันผายมือให้เขานั่งบนเก้าอี้ข้างเตียงเขาก็นั่งลงแต่โดยดี
“เ้าคงสับสน ขอข้าอธิบายให้ฟังก่อน”
ฉันรีบพยักหน้าขยับเข้าไปใกล้เขาอีกนิด ชายหนุ่มกระแอมและพูดต่อ
“เ้า...หลุดเข้ามายังโลกนี้จากโลกเดิมของเ้า”
แค่นั้นฉันเดาได้อยู่แล้ว
“ถิงถิง เด็กหญิงที่ช่วยเ้าแต่งกายเป็คนที่อาจมาจากโลกอื่นเช่นกันเมื่อราวสองปีก่อน ข้าเห็นแสงสว่างจากภายในป่าจึงเข้าไปดูและพบนางนอนอยู่กลางวงเวทสิ่งที่ติดตัวมีเพียงเสื้อผ้าที่สวมอยู่และกระบอกใส่ม้วนกระดาษซึ่งเขียนว่า นางมีนามว่าถิงถิงถูกส่งตัวมาจากโลกอื่นเพื่อความปลอดภัย ได้โปรดช่วยดูแลนางด้วย”
เขาเล่าเหมือนกำลังอ่านจากหนังสือเรียนน้ำเสียงเขามีเสน่ห์ชวนฟัง หากแต่จริงจังจนฟังเหมือนอาจารย์
“เมื่อข้าเห็นแสงสว่างแบบเดียวกันอีกจึงรีบออกไปดูและพบเ้าพอดี” เขากระแอมอีกครั้ง “เ้าสามารถพักอาศัยในบ้านหลังนี้ได้ตามสบาย”
ฉันอยากถามเขาว่ารั่วหลานที่เขาพูดในวินาทีที่เห็นหน้าฉันเป็ใครหรืออะไรแต่ไม่มีวิธีจะถามเลยนั่งพยักหน้า
ใครบางคนเคาะประตู จากนั้นเด็กหนุ่มเปิดเข้ามาพร้อมชาและขนมโดยไม่รอให้คนในห้องอนุญาต
“ชาขอรับ” เขาพูดเสียงเรียบ วางถาดลง และหมุนตัวออกจากห้องอย่างรวดเร็ว
พอประตูปิดลงชายหนุ่มตรงหน้าจึงพูดต่อ
“เมื่อครู่คือซูเหลียง เขาเป็...”เขาสรรหาคำพูดอยู่ครู่หนึ่ง “น้องชายบุญธรรมของข้า”
แสดงว่าทั้งเขา ซูเหลียง และถิงถิงไม่มีใครเกี่ยวพันกันทางสายเืเลย แต่มาอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน
“ลืมแนะนำตัวไป นามข้าคือฮวาหนิงหลงเป็เ้าของบ้านนี้ มีศักดิ์เป็ท่านชาย... แต่ช่างเื่นั้น เ้าเรียกข้าว่าหนิงหลงก็ได้”
ฉันรู้สึกประหลาด เหมือนอะไรสักอย่างกำลังไหลเข้ามาในตัว...
จากนั้นก็รู้สึกเ็ป เป็ความเ็ปแบบที่รู้ว่าหมาที่เลี้ยงไว้ตายระหว่างเราอยู่ที่โรงเรียนหรือความรู้สึกที่มองผู้ชายที่ชอบไปรักผู้หญิงคนอื่น... ความรู้สึกรุนแรงที่ไหลเข้ามาไม่หยุดจนฉันเอามือกุมหน้าอกทรุดลงกับเตียง
“เ้า...?!”
ฉันส่ายหน้ารัว พอหายใจลึกๆความรู้สึกนั้นก็สลายตัวไปเอง
แปลกมาก...ฉันเคยรู้สึกเหมือนที่คนอื่นรู้สึกแต่นั่นเป็เพียงเพราะฉันเห็นใจคนอื่นมากเกินไปจนเอาความเ็ปมาเป็ของตัวเองแต่นี่...
เหมือนกับฉันรับเอามาจริงๆ อย่างไรอย่างนั้น!
เ้าของความรู้สึกเ็ปนี้คือใคร?หนิงหลงอย่างนั้นหรือ? ทำไมกัน?เขาเพิ่งสูญเสียใครไปก่อนที่ฉันจะมายังบ้านหลังนี้?
“...เมื่อครู่เ้าใช้เวทมนตร์?”
อะไรนะ?
ฉันอยากอุทานแบบนั้นเหลือเกิน แต่ที่ทำได้คือมองอีกฝ่ายตาโตและทำปากขมุบขมิบ
หนิงหลงวางมือบนไหล่ฉันและยืนกรานคำเดิมสายตาของเขาไม่มีแววล้อเล่นเลยแม้แต่น้อย น้ำเสียงเขาก็จริงจังเช่นเดิม
“เมื่อครู่เ้าใช้เวทมนตร์ ไม่ผิดแน่เป็เวทมนตร์ที่ข้ารู้จัก...เวทมนตร์ในการรับรู้ความรู้สึกของผู้อื่น”
ฉันเ็ปรุนแรงอีกครั้งความรู้สึกของเขาไหลเข้ามาในตัวผ่านมือที่ััไหล่ หนิงหลงรู้ตัวจึงรีบผละออกเขาพึมพำสองสามคำ ความเ็ปในหัวใจฉันก็หายไป
นี่เขา...แบกรับความรู้สึกแบบนี้ไว้เหรอ?แต่ที่สำคัญ...
เวทมนตร์...?
นี่เขาเพิ่งพูดคำว่าเวทมนตร์ออกมาอย่างนั้นหรือ?ถึงจะได้ยินถิงถิงพูดเมื่อครู่แต่นึกว่าเป็แค่คำพูดของเด็กเสียอีก ไม่ใช่ลมปราณหรือพลังจิตแต่เป็เวทมนตร์? ช่างเป็คำที่ขัดกับบรรยากาศเสียเหลือเกิน
“ข้าควรจะอธิบายให้เ้าฟังก่อนโลกที่เ้าจากมาอาจไม่มีเวทมนตร์ แต่ในโลกฝั่งนี้ ทุกคนสามารถใช้เวทมนตร์ได้ไม่มากก็น้อยและบางทีจะมีคนที่สามารถใช้เวทมนตร์ได้โดยไม่รู้ตัว อย่างเช่นเ้า”
ฉันฟังก็หัวหมุน
จะบอกว่าสิ่งที่สร้างความลำบากในชีวิตฉันก่อนหน้านี้พอมาที่นี่ดันกลายเป็เวทมนตร์... ใครจะไปเชื่อลง?
พอพูดถึงเวทมนตร์ก็นึกถึงคาถาที่เสกอะไรได้ตามใจซัดใส่กันตูมตามเหมือนในหนังฉันพอนึกภาพชายหนุ่มตรงหน้าใช้เวทมนตร์ออกเพราะเขาดูเหมือนเซียน แต่ฉันเนี่ยนะ...?
“เ้ายังสับสน จิบชาก่อน”เขารินชาส่งให้ ฉันรับมาดื่มแต่โดยดี รสชาติละมุนลิ้นและกลิ่นหอมดอกไม้ก็แผ่ซ่านในปาก
ฉันมองเขาตาโต สีหน้าเครียดขึงของชายหนุ่มผ่อนลงเล็กน้อย
“นี่เป็ชาห้าธาตุซึ่งสามารถหาได้ในพื้นที่แถบนี้เท่านั้นเป็ชาสำหรับปรับสมดุลธาตุต่างๆ ภายในร่างกาย รสละมุนไม่ขม มีกลิ่นเหมือนดอกไม้และมีรสหวานในปากหลังดื่มหมด เหมาะสำหรับคนที่เพิ่งเดินทางไกลอย่างเ้า”
เดินทางไกล...
เขาใช้คำนี้กับถิงถิงที่มาจากต่างโลกเช่นกันแสดงว่าถิงถิงอาจจะมาจากโลกเดียวกับฉัน แต่ทำไมถึงต้องทำอะไรที่ฟังดูย้อนยุคอย่างการใส่ม้วนกระดาษในกระบอก?
พอฉันดื่มหมดถ้วยเขาก็รินให้ใหม่
“สถานที่นี้เป็บ้านของข้า” เขาพูดต่อ“ข้าอยู่ที่นี่กับซูเหลียงและถิงถิง บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ในแคว้นซิงกวนภายในแคว้นนี้แบ่งเป็หกเขตได้แก่ เทียนซู เทียนเซวียน เทียนจี เทียนเฉวียน อี้เหิง ไคหยางที่เราอยู่นี้คือทางตอนเหนือของอี้เหิง”
ชื่อพวกนั้นคุ้นๆ แต่บอกไม่ถูกว่าเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน สงสัยเห็นผ่านๆในซีรีส์หรือนิยาย
“...มีอะไรที่เ้าอยากรู้อีกไหม?”
ฉันอยากรู้เื่เวทมนตร์แต่ไม่รู้จะบอกเขายังไงดีเลยพยายามทำปากเป็คำว่าเวทมนตร์และหวังว่าเขาจะเข้าใจ
“เวทมนตร์?”
เมื่อเขาถามมาแบบนั้น ฉันรู้สึกลิงโลด แต่ถึงเข้าใจกันหนิงหลงถอนหายใจทีหนึ่ง
“...เวทมนตร์ถือเป็เื่ธรรมดาสำหรับข้า อาจอธิบายได้ยากเพราะเื่ที่เป็ความรู้พื้นฐานสำหรับข้าคงเป็เื่เหลือเชื่อสำหรับเ้า...เ้าอยากรู้เื่อะไร?”
ฉันเองก็ตอบคำถามนั้นไม่ได้ หนิงหลงรออยู่สักพักก็ลุกขึ้น
“เช่นนี้แล้วกัน ข้าจะสอนภาษาเขียนของที่นี่ให้เ้า และเมื่อเ้าพร้อมเ้าสามารถอ่านหนังสือทุกเล่มในห้องหนังสือของข้าได้เท่าที่้าข้าคิดว่าเป็การจัดการที่ดี” เขาเสนอ “แต่ตอนนี้ข้าขอทราบนามของเ้าก่อน”
ฉันพยายามทำปากว่าเมย์ แต่ไม่รู้ว่าเขาจะเดาได้หรือไม่จึงเม้มปากแรงๆ และปล่อยออกสื่อถึงมอม้า และพยายามทำปากสระเอให้ได้
“ไม่?”
ฉันลองใหม่ คราวนี้ค้างสระเอไว้นานๆ
“เม่ย?”
ใกล้เคียงอยู่ฉันเอียงคอสงสัยว่าจะให้เขาเรียกฉันแบบนั้นดีหรือเปล่า
“ท่านควรตั้งชื่อให้นางไปเลยจนกว่านางจะเขียนชื่อตัวเองออกมาได้”
ซูเหลียงผลุบเข้ามาในห้องั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้พอพูดจบก็หดหัวออกไปนอกประตู
หนิงหลงหันไปมองเขาแวบหนึ่ง ชายหนุ่มถอนหายใจและหันกลับมาหาฉัน
“เ้าคิดว่าดีหรือไม่?”
ฉันไม่อยากนั่งใบ้ชื่อกับเขาชั่วกาลนานจึงรับข้อเสนอแนะของซูเหลียงหนิงหลงพยักหน้าและยกมือแตะคาง มือของเขาหนาและมองเห็นเส้นเืดูเป็มือที่มีแรงเยอะ
“...เหมยฟาง”เขาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเหมือนกำลังร่ายบทกลอน “เ้าชื่อเหมยฟางเป็อย่างไร?”
เหมยเหรอ? คล้ายชื่อเดิมของฉันอยู่
ฉันพยักหน้าแรงๆ เป็เชิงเห็นด้วย และริมฝีปากของหนิงหลงผุดยิ้มบางเบาจนฉันสงสัยว่าตาฝาดไปเองหรือเปล่า
“ดี... ระหว่างนี้ข้าขอเรียกเ้าว่าเหมยฟาง”