[ง่ายที่สุดคือเมื่อวาน
เพราะเราผ่านมันมาแล้ว
ดี...ที่สุด
คือ...วันนี้
เพราะเรายังหายใจอยู่
ท้าทายที่สุด
คือ...พรุ่งนี้
เพราะเราไม่มีทาง
รู้...ว่า
อะไรมันจะเกิดขึ้น]
แขนทั้งสองข้างเริ่มชาั้แ่หลายชั่วโมงก่อน ตอนนี้เริ่มชาจนเกือบจะเรียกได้ว่าไร้ความรู้สึกเต็มทน รอยแดงซึ่งเกิดจากโซ่รัดข้อมือเริ่มกลายเป็แผลกินเนื้อลึกขึ้น และยิ่งลึกกว่าเดิมเมื่อฉันพยายามออกแรงกระชาก เพียงเพราะความหวังเล็กๆ หวังว่าฉันจะหนีรอดออกจากคุกแห่งนี้
นอกจากแขนทั้งสองจะไร้เรี่ยวแรง ขาทั้งสองข้างของฉันก็เริ่มจะยืนพยุงร่างอันเบาหวิวของตัวเองได้ยากลำบากมากขึ้น
คุกแห่งนี้มีเพียงฉันเท่านั้นที่เป็นักโทษให้มันจองจำ ความพิเศษที่มักจะมาเยี่ยมฉันทุกๆ ครึ่งชั่วโมงก็คือมวลน้ำมหาศาลซึ่งจะค่อยๆ เพิ่มความสูงจากเดิมทุกครั้งที่น้ำขึ้น ถ้ามองให้ดีคุกแห่งนี้ก็เปรียบเสมือนสระน้ำขนาดย่อมที่จะมีเวลาน้ำขึ้นและลงเป็เวลา
ครั้งแรกที่ลงมายังที่นี่ ฉันยอมรับว่ากลัวจนจับใจ กลัวว่าความตายกำลังจะมาเยือน แต่เมื่อดึงตั้งสติที่กำลังหลุดกระเจิงของตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง สมาธิเริ่มมั่นคง สติปัญญาก็เริ่มทำงาน
หลังจากน้ำขึ้นรอบแรกได้ลดลง ฉันก็เริ่มใช้สายตาซึ่งเป็อวัยวะเดียวที่ไม่ถูกจองจำมองสำรวจโดยละเอียด ภายในถ้ำแห่งนี้มีเทียนเล่มใหญ่ที่ถูกจุดไว้อยู่หนึ่งเล่ม มันถูกวางเอาไว้บนเนินหินเล็กๆ ด้านหน้าทางเข้าออกซึ่งเป็ประตูหิน ฉันรู้ได้ในทันทีว่าน้ำในถ้ำนี้จะไม่เอ่อขึ้นสูงจนถึงเนินหินที่ใช้ตั้งเทียนเล่มนั้นแน่ เพราะดูจากสภาพของน้ำตาเทียนที่ไหลทับกันอยู่นั้น แสดงให้เห็นว่าเทียนเล่มนี้ยังไม่เคยดับ หลังจากถูกจุดอย่างแน่นอน ข้อสันนิษฐานนี้ทำให้ฉันสงบจิตสงบใจลงได้บ้าง อย่างต่อมาก็เป็เื่การเอาตัวรอดเวลาน้ำในถ้ำเริ่มขึ้น
ฉันพยายามใช้ความอดทนที่แม่ได้สั่งสอนฉันมาั้แ่เกิดนำมาใช้ให้เป็ประโยชน์ เวลาน้ำขึ้นฉันจะพยายามปล่อยตัวให้ลอยตามปริมาณน้ำซึ่งเพิ่มสูงขึ้น มันเป็เวลาเดียวที่ขาทั้งสองข้างของฉันจะได้พักผ่อน แต่ก็แลกมาด้วยแผลลึกบาดเนื้อมากยิ่งขึ้นเพราะแรงของกระแสน้ำที่เคลื่อนไหวไปมาอยู่ภายในถ้ำ
หลายชั่วโมงผ่านมา หรือเป็วันแล้วฉันก็ไม่รู้เพราะในถ้ำแห่งนี้มีเพียงแสงสว่างของเทียนเล่มใหญ่เล่มนั้นเพียงอย่างเดียว ฉันจัดการความหิวจนกระเพาะแถบฉีกโดยการกินน้ำ่เวลาน้ำขึ้นเข้าท้องเท่าที่กระเพาะมันจะรับไหว ส่วนเื่น้ำที่ลงคอไปจะสะอาดหรือไม่สะอาด ฉันก็ต้องลองเสี่ยง ถึงแม้ให้กินฉี่ตัวเองตอนนี้ถ้าหากน้ำไม่มี ฉันคิดว่า ฉันก็คงจะต้องทำ
ครืน ครืน ครืน เสียงประตูหินกำลังถูกเปิดออกจากด้านนอกดังขึ้น
ชายชุดดำเดินนำเข้ามาสองคน ก่อนเ้านายของพวกเขาจะเดินตามเข้ามา ในมือของเขายังคงถือพัดเล่มเดิมโบกสะบัดไปมาราวกับชอบใจที่ได้เห็นสภาพของฉันในตอนนี้เป็อย่างมาก
“นานเท่าใดแล้ว”
“ครบหนึ่งวันพอดีขอรับนายท่าน”
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าใบหน้าในตอนนี้ของเขาซึ่งอยู่ภายใต้ผ้าคลุมสีดำกำลังยกยิ้มเย้ยหยันฉันอยู่
“น่าสนใจ น่าสนใจจริงๆ”
เขาเดินมาหยุดตรงหน้าฉัน ก่อนจะใช้พัดเล่มนั้นในมือดันปลายคางของฉันให้เงยหน้าขึ้น แววตาของชายคนนี้ยังคงคาดเดาได้ยาก และน่าหลงใหลในเวลาเดียวกัน
หลงใหล!
นี่ฉันคิดคำสองคำนี้ขึ้นในหัวได้ยังไงกัน ภายใต้สถานการณ์ซึ่งกำลังถูกคนที่ตัวเองชื่นชมอยู่ในใจทรมานจนปางตาย ราวกับว่าฉันเป็เพียงของเล่นชิ้นหนึ่งของเขาเท่านั้น
“ถอดเสื้อนางออก”
“ไม่ได้นะ!” เสียงะโของฉันดังสะท้อนอยู่ภายในถ้ำ “นายทำเกินไปแล้วนะ”
สายตาของเขาราวกับพญาเหยี่ยวที่กำลังจับจ้องเหยื่อ แถมเหยื่อตัวนั้นไม่มีทางให้หลบซ่อนอีก
ฉันซึ่งพยายามออกแรงขัดขืน แต่แขนทั้งสองข้างกลับไร้เรี่ยวแรง จะะโแหกปาก คนพวกนี้ก็คงไม่ใส่ใจ ไม่มีตัวเลือกให้ฉันได้เลือกเลย สิ่งเดียวที่ทำได้ก็คงต้องอดทนต่อไป อดทนไปให้ถึงที่สุด
ผ้าคาดเอวถูกแก้เงื่อนออก ทำให้คอเสื้อ้าของชุดไหลลงไปกองอยู่ที่ต้นแขนทั้งสอง ฉันก้มมองสภาพของตัวเองที่กึ่งเปลือยท่อนบนนิ่ง ดีนะที่ยังมีผ้าคาดอกสีขาวติดอยู่บนหน้าอกฉัน และความดีใจของฉันก็ต้องถูกทำลายลงเมื่อเขาเดินเข้ามาหาฉันอย่างไร้สุ่มไร้เสียง
มือของเขามาหยุดลงตรงต้นคอของฉัน นิ้วของเขาค่อยๆ คลายปมเชือกของเสื้อเอี๊ยมที่หลงเหลือบนตัวฉันเพียงชิ้นเดียวออกอย่างชำนาญ และเชื่องช้า เสียงของฉันซึ่งกำลังร้องะโกลืนหายเข้าไปในลำคอ ตาทั้งสองข้างปิดสนิท ฉันไม่อยากนึกสภาพของตัวเองที่เปลือยหน้าอกต่อหน้าชายฉกรรจ์ทั้งสามคน
มันเป็วันที่อัปยศที่สุดเท่าที่ฉันเกิดมา
ใบหน้าของเขาเลื่อนมาหยุดตรงข้างใบหน้าซึ่งกำลังร้อนผ่าว ลมหายใจพ่นเข้าและออกเป่ารดต้นคอที่ไร้เสื้อผ้ากั้น ร่างกายฉันเริ่มสั่นเทาน้อยๆ
“เ้าบริสุทธิ์”
บริสุทธิ์?
คำพูดเมื่อครู่ของเขา ไม่ได้หมายถึง... ดวงตาทั้งสองข้างของฉันที่ปิดสนิทเบิกกว้างในทันที สิ่งแรกที่ฉันเห็นก็คือดวงตาซึ่งกำลังหรี่ลง เหมือนเขากำลังยิ้มอยู่ หรือว่าเขาคิดจะข่มขืนฉัน
“ไม่ได้นะ!”
“...” เขามองหน้าฉันนิ่ง “เ้า...ไม่ดีใจหรือที่เ้าบริสุทธิ์”
ดีใจบ้าบออะไรกัน คำพูดแบบนี้มันควรออกมาจากปากของผู้ชายตรงหน้าเสียเมื่อไหร่กัน
เอี๊ยมตัวน้อยถูกใส่เข้ากลับตำแหน่งเดิม ร่างสูงหมุนตัวเดินจากไป หลงเหลือไว้เพียงความเงียบที่กำลังทำฉันแทบคลั่ง แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ขืนใจกัน เพราะถ้าเป็แบบนั้นฉันคงยอมตายไปจากโลกนี้จริงๆ
แต่... ตอนที่เขาเดินออกไป ทำไมในห้องถึงไม่มีชายชุดดำที่เคยเดินเข้ามาก่อนหน้านี้ยืนอยู่เลยละ ช่างเถอะ... คิดมากก็มีแต่จะพาสติแตก
ฉันถอนหายใจกับตัวเองอย่างโล่งอก เหมือนยกูเาทั้งลูกออกได้สำเร็จ
สุดท้าย ฉันก็ยังคงต้องอยู่ที่นี่ต่อไป ความเย็นที่เท้าทั้งสองข้างทำให้ฉันต้องก้มลงมองไปยังพื้นเบื้องล่างทันที
“มาแล้วสินะ น้ำเพื่อนรัก”
โปรดติดตามตอนต่อไป