เช้าวันใหม่ หลังจากทำความสะอาดลานฝึกซ้อมเสร็จ มู่เฉิน กำลังเดินเหม่อลอยไปยังโรงอาหารของสำนักคุ้มภัยหมื่นลี้
ทันใดนั้น เสียงเรียกจากสตรีหนึ่งดึงความสนใจของเขาไว้
“มู่เฉิน! ไปกินข้าวด้วยกันเถอะ!”
ที่แท้เป็ เหยียนอิงเหอ นางวิ่งเข้ามาด้วยรอยยิ้มสดใส ยามนี้สวมชุดสำนักสะอาดเรียบร้อย เก็บผมเรียบร้อยงามตา ต่างจากวันปีนเขายิ่งนัก
ทั้งสองเดินเคียงกันไปยังโรงอาหาร สนทนากันอย่างรื่นรมย์ มู่เฉินถามถึงกิจกรรมยามว่างของนาง
เหยียนอิงเหอตอบว่า ส่วนใหญ่ไปช่วยงานเอกสารในสำนัก มีค่าตอบแทนให้ด้วย
นางยังชวนมู่เฉินไปด้วย แต่เขาขอแวะไปตรวจสอบงานที่ กองกลางสำนัก ก่อน เผื่อมีงานที่น่าสนใจสำหรับเขา
เหยียนอิงเหอทำหน้าเศร้าเล็กน้อย แต่ก็ยิ้มให้ ก่อนจะแยกทางกัน
มู่เฉินเดินไปยังกองกลาง เห็นรายงานงานต่างๆ แต่ยังไม่ทันจะดูละเอียด ก็มีศิษย์พี่ป้ายทองแดงขั้นสามคนหนึ่งก็เข้ามากอดไหล่ พร้อมชวนให้ไปร่วมงาน ลาดตระเวนกับมือปราบ
แต่เมื่อมู่เฉินดูใบงาน พบว่างานนี้ต้องเป็ศิษย์ขั้นสองขึ้นไปถึงจะรับได้ ศิษย์พี่หัวเราะก่อนจะอธิบายว่างานนี้รับได้ก็แค่เพียงมีศิษย์พี่ขั้นสองขึ้นไปเป็คู่หูร่วมงาน
เมื่อมู่เฉินรู้ก็ไม่รีรอรีบตบปากรับคำ และออกเดินทางกับศิษย์พี่
ทั้งสองรายงานตัวที่ศาลากลางนายอำเภอ มือปราบสองคนเดินนำทางไปลาดตระเวนตามตรอกและถนนในเมือง
ระหว่างเดิน มู่เฉินอดสงสัยไม่ได้
“แล้วทำไมถึงยังต้องมีศิษย์สำนักมาช่วยด้วย ในเมื่อมีมือปราบเดินตระเวนอยู่แล้ว?”
ศิษย์พี่หัวเราะอธิบายว่า เมืองเฮยซานใหญ่โต มือปราบเพียงสองคนไม่เพียงพอ หากเกิดเหตุขึ่นจริงมือปราบน้อยๆสองคนคงรับมือไม่ทัน นี่จึงเป็เหตุว่าจ้างสำนักคุ้มภัยช่วยลาดตระเวน
มู่เฉินที่รับฟังก็พยักอย่างเข้าใจ
ไม่นานพวกเขาเจอเหตุชิงทรัพย์
มือปราบวิ่งนำจับผู้ร้าย ศิษย์พี่กระโดนปีนขึ้นกำแพงและไต่หลังคาลัดเส้นทางไปหาผู้ร้าย พร้ะโกนเรียกมู่เฉินตามจับผู้ร้าย ท่าทางศิษย์พี่ผู้นี้จะเห็นเป็เื่สนุก ใบหน้ายิ้มแย้ม แววตาสดใสดั่งเจอเื่สนุกก็มิปาน
มู่เฉินวิ่งตามถนน ถึงแม้จะเร็วกว่ามือปราบ แต่เมื่อเห็นความคล่องแคล่วของศิษย์พี่ กลับรู้สึกภาคภูมิใจในสำนักของตน นี่แค่ศิษย์พี่ป้ายทองแดงขั้นสาม วิชาตัวเบาร้ายกาจเสียจริง
ในที่สุดผู้ร้ายถูกจับและนำไปส่งที่อำเภอ
ทุกคนได้รับค่ารางวัล 100 อีแปะ และค่าจ้างจากสำนักอีก 200 อีแปะเมื่อกลับมารายงานในสำนักพร้อมตราประทับรายงานจากอำเภอ
มู่เฉินถือว่างานนี้เป็ งานแรกที่เขาหาเงินด้วยตัวเอง และเป็ก้าวแรกในการมุ่งมั่นสู่ความสามารถและความมั่นคงทางการเงินของตนเอง
ก่อนจากกัน มู่เฉินกล่าวขอบคุณศิษย์พี่
ศิษย์พี่เพียงโบกมือเป็อันรับทราบ และเดินจากไปอย่างไม่สนใจในคำพูดของมู่เฉิน
ในแต่ละสัปดาห์ สำนักคุ้มภัยหมื่นลี้จะมีวันนัดหมายพิเศษสำหรับเหล่าศิษย์ป้ายทองแดงทุกขั้น ั้แ่ขั้นหนึ่งจนถึงสาม
ในวันเหล่านี้ ทุกคนจะรวมตัวกันเพื่อฝึก วิชาพื้นฐาน อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็ ดาบ, กระบี่, หอก หรือแม้แต่ การขี่ม้า
แม้ดูเหมือนเป็การฝึกเบื้องต้น แต่ก็เข้มข้นและเต็มไปด้วยความตั้งใจจากศิษย์ทุกคน
ยามว่างเหล่าศิษย์สามารถเข้าหาศิษย์ป้ายทองหรือป้ายเงินที่มีประสบการณ์มากกว่า เพื่อขอคำชี้แนะและปรับปรุงทักษะของตน
สำนักไม่เน้นวิชาใดเป็พิเศษเหมือนสำนักอื่นที่มีเอกลักษณ์ทางยุทธ
แต่กลับเน้นการ วางรากฐานที่มั่นคงในทุกแขนง
หากศิษย์คนใดสนใจแขนงใดเป็พิเศษ ก็สามารถฝึกฝนได้ตามใจ และยังมีตำราพื้นฐานใน หอคัมภีร์ ให้ศึกษาเพิ่มเติม
มู่เฉินเอง ไม่เคยปล่อยเวลาว่างให้สูญเปล่า
เขาใช้ทุกนาทีฝึกฝนวิชาของตนเองอย่างขยันขันแข็ง
ทั้งเพลงหมัด ดาบและท่าพื้นฐาน
เพื่อหวังว่า วันหนึ่งเขาจะมีโอกาสได้แสดงฝีมือ
และรับงานที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เคยทำมา
แม้สำนักคุ้มภัยหมื่นลี้จะไม่หวือหวาเหมือนสำนักใหญ่ แต่สำหรับมู่เฉินแล้ว
ทุกการฝึกฝน ทุกก้าวเดินบนลานกว้างและเขตฝึก เป็ ก้าวสำคัญสู่ความเก่งกาจและความภาคภูมิใจ ของตนเอง
นับั้แ่เข้ามาฝึกในสำนักคุ้มภัยหมื่นลี้ เวลาล่วงเลยไปหนึ่งปี มู่เฉินก็เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
วิชาต่อสู้ของเขาโดดเด่นเกินกว่าศิษย์ร่วมรุ่นหลายคน
และระยะหลังนี้ ศิษย์พี่หลายคนก็เริ่มชวนเขารับงานใหญ่ขึ้น
จนกระทั่งวันหนึ่ง มีศิษย์ป้ายเงินขั้นหนึ่งมาหามู่เฉิน
ชายผู้นั้นคือ จ้าวอี้เหริน ผู้เคยชวนมู่เฉินไปร่วมลาดตระเวนกับมือปราบในอดีต
แต่ตอนนี้ เขาได้เลื่อนขั้นขึ้นมาพร้อมกับความมั่นคงและความน่าเกรงขามยิ่งขึ้น ชุดประจำสำนักเองก็ดูดีกว่าศิษย์ป้ายทองแดงยิ่งนัก
วันนี้จ้าวอี้เหรินมาชวนมู่เฉินไปรับ งานพิเศษ
เป็การคุ้มกันขบวนเอกสารสำคัญของทางการไปยังเมืองอื่น
มู่เฉินรู้เช่นนี้จะปฏิเสธได้อย่างไร
การกำหนดออกเดินทางจะเป็ในอีกสามวันข้างหน้า
และเมื่อถึงวันเดินทาง ทุกคนต่างเตรียมพร้อมและรวมตัวกันที่อำเภอ
ขบวนคุ้มกันประกอบด้วยทหารจากทางการยี่สิบคน
ศิษย์สำนักคุ้มภัยอีกสิบคน แบ่งเป็ศิษย์ป้ายเงินหกคน และศิษย์ป้ายทองแดงอีกสี่คน
นอกจากนี้ยังมีศิษย์จาก สำนักใหญ่ทั้งสี่
สำนักละสี่คนมาร่วมด้วย
บรรยากาศของสำนักทั้งสี่ดูผ่อนคลายกว่าสำนักคุ้มภัย
อาจเป็เพราะการคุ้มกันขบวนนี้ เปรียบเสมือนการให้ประสบการณ์แก่ศิษย์มากกว่าจะจริงจังกับงาน
ก่อนออกเดินทาง ศิษย์จากสำนักทั้งสี่ต่างทักทายและเรียกชื่อกันคุ้นเคย
แม้ไม่อยู่สำนักเดียวกัน แต่ความสัมพันธ์ในยุทธจักรและการแลกเปลี่ยนวิชาประจำปี ทำให้ศิษย์ทั้งสี่สำนักรู้จักกันเป็อย่างดี
มู่เฉินอดแอบนึกอิจฉาไม่ได้
แม้ครึ่งหนึ่งของศิษย์สี่สำนักนี้ก็เป็ศิษย์ใหม่เหมือนเขา
แต่ระยะห่างและความความสัมพันธ์ของพวกเขา ทำให้เขารู้สึกว่าแตกต่างไปจากรุ่นเดียวกัน
โดยเฉพาะ สตรีงดงามจากสำนักตำหนักเมฆา
นางมีรูปร่างเรียวงาม ผิวขาวเนียนดุจหยก ผมยาวสลวยมัดเกล้าเรียบร้อย ดวงตาเป็ประกายดั่งน้ำค้างยามเช้า ยิ่งผสานกับชุดศิษย์ประจำสำนักอย่างสีฟ้าก็ส่งเสริมให้งดงามยิ่ง
ความสง่างามและท่าทางเรียบร้อยทำให้มู่เฉินจำเธอได้ติดตา
นางเองก็เข้าร่วมขบวนไปกับศิษย์พี่ของตน
เมื่อขบวนเริ่มเคลื่อนออกจากเมือง
ธงราชการและธงของสำนักทั้งห้าโบกสะบัดไปตามสายลม
ทุกอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย
มู่เฉินรู้สึกตื่นเต้นยิ่งนัก
นี่คือครั้งแรกในรอบ หนึ่งปีเต็ม ที่เขาจะได้ออกจากเมืองเฮยซาน
หัวใจเต็มไปด้วยความคาดหวัง และความอยากรู้ถึงโลกภายนอก นี่เหมือนการเริ่มเดินทางออกท่องผจญภัย