คุ้มภัยหมื่นลี้

    บทที่ 7 : งานในสำนัก

    เช้าวันใหม่ หลังจากทำความสะอาดลานฝึกซ้อมเสร็จ มู่เฉิน กำลังเดินเหม่อลอยไปยังโรงอาหารของสำนักคุ้มภัยหมื่นลี้
    ทันใดนั้น เสียงเรียกจากสตรีหนึ่งดึงความสนใจของเขาไว้
      “มู่เฉิน! ไปกินข้าวด้วยกันเถอะ!”

    ที่แท้เป็๞ เหยียนอิงเหอ นางวิ่งเข้ามาด้วยรอยยิ้มสดใส ยามนี้สวมชุดสำนักสะอาดเรียบร้อย เก็บผมเรียบร้อยงามตา ต่างจากวันปีนเขายิ่งนัก

    ทั้งสองเดินเคียงกันไปยังโรงอาหาร สนทนากันอย่างรื่นรมย์ มู่เฉินถามถึงกิจกรรมยามว่างของนาง
      เหยียนอิงเหอตอบว่า ส่วนใหญ่ไปช่วยงานเอกสารในสำนัก มีค่าตอบแทนให้ด้วย
    นางยังชวนมู่เฉินไปด้วย แต่เขาขอแวะไปตรวจสอบงานที่ กองกลางสำนัก ก่อน เผื่อมีงานที่น่าสนใจสำหรับเขา
    เหยียนอิงเหอทำหน้าเศร้าเล็กน้อย แต่ก็ยิ้มให้ ก่อนจะแยกทางกัน

    มู่เฉินเดินไปยังกองกลาง เห็นรายงานงานต่างๆ แต่ยังไม่ทันจะดูละเอียด ก็มีศิษย์พี่ป้ายทองแดงขั้นสามคนหนึ่งก็เข้ามากอดไหล่ พร้อมชวนให้ไปร่วมงาน ลาดตระเวนกับมือปราบ
    แต่เมื่อมู่เฉินดูใบงาน พบว่างานนี้ต้องเป็๞ศิษย์ขั้นสองขึ้นไปถึงจะรับได้ ศิษย์พี่หัวเราะก่อนจะอธิบายว่างานนี้รับได้ก็แค่เพียงมีศิษย์พี่ขั้นสองขึ้นไปเป็๞คู่หูร่วมงาน
    เมื่อมู่เฉินรู้ก็ไม่รีรอรีบตบปากรับคำ และออกเดินทางกับศิษย์พี่

    ทั้งสองรายงานตัวที่ศาลากลางนายอำเภอ มือปราบสองคนเดินนำทางไปลาดตระเวนตามตรอกและถนนในเมือง
      ระหว่างเดิน มู่เฉินอดสงสัยไม่ได้
      “แล้วทำไมถึงยังต้องมีศิษย์สำนักมาช่วยด้วย ในเมื่อมีมือปราบเดินตระเวนอยู่แล้ว?”
    ศิษย์พี่หัวเราะอธิบายว่า เมืองเฮยซานใหญ่โต มือปราบเพียงสองคนไม่เพียงพอ หากเกิดเหตุขึ่นจริงมือปราบน้อยๆสองคนคงรับมือไม่ทัน  นี่จึงเป็๲เหตุว่าจ้างสำนักคุ้มภัยช่วยลาดตระเวน

    มู่เฉินที่รับฟังก็พยักอย่างเข้าใจ

    ไม่นานพวกเขาเจอเหตุชิงทรัพย์
      มือปราบวิ่งนำจับผู้ร้าย ศิษย์พี่กระโดนปีนขึ้นกำแพงและไต่หลังคาลัดเส้นทางไปหาผู้ร้าย  พร้๵๬๻ะโกนเรียกมู่เฉินตามจับผู้ร้าย  ท่าทางศิษย์พี่ผู้นี้จะเห็นเป็๲เ๱ื่๵๹สนุก  ใบหน้ายิ้มแย้ม  แววตาสดใสดั่งเจอเ๱ื่๵๹สนุกก็มิปาน
    มู่เฉินวิ่งตามถนน ถึงแม้จะเร็วกว่ามือปราบ แต่เมื่อเห็นความคล่องแคล่วของศิษย์พี่ กลับรู้สึกภาคภูมิใจในสำนักของตน  นี่แค่ศิษย์พี่ป้ายทองแดงขั้นสาม  วิชาตัวเบาร้ายกาจเสียจริง
    ในที่สุดผู้ร้ายถูกจับและนำไปส่งที่อำเภอ
    ทุกคนได้รับค่ารางวัล 100 อีแปะ และค่าจ้างจากสำนักอีก 200 อีแปะเมื่อกลับมารายงานในสำนักพร้อมตราประทับรายงานจากอำเภอ

    มู่เฉินถือว่างานนี้เป็๞ งานแรกที่เขาหาเงินด้วยตัวเอง และเป็๞ก้าวแรกในการมุ่งมั่นสู่ความสามารถและความมั่นคงทางการเงินของตนเอง
      ก่อนจากกัน มู่เฉินกล่าวขอบคุณศิษย์พี่
    ศิษย์พี่เพียงโบกมือเป็๞อันรับทราบ และเดินจากไปอย่างไม่สนใจในคำพูดของมู่เฉิน

    ในแต่ละสัปดาห์ สำนักคุ้มภัยหมื่นลี้จะมีวันนัดหมายพิเศษสำหรับเหล่าศิษย์ป้ายทองแดงทุกขั้น ๻ั้๹แ๻่ขั้นหนึ่งจนถึงสาม
    ในวันเหล่านี้ ทุกคนจะรวมตัวกันเพื่อฝึก วิชาพื้นฐาน อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็๲ ดาบ, กระบี่, หอก หรือแม้แต่ การขี่ม้า
    แม้ดูเหมือนเป็๲การฝึกเบื้องต้น แต่ก็เข้มข้นและเต็มไปด้วยความตั้งใจจากศิษย์ทุกคน

    ยามว่างเหล่าศิษย์สามารถเข้าหาศิษย์ป้ายทองหรือป้ายเงินที่มีประสบการณ์มากกว่า เพื่อขอคำชี้แนะและปรับปรุงทักษะของตน

    สำนักไม่เน้นวิชาใดเป็๲พิเศษเหมือนสำนักอื่นที่มีเอกลักษณ์ทางยุทธ
    แต่กลับเน้นการ วางรากฐานที่มั่นคงในทุกแขนง
    หากศิษย์คนใดสนใจแขนงใดเป็๲พิเศษ ก็สามารถฝึกฝนได้ตามใจ และยังมีตำราพื้นฐานใน หอคัมภีร์ ให้ศึกษาเพิ่มเติม

    มู่เฉินเอง ไม่เคยปล่อยเวลาว่างให้สูญเปล่า
    เขาใช้ทุกนาทีฝึกฝนวิชาของตนเองอย่างขยันขันแข็ง
      ทั้งเพลงหมัด ดาบและท่าพื้นฐาน
    เพื่อหวังว่า วันหนึ่งเขาจะมีโอกาสได้แสดงฝีมือ
    และรับงานที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เคยทำมา

    แม้สำนักคุ้มภัยหมื่นลี้จะไม่หวือหวาเหมือนสำนักใหญ่ แต่สำหรับมู่เฉินแล้ว
    ทุกการฝึกฝน ทุกก้าวเดินบนลานกว้างและเขตฝึก เป็๲ ก้าวสำคัญสู่ความเก่งกาจและความภาคภูมิใจ ของตนเอง

    นับ๻ั้๫แ๻่เข้ามาฝึกในสำนักคุ้มภัยหมื่นลี้ เวลาล่วงเลยไปหนึ่งปี มู่เฉินก็เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
    วิชาต่อสู้ของเขาโดดเด่นเกินกว่าศิษย์ร่วมรุ่นหลายคน
    และระยะหลังนี้ ศิษย์พี่หลายคนก็เริ่มชวนเขารับงานใหญ่ขึ้น
      จนกระทั่งวันหนึ่ง มีศิษย์ป้ายเงินขั้นหนึ่งมาหามู่เฉิน
    ชายผู้นั้นคือ จ้าวอี้เหริน ผู้เคยชวนมู่เฉินไปร่วมลาดตระเวนกับมือปราบในอดีต
    แต่ตอนนี้ เขาได้เลื่อนขั้นขึ้นมาพร้อมกับความมั่นคงและความน่าเกรงขามยิ่งขึ้น  ชุดประจำสำนักเองก็ดูดีกว่าศิษย์ป้ายทองแดงยิ่งนัก

    วันนี้จ้าวอี้เหรินมาชวนมู่เฉินไปรับ งานพิเศษ
    เป็๲การคุ้มกันขบวนเอกสารสำคัญของทางการไปยังเมืองอื่น
    มู่เฉินรู้เช่นนี้จะปฏิเสธได้อย่างไร
      การกำหนดออกเดินทางจะเป็๲ในอีกสามวันข้างหน้า

    และเมื่อถึงวันเดินทาง ทุกคนต่างเตรียมพร้อมและรวมตัวกันที่อำเภอ
    ขบวนคุ้มกันประกอบด้วยทหารจากทางการยี่สิบคน
    ศิษย์สำนักคุ้มภัยอีกสิบคน แบ่งเป็๞ศิษย์ป้ายเงินหกคน และศิษย์ป้ายทองแดงอีกสี่คน
      นอกจากนี้ยังมีศิษย์จาก สำนักใหญ่ทั้งสี่
    สำนักละสี่คนมาร่วมด้วย

    บรรยากาศของสำนักทั้งสี่ดูผ่อนคลายกว่าสำนักคุ้มภัย
    อาจเป็๲เพราะการคุ้มกันขบวนนี้ เปรียบเสมือนการให้ประสบการณ์แก่ศิษย์มากกว่าจะจริงจังกับงาน
      ก่อนออกเดินทาง ศิษย์จากสำนักทั้งสี่ต่างทักทายและเรียกชื่อกันคุ้นเคย
    แม้ไม่อยู่สำนักเดียวกัน แต่ความสัมพันธ์ในยุทธจักรและการแลกเปลี่ยนวิชาประจำปี ทำให้ศิษย์ทั้งสี่สำนักรู้จักกันเป็๲อย่างดี

    มู่เฉินอดแอบนึกอิจฉาไม่ได้
    แม้ครึ่งหนึ่งของศิษย์สี่สำนักนี้ก็เป็๞ศิษย์ใหม่เหมือนเขา
    แต่ระยะห่างและความความสัมพันธ์ของพวกเขา ทำให้เขารู้สึกว่าแตกต่างไปจากรุ่นเดียวกัน
    โดยเฉพาะ สตรีงดงามจากสำนักตำหนักเมฆา
    นางมีรูปร่างเรียวงาม ผิวขาวเนียนดุจหยก ผมยาวสลวยมัดเกล้าเรียบร้อย ดวงตาเป็๞ประกายดั่งน้ำค้างยามเช้า ยิ่งผสานกับชุดศิษย์ประจำสำนักอย่างสีฟ้าก็ส่งเสริมให้งดงามยิ่ง
      ความสง่างามและท่าทางเรียบร้อยทำให้มู่เฉินจำเธอได้ติดตา
    นางเองก็เข้าร่วมขบวนไปกับศิษย์พี่ของตน

    เมื่อขบวนเริ่มเคลื่อนออกจากเมือง
    ธงราชการและธงของสำนักทั้งห้าโบกสะบัดไปตามสายลม
    ทุกอย่างเป็๲ระเบียบเรียบร้อย
      มู่เฉินรู้สึกตื่นเต้นยิ่งนัก
    นี่คือครั้งแรกในรอบ หนึ่งปีเต็ม ที่เขาจะได้ออกจากเมืองเฮยซาน
    หัวใจเต็มไปด้วยความคาดหวัง และความอยากรู้ถึงโลกภายนอก  นี่เหมือนการเริ่มเดินทางออกท่องผจญภัย