ทั้งที่คิดว่าตนปล่อยวางไปได้แล้ว แต่เมื่อจ้าวเลี่ยงเฟิ่งได้มาเห็นหน้าค่าตาของมารดาเช่นนี้กลับพบว่าตนเองนั้นยังคงคิดถึงนางเป็อย่างมาก และคิดถึงมากยิ่งกว่าเก่าเมื่อไม่อาจแสดงออกได้อย่างใจ จ้าวเลี่ยงเฟิ่งอยากรู้ว่าท่านแม่เป็อย่างไร พี่ๆ ทั้งสองของนางสบายดีหรือไม่ ท่านพ่อหยุดโหมงานหนักแล้วหรือยัง ล้วนแล้วแต่เป็สิ่งที่นางอยากไถ่ถาม แต่ไม่อาจทำได้แม้อีกฝ่ายจะอยู่ตรงหน้าก็ตาม
จ้าวเลี่ยงเฟิ่งจำเป็ต้องคอยย้ำเตือนตัวเองไม่ให้แสดงอาการออกนอกหน้า นางในยามนี้เข้าหามารดาในฐานะหลินเยว่ชิง หาใช่จ้าวเลี่ยงเฟิ่งผู้เป็บุตรสาวที่ตายไปแล้ว
“เ้ามาจากจวนใดหรือ” รอยยิ้มอ่อนโยนฉาบทับบนใบหน้า ใครได้เห็นต่างพูดเป็เสียงเดียวกันว่าฟางเลี่ยงหรูคือเทพเซียนเดินดิน ทุกท่วงท่ากิริยาล้วนบริสุทธิ์และงดงาม
“สกุลหลินเ้าค่ะ ข้ามีชื่อว่าหลินเยว่ชิง เป็บุตรสาวคนรองเ้าค่ะ” จ้าวเลี่ยงเฟิ่งเอ่ยแนะนำตัว ทั้งยังประหลาดใจที่ตัวเองพูดเสียงอ่อนเสียงเบาได้ถึงปานนี้เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้เป็มารดา
ฟางเลี่ยงหรูมีท่าทีครุ่นคิดเล็กน้อย อาจเพราะไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนาม ยิ่งได้มองหญิงสาววัยแรกแย้มใกล้ๆ ก็แทบไม่อยากเชื่อว่านางคือคุณหนูผู้หนึ่ง จ้าวเลี่ยงเฟิ่งที่อยู่ในร่างของหลินเยว่ชิงจึงกล่าวเสริมอีกเล็กน้อย
“ท่านพ่อของข้าเป็ขุนนางขั้นที่สี่เพิ่งรับตำแหน่งได้ไม่นาน ฟางฮูหยินเลยไม่คุ้นหูใช่ไหมเ้าคะ” นางวาดหวังว่าบทสนทนาจะสร้างความคุ้นชินมากขึ้น
“เป็เช่นนี้เอง” ฟางเลี่ยงหรูยิ้มตอบ หญิงสูงวัยมองสตรีตรงหน้าแล้วก็เข้าใจความเป็อยู่ของนางได้คร่าวๆ แม้เนื้อผ้านี้จะมีราคาค่างวด แต่ไม่ได้รับการดูแลหรือแม้แต่จะปักหลายให้สวยๆ ตามจุดที่ปกป้องร่างกายไม่ให้ได้รับการเสียดสีจากสิ่งเร้าภายนอกมีแต่รอยปะชุนจนแทบจะจำเนื้อผ้าเดิมไม่ได้
ผมที่เก็บไม่เรียบร้อยไม่รู้ว่านางไม่มีสาวใช้ประจำตัวหรือสาวใช้คนนั้นถูกจับแยกจากนายไปแล้วกันแน่ นางกล่าวว่าตนคือคุณหนูรองสกุลหลิน เช่นนั้นบิดาของนางปฏิบัติต่อบุตรสาวเยี่ยงนี้หรือ หากหญิงผู้นี้เป็ชาวบ้านธรรมดาที่บังเอิญแซ่เหมือนกัน ก็คงเป็ชาวบ้านที่ได้รับการอบรมมาอย่างดีจึงวางตัวได้สง่างาม
สิ่งปรากฏเห็นอยู่ล้วนขัดแย้งกันเองจนคิดเป็อื่นแทบไม่ได้นอกจากนางถูกกดขี่ ฟางเลี่ยงหรูเป็ผู้าุโที่ผ่านชีวิตมาแล้วเกินครึ่งทาง มองหลายอย่างได้ขาดตั้งคราแรกที่เห็น
ทว่านางกลับไม่รู้ว่าแท้จริงผู้ที่อยู่ตรงหน้านี้คือบุตรีที่จากไป...
หากเป็หลินเยว่ชิงในยามปกติคงไม่สามารถบังคับกิริยาให้สง่างามเท่านี้ได้ และถูกเข้าใจว่าเป็สาวชาวบ้านธรรมดาที่ชีวิตแร้นแค้นเท่านั้น แม้ชุดที่นางสวมจะทำมาจากผ้าเนื้อดีที่พอมีราคา แต่ก็อาจตีความว่าเป็ของได้รับต่อมาอีกทอดหนึ่งได้เช่นกัน
“คุณหนูสกุลหลินอยากถามอะไรข้าหรือ”
“...” ราวกับทุกสิ่งถูกกลืนหายลงคอไป จ้าวเลี่ยงเฟิ่งรู้สึกสมองตื้อตันชั่วขณะ ไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใดออกไปได้นานสองนาน กว่าจะหาเสียงของตัวเองเจอก็ตอนที่ได้ยินเสียงมารดาอีกครั้ง
“คุณหนูหลิน เป็อันใดหรือไม่” น้ำเสียงนั้นเจือไปด้วยความเป็ห่วง
“คือ...ข้าเพียงนับถือท่านอูซือาุโมากน่ะเ้าค่ะ เลยอยากพูดคุยกับท่านสักครา” จ้าวเลี่ยงเฟิ่งเอ่ยไปก็น้ำตารื้นขึ้นมา สองมือที่ผสานกันบนหน้าตักพลางกำเข้าหากันแน่น
“โถ นึกว่าเื่อันใด ยามนี้ข้าว่างอยู่พอดี จะอยู่พูดคุยเป็เพื่อนเ้าเอง” ฮูหยินสกุลจ้าวยังคงมีใบหน้าอบอุ่นอยู่เช่นเคย แม้จะนึกแปลกใจเพราะไม่เคยเจอใครมีท่าทีเช่นนี้ แต่นางกลับรู้สึกถูกชะตากับคุณหนูรองสกุลหลินแปลกๆ เมื่อไม่สามารถหาเหตุผลได้ จึงปล่อยให้ใจนำทาง
จ้าวเลี่ยงเฟิ่งได้ฟังดังนั้นก็ยิ้มแย้มจนเต็มใบหน้า อย่างน้อยในครั้งนี้ก็ยังได้พูดคุยกับคนที่ตนคิดถึงสุดหัวใจ
“ฟางฮูหยินสบายดีหรือไม่เ้าคะ ไม่เจ็บป่วยตรงไหนใช่หรือไม่” คำถามนี้เป็สิ่งที่นางอยากรู้มากที่สุด ขอเพียงมารดาอยู่สุขสบายทั้งกายและใจ นางก็มีความสุขมากแล้ว
ฟางเลี่ยงหรูได้ฟังดังนั้นก็นึกแปลกใจ ประโยคคำถามนั้นราวกับคนที่คุ้นเคยและรู้จักกันมานาน แต่นางหาได้ใส่ใจเื่อื่นและเลือกที่จะตอบไป
“ข้ายังไม่เจ็บไม่ป่วย แต่ก็ปวดเนื้อปวดตัวตามประสาคนแก่” ฟางเลี่ยงหรูมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยความเอ็นดู ไม่รู้ด้วยเหตุอันใดนางจึงรู้สึกถูกชะตากับเด็กคนนี้นัก นางอายุล่วงเข้าห้าสิบปีแล้ว แต่ที่ผ่านมากลับไม่เคยรู้สึกถูกชะตาใครั้แ่แรกพบเช่นนี้มาก่อน
เมื่อจ้าวเลี่ยงเฟิ่งได้ฟังคำตอบก็รู้สึกใจชื้น นางคงไม่บังอาจถามไปโดยตรงว่าทำใจเื่การจากไปของนางได้แล้วหรือยัง ทว่าเพียงเท่านี้ก็มากพอแล้ว “ดีแล้วเ้าค่ะ”
“เ้ามาทำอะไรที่นี่หรือ” ผู้าุโกว่าเอ่ยถาม พอเดาได้บ้างว่าสตรีน้อยผู้นี้คงมีอาการป่วย
“ข้ามารับโอสถสมานสมดุลเ้าค่ะ เพราะร่างกายข้าไม่แข็งแรงั้แ่เกิด” นางเอ่ยตามที่ได้ยินมาจากหลินเยว่ชิง
ฟางเลี่ยงหรูได้ยินคำตอบภายในใจก็รู้สึกวูบโหวงขึ้น นึกถึงบุตรสาวที่จากไปขึ้นมา เพราะเฟิ่งเอ๋อร์ของนางก็ต้องกินยานี้ั้แ่อายุสิบห้าจวบจนผ่านไปอีกสิบห้าปีก็จากไป
จ้าวเลี่ยงเฟิ่งเห็นสีหน้าแปลกไปของผู้เป็มารดาก็รู้สึกว่าตนเองพูดไม่ระวังเข้าแล้ว เพราะนางเองก็เคยมีอาการป่วยเหมือนกับหลินเยว่ชิง ซึ่งมันเป็เื่น่าบังเอิญยิ่งนัก ไหนจะเื่ที่วันคล้ายวันเกิดของนางและหลินเยว่ชิงคือวันเดียวกันอีก
“ข้า...ขอโทษเ้าค่ะ”
“ขอโทษด้วยเื่อันใดหรือ” ฟางเลี่ยงหรูนึกแปลกใจ
“ข้าเห็นฮูหยินหน้าซีดเซียวเลยคิดว่าอาจพูดเื่ที่ไม่สมควรลงไปเ้าค่ะ” นางเอ่ยวาจาเท็จอีกครั้ง
“เป็เด็กดีจริงเชียว ข้าไม่เป็อะไร เ้าอย่าได้ห่วงเลย”
อย่างไรความรู้สึกคุ้นเคยและถูกชะตาก็ไม่แปรเปลี่ยน ฟางเลี่ยงหรูพูดคุยกับดรุณีน้อยผู้นี้ต่ออีกนานสองนาน แต่สุดท้ายจ้าวเลี่ยงเฟิ่งก็ไม่ได้เอ่ยถามข้อสงสัยใดๆ ออกไปอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ แค่ได้พูดคุยกับมารดาก็มีความสุขมากเสียจนน้ำตาไหลออกมาไม่รู้ตัว