ตอนที่ 2 จ้าวมังกรสวรรค์ 'เทียนเซิน'
หลินเฟยทะลึ่งพรวดไปด้านหน้าไม่คิดชีวิต โคจรลมปราณเต็มกำลังหน้าตาเคร่งเครียดถึงขีดสุด !
'โฮกก!'
เสือเมฆราตรีกระโดดโผตามมาติดๆขนสีเทาตัดกับลายสีทองอร่ามดูน่าเกรงขามถึงขีดสุด
"บัดซบ! มันต้องได้กลิ่นดอกแสงจันทร์แน่ๆ ปกติมันจะไม่ข้ามเขามาไกลถึงเพียงนี้!"
หลินเฟยร้อนใจหยิบฉวยลงไปในถุงสมบัติหยิบลูกดินระเบิดที่พกไว้ป้องกันตัวออกมาสามลูกโยนไปทางเสือเมฆราตรี
'บึ้มๆๆ!'
เสียงระเบิดดังก้องจนหลินเฟยรู้สึกปวดแปลบที่หู ทว่าหลินเฟยไม่สนใจรีบฉวยจังหวะเสือเมฆราตรีชะงักงัน พุ่งตรงดิ่งลึกไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรอผลลัพธ์อะไรเขารู้อยู่แล้วว่าดินระเบิดพวกนี้ใช้ได้กับสัตว์อสูรวิเศษระดับต่ำเท่านั้น
"ต้องลองเสี่ยงดู!"
หลินเฟยกัดฟันกรอดหน้าตาเคร่งเครียดย้อนนึกถึงปีนั้น เขารีบวิ่งตรงไปยังทิศทางของถ้ำประหลาดทันที หากยังรั้งอยู่ด้วยความเร็วของเขาในยามนี้คงตกเป็นอาหารค่ำของเสือเมฆราตรีโดยไม่ต้องสงสัย
ขณะเดียวกันเสือเมฆราตรีที่ฟื้นตัวจากแรงระเบิดร้องคำรามอย่างโกรธเกรี้ยวพุ่งตามหลินเฟยไปด้วยความรวดเร็ว! กรงเล็บขนาดใหญ่เท่าตัวคนสบัดฟาดต้นไม้ขนาดใหญ่ล้มระเนระนาด
หลินเฟยวิ่งห้อตะบึงหลบหลีกผ่านเข้าป่าลึก ด้วยตบะของผู้ฝึกตนระดับต่ำ หากเขาไม่อาศัยความคดเคี้ยวของผืนป่าคงยากที่จะเอาชีวิตรอดจากเสือเมฆราตรีได้
ด้วยความชำนาญของหลินเฟย เขาตามบิดาเก็บสมุนไพรในป่าแห่งนี้ตั้งแต่เด็กๆ หากวันนี้เขาหลงทางคงต้องกัดลิ้นฆ่าตัวตายให้รู้แล้วรู้รอดไป
ไม่ถึงหนึ่งก้านธูปหลินเฟยก็พุ่งทะยานมาถึงปากถ้ำพุ่งพรวดเข้าไปด้านใน ด้านเสือเมฆราตรีพอมาถึงเขตถ้ำก็หยุดชะงักด้วยความงุนงง ร่องรอยของมนุษย์ตัวน้อยที่มันไล่ตามอยู่ๆก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย มันหาร่องรอยของศัตรูที่ขโมยดอกแสงจันทร์ที่มันเฝ้ารอคอยมาถึงสองร้อยปีไม่พบ มันหงุดหงิดงุ่นง่านเดินวนไปมากว่ายี่สิบรอบ สุดท้ายจึงคำรามขึ้นฟ้าด้วยความโกรธเกี้ยวก่อนจะหมุนร่างเดินจากไปด้วยความไม่ยินยอม...
"มันไปรึยัง...?"
หลินเฟยหน้าตาตื่นรีบจ้ำอ้าวเดินเข้าไปลึกขึ้นเรื่อยๆ ใช้ตบะจุดไฟจากกิ่งไม้ทำเป็นคบเพลิง ยิ่งเดินเข้าไปมากเท่าไหร่ความรู้สึกวิตกกังวลก็ยิ่งผ่อนคลาย แต่กลับเหมือนว่ามีบางสิ่งกำลังเรียกร้องให้เดินเข้าไปเรื่อยๆ..
"ความรู้สึกนี้มันอะไรกัน...เลือดในกายข้ามันกำลัง ...กู่ร้อง?"
หลินเฟยรู้สึกว่าภายในร่างกายเลือดลมที่ไหลเวียนไปตามจุดชีพจรขนาดใหญ่กว่าปกติของเขานั้นกำลังเดือดพล่านเหมือนร้องเรียกด้วยความดีใจ
"บางทีมังกรโบราณตัวนั้นคงเป็นคำตอบสำหรับทุกอย่าง ทั้งเรื่องตบะของข้า ชีพจรขนาดใหญ่เกินกว่าคนปกติ..สุดท้ายพลังปราณร้อนสายนี้..."
หลินเฟยตาแดงก่ำเขาตัดสินใจว่ายังไงก็ต้องไปเจอกับมังกรตัวนั้นให้ได้ หากมังกรตัวนั้นอยากให้เขาตายคงไม่รอถึงสองปีมันคงจัดการเขาตั้งแต่ครั้งนั้น
อีกทั้งครั้งนั้นมันยังพูดถึงเรื่องมรดก บางทีนี่อาจจะเป็นโชคดีในคราวเคราะห์ หากไม่เป็นเช่นนั้นชาตินี้เขาก็คงไม่มีทางฝ่าทะลุขั้นไปได้ ก็เหมือนกับได้ตกตายไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อคิดได้หลินเฟยจึงรีบเดินเข้าไปด้านในไปยังจุดสิ้นสุดของถ้ำประหลาดแห่งนี้
"ไม่อยู่แล้ว?"
หลินเฟยตาโตมองไปรอบๆเขาจำได้ทันทีว่าตรงนี้ คือที่เดียวกันกับเมื่อปีนั้น หลักฐานคือร่องรอยเศษผ้าที่ไฟไหม้เมื่อครี้งนั้นยังพอมีให้มองเห็นได้อยู่บ้าง หลินเฟยส่องคบไฟไปรอบๆเดินสำรวจไปทั่วจนในที่สุดเขาก็พบเจอกับอะไรบางอย่าง
"ผลึกแก้ว..." ผลึกแก้วขนาดใหญ่สีแดงสดมองดูแล้วเหมือนมีพลังงานลึกลับบางอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้แฝงอยู่
"สิ่งนี้มันทำให้เลือดในกายข้าตื่นเต้นได้ถึงเพียงนี้ มันคืออะไร.." หลินเฟยขมวดคิ้วพยามมองหาไปรอบๆอีกครั้ง จนในที่สุดสายตาก็ไปสะดุดกับสิ่งๆหนึ่ง...
"ดาบ?"
หลินเฟยเดินเขาไปใกล้ๆมองดูดาบโบราณที่วางอยู่บนพื้นไม่ห่างจากผลึกลึกลับเท่าใดนัก ดาบสีแดงนี้ดูโบราณเป็นอย่างมากมันเหมือนผ่านกาลเวลาอันยาวนานดูลึกลับไร้ที่สิ้นสุด
ตัวฝักดาบสีแดงปรากฏลวดลายมังกรสองตัวไขว่กันดวงตาของมังกรทั้งสองราวกับมีชีวิตหลินเฟยสูดลมหายใจเฮือกก้มลงสำรวจดูใกล้ๆ
"หืม หนักมาก! ไม่ขยับเลย..."
หลินเฟยตกใจอย่างมากตัวดาบไม่ได้ใหญ่มากมายแต่กลับหนักจนเหมือนกับกำลังยกภูเขาทั้งลูก! หลินเฟยพยามอยู่สักพักก็ส่ายหัวอย่างจนใจ ด้วยพลังผู้ฝึกตนขั้นสองของเขาแม้จะอยู่ในระดับต่ำแต่ควรรู้ว่าแข็งแกร่งกว่าคนธรรมดานับหลายเท่า
"ถ้างั้นก็เหลือแต่ผลึกนี่.."
หลินเฟยขยับร่างเข้าไปใกล้ผลึกสีแดงก่อนจะสัมผัสไปที่ผลึกสีแดงอย่างแผ่วเบา
"เฮือก!"
ทันทีที่หลินเฟยสัมผัสไปที่ผลึกลึกลับสติของเขาพลันพร่าเลือนเหมือนมีแรงฉุดมหาศาลหมุนวนเข้าสู่สมองของเขาโดยตรง
"อันใดกัน...ทำไมข้ามาอยู่ที่นี่ได้"
เวลาเพียงชั่วพริบตาหลินเฟยเหมือนได้ย้อนกลับไปยังสมัยโบราณ ภาพภูเขาท้องฟ้ายามนี้เหมือนเวลาไหลเดินย้อนกลับด้วยความรวดเร็วสุดท้ายภาพที่เขาเห็นอยู่ด้วยสองตาของเขานี้ทำให้เขาแทบจะสลบไป ภาพสงครามขนาดใหญ่ครอบคลุมไปทั่วฟ้าดิน จิตใจของเด็กหนุ่มสั่นไหวราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ภายในสายตาปรากฏเทพ มาร อสูร ห่ำหั่นกันด้วยวิชาอภินิหารจนฟ้าสะท้านดินสั่นสะเทือน
ไม่ว่าจะเป็นวิชาใดที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้านี้ หากปรากฏขึ้นในปัจจุบันย่อมสร้างความพรั่นพรึงไปทั่วหล้าได้อย่างไม่ต้องสงสัย
หลินเฟยสูดลมหายใจลึกกวาดตามองไปที่วสมรภูมิรบ จนไปสะดุดอยู่ที่ร่างของบุรุษหนุ่มผมแดงหน้าตาหล่อเหลาผู้หนึ่ง คนผู้นี้มีกลิ่นอายที่ฟ้าดินต้องหวั่นเกรง ฟาดฟันศัตรูด้วยความเยียบเย็นแม้ว่าสงครามด้านหน้าจะยิ่งใหญ่รุนแรงมากเพียงใด
แต่ดูเหมือนไม่สามารถทำให้บุรุษหนุ่มเป็นอันใดได้ เพียงวาดดาบออกไปเพียงครั้งศรีษะของศัตรูนับสิบก็หลุดร่วงลงโดยพร้อมเพรียง
เขานั้นราวกับเดินเล่นอยู่ในสวนหย่อมลานบ้านของตัวเองเพียงแต่สวนหย่อมนั้นพื้นสนามหญ้าถูกแทนที่ด้วยทะเลโลหิตที่ไหลรินจากร่างของศัตรู ไม่สนว่าจะเป็นเทพหรืออสูรหากกล้าขวางหน้าย่อมรักษาศรีษะบนบ่าไว้ได้ยาก!
หลินเฟยดวงตาสั่นระริก ไม่เฉพาะพลังทำลายล้างที่น่าหวาดกลัวจนแข้งขาเขาเริ่มอ่อนแรง แต่เป็นเพราะดาบโบราณสีแดงในมือของบุรุษนั่น!
"มันคือดาบเล่มเดียวกันกับที่ข้าเห็นเมื่อครู่!!"
หลินเฟยตาโตอุทานออกมาดวงตาเผยแววตื่นตระหนก หากเป็นผู้ใดสงบใจลงได้เมื่อเจอเหตุการณ์เช่นนี้ คงบอกได้ยากว่าคนผู้นั้นยังเป็นมนุษย์อยู่หรือไม่หากต้องพบเจอเหตุการณ์แบบเดียวกันนี้
"ความสามารถของข้าเป็นเช่นไร.."
เสียงเก่าแก่โบราณมากไปด้วยอำนาจแห่งกาลเวลาดังก้องอยู่ในโสตประสาทของหลินเฟยทำเอาเจ้าตัวอดขนลุกขนชันไม่ได้
"...ท่านคือใคร"
หลังจากที่สิ้นเสียงของหลินเฟยภาพเบื้องหน้าหมุนวนด้วยความรวดเร็ว ลมหายใจต่อมารอบกายของเขากลับกลายเป็นมิติสีขาวล้วนหลินเฟยมองไปรอบกายด้วยความงุนงง
"เราเคยเจอกันแล้ว เมื่อสองปีก่อน.."
เสียงโบราณดังขึ้นอีกครั้งเบื้องหลังหลินเฟย เขาสะดุ้งสุดตัวรีบหันหลังกลับไปตามเสียงโบราณนั่น
"มะ ..มังกร"
มังกรโบราณขนาดใหญ่ยักษ์ยืนเด่นเป็นสง่าเกล็ดสีแดงส่องประกาย ดวงตาสัตว์ร้ายขนาดใหญ่จับจ้องมองไปที่หลินเฟยราวกับทะลุไปถึงดวงวิญญาณ
ฉับพลันมันก็เยื้องกายขนาดใหญ่โตของมันเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆระหว่างนั้นเองที่ตัวมันค่อยๆเล็กลงจนกลับกลายเป็นบุรุษหนุ่มผมสีแดงเพลิงหน้าตาหล่อเหลาดูมากไปด้วยพลังอำนาจที่ไม่อาจมีผู้ใดทัดเทียม!
"ผู้สืบทอดของข้า ปีนั้นเจ้ารีบร้อนจากไปนับว่าสร้างความลำบากให้ตนเองโดยแท้.."
หลินเฟยมึนงง แข้งขาอ่อนแรงเขาไม่รู้จะพูดอะไร มีคำถามมากมายเกินไป ท่าทีของหลินเฟยทำให้บุรุษผมแดงยิ้มออกมาน้อยๆ
"ข้ารู้ว่าเจ้ามีคำถามมากมาย อย่าได้กังวลไปข้าจะไขทุกความขัดข้องให้เจ้าเอง" บุรุษผมแดงเอ่ยสบายๆเผยรอยยิ้มน้อยๆออกมา
"ท่านคือใคร..แล้วเหตุใดพลังฝึกตนของข้าถึงเปลี่ยนไปเมื่อพบเจอท่าน.."
หลินเฟยเอ่ยเบาๆไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงความแข็งแกร่งและเยียบเย็นของอีกฝ่ายเขาเห็นด้วยสองตาตนเองแล้วเมื่อครู่ บุรุษชุดแดงยังคงระบายยิ้มน้อยๆแต่สายตาเหมือนหวนลำลึกถึงบางสิ่งบางอย่าง
"ข้าคือจ้าวมังกรสวรรค์ เทียนเซิน เป็นราชาแห่งมวลหมู่มังกรแห่งทวีปมังกรคราม..."
"จะ จ้าวมังกร..."
หลินเฟยอุทานออกมาตัวตนเฉกเช่นตำนานกลับปรากฏอยู่เบื้องหน้า หลินเฟยสะอึกทวีปมังกรครามเป็นหนึ่งในห้าดินแดนลี้ลับน้อยคนนักที่จะเคยไปยังทวีปมังกรครามทวีปที่หลินเฟยอยู่คือทวีปที่มนุษย์ปกครองมีชื่อว่า ทวีปเสวียนจุน แน่นอนว่าประวัติศาตร์ย่อมเอ่ยถึงดินแดนลี้ลับทั้งห้ากล่าวกันว่า
ดินแดนทั้งหมดสมัยโบราณกาลต่างมีผืนแผ่นดินเดียวกันแต่มหาสงครามก็ได้ตัดแบ่งทวีปออกเป็นหกทวีป
ทวีปที่มนุษย์ปกครองนี้มีขนาดเพียงไม่ถึงครึ่งของทุกทวีปที่ตัดออกไปและที่ลี้ลับที่สุดคือดินแดนแห่งเทพที่ดูเหมือนว่าจะยกทั้งทวีปขึ้นสู่ฟากนภา กลายเป็นดินดินแดนที่ไม่อาจพบเจอได้อีกตลอดกาล...
"ข้ามีเหตุผลบางอย่าง ที่ทำให้ข้าต้องจบชีวิตลงที่นี่ด้วยความแข็งแกร่งของเจ้าตอนนี้ไม่นับเป็นอันใดได้ จะรู้เรื่องบุญคุณความแค้นของข้านับว่ายังไม่ถึงเวลา..."
จ้าวมรกรสวรรค์เอ่ยยิ้มๆ
"วาสนาของเจ้าและโชคชะตาเหนือกว่าผู้ใดนัก พรสวรรค์สูงส่งนับว่าเป็นหนึ่งในล้านล้าน..."
สายตาคมกริบสีแดงเพลิงจับจ้องที่หลินเฟยราวกับมองทะลุไปถึงจิตวิญญาน
"หา? ข้าเนี่ยนะ!"
หลินเฟยงุนงงด้วยตบะอันต่ำเตี้ยเรี่ยดินของเขาหากจะเทียบแค่อัจฉริยะของสำนักยังไม่มีความเป็นไปได้ แต่จ้าวสวรรค์ผู้น่าเกรงขามผู้นี้กับบอกว่าเขามีพรสวรรค์เป็นหนึ่งในล้านล้านหรืออีกความหมาย
คงเป็นหนึ่งในใต้หล้าด้วยซ้ำ!
"หึหึ ไม่ต้องตกใจไป ความสามารถและพรสวรรค์ของเจ้าล้วนย่อมเพิ่มพูนเมื่อหลอมรวมเข้ากับสายเลือดจ้าวมังกรของข้า เดิมทีพรสวรรค์โดยกำเนิดของเจ้าก็เรียกได้ว่าไม่เลวอยู่แล้ว"
จ้าวมังกรสวรรค์ยิ้มก่อนจะกล่าวต่อ
"...เพียงแต่ การเป็นผู้สืบทอดของข้าไม่ได้ง่ายดายเพียงนั้น เจ้าต้องมีความอดทนมากกว่าผู้ใดการหลอมรวมเข้ากับสายเลือดของข้าจะทำให้เจ้ามีโอกาสตายได้กว่าเจ็ดส่วน"
จ้าวสวรรค์เอ่ยเสียงเยียบเย็นดวงตาจับจ้องเข้าไปในดวงตาสีดำของเด็กหนุ่ม
หลินเฟยคิดหนักก่อนหน้าที่จะพบเจอกับจ้าวสวรรค์นับว่าเค้าคืออัจฉริยะผู้หนึ่งในสำนักมีโอกาสจะได้เป็นศิษย์สายในได้ไม่ยากหากเขาฝึกฝนอย่างหนัก
แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปโลกที่ผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้อ่อนแอชนะเป็นเจ้าแพ้เป็นโจร ตบะที่ไร้การพัฒนากว่าสองปีไม่ว่าเดินไปทางไหนกลับโดนรังแกจากผู้ที่เคยอิจฉาริษยา บางครั้งถึงขั้นเลือดตกยางออกผู้ที่ไร้ซึ่งพลังอย่างเขาจำต้องกล้ำกลืนฝืนทน
ความหวังความฝันของตระกูลยากนักที่จะกลับมารุ่งเรืองด้วยมือเขาหากเป็นเช่นนี้ต่อไปจะมีหน้าไปกราบหลุมศพบรรพบุรุษได้อย่างไร
เมื่อความคิดร้อยเรียงเป็นเรื่องราวประกายตาหวั่นไหวก่อนหน้าพลันจางหาย แทนที่ด้วยแววตามุ่งมั่นเกินใครจะทาบเทียบดวงตาสีดำสนิทเหมือนมีแสงวิบวับแห่งความมุ่งมั่นกระจายออกมา
"ข้าจะทนให้ได้ ผู้อาวุโสอย่าได้เป็นกังวล"
น้ำเสียงของหลินเฟยดังก้องการตัดสินใจนี้เด็ดเดี่ยวไปถึงจิตวิญญาน
"ดี!"
จ้าวสวรรค์ยิ้มกว้างโบกสะบัดมือขวาชี้นิ้วไปที่หว่างคิ้วของหลินเฟย ปราณร้อนอบอุ่นสายหนึ่งพุ่งตรงเข้าหาหลินเฟยอย่างต่อเนื่อง
"อึก!"
หลินเฟยปวดแสบปวดร้อนไปทั่วร่างกายกัดฟันรับความเจ็บปวด พลังปราณร้อนหมุนวนรอบกายลุกไหม้กลายเป็นเปลวเพลิงแต่ปราณเพลิงร้อนแรงสายนี้กลับไม่ทำอันตรายใดใดต่อเด็กหนุ่ม หลินเฟยรับรู้ถึงพลังปราณในร่างกายราวกับถูกชำระล้าง กระดูกเหมือนถูกสับเปลี่ยนดึงของเก่าออกแล้วใส่ของใหม่เข้าไป ความเจ็บปวดนั้นยากจะบรรยายหากไม่มีความมุ่งมั่นเทียมฟ้าแค่ยื้อสติไม่ให้หลุดลอยนับว่าทำไม่ได้อย่างแน่นอน
เวลาผ่านไปนานกว่าสามวันความเจ็บปวดจากขั้นตอนย้ายเส้นเอ็นเปลี่ยนกระดูกเสร็จสิ้นไปตั้งแต่วันแรก สองวันที่ผ่านมาพลังปราณร้อนได้ทะลวงจุดชีพจรแล้วชีพจรเล่า ขยายขนาดให้ใหญ่กว่าเดิมอีกหลายเท่าตัวตบะในร่างทะลวงผ่านขั้นผู้ฝึกตนขั้นต่ำระดับสมบูรณ์เข้าสู่ขั้นกันกลางระดับสูงอย่างรวดเร็ว
หากจะทะลวงมากกว่านี้ หลินเฟยกลัวว่าจะทำให้พื้นฐานของตบะไม่มั่นคงเขาจึงควบรวมพลังปราณที่รับมาหมุนวนเพิ่มพลังให้จุดตันเถียนแหล่งกำเนิดพลังอย่างต่อเนื่อง
ความเจ็บปวดล้วนหายไปตั้งแต่ขั้นตอนย้ายเส้นเอ็นเปลี่ยนกระดูกจึงทำให้หลินเฟยทำความคุ้นชินกับพลังปราณร้อนในร่างกายด้วยความรวดเร็ว
พลังปราณในร่างกายตลอดสองวันค่อยๆหลอมรวมจนกลายเป็นธาตุไฟ ผลึกใสสีแดงสดปรากฏขึ้นที่จุดตันเถียนกระจายความร้อนแรงไร้ที่สิ้นสุดออกมา
เดิมทีร่างกายของเขามีธาตุลมเป็นหลักหากวันหน้าได้รับสำนึกรู้แห่งธาตุลมมาก็ใช่ว่าจะฝึกฝนร่วมกันไม่ได้ ธาตุไฟที่ร้อนแรงทั่วร่างกายของหลินเฟยราวกับเป็นของขวัญจากสวรรค์
เขารู้ว่าหากจะก้าวข้ามระดับของผู้ฝึกตนด้วยพลังปราณที่ผู้อาวุโสปลดปล่อยเข้ามาก็นับว่าไม่ได้ลำบากอันใด
เพียงแต่หากเขาทำเช่นนั้นพื้นฐานของเขาอาจจะไม่มั่นคงเฉกเช่นลูกนกที่รู้ว่าตนเองสามารถบินได้แต่ไม่รอเวลาให้ปีกแข็งแรงไม่ช้าก็ต้องตกลงร่วงลงสู่ผืนดิน
แต่สิ่งที่เขาทำอยู่นับว่าฉลาดและถูกต้องนักหากเป็นเรื่องตบะในขั้นเดียวกันหลินเฟยจะมีพลังตบะมากมายกว่าหลายเท่าตัว
"เรียบร้อย...จากนี้ร่างกายของเจ้าจะแข็งแกร่งราวกับมังกร พลังสายเลือดมังกรจะเติบโตไปพร้อมกับเจ้า..."
จ้าวสวรรค์ยิ้มน้อยๆใบหน้าซูบซีดลงอย่างเห็นได้ชัดดูแก่ชราลงไปหลายขวบปี
"ผู้อาวุโส...."
หลินเฟยซาบซึ้งจนแทบจะอดกลั้นน้ำตาไม่อยู่หากเป็นใครที่เคยผ่านจุดตกต่ำที่สุดโดนเหยียดหยามจนไม่เหลือแม้กระทั่งศักษ์ศรี กลับมามีพลังที่จะสามารถต่อสู้เอาเกียตรยศของตนเองกลับคืนมาได้ย่อมมีความรู้สึกเช่นเดียวกับเขา
"ตุบ!"
หลินเฟยคุกเข่าลงประสานมือคารวะจ้าวสวรรค์ด้วยจิตใจที่ซื่อตรง
"ข้าหลินเฟย แม้ทั้งชีวิตนี้มีเพียงท่านพ่อที่เคยคุกเข่าให้ แม้ว่าตัวข้าจะเป็นเพียงมดแมลงในสายตาผู้อาวุโส แต่ข้าหลินเฟยซาบซึ้งจากก้นบึ้งหัวใจจริงๆ..."
น้ำเสียงของหลินเฟยเต็มไปด้วยความจริงใจแววตายังคงฉายแววมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว
"ดี ดี.."
จ้าวสวรรค์ยิ้มเผยแววตาอ่อนโยนออกมาเป็นครั้งแรก
"จากนี้เจ้าคือผู้สืบทอดของข้า และจะเป็นลูกศิษย์คนแรกและคนเดียวของข้า"
จ้าวสวรรค์ 'เทียนเซิน' ยิ้มอย่างภูมิใจ พลังชีวิตที่ฝากฝังไว้ในผลึกแก้วสีโลหิตด้วยวิชาลับบางอย่าง ทำให้จ้าวสวรรค์เหมือนฟื้นคืนชีพกลับมาได้!
ทุกสิ่งทุกอย่างก็เพื่อวันนี้ ที่จะฝากฝังวิชาและสายเลือกอันสูงศักดิ์ให้คงอยู่ต่อไปตราบนานเท่านาน!
.
.
อย่าลืมคอมเม้นนะคับ ^^