บทที่134
เดินทางกลับมาถึงเมืองตี้หนาน
หลังจากที่ขบวนการเดินทางได้เดินทางออกไปจากเมืองเรียบร้อยแล้วไป๋เฟิ่งควบอาชากลับมาภายในเมืองโดยนางนั้นมุ่งตรงกับไปภายในกองทัพของตนเองเช่นเดิม
ณห้องทำงานของแม่ทัพใหญ่
ไป๋เฟิ่งเดินทางกลับเข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้ในขณะที่เดินทางกลับเข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้
เมื่อก้าวเท้าเข้ามาภายในห้องทำงานของตนเองสตรีที่สวมใส่อาภรณ์สีแดงต้องผงะเท้าของตนเองลงดวงตาของนางจ้องมองตรงไปด้านหน้ามองเห็นว่าบนโต๊ะทำงานของนางในตอนนี้มีร่างของคนผู้นึงกำลังนั่งอยู่
ไป๋เฟิ่งร่างกายหยุดนิ่งดวงตาของนางกระพริบปริบจ้องมองไปที่ผู้ที่กำลังนั่งอยู่บริเวณด้านหน้าในตอนนี้
โดยผู้ที่ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าในตอนนี้มิใช่ใครอื่นบิดาของนางอัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายไป๋เซียน
ไป๋เซียนกำลังนั่งอยู่บริเวณด้านบนที่นั่งบนโต๊ะทำงานของไป๋เฟิ่งในยามนี้ภายในเขตวังที่เป็นที่ตั้งของราชสำนักเขานั้นสวมใส่ด้วยชุดขุนนางเต็มยศดูมีสง่าราศีเป็นอย่างมาก
บุคลิกท่าทางภายนอกนั้นมองเห็นก็รู้ได้ในทันทีเลยว่าเขานั้นเป็นคนที่ดูมีภูมิฐานเพียงใด
เมื่อมองเห็นว่าบุตรสาวของตัวเองก้าวเท้าเข้ามาภายในห้องเขาก็ได้ค่อยๆลุกขึ้นจากที่นั่งที่ตนเองนั้นกำลังนั่งอยู่ใช้ดวงตาจ้องมองไปที่นาง
ไป๋เฟิ่งมองเห็นบิดาของตนเองยืนอยู่ด้านหน้ายกมือทั้งสองข้างขึ้นมาประสานกันก้มศีรษะคารวะแล้วกล่าวออกมา“ คำนับท่านพ่อ!! ”
อันที่จริงแล้วทั้งสองแม้ว่าจะเป็นพ่อลูกกันแล้วยังอยู่ภายในจวนเดียวกันแต่เวลาที่พวกเขานั้นได้พบเจอกันช่างน้อยยิ่งนัก
อย่างเช่นในช่วงยามเช้าก็ออกมาจากจวนในเวลาที่แตกต่างกันไป๋เฟิ่งเป็นคนที่จริงจังเกี่ยวกับการทำงานของตนเองเป็นอย่างมากนางเลยมักจะออกจากตัวตั้งแต่ท้องฟ้านั่นยังไม่สว่างและก็กลับจากการทำงานในตอนที่ท้องนภาในมืดมิดไปแล้ว
เพราะแบบนั้นทั้งสองก็เลยไม่ค่อยได้พบเจอกันสักเท่าไร
อันที่จริงแล้วเวลาการทำงานเช่นนี้มันเองก็เป็นเหมือนกับอัครมหาเสนาบดีไป๋เมื่อก่อนตอนที่ตัวของเขานั้นนั่งอยู่ในตำแหน่งแม่ทัพแห่งเมืองหลวง
ตอนนั้นเขาเองก็เป็นเช่นนี้เช่นเดียวกันในการที่ตัวของเขานั้นออกไปจากบ้านตั้งแต่ในช่วงเวลาท้องนภาด้านบนนั้นยังไม่ได้สว่างไสวแล้วก็กลับเข้ามาภายในบ้านตอนที่ท้องนภามืดมิดไปแล้ว
มองถึงความสัมพันธ์ในตอนนั้นเลยทำให้เขานั้นมีความสัมพันธ์กับบุตรสาวคนโตค่อนข้างจะห่างเหินกว่าบุตรสาวคนอื่นๆ
เพราะว่าในตอนที่บุตรสาวคนอื่นๆเติบโตขึ้นมาไป๋เซียนนั่งตําแหน่งอัครมหาเสนาบดีเลยไม่จำเป็นจะต้องออกไปทำงานตั้งแต่ในยามเช้าเหมือนตอนเป็นแม่ทัพเลยทำให้มีเวลาสนิทสนมกับบุตรสาวคนกลางและบุตรสาวคนเล็กมากกว่า
แต่เมื่อเทียบกับไป๋เฟิ่งทางที่เติบโตขึ้นมาในช่วงเวลาที่บิดาของตนเองนั้นต้องไปทำงานตั้งแต่ในยามเช้ากลับมาก็ตอนที่นางเข้านอนไปแล้วเลยไม่ค่อยจะสนิทกับเขาสักเท่าไหร่
เกี่ยวกับเรื่องนี้มันก็เลยกลายเป็นกำแพงขนาดใหญ่ระหว่างสองพ่อลูกคู่นี้ที่ทำให้พวกเขานั้นค่อนข้างจะห่างเหินกันเป็นอย่างมาก
ผู้เป็นบิดาที่ยืนอยู่บริเวณด้านหน้าเดินเข้ามาใกล้ๆของตนเองก่อนที่จะทำการเอ่ยถามออกมา“ เจ้าเดินทางไปที่ใดมาอย่างนั้นหรือในเวลาเช่นนี้? ”
“ เดินทางออกไปทำธุระสำคัญมาเจ้าค่ะ ” นางตอบกลับออกไปด้วยใบหน้าที่เย็นชา
เมื่อได้ยินเช่นนั้นผู้เป็นบิดาเองก็ไม่คิดจะถามต่อเขาทำการเอามือไขว้หลังเดินตรงไปยังบริเวณถ้วยน้ำชาที่ตนเองรินเอาไว้ยกมันขึ้นมาดื่ม
ไป๋เฟิ่งที่กำลังอยู่เบื้องหน้านางใช้ดวงตาของนางเองมองตรงไปที่ท่านพ่อของนางก่อนที่จะทำการเอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย“ ท่านพ่อเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้อยากจะพบข้าด้วยเหตุอันใดอย่างนั้นหรือเจ้าคะ?”
ผู้เป็นบิดาได้ยินบุตรสาวของตนเองเอ่ยถามออกมาอย่างตรงๆเช่นนั้นผงะไปเล็กน้อยแล้วก็ค่อยๆวางถ้วยน้ำชาภายในมือของตนเองลงปรายดวงตาของตนเองมองตรงกับไปที่นาง “เดินทางมาในครั้งนี้เพราะว่าอยากจะเตือนเกี่ยวกับเรื่องบางอย่าง ”
“ เหตุการณ์ที่เจ้าเพิ่งทำลงไปการจับตัวเสี่ยวหม่าได้ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีเพราะว่าคนผู้นั้นเป็นพวกหัวรุนแรงที่ต่อต้านราชสำนักอย่างโจ่งแจ้ง แต่ว่าภายในเรื่องดีครั้งนี้มันเองก็มีเรื่องหลายอย่างเช่นเดียวกันดูเหมือนว่าคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดจะเริ่มรู้สึกว่าเจ้านั้นเป็นตัวเกะกะแล้ว”
“ สำหรับตัวของพ่อที่นั่งอยู่ในตำแหน่งนี้พวกมันคงจะไม่สามารถโค่นล้มได้ง่ายดายมากนักเพราะแบบนั้นถ้าพวกมันคิดจะลดอำนาจของตระกูลเรามีทางเดียวที่พวกมันจะสามารถทำได้ก็คือเล่นงานเจ้า”
“ เพราะแบบนั้นพ่อหรืออยากจะมาเตือนเจ้าเกี่ยวกับเรื่องนี้เจ้าจะเป็นเป้าหมายแล้วก็จะเป็นจุดที่ทำให้พวกมันนั้นลงมือ ”ผู้เป็นบิดาที่อยู่บริเวณด้านหน้าเลยเตือนบุตรสาวของตนเองด้วยความจริงจัง
เกี่ยวกับเรื่องนี้หลังจากที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอำนาจของตระกูลไป๋ดูจะมั่นคงมากขึ้นเพราะว่าผู้คนภายในเมืองแห่งนี้ต่างเชื่อมั่นมากขึ้นด้วย
แต่ว่ายิ่งอำนาจภายในตระกูลมากมายเท่าไหร่และยิ่งกลายเป็นเป้าสนใจมากเท่าไหร่มันก็ยิ่งมีผู้คนที่อยากจะคิดร้ายมากขึ้นเท่านั้น
เกี่ยวกับเรื่องนี้ผู้เป็นบิดาเลยทำการเอ่ยเตือนบุตรสาวของตนเองให้ล่วงรู้อย่างรวดเร็วเพื่อที่จะป้องกันเอาไว้
สำหรับคนที่คิดจะลงมือในตอนนี้ไป๋เซียนที่นั่งอยู่ในตำแหน่งขุนนางอันดับหนึ่งของราชสำนักไม่ใช่เป้าหมายอย่างแน่นอน
มันเป็นเพราะว่าตัวของเขานั้นมีอำนาจมากมายภายในมือถ้าให้เปรียบเทียบเขาเองก็เหมือนกับต้นไม้ใหญ่ที่หยั่งรากลึกในราชสำนักมาเป็นเวลานาน
หาที่จะโค่นล้มต้นไม้ใหญ่ใช้เพียงแค่คนอย่างเดียวไม่พอจำเป็นจะต้องใช้แรงและใช้เครื่องมืออีกมากมายเพราะแบบนั้นการที่มันจะโค่นล้มตำแหน่งของเขาได้ไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก
แต่สำหรับไป๋เฟิ่งที่ในตอนนี้กำลังรุ่งเรืองและก้าวหน้าตัวของนางเปรียบเสมือนกิ่งก้านใบที่แตกออกมาจากลำต้นใหญ่ๆของบิดา
ถ้าพวกมันจะทำการเร่งเล่นงานก็คงจะทำการเล็งเป้าหมายมาที่นางอย่างแน่นอนเพราะว่าอำนาจของด้านในตอนนี้ในฐานะแม่ทัพใหญ่ยังคงมีโอกาสที่พวกมันนั้นจะเล่นงานนางได้อยู่
“ ท่านพ่อมาเตือนเพียงแค่เรื่องเช่นนี้งั้นรึเจ้าคะ? ” นางเอ่ยถามออกมาด้วยใบหน้าจริงจังมองตรงไปที่บิดาของตนเอง
ที่จริงแล้วดวงตาของนางในตอนนี้แววตาของผู้เป็นบิดาก็รู้ได้ในทันทีว่าท่านพ่อของนางไม่ได้มาพูดเพียงแค่เรื่องแค่นี้อย่างแน่นอน
ผู้เป็นบิดาเองก็มองตรงกับมาก่อนที่จะทำการกล่าวขึ้น“แน่นอนว่าไม่ได้มาพูดเพียงแค่นี้สิ่งที่ตัวของพ่ออยากจะมาพูดกับเจ้ามันก็คือวิธีการที่ทำให้เจ้านั้นสามารถรอดพ้นจากเรื่องราวในครั้งนี้ไปได้”
ไป๋เฟิ่งเงียบนิ่งแสดงใบหน้าเย็นชาใช้ดวงตาหงส์บนใบหน้าของตนเองมองตรงไปที่ผู้เป็นบิดาราวกับจะเอ่ยถาม
ไป๋เซียนที่อยู่เบื้องหน้าแสดงใบหน้าจริงจังและก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึม“ อภิเษกสมรสกับราชนิกูลจะทำให้เจ้าปลอดภัย ”
ไป๋เฟิ่งเงียบไปสักพักก่อนที่จะทำการพูดออกมา“ หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ? ”
“ ด้วยตำแหน่งของพ่อในตอนนี้พวกมันไม่สามารถใช้เล่ห์กลอุบายเล่นงานได้อย่างแน่นอนแต่ว่าสำหรับตำแหน่งของเจ้าพวกมันมีโอกาสที่จะใช้วิธีต่างๆในการเล่นงานเจ้าแต่ว่าถ้าเจ้าอภิเษกสมรสกับราชนิกูลมีราชวงศ์คอยหนุนหลังพวกมันไม่มีทางทำอันใดเจ้าได้อย่างแน่นอน” ไป๋เซียนเอาออกมาด้วยใบหน้าที่จริงจังเท่านำเหตุและผลทั้งหมดมาผนวกเข้าหากันและพูดอธิบายให้บุตรสาวของตนเองเข้าใจ
ในครั้งนี้เขาเองก็หวังว่าบุตรสาวของตัวเองจะเข้าใจเกี่ยวกับความหวังดีของเขา
แต่ไป๋เฟิ่งที่อยู่เบื้องหน้านางกลับไม่ให้คำตอบแสดงใบหน้าที่เรียบเฉยของตนเองอยู่เช่นนั้น
…
การเดินทางผ่านพ้นมาหลายวัน
หลังจากที่ออกเดินทางจากเมืองหลวงมุ่งตรงออกมาบริเวณด้านนอกตอนนี้เวลานั้นผ่านพ้นมาหลายวันแล้วลู่หยางเดินทางออกมาพร้อมกับขบวนการเดินทางของคุณชายเว่ย
ช่วงเวลาการเดินทางกลับในครั้งนี้ดูเหมือนว่าความคุ้นชินในการเดินทางของเขาจะทำให้พวกเขานั้นรู้สึกว่าการเดินทางในครั้งนี้ผ่านพ้นไปรวดเร็วยิ่งนัก
ไม่นานนักตอนนี้พวกเขาก็เดินทางออกมาจากเมืองหลวงหลายต่อหลายวันแล้วจนตอนนี้เขาได้เดินทางมาถึงเป้าหมายของตนเอง
ลู่หยางกำลังนั่งอ่านตำราอยู่ภายในรถม้าของตนเองโดยตำราภายในมือของเขาเป็นตำราการแพทย์ที่เขานั้นกำลังศึกษาอยู่
ในขณะที่กำลังนั่งอ่านตำราภายในมือของตนเองอย่างนั้นเสียงของผู้นำขบวนรถม้าที่อยู่บริเวณด้านนอกทำการตะโกนส่งเสียงให้ผู้ที่อยู่บริเวณด้านหลังได้ล่วงรู้“ ถึงเมืองตี้หนานแล้ว… ”
เสียงนั้นดังแว่วเข้ามาด้านในลู่หยางที่กำลังใช้สายตาของตนเองอ่านตำราภายในมืออยู่นั้นใบหน้าของเขาค่อยๆเงยขึ้นมาอย่างช้าๆมองตรงออกไปบริเวณด้านนอก
เขาได้ค่อยๆเอื้อมมือของตนเองไปบริเวณผ้าม่านสีฟ้าของรถม้าเปิดมันขึ้นมาและก็ใช้ดวงตาของตนเองมองตรงออกไปบริเวณด้านนอก
หลังจากที่ใช้ดวงตาของตนเองมองออกไปด้านนอกเขาก็มองเห็นว่าตอนนี้เป้าหมายของเขามันอยู่บริเวณด้านหน้าแล้ว
เมืองตี้หนาน
หลังจากที่เดินทางมาหลายต่อหลายวันในที่สุดพวกเขาเองก็เดินทางกลับมาถึงเมืองตี้หนานสักที
ลู่หยางมองเห็นเมืองที่อยู่บริเวณด้านหน้าเขาเองก็ยกยิ้มขึ้นที่มุมปากทั้งสองข้างเพราะว่านึกถึงบุตรสาวของตนเองที่อาศัยอยู่ภายในเมืองแห่งนั้น
หลังจากที่ไม่ได้พบเจอมาเป็นเวลานานความคิดถึงภายในใจมันบ่มเพาะออกมากลายเป็นก้อนความคิดถึงขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถบรรยายและอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้
จบบท