..แล้วในที่สุด ก็ผ่านพ้นไป1เดือนนับั้แ่ที่ฟีร์มัวกลายเป็คนพิการเดินไม่ได้
ตอนนี้ฟีร์มัวสามารถกลับคฤหาสน์ของเธอได้แล้ว อย่างน้อยตลอดเวลาที่ผ่านมาอาการของเธอก็ดีขึ้นมาก และผลจากการฝึกก็ทำให้เธอสามารถยันตัวขึ้นนั่งบนวีลแชร์ด้วยตัวเองได้ หรือยันตัวขึ้นจากวีลแชร์ไปนอนบนเตียงนุ่มสบายได้ วีลแชร์ตัวนี้มีความพิเศษอีกอย่างคือ ด้วยเวทย์พันธสัญญาทำให้เธอสามารถใช้ความคิดควบคุมมันได้ดั่งใจ ดังนั้นถ้าฟีร์มัว้าวีลแชร์ตัวนี้ก็จะเคลื่อนไปข้างหน้า ข้างหลัง ซ้าย ขวา หรือกระทั่งลอยได้ และวิ่งมาหาเธอได้ทุกเมื่อที่้า..เรียกได้ว่าสะดวกสบายสุดๆ
ฟีร์มัวปลงและชินกับความเป็อยู่เช่นนี้แล้ว และปัจจุบัน ที่หน้าคฤหาสน์ตระกูลเอลโลชาแตลวันนี้เอง...
"เอาจริงเหรอลูก? พักอีกสักหน่อยเถอะนะ.."ดยุคแฮมสันพยายามกล่าวโน้มน้าวเต็มที่ด้วยความเป็ห่วง เหตุเพราะลูกสาวของเขาตัดสินใจที่จะกลับเข้าเรียนทั้งสภาพแบบนี้"..หรือจะให้พ่อจ้างอาจารย์มาสอนเป็การส่วนตัวที่คฤหาสน์ก็ได้ ลูกไม่เห็นจำเป็ต้องถ่อไปถึงโรงเรียนเลย"
"ไม่ค่ะท่านพ่อ.."ฟีร์มัวส่ายหน้าปฏิเสธพลางยิ้มอ้อน"..ลูกไม่อยากให้ใครคิดว่าลูกอ่อนแอ แม้จะเดินไม่ได้ลูกก็อยากแสดงให้ทุกคนรู้ว่าลูกเข้มแข็งพอจะเสนอหน้าไปให้พวกเขาได้เห็นที่โรงเรียน ป่านนี้คงมีข่าวลือของลูกเต็มไปหมดแล้ว"
"ใครกันจะกล้าครหาว่าลูกพ่ออ่อนแอ!! ..เฮ้อ แต่ไม่ว่าพ่อจะพูดอย่างไรลูกก็คงดื้อไปให้ได้อยู่ดี"
ดยุคแฮมสันกล่าวอย่างหน่ายใจเมื่อเห็นแววตาเด็ดเดี่ยวไม่คิดกลับคำนั้น เื่ความดื้อรั้นเขายกให้ฟีร์มัวเป็ที่หนึ่งเสมอ และคงต้องโทษตัวเองที่ตามใจลูกสาวเสมอเช่นกัน
"นะคะ.. นะคะท่านพ่อ นะ"
พลันนั้นฟีร์มัวก็กล่าวอ้อนพลางกระตุกแขนเสื้อของท่านพ่อเบาๆ ด้วยเพราะเธอนั่งอยู่บนวีลแชร์และท่านพ่อยืนอยู่ มุมมองของดยุคแฮมสันตอนนี้ฟีร์มัวจึงน่าเอ็นดูเป็อย่างมากจนเขาได้แต่ใจอ่อนยวบ
"ยอมแล้ว พ่อหรือจะกล้าขัดใจลูกสาวคนดีของพ่อ..?"
"รักท่านพ่อที่สุดเลยค่ะ!"ฟีร์มัวยิ้มดีใจอย่างน่าหมั่นเขี้ยว จากนั้นเธอจึงกล่าวลาท่านพ่อแล้วขึ้นรถไปยังโรงเรียนที่ห่างหายไปเป็เดือนโดยเก็บวีลแชร์ของตนไว้ในสภาพแหวนสีดำ
"....."
หลังคนขับรถคนสนิทของลูกสาวพาเธอออกไปแล้วดยุคแฮมสันก็ได้แต่มองตามด้วยความเป็ห่วงอาวร ไม่รู้ว่าฟีร์มัวลูกสาวของเขาจะต้องเจอกับอะไรบ้างในวันนี้
ดยุคแฮมสันย่อมสังเกตความเปลี่ยนแปลงของลูกสาวของตน ฟีร์มัวดูเยือกเย็นลง เงียบลง ดูสุขุม และแววตาดูเด็ดเดี่ยวอย่างร้ายกาจ บางครั้งก็เหม่อลอย บางครั้งก็เฉยชาจนน่าเป็ห่วง หากเป็เมื่อก่อนฟีร์มัวต้องส่งเสียงร้องโวยวายอย่างดื้อดึงให้เขามาคอยตามใจตามปลอบ เธอไม่มีทางอยากไปโรงเรียนในสภาพพิการเดินไม่ได้แบบนั้น อย่างน้อยลูกสาวของเขาคนนี้ก็ควรจะเก็บตัวอยู่ในห้องเงียบๆไม่กล้าออกมาสู้หน้าใคร..โดยปกติฟีร์มัวนั้นเย่อหยิ่งเกินกว่าจะรับได้ที่ให้คนนอกมาเห็นสภาพตัวเองตอนนี้
หากเป็แบบนั้นดยุคแฮมสันคงสบายใจกว่าฟีร์มัวในปัจจุบัน เธอทำเขาสับสน ขณะเดียวกันก็ตื่นเต้นดีใจที่ลูกสาวของตนเข้มแข็ง..ปนเปกับความไม่สบายใจว่าเธออาจจะเจ็บช้ำจนกลายเป็คนละคนไปแล้ว
"เฮ้ออออ~~!"
สุดท้ายดยุคแฮมสันก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาระบายความขุ่นหมองในใจทิ้งไป ก่อนก้าวกลับเข้าไปในคฤหาสน์เพื่อสะสางงานของตัวเองต่อ พร้อมกันนั้น เขาก็พึมพำเสียงแ่ด้วยความหนักใจคิดถึงลูกชายคนโตซึ่งเป็พี่ชายแท้ๆของฟีร์มัวขึ้นมา
"อย่างน้อยถ้าฟราฮัวอยู่ที่นี่ก็คงพอให้ดูแลน้องได้แท้ๆ"
ใช้เวลาไม่นานนักฟีร์มัวก็มาถึงโรงเรียนในที่สุด
เสียงซุบซิบดังขึ้นตลอดเส้นทางหินอ่อนที่วีลแชร์สีดำดูอลังการดั่งบัลลังก์นั้นเคลื่อนผ่าน ไม่ว่าจากนักเรียนหรืออาจารย์ทั้งหลายแหล่ที่อยู่ตามรายทาง แต่ฟีร์มัวเพียงเคลื่อนวีลแชร์ตรงไปข้างหน้าเรื่อยๆอย่างเฉยชาไม่ใส่ใจใครหรือสนใจเสียงแมงหวี่แมงวันเ่าั้ ขณะเดียวกัน เธอควบคุมให้วีลแชร์เคลื่อนไปเรื่อยๆพลางกวาดสายตามองรอบๆไปด้วย
ปัจจุบันเป็่กลางเทอม2ของการเรียนพอดี
ซึ่งอาณาจักรโพโลเวียร์ตอนนี้ก็เป็่กลางสารทฤดูหรือฤดูใบไม้ร่วง ดังนั้นตามเส้นทางที่ฟีร์มัวเคลื่อนผ่านจึงมีต้นไม้ผลัดใบสีเหลือง ส้ม แดง และม่วง อยู่เต็มสองข้างทาง ซึ่งตัดกับชุดนักเรียนสไตล์โกธิคสีขาวดำและเรือนผมสีรัตติกาลรวมถึงวีลแชร์สีดำอลังการที่นั่งอยู่อย่างชัดเจน องค์รวมทั้งหมดนี้เองทำให้ฟีร์มัวดูโดดเด่นเป็อย่างมากบนทางหินอ่อนเส้นนี้ จนยากที่จะมีสายตาใดไม่เหลือบแลมองด้วยความสนใจ
หากทุกคนในที่นี้ไม่รู้จักฟีร์มัวก็คงมองว่าเธอคือตุ๊กตาตัวน้อยน่าทะนุถนอมซึ่งถูกจัดวางไว้บนบัลลังก์สีดำเป็แน่ เพราะหากมองภายนอกประกอบกับสีหน้าเ็าไร้อารมณ์ด้วยแล้วหญิงสาวก็สวยสง่าน่ารักราวกับตุ๊กตาพอร์ซเลนจริงๆอย่างไม่ผิดเพี้ยน..มันเป็ความงดงามที่เกินจะเชื่อว่าเธอนั้นมีชีวิตจริง แต่แน่นอนว่าแทบทุกคนในที่นี้...ล้วนรู้จักเธอ เลดี้ฟีร์มัวเนียร์ เค.ดี. เอลโลชาแตล
หญิงสาวสูงศักดิ์ บ้าอำนาจ ดื้อรั้น เอาแต่ใจ และตอนนี้ก็เป็คนพิการ
ต่อให้ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อนป่านนี้ข่าวลือของฟีร์มัวคงดังไปทั่วโรงเรียนแล้วกระมัง
ตึก.. ตึก..
ระหว่างที่ฟีร์มัวกำลังควบคุมให้วีลแชร์พาร่างของตนเคลื่อนไปเรื่อยๆอย่างเหม่อลอยนั้นเอง เสียงก้าวเดินกระทบพื้นของคนคู่หนึ่งก็เข้ามาขวางเธอไว้
"....."
ฟีร์มัวชั่งใจชั่วครู่ก่อนเหลือบมอง แต่พลันเมื่อเธอเห็นคนทั้งสองที่อยู่เบื้องหน้าก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆแล้วยิ้มบางอย่างนึกขำตัวเอง ..ชั่ววูบ เธอแอบคิดว่าคนที่เข้ามาขวางเป็เ้าชายซาร์จินกับเมย์รินเสียอีก
ช่างน่าตลกเสียจริง
"..การมายืนขวางทางสุภาพสตรีเช่นนี้มันไม่ใช่เื่ที่สุภาพบุรุษควรทำเลยนะคะ โรแชล จีโน่"ฟีร์มัวกล่าวพลางมองหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาราวเทพบุตรทั้งสองที่ยืนขวางอยู่และกำลังจ้องเธอราวกับจะฉีกเป็ชิ้นๆ
สองคนนี้อยู่ในชุดสูทนักเรียนชายสีขาวดำตามกฎของโรงเรียน โดยชายหนุ่มที่ชื่อโรแซลนั้นมีเส้นผมสีน้ำเงินเช่นเดียวกับสีของั์ตา สวมแว่น ดูมีนิสัยเ็า ส่วนจีโน่เป็ชายหนุ่มผมสีแดงสดั์ตาสีส้มแสด ภายนอกดูเืร้อน หางตาชี้ขึ้นเป็เอกลักษณ์ ซึ่งพวกเขาทั้งสองก็ไม่ใช่ใครที่ไหน..ทั้งคู่ต่างเป็คนที่ฟีร์มัวคุ้นเคยดี เพราะหากกล่าวถึงเ้าชายซาร์จินที่เป็พระเอกของเกมแล้ว ทั้งคู่ก็คือ2ใน5พระรองตามเนื้อเื่ของเกมนั่นเอง
"กล้าดีนี่ที่มาโรงเรียนในสภาพนี้! ยัยผู้หญิงอำมหิต!!"จีโน่โพล่งขึ้นมาทันทีด้วยใบหน้าโกรธเกรี้ยว มือกำหมัดแน่นจนเส้นเืปูดโปน
"เธอมันไม่ใช่คนแล้ว..ฟีร์มัวเนียร์"โรแซลกล่าวพลางมองเหยียดด้วยความรังเกียจแฝงความชิงชัง
สีหน้าและคำพูดของทั้งสองนั้นทำให้เธอ...อดหัวเราะไม่ได้จริงๆ ฟีร์มัวก้มลงปิดปากหัวเราะคิกคักทันทีที่ฟังทั้งสองกล่าวว่าด่าทอ หากเป็เมื่อก่อนหญิงสาวร่างเล็กคงกรี๊ดลั่นแล้วด่ากลับเป็แน่ แต่ว่าเวลานี้เธอกลับรู้สึกเหมือนฟังเื่ที่น่าขบขัน ฟีร์มัวเข้าใจดีว่าทำไมชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาทั้งสองถึงด่าทอเธออย่างนั้น.. ทั้งคู่เป็พระรองของเื่ แน่นอนว่าย่อมมีใจให้นางเอกอย่างเมย์รินอยู่แล้ว และสิ่งที่เธอทำกับแม่นางเอกแสนดีคนนั้นคงทำร้ายจิตใจอันบอบบางของเหล่าหนุ่มๆผู้งมงายในความรักมากพอดูเลยทีเดียว
ตอนนั้นเอง ทุกๆคนรอบทางหินอ่อนนี้ต่างหยุดมองด้วยความสนใจราวกับกำลังชมละครฉากหนึ่ง
"หัวเราะอะไร! ยัยบ้าเอ้ย!!"จีโน่ะโขึ้นด้วยความเดือดดาลทันที และด้วยความใจร้อนนั้นเองทำให้ชายหนุ่มก้าวเข้ามาหาเธออย่างเอาเื่
"ก็มันตลกนี่คะ.."ฟีร์มัวว่าพลางสะบัดมือออกไปเบื้องหน้า
ผลัก!
พลันนั้นเองสายลมหอบหนึ่งก็ซัดออกไปอย่างรุนแรงและปะทะกับร่างสูงโปร่งของจีโน่เข้าอย่างจัง ด้วยที่ไม่คาดคิดว่าจะถูกโจมตีชายหนุ่มผู้เืร้อนจึงถูกผลักไปชนกับโรแชลที่อยู่ข้างหลังโดยไม่ทันตั้งตัว
"ฟีร์มัว..ยัยผู้หญิงดื้อรั้นเอาแต่ใจ นั่นคือชื่อที่เดิมทีทุกคนเรียกหานินทาฉันคนนี้ แต่ตอนนี้ฉันได้เปลี่ยนฉายากลายเป็ยัยผู้หญิงอำมหิตไปแล้วเหรอคะ? คิกๆ ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่เถียงหรอกค่ะ..."ฟีร์มัวพูดพลางยิ้มขำโดยไม่สนสายตาของทั้งคู่"..แล้วพวกคุณล่ะเรียกอะไร? ผู้กล้า? ชายสองคนก้าวเข้ามายืนขวางและหาเื่ผู้หญิงพิการตัวเล็กๆคนหนึ่งกลางที่สาธารณะ แหม.. พวกคุณทั้งคู่ช่างดูเป็คนดีน่าชื่นชมจริงๆ"
"เธอ!! อย่ามาทำเป็พูดดี-- อั่ก!"
ผลัก!!
"เสียมารยาท ฉันยังพูดไม่จบอย่าแทรกสิคะ.."
ฟีร์มัวว่าเสียงเย็นหลังสะบัดมือส่งสายลมปะทะกับใบหน้าหล่อของโรแชลเต็มๆจนแว่นของชายหนุ่มถึงกับหลุดตกพื้นกระเด็นไปไกล
"...ฉันเข้าใจว่าพวกคุณคงโกรธเื่เมย์ริน แต่การที่พวกคุณมาโกรธเคืองฉันก็ไม่ทำให้เมย์รินหันมาชายตามองหรอกนะคะ? ผู้หญิงสามัญชนคนหนึ่งที่คิดใฝ่สูงทำให้เ้าชายผู้สูงศักดิ์งมงายในรูปโฉมด้วยใจรักเสน่หา เป็เหตุให้เขาหูตามืดมัวทำให้หญิงสาวมีศักดิ์อีกคนกลายเป็คนพิการเดินไม่ได้ ..ละครน้ำเน่าแบบนี้ถ้าพวกคุณยังมีตาไว้มองอยู่ล่ะก็ ดูให้ดีสิคะ ฉันตอนนี้นั่งอยู่บนวีลแชร์และเป็ได้แค่คนพิการ! จะมีฐานะสูงส่งแค่ไหนก็ไม่อาจกลบคำครหานี้! เป็เื่น่าขายหน้าที่สุด! ทั้งตัวฉันเอง! ทั้งตระกูลของฉัน! กับแค่หญิงสามัญชนที่เสียนิ้วเพียงนิ้วเดียวเท่านั้น! ยังน้อยไปด้วยซ้ำ!!"
"แต่เธอทำลายอนาคตของเมย์ริน!! ยัยปีศา--"
ผลัก!!
"คุณนี่พูดไม่เคยจำ เป็สุนัขที่ไม่เชื่องเลยจริงๆนะคะจีโน่ ..ทำลายอนาคต? ถ้ารักกันจริงก็รักกันต่อไปสิ ฉันไม่ขวางแล้ว ถ้าแต่งไม่ได้แล้วใจสลายแยกทางกันก็คงเป็ตลกที่น่าดูชม"ฟีร์มัวว่าพลางส่ายหน้าแกล้งระอาใจ ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าเ็า"พวกคุณจะมาว่าฉันไม่ได้ ในเมื่อฉันมีสิทธิที่องค์าาทรงเป็ผู้พระราชทานให้ด้วยพระองค์เอง แล้วพวกคุณมีสิทธิอะไรมาขวางทางฉัน? มาสั่งสอนหรือด่าทอฉัน? เป็แค่ลูกขุนนางชั้นไวส์เคาท์นอันดาดดื่น กับลูกคหบดีพ่อค้าที่ร่ำรวยและมีชื่อเสียงนิดหน่อยซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจของตระกูลฉัน ถ้ารักผู้หญิงคนนั้นมากกว่าครอบครัวตัวเองก็ลองหาเื่กับฉัน...หาเื่ตระกูลเอลโลชาแตลดูสิ ตลอดมาควรดีใจที่ฉันไม่เคยทำแบบนั้น แต่คราวนี้จะได้รู้กันว่าใครกันแน่ที่จะย่อยยับ!"
สีหน้าฟีร์มัวกลับมายิ้มแย้มอีกครั้งทันทีที่เห็นใบหน้าซีดเผือดของทั้งคู่ ตัวเธอเมื่อเดือนก่อนเป็แค่ผู้หญิงเอาแต่ใจที่หัวอ่อนไม่เด็ดขาดเพราะความหลังร่วมกัน...แต่ไม่ใช่กับตัวเธอในตอนนี้หรือต่อจากนี้อีกต่อไป
"....."
"....."
ครั้นเห็นชายหนุ่มทั้งสองเงียบไปไม่โต้ตอบฟีร์มัวก็ขี้คร้านจะเสียเวลาอยู่ตรงนี้ ดังนั้นเธอจึงควบคุมให้วีลแชร์เคลื่อนผ่านทั้งคู่ไป
...โดยไม่ลืมกล่าวทิ้งท้าย
"จะโกรธหรือเคืองอะไรก็แล้วแต่พวกคุณเถอะค่ะ ฉันไม่สน..แค่อย่าล้ำเส้นก็พอ ฉันเตือนพวกคุณแล้ว และถึงฉันจะไม่ทำอะไรครอบครัวของพวกคุณ...แต่กับเมย์ริน ยัยสามัญชนนั่นจัดการง่ายกว่าเป็ไหนๆ คิดเหรอคะว่าหลังจากเื่ของฉันผ่านไปแล้วเ้าชายซาร์จินจะยังมีอำนาจคุ้มครองเธอจากฉันได้อยู่อีก?"ฟีร์มัวพูดพลางหัวเราะเบาๆ แม้ไม่ได้หันไปมองแต่เธอมั่นใจว่าสีหน้าของชายหนุ่มทั้งสองต้องซีดเผือดยิ่งกว่าเดิมเป็แน่
แต่..ยังไม่พอหรอก ยังสาแก่ใจไม่พอ คิดได้เช่นนั้นเธอก็กล่าวขึ้นพร้อมรอยยิ้มเย็นเยียบ
"อ้อ! แล้วถ้าพวกคุณจะไปหาแม่นางฟ้าของพวกคุณล่ะก็ ฝากบอกด้วยนะคะว่านิ้วนางข้างซ้ายที่ฉันได้รับมาเมื่อสัปดาห์ก่อนน่ะ ฉันให้คนใช้เอาไปตากแห้งและบดผสมกับอาหารหมูส่งไปให้ฟาร์มแถบชนบทแล้วค่ะ! ..ที่สำคัญยังกำชับไปด้วยว่า...เนื้อหมูตัวเมียก็ควรต้องให้หมูตัวผู้มันกินเข้าไปซะ!!"