ตอนที่ 3 ผมขอลาออก
่เดือนที่แล้ว หลังจากที่พีทได้เลิกรากับแฟนเก่าไป ชีวิตของเขาก็ถึงกับเป๋ไปพักหนึ่ง เขาดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เที่ยวตามสถานบันเทิง จนไม่สนใจการเรียนและสุขภาพของตัวเองเลยตามประสาวัยรุ่นอกหัก ซึ่งการกระทำนี้มันก็ได้กระทบกับโปรเจกต์จบของพีทเข้าอย่างจัง
เขาได้ขาดรายงานความคืบหน้าให้กับอาจารย์ที่ปรึกษาที่ช่วยดูแลโปรเจกต์จบของเขาไปหลายครั้งที่จะต้องมารายงานความคืบหน้าทุก 1 สัปดาห์ แต่โชคยังดีที่อาจารย์ที่ปรึกษาของพีทนั้นเข้าใจและรู้ถึงชีวิตรักของวัยรุ่น ว่ามันอาจจะมีเื่แบบนี้เกิดขึ้นได้
โดยอาจารย์ที่ปรึกษาของพีทก็ได้ให้เวลาพีท ไปพักรักษาใจ ส่วนเื่โปรเจกต์ให้พักเอาไว้ก่อนได้ เพราะยังมีเวลาเหลืออยู่ให้เธอสามารถช่วยตบโปรเจกต์ของพีทให้เข้าที่เข้าทางได้
สิ่งที่อาจารย์ที่ปรึกษาของพีท ได้ให้เวลาพีทไปพักรักษาใจ แน่นอนมันย่อมดูไม่ดีในมุมของอาจารย์คนอื่นๆ ที่อาจจะมีมุมมองและวิธีการสั่งสอนเด็กนักศึกษาที่แตกต่างกันในเื่นี้และได้ต่อว่าอาจารย์ที่ปรึกษาของพีทอยู่หลายครั้ง ที่เธอปล่อยปละละเลยพีทเกินไปนั่นเอง
ก็ไม่แปลก อาจารย์ที่ปรึกษาของพีท พึ่งจะเริ่มงานเป็อาจารย์มหาลัยเป็ปีแรก หลังจากเรียนจบปริญญาโทมาสดร้อนๆ อีกทั้งเธอยังเป็อาจารย์ที่เด็กที่สุดในเอกคอมพิวเตอร์ และมีอายุเพียงแค่ 28 ปี
อายุเท่านี้ถือว่าน้อยมากในอาชีพครู อาจารย์ระดับมหาวิทยาลัย ดังนั้นจึงมีอาจารย์ภายในเอกหลายๆ คน ตั้งแง่กับการทำงานของเธอ ถึงกระนั้นเธอก็ยังคงเลือกที่จะเชื่อใจในตัวของพีท จนในที่สุดพีทก็กลับเข้ารูปเข้ารอยได้ในที่สุด
พีทได้ละทิ้งความเศร้าหลังจากเลิกรากับแฟนเก่าไปแล้ว เขาในตอนนี้เริ่มกลับมาเอาใจใส่ในการเรียนเหมือนเดิม รวมไปถึงงานพาร์ทไทม์ที่เขาทำอยู่กับแชมป์
[ฉันขอเวลาอ่านโปรเจกต์ของแกสักพัก ตอนนี้ถ้าไม่มีอะไรก็ไม่ต้องกวน] หลังจากที่พีทหลอมรวมเข้ากับระบบ ตัวของพีทกับน้าผีก็ได้แลกเปลี่ยนความทรงจำของกันและกันไปโดยปริยาย
น้าผีได้ทำการแยกตัวออกไปอ่านโปรเจกต์ของพีท ส่วนพีทเองก็ได้เรียนรู้ชีวิตและโลกของน้าผี ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เพราะถึงแม้จะเป็โลกที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันกับโลกของตัวเอง หากแต่โลกของน้าผี ที่มาจากปี 2023 มันดูน่าตื่นเต้นมากสำหรับพีท
โลกในอนาคตมันเป็โลกที่น่าตื่นเต้นมากจริงๆ แต่หลังจากที่พีทเรียนรู้เกี่ยวกับโลกในอนาคต เขากลับต้องกุมขมับด้วยความผิดหวัง เพราะในโลกอนาคตของน้าผี ประเทศไทย มันแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากตอนนี้เลย
‘น้าผี ทำไมประเทศไทยถึงไม่พัฒนาไปไหนเลย?!’ นี้คือคำถามที่พีทสงสัยและอยากที่จะรู้
[เพราะการเมืองของประเทศไทย มันเน่าเฟะั้แ่หัวยันห่างยังไงล่ะ]
น้าผีเงียบไปสักพัก ก่อนจะตอบคำนี้กลับมา ซึ่งพีทเองก็เข้าใจความหมายในสิ่งที่น้าผีพูดเป็อย่างดีผ่านความทรงจำที่ได้แลกเปลี่ยนกัน
(ความทรงจำของทั้งสองคน เชื่อมต่อกัน…แต่มุมมองและความคิดยังคงเป็ของพีททั้งหมด เพียงแค่มีอีกหนึ่งความทรงจำให้เขาได้เรียนรู้ รวมไปถึงองค์ความรู้ต่างๆ)
‘ฉันไม่อยากให้ประเทศไทยเป็แบบนั้น!’ ในจิตใจของพีท ได้มีคำนี้แล่นขึ้นมา เขาอยากที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทย แต่ก่อนที่เขาจะทำแบบนั้นได้สิ่งแรกที่เขาต้องทำในตอนนี้ก็คือต้องไปทำงาน!
“ฉิบหายจะสายแล้ว”
พีทใช้เวลาเรียนรู้เกี่ยวกับความทรงจำของน้าผีอยู่นานจนลืมเวลาและตอนนี้ก็เป็เวลากว่า 9 โมงกว่าแล้ว ซึ่งเวลาเข้างานของพีทและแชมป์ในวันนี้คือ 10 โมงที่ร้านอาหารจะเปิดปิดตามเวลาของห้างสรรพสินค้า
“ไอ้แชมป์ตื่นโว้ย…สายแล้ว!” พีทได้ปลุกแชมป์ ที่ตื่นขึ้นด้วยหน้าตาแตกตื่นอีกครั้ง เพียงแต่คราวนี้แชมป์ไม่กล้าบ่นอะไรอีกแล้ว แชมป์รีบพุ่งตัวเข้าไปยังห้องน้ำ มีเสียงตักน้ำสาดดังโครมๆ อยู่ไม่กี่ที แชมป์ก็พร้อมออกไปทำงานแล้ว
ทั้งสองรีบขับมอเตอร์ไซต์ไปยังห้างใหญ่แห่งหนึ่งในจังหวัดธาราบุรี ก่อนที่ทั้งสองจะรีบวิ่งไปยังร้านขายไก่ทอด QFC ที่พวกเขาทำงานอยู่เพื่อเตรียมตัวเข้างาน
กริ้ง~!
พีทได้กดกริ่งบนกำแพงข้างๆ ร้าน หากไม่ได้สังเกตให้ดีๆ คงไม่มีใครรู้ว่านี้คือประตูเข้าออกเพราะมันถูกปกปิดไปด้วยวอลล์เปเปอร์โฆษณาอาหาร ซึ่งนี้คือทางเข้าออกของเหล่าพนักงาน ที่ไม่ได้อนุญาตให้เดินผ่านประตูเข้าออกปกติที่ไว้ใช้ต้อนรับลูกค้าหน้าร้าน
กำแพงที่เป็ทางเข้าออก นั้นเป็ประตูที่ไม่มีกลอนจากอีกฝั่ง ได้ถูกเหวี่ยงเปิดออกอย่างแรงจนเกือบจะกระแทกเข้าที่หน้าของพีท ติดตามด้วยเสียงะโที่ดังมาจากด้านหลังของร้าน
“พวกแกสองคนมาสาย 10 นาที…หักค่าแรง 1ชั่วโมง! มัวยืนบื้ออยู่ทำไม รีบไปเข้างาน” เป็เสียงะโที่เต็มไปด้วยอารมณ์ของดิวตี้ (Duty) หรือผู้จัดการร้านของพีท ที่กำลังตวาดใส่พีทและแชมป์ ที่ได้มาทำงานสาย
“หัก 1 ชั่วโมง มันไม่เกินไปหน่อยเหรอครับ?” พีทและแชมป์ได้เดินเข้ามาด้านในร้าน ก่อนที่แชมป์ที่กำลังใส่ผ้ากันเปื้อนจะสอบถามถึงบทลงโทษที่พวกเขามาสาย เพราะมันรุนแรงเกินไป เท่ากับพวกเขาทำงานฟรีๆ ไปเลย 1 ชั่วโมง
อีกทั้งเหตุผลที่พวกเขามาสาย แม้จะฟังดูเป็ข้อแก้ตัว แต่ที่เขามาสายเป็เพราะพวกเขาทั้งสองคนอยู่ปิดร้านจนถึงดึก แม้จะได้รับเงินค่าปิดร้านเป็ค่าแรงพิเศษ แต่เชื่อเถอะไม่มีพนักงานคนใดชอบอยู่ปิดร้านในห้างกันหรอก
อย่างไรก็ตามการอยู่ปิดร้าน ไม่ได้ลำบากพีทและแชมป์เลย เขาทั้งสองคนนั้นอยู่ปิดร้านกันจนชินแล้ว เพียงแต่วันนี้ที่มันลำบากก็เพราะวันนี้ตารางเข้างานของพีทและแชมป์ตามปกติที่อยู่ปิดร้านควรต้องเข้างานอย่างน้อยบ่าย 2
หากแต่เพราะการจัดการตารางงานที่ไม่มีการวางแผนให้ดีของดิวตี้คนนี้ ทำให้ผู้จัดการใหญ่ของร้าน ได้โทรไปขอแรงจากพีทและแชมป์ให้มาเข้างานั้แ่ 10 โมง
แต่ทว่าพวกเขาที่ถูกเลื่อนเวลามาให้ ด้วยความสมัครใจกลับถูกลงโทษแบบนี้ มันเลยทำให้แชมป์ ค่อนข้างหัวเสียอยู่ไม่น้อย จึงได้โต้เถียงกับดิวตี้
“ไม่เกินไปหรอก ทีหลังพวกแกจะได้ไม่กล้ามาสายอีก!” ดิวตี้ยังคงะโใส่แชมป์และหวังให้พนักงานคนอื่นๆ ภายในร้าน ได้ยินถึงคำพูดนี้ หวังจะขู่ให้ทุกคนกลัว
“ผมสองคน ขอโทษที่พวกเรามาสาย แต่พวกเราสองคนพึ่งจะเคยมาสายเป็ครั้งแรกและในกฎของบริษัทก็ได้เขียนไว้หากพนักงานมาสายให้ผู้จัดการร้านตักเตือนพฤติกรรมตามสมควรเท่านั้น ไม่ได้มีบทลงโทษว่าจะหักเงินของพวกเราเลยนะครับ” พีทรู้ตัวดีว่าการมาสายถือเป็เื่ที่ผิด เขาเองก็ไม่คิดแก้ตัวถ้าหากต้องถูกตำหนิ เพียงแต่บทลงโทษของดิวตี้ก็ค่อนข้างรุนแรงเกินไป อีกทั้งยังไม่เป็ไปตามกฏระเบียบของบริษัท QFC อีกด้วย
ดังนั้นเขาจึงต้องยื่นมือเข้าไปทวงถามถึงบทลงโทษกับดิวตี้ ที่ค่าแรงขั้นต่ำของเขาและแชมป์ 1 ชั่วโมง = 33 บาท หากพวกเขาถูกหักไป เท่ากับว่าพวกเขาสูญเสียรายได้ไปไม่น้อย
“แกเป็ใครมาสอนฉัน! เป็แค่พนักงานพาร์ทไทม์รายชั่วโมง อย่าคิดว่ามีสิทธิ์มายกกฎบริษัทมาพูดกับฉัน!”เสียงของดิวตี้ดังกระแทกใส่หน้าพีท ดวงตาฉายแววกราดเกรี้ยว เขาก้าวเข้ามาใกล้จนหน้าแทบจะชิดกับพีท “มาสายแล้วยังกล้าต่อปากต่อคำ? ถ้าไม่พอใจก็ไสหัวไปซะ!”
พีทกำหมัดแน่น ริมฝีปากเม้มเป็เส้นตรง เขารู้ว่าการเถียงกลับคือเส้นบางๆ ระหว่างคำว่า ‘กล้าหาญ’ กับ ‘อวดดี’ แต่เขาก็รู้เช่นกันว่า ถ้าเขานิ่งเฉยวันนี้ วันหน้าเขาและเพื่อนร่วมงานคนอื่นก็จะต้องเผชิญความอยุติธรรมเหมือนกัน
“ผมไม่ได้ยกกฎมาขู่ครับ” พีทตอบเสียงเรียบ ดวงตานิ่งแน่วแน่ “ผมยกกฎมาเตือนสติ เพราะผมเชื่อว่าต่อให้เราเป็พนักงานพาร์ทไทม์ แต่ก็มีสิทธิ์ได้รับความยุติธรรมเหมือนกัน”
ดิวตี้หัวเราะเยาะเสียงดัง “สิทธิ์งั้นเหรอ? ที่นี่ฉันคือคนควบคุมทุกอย่าง จำเอาไว้! จะหัก จะไล่ จะด่า ฉันมีสิทธิ์เต็มร้อย! ต่อให้พวกแกไปเรียกผู้จัดการใหญ่มาจัดการ เธอก็ยังต้องทำตามคำสั่งของฉัน” ดิวตี้คนนี้ถึงจะเป็คนแค่รองผู้จัดการร้าน แต่เื้ัของเขาไม่ธรรมดาเลย เพราะเป็ถึงลูกชายของผู้จัดการพื้นที่ที่เรียกกันว่า DM (District Manager) ที่จะทำหน้าที่ดูแลเขตพื้นที่ของร้านค้าในเครือแฟรนไชส์ทั้งหมดในเขตนี้
โดยดิวตี้คนนี้ ได้ถูกวางตัวมารับผิดชอบสาขาในห้างนี้ เพื่อที่จะเก็บประสบการณ์และต่อยอดไปเป็ผู้จัดการร้านอื่นๆ ในอนาคต แต่การจะให้ดิวตี้ที่เป็ลูกชายขึ้นเป็ผู้จัดการร้านเลย อาจข้ามหน้าข้ามตากันเกินไป ดังนั้น DM จึงให้ลูกชายมาเริ่มต้นงานที่นี่
และด้วยเหตุนี้ ทำให้ผู้จัดการร้านใหญ่ก็ยังไม่กล้าที่จะขัดใจกับดิวตี้ ที่เป็แค่รองผู้จัดการร้านนั่นเอง
พีทเห็นแบบนี้ เขาก็หวนนึกถึงคำของน้าผีขึ้นมา สาเหตุที่ประเทศไทยไม่พัฒนา ก็เพราะมันเน่าเฟะ ั้แ่หัวยันห่าง’ ขนาดภายในบริษัทยังมีเื่ของการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องเลย ด้วยเหตุนี้พีทที่ไม่อยากเห็นประเทศไทยในโลกบลูสตาร์ของเขาเป็เหมือนกับโลกของน้าผี ทำให้ตัวของเขาไม่อาจทนกับเื่แบบนี้ได้อีกแล้ว
พีทยืดตัวตรง สบตากับอีกฝ่ายโดยไม่หลบ “คุณไม่มีสิทธิ์หักเงินเราโดยไม่มีเอกสารชี้แจง ไม่มีการทำเื่รายงาน ไม่มีแม้แต่บันทึกการเตือนเบื้องต้น แล้วแบบนี้เรียกว่าใช้อำนาจโดยชอบได้ยังไงกัน?”
เสียงรอบข้างเงียบลงทันที เหล่าพนักงานคนอื่นๆ ที่อยู่ในร้านเริ่มหันมามอง บางคนลอบกลืนน้ำลาย บางคนก้มหน้าหลบสายตา แต่แววตาทุกคู่กำลังจับจ้องว่าคำพูดของพีทจะพาเื่ราวไปทางไหน
ดิวตี้หน้าแดงก่ำ ไม่แน่ว่าเพราะโกรธหรืออับอาย เขาชี้หน้าพีท “ถ้าแกยังไม่หยุดปากตอนนี้ แกจะไม่ได้เหยียบเข้าร้านนี้อีกแม้แต่ก้าวเดียว…ฉันไล่พวกแกออก!!”
พีทยิ้มบางๆ “ไม่ต้องไล่หรอกครับ…ผมสองคนขอลาออก!” เขาได้ถอดผ้ากันเปื้อนออก ก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะ รวมไปถึงป้ายชื่อ ‘ปัง!’
ตัวของแชมป์เองก็ตกตะลึงกับเหตุการณ์นี้เหมือนกัน ตามปกติแล้วพีทจะเป็คนใจเย็นและจะเป็ตนที่จะหัวร้อนคอยให้พีทห้าม ไฉนวันนี้ทุกอย่างมันกลับตาลปัตรไป
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
พักกินข้าวสักหน่อย มาต่อกันตอน 2 ทุ่มนะครับ
สามารถติดตามผู้แต่งเพื่อติดต่อสอบถามได้ที่แฟนเพจเลยนะครับ
www.facebook.com/WritelazyV2
นามปากกา.Writelazy