พี่นอร์ทยิ้มบางๆ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย มองฉันด้วยสายตาที่ อ่านทะลุ ไปถึงความคิด
“พี่รู้ว่าไหมคิดอะไร พี่รู้ว่าไหมคงเหนื่อย และคงอยากพักผ่อน แต่พี่แค่อยากคุยกับไหมสักพัก นานๆ ทีพี่ถึงจะมีเวลาว่าง และอยู่คนเดียวแบบนี้… มันยากจริงๆ”
พี่นอร์ทเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน แต่แววตากลับแสดงออกถึงความจริงจัง จนฉันรู้สึกเหมือนถูกตรึง ไม่อาจขยับเขยื้อน
“นะ… ให้พี่ขึ้นไปนะครับ!”
เสียงทุ้มนั้นขาด่ ราวกับกำลังรอฟังคำพิพากษาเพื่อรอคำตอบจากฉัน ลมหายใจของเขาแ่เบา จนแทบไม่ได้ยิน
ความเงียบโรยตัวลงอีกครั้ง ราวกับม่านหมอกหนาทึบ แต่คราวนี้มันกลับหนักอึ้ง ราวกับมีแผ่นตะกั่วมาถ่วงไว้ กดทับ อึดอัดจนแทบจะกลั้นหายใจ
“พี่สัญญาว่า จะไม่รบกวนเวลาของไหมนานเกินไป”
คำพูดของพี่นอร์ท เหมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟ กลับทำให้ฉันลังเลหนักกว่าเดิม
ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีปะทะกัน ราวกับคลื่นั์สองลูก ที่ผลักกันในหัว แต่ความเห็นใจกลับค่อยๆ มีน้ำหนัก มากขึ้นๆ เหมือนตาชั่งที่เริ่มเอียง
ฉันจ้องลึกลงไปในดวงตาของพี่เขา พยายามอ่านความรู้สึก ที่ซ่อนอยู่… ภายใต้ประกายแสงไฟหน้ารถที่สะท้อน
สิ่งที่ปรากฏชัดเจนไม่ใช่เพียงแค่ความจริงใจ
แต่เป็ความเหงาเศร้าที่เกาะกินอยู่ในแววตา และความปรารถนาบางอย่างที่ซ่อนลึก เกินกว่าคำพูดจะเอื้อนเอ่ย คล้ายความลับที่รอการเปิดเผย ความลับที่เชื้อเชิญ ให้ฉันอยากดำดิ่งลงไป
ฉันเม้มริมฝีปากแน่น ครุ่นคิดอย่างหนัก ราวกับกำลังแก้ปมเชือกที่ยุ่งเหยิง ชั่งน้ำหนักระหว่างความถูกต้องกับความรู้สึก
จิตใจด้านหนึ่งะโให้ปฏิเสธ เพื่อตัดทุกอย่างให้จบ เพื่อรักษาความถูกต้อง
ทว่าอีกใจกลับ โอนอ่อน ผ่อนตาม เหมือนกิ่งหลิวที่ลู่ลม ปรารถนาที่จะใช้เวลาอยู่กับพี่เขา และปรารถนาที่จะปลอบโยนความทุกข์ในใจของพี่เขา
เพราะฉันััได้ว่า พี่นอร์ทไม่ได้หมายถึงแค่ “คุย” ฉันรับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่านั้น ความรู้สึกที่เขาพยายามซุกซ่อนไว้ภายใต้คำว่า “เพื่อนคุย”
“เอ่อ…”
“…”
ฉันเงียบไปชั่วขณะ ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน เข็มนาฬิกาในหัวใจพลันหยุดเดิน สรรพสิ่งรอบตัวตกอยู่ในความเงียบงัน เหลือเพียงเสียงหัวใจของตัวเอง ที่เต้นระรัว เหมือนกลองศึก
ความเงียบยังคงโรยตัวต่อไป ราวกับไม่มีที่สิ้นสุด
ก่อนที่ริมฝีปากของฉันจะขยับ เปล่งเสียงแ่เบาในที่สุด เสียงที่แทบจะเลือนหายไปกับสายลม…
“ก็ได้ค่ะ… แต่ว่า… แป๊บเดียวนะคะ”
ทันทีที่พูดจบ ฉันก็หลุบตาลงต่ำ พยายามหลบสายตาพี่นอร์ท ใบหน้าของฉันร้อนผ่าวเหมือนถูกไฟเผา โลหิตสูบฉีดจนแก้มแดงก่ำ ราวกับลูกตำลึงสุก
พี่นอร์ทยิ้มกว้างทันใด รอยยิ้มนั้นสดใสฉายความโล่งอก ออกมา ดวงตาของเขากลับมาเป็ประกายและมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง เหมือนดวงดาวที่ส่องแสง
“ขอบคุณครับ น้อง…ไหม”
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความยินดี อบอุ่น และอ่อนโยน จนหัวใจของฉันสั่นไหว เหมือนใบไม้ต้องลม
จากนั้นเขาก็เดินอ้อมรถอย่างรวดเร็ว มาเปิดประตูให้ฉัน ด้วยท่าทางสุภาพและให้เกียรติ ราวกับเ้าชายในเทพนิยาย จนฉันรู้สึกประทับใจในความเป็สุภาพบุรุษของเขา
พี่นอร์ทในสายตาของฉันในเวลานี้... ช่างดูดีและน่าค้นหา เกินกว่าคำใดๆ จะพรรณนา ราวกับภาพวาดที่งดงามเกินจริง
…
ในห้องพักชั้นสามอันเงียบสงัดยามค่ำคืน มีเพียงแสงไฟสลัวจากโคมไฟข้างโต๊ะที่ส่องวูบวาบคล้ายแสงเทียนสั่นไหว
พี่นอร์ทเดินตามฉันเข้ามาในห้องอย่างเงียบเชียบ แล้วทิ้งตัวลงบนโซฟาอย่างแ่เบา ราวกับปุยนุ่น
ผิดกับฉันที่นั่งตัวแข็งทื่อ ราวกับหุ่นไม้ บนเก้าอี้ไม้ฝั่งตรงข้าม หลังตรง ประหม่าจนแทบไม่กล้าขยับเขยื้อน เหมือนถูกแช่แข็ง ไม่รู้จะเอ่ยอะไรออกมาก่อนดี…
“เตรียมสอบวิชาอะไร ถึงได้อ่านหนังสือดึกดื่นป่านนี้?”
พี่นอร์ทเอ่ยถาม ทำลายความเงียบ พลางยกแก้วน้ำขึ้นจิบ อย่างสบายๆ ราวกับว่าห้องของฉันเป็บ้านของเขาเอง
“บัญชีค่ะ! ก็ยากเอาเื่…”
ฉันตอบเสียงเรียบ พลางเหลือบมองพี่เขาเพียงแวบเดียว
บทสนทนาของเราดำเนินไปเรื่อยๆ เหมือนสายน้ำไหลเอื่อย ั้แ่เื่เรียน เื่ทั่วไป ไปจนถึงภาพยนตร์ และเพลงที่ชอบ
คุยไปคุยมาก็รู้สึกเหมือนคลื่นความถี่ตรงกัน คุยกันถูกคอ ราวกับรู้จักกันมานานนับสิบปี
จนกระทั่งเสียงในห้องเริ่มเงียบลงอีกครั้ง เหมือนแผ่นเสียงที่เล่นจบ
ฉันรู้สึกว่าบรรยากาศเริ่มเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ อึดอัดและแปลกประหลาด เหมือนมีกระแสไฟฟ้าสถิตแล่นผ่าน ขนลุกซู่ จนฉันไม่กล้าสบตาพี่นอร์ทตรงๆ
เพราะกลัวว่าสายตาที่ฉันมองเขาจะเผยความลับ เปิดเปลือยความรู้สึกบางอย่างออกมา กลัวพี่เขาจะล่วงรู้ว่าฉันกำลังคิดอะไรเกินเลย
ความเงียบจึงทวีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น ราวกับดำดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของมหาสมุทร
แต่คราวนี้กลับไม่รู้สึกอึดอัดเท่าครั้งก่อน!
มันเป็ความเงียบที่ยากจะอธิบาย เหมือนมีบางสิ่งบางอย่างลอยวนเวียนอยู่ในอากาศ จับต้องไม่ได้ แต่รู้สึกได้
ฉันก้มหน้างุด มองมือตัวเองที่วางอยู่บนตัก ประสานกันแน่น ประหม่าจนทำอะไรไม่ถูก ราวกับเด็กน้อยหลงทาง กำลังเล่นเกมซ่อนหากับใจตัวเอง
ในตอนนี้ ฉันเองก็ไม่แน่ใจว่าพี่นอร์ทกำลังคิดอะไรอยู่?
เื่ที่เขาบอกว่าทะเลาะกับแฟนนั้น จริงแท้แค่ไหน หรือเป็เพียงละครฉากหนึ่งกันแน่?
แต่การที่เราได้ใกล้ชิดกันถึงเพียงนี้... ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้แทบไม่เคยแม้แต่จะพูดคุยกันมาก่อน
หัวใจของฉันมันจึงสั่นไหวอย่างรุนแรง ราวกับมีฝูงผีเสื้อนับร้อยบินวนอยู่ในท้อง รู้สึกทั้งร้อนๆ หนาวๆ และมึนงงเหมือนคนเมาคลื่นไปหมด
ในขณะที่ฉันปล่อยใจให้จมดิ่งอยู่ในห้วงภวังค์ความคิด ราวกับล่องลอยอยู่ในความฝัน พี่นอร์ทก็ลุกพรวดพราดจากโซฟา อย่างไม่ทันตั้งตัว ราวกับมีใครมากระชาก สาวเท้ายาวๆ ตรงเข้ามาหาฉัน…
ฉันสะดุ้ง เงยหน้ามองตาม หัวใจเต้นกระตุกแรง เหมือนจะหลุดออกจากขั้ว… เมื่อพี่นอร์ทมายืนตระหง่านเบื้องหน้าฉัน ทาบทับเงาร่างลงมา จนฉันรู้สึกเหมือนตัวเล็กลง
ฉันเอนศีรษะขึ้นเล็กน้อยอย่างประหม่า มองดูแววตาคู่นั้นที่ลุกโชนเต็มไปด้วยเปลวไฟปรารถนา พร้อมที่จะแผดเผา และหลอมละลายทุกสิ่งให้มอดไหม้
ดวงตาของฉัน ราวกับถูกตรึงด้วยเข็มหมุด สะกดให้จ้องมองแต่เขา ราวกับต้องมนตร์สะกด ไม่อาจละสายตา
“น้องไหมครับ…”
เสียงทุ้มต่ำกระซิบข้างหู ราวกับเสียงจากห้วงฝัน พร้อมกับร่างสูงที่โน้มตัวลงมาใกล้
มืออุ่นร้อนค่อยๆ เอื้อมมาลูบไล้ศีรษะของฉันเบาๆ ปลายนิ้วััแ่พลิ้วราวกับขนนกนั้น ปลุกกระแสไฟสวาทให้แล่นริ้วไปทั่วร่าง วาบหวาม ร้อนรุ่ม แต่กลับอบอุ่นปลอดภัย เหมือนอยู่ในอ้อมกอด
ทว่าในขณะเดียวกันก็แฝงไว้ด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ที่ไม่เคยััมาก่อน
“น่ารักดีนะเรา…”
ใบหน้าหล่อเหลาโน้มต่ำลงมา จนลมหายใจอุ่นๆ รดริน กระซิบแ่ข้างหู เสียงทุ้มนั้นดังก้องกังวานในความรู้สึก ราวกับเสียงกระซิบจากสรวง์ บัญชาให้ใจของฉันยอมศิโรราบ
ทันใดนั้น หัวใจของฉันก็เต้นระรัว ถี่กระชั้น เหมือนกลองที่ถูกรัวไม่ยั้ง ใบหน้าก็ร้อนผ่าวเช่นกัน เหมือนถูกเปลวเพลิงแผดเผา จนแทบควบคุมสติไม่อยู่
ฉันอยากจะหลบสายตาพี่นอร์ท แต่ก็ทำไม่ได้ ราวกับถูกตรึงไว้ด้วยแรงดึงดูดมหาศาล ตรึงสายตาของฉันไว้ ให้จ้องมองแต่เขา
ฉันรู้… ว่าตอนนี้ใบหน้าของฉันคงแดงก่ำ ดูโง่เขลาและไม่น่ามองในสายตาพี่เขา
แต่ฉันกลับควบคุมมันไม่ได้!
ราวกับว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของฉัน…
พี่นอร์ทค่อยๆ โน้มหน้าลงมาใกล้ จนปลายจมูกของเราแทบจะัักัน…
ในชั่วขณะนั้น ลมหายใจอุ่นร้อนของพี่เขารดริน ไล้ไปตามต้นคอ ฉันสะดุ้งเฮือก ขนลุกชัน รีบเบี่ยงหน้าหนีอย่างรวดเร็ว
แต่ใบหน้าของพี่นอร์ทก็ยังคงตามมาติดๆ แถมยังใกล้กว่าเดิม จนฉันหายใจไม่ทั่วท้อง เหมือนปลาขาดน้ำ
“อย่าหนีสิครับ…”