
....สำนักชิงหลัวเหมินตั้งอยู่บนเนินสูงของแคว้นเป่ยหาน
หิมะโปรยปรายเบา ๆ ปกคลุมหลังคาไม้แกะสลักลวดลายัและฟีนิกซ์
สะพานไม้ทอดข้ามลำธารใสที่ไหลผ่านทั้งสำนัก
กลิ่นสมุนไพรและยาวิเศษลอยคลุ้งทั่วบริเวณ
เสียงฝีเท้าศิษย์ชั้นสูงดังก้องสะท้อนความเป็ระเบียบ
ศาลาหลักตั้งตระหง่านบนเนินสูง
หลังคาโค้งงามคล้ายปีกนก
รอบศาลามีอาคารหลายหลังเชื่อมด้วยทางเดินไม้
ห้องฝึก, ห้องตำรา, โรงปรุงยา ฯลฯ ถูกจัดระบบอย่างประณีต
แต่ละมุมเต็มไปด้วยศิษย์ฝึกวิชา ทั้งกระบี่, ค่ายกล, ปรุงยา
น้ำและลมหมุนวนรอบตัวพวกเขาอย่างคล่องแคล่ว แสดงถึง พลังเหนือธรรมดา
กลางศาลาหลัก ด้านหน้าเป็ บัลลังก์สูงสง่า
ประมุขอวี้เฟิงนั่งสง่างาม ดวงตาเจือความเฉลียวฉลาดและยียวน
ร่างสูงโปร่ง ผิวขาวเนียน แขนเรียวไหล่กว้าง ดูมีอำนาจและความสง่างามเหนือใคร ราวกับฮ่องเต้ที่ทุกสายตาต้องมอง
ด้านล่างมี ผู้าุโ เ้าหอ และหัวหน้าฝ่ายต่าง ๆ ยืนเรียงราย
บรรยากาศเต็มไปด้วยความเคารพและเกรงกลัว
อวี้เฟิงลุกขึ้นยกมือเบา ๆ เริ่มการประชุม
“วันนี้…เราต้องตรวจสอบความเคลื่อนไหวของศิษย์และปรับระบบฝึกใหม่”
น้ำเสียงหนักแน่นแต่แฝงรอยยิ้มเย้ย
หัวหน้าหอปรุงยาเอ่ย
“ท่านประมุข ศิษย์ระดับ 2 หลอมแก่นลมปราณยังไม่สามารถควบคุมสมุนไพรระดับสูงครบทุกชนิด หากฝึกต่อไปโดยไม่มีปรับปรุง อาจเกิดความสูญเสีย”
อวี้เฟิงเอียงคอ ยิ้มเ้าเล่ห์
“โอ๊ะ…เ้าพูดเหมือนข้าไม่รู้เื่อะไรเลย ฮ่า ๆ
ข้าทราบดีว่าใครทำผิดพลาด แต่ก็อยากฟังความคิดเห็นเ้าหน่อย…
บางทีความผิดพลาดเล็ก ๆ ก็อาจทำให้เกิดแนวทางใหม่ก็ได้”
ผู้าุโฝ่ายยันต์และอาคมพูดต่อ
“ท่านประมุข…วิชาอาคมประจำสำนักยังมีจุดต้องปรับ
ศิษย์บางคนพลังปราณอ่อนเกินไป หากเข้าสนามจริง อาจเป็อันตรายต่อสำนัก”
อวี้เฟิงกระตุกยิ้ม
“อ้อ…แน่นอน…แต่ใครกำลังฝึกสำนักชิงหลัวเหมิน
ต้องรู้จักประเมินตนเองและสภาพแวดล้อม
ถ้าไม่เข้าใจ…คงต้องให้พวกเขาเจ็บตัวเล็กน้อย ฮ่า ๆ
เรียนรู้จากความผิดพลาด…ดีที่สุดแล้ว”
เ้าหอฝึกกระบี่ลุกขึ้น
“ท่านประมุข…ศิษย์หลายคนยังไม่เข้าใจเทคนิคขั้นสูง
บางคนยังไม่สามารถรวมพลังกับธรรมชาติรอบตัวได้ครบถ้วน”
อวี้เฟิงยิ้มเ้าเล่ห์
“อืม…เห็นด้วย…แต่บางคนก็ทำเก่งเกินไปจนข้าแอบอิจฉา ฮ่า ๆ
จำไว้…ฝึกได้ดีคือดี แต่ถ้าเก่งเกินไม่เข้าใจข้อจำกัด…ก็อันตรายเช่นกัน
พวกเ้าต้องสมดุลย์ทั้งฝีมือและสมาธิสิ”
ผู้าุโอีกคนถามเสียงหนัก
“ท่านประมุข…เื่การจัดสรรเ้าหอแต่ละฝ่าย ท่านเห็นควรปรับเปลี่ยนหรือไม่”
อวี้เฟิงพยักหน้าอย่างชาญฉลาด
“ปรับบ้างก็ได้…แต่ต้องให้เหมาะสมกับศิษย์แต่ละคน
ถ้าใครไม่ถูกใจ…ก็เป็โอกาสให้เขาเรียนรู้ความลำบาก ฮ่า ๆ
สำนักนี้ไม่ได้สร้างคนที่ง่ายต่อการสบายใจ แต่สร้างผู้ที่แข็งแกร่งและเข้าใจโลกจริง ๆ”
หัวหน้าฝ่ายยุทธวิธีเสริม
“ท่านประมุข…เรายังต้องจัดการความปลอดภัยรอบสำนัก
บางจุดยังมีช่องโหว่ที่ศิษย์อ่อนอาจใช้ผิดพลาด”
อวี้เฟิงกระตุกคิ้ว พร้อมยิ้มเย้ย
“โอ้…เ้าพูดเหมือนข้าจะปล่อยให้ศิษย์ตายง่าย ๆ ฮ่า ๆ
อย่าได้ลืม…ความยากและอุปสรรคคือสิ่งที่ทำให้ผู้เรียนแข็งแกร่ง
แต่ใครใจอ่อน…ก็อยู่ไม่ได้กับสำนักนี้ ฮ่า ๆ พอแล้วๆ ข้าจะพักแล้ว เลิกประชุมเหอะ”
เสียงตอบรับจากผู้เข้าประชุมดังก้อง
“ขอรับ ท่านประมุข!”
...เมื่อเสียงประชุมเงียบลง ศิษย์และผู้าุโทยอยออกไป เหลือเพียงอวี้เฟิงที่นั่งสงบบนบัลลังก์สูง
สายตาแฝงความเฉลียวฉลาด และยียวนอย่างไม่ลดละ
หัวหน้าฝ่ายยุทธวิธีคนหนึ่งเดินเข้าใกล้ ก้มลงเล็กน้อยด้วยความเคารพ
“ท่านประมุข…เื่ชายผู้ลึกลับที่เพิ่งเจอ…เราควรจัดการอย่างไรดีหรือไม่?”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความระแวงและกังวล
“เขาอาจเป็ภัยต่อสำนักหรือท่านเองก็ได้”
อวี้เฟิงเลิกคิ้ว ยิ้มเ้าเล่ห์
“ฮ่า ๆ…เ้ากังวลเกินไปแล้ว
ชายผู้นั้นหรือใครก็ตาม…อย่าได้ห่วง ข้าจัดการของข้าเอง
ไม่จำเป็ต้องยุ่งอะไรทั้งสิ้น”
หัวหน้าฝ่ายยุทธวิธียังไม่วางใจ
“แต่…แม้ว่าเขาเป็แค่เซียนขั้นที่ 3 ก่อปราณขั้นต้น แต่ข้ารู้สึกแปลกๆ ราวกับว่าเขาแข็งแกร่งมาก ท่านประมุข หากเกิดเหตุไม่คาดคิด…”
อวี้เฟิงยกนิ้วขึ้นเบา ๆ ตัดบท
“เหตุไม่คาดคิดหรือใครก็ตาม…ข้ารับมือได้หมด
ข้าอยู่สำนักนี้…ก็เพื่อควบคุมทุกอย่าง
เ้ากังวลแทนข้าเกินไป ฮ่า ๆ
พักผ่อนเถอะ เดี๋ยวข้าจะจัดการเอง”
หัวหน้าคนนี้พยักหน้าอย่างลังเล แต่ก็รู้ดีว่า คำพูดและการตัดสินของอวี้เฟิง คือที่สุด
“รับทราบ ท่านประมุข…ข้าจะไม่ยุ่งกับเขาอีก”
อวี้เฟิงยิ้มกว้าง แฝงความยียวน
“ดี…เ้าจงจำไว้
ในสำนักชิงหลัวเหมิน…ใครทำงานของตนเองดีที่สุด
ข้าจะจัดการเื่พิเศษต่าง ๆ ด้วยตัวข้าเอง ฮ่า ๆ”
สายลมหนาวพัดผ่านศาลาหลัก
แสงหิมะสะท้อนบนหลังคา
บรรยากาศยังเต็มไปด้วยความสง่างาม ลึกลับ และเข้มแข็ง
ทุกคนรู้ว่า อวี้เฟิงคือหัวใจ อำนาจ และสมองของสำนักชิงหลัวเหมินอย่างแท้จริง