ณ สมรภูมิโลหิตพลังปราณิญญาปะทุเดือดพล่านแผ่ขยายครอบคลุมอาณาบริเวณนับหมื่นกิโลเมตรท้องฟ้าถูกย้อมด้วยสีแดงฉานดั่งสายเื มรสุมและภัยพิบัติก่อตัวขึ้นทุกหย่อมหญ้าทัณฑ์์ฟาดฟัน ผืนปฐีแตกร้าวูเาไฟะเิคำรามทับซ้อนกับเสียงโห่ร้องกึกก้องของการเข่นฆ่าที่ไม่ขาดสาย
เมื่อมองจากเบื้องบนนึ่คือการรุมกินโต๊ะฝ่ายเดียวอย่างชัดเจนท่ามกลางจอมยุทธ์นับหมื่นที่ลอยตัวสลอนอยู่บนฟากฟ้าเบื้องล่างปรากฏบุรุษวัยกลางคนสวมหน้ากากอสูรยักษาแยกเขี้ยวแหลมสีเงินยื่นยาวพ้นกรามเขาสวมชุดเกราะศึกสีเขียวเข้มที่แตกร้าว ทรวงอกประดับด้วยอัญมณีล้ำค่าที่หลอมรวมเป็รูปสลักวิจิตรตระการตาสองมือกำชับขวานั์ที่มีใบมีดกว้างกว่าสามเมตรฟาดฟันผู้คนนับสิบที่ดาหน้าเข้ามาอย่างไม่คิดชีวิต
การตวัดขวานแต่ละครั้งควบแน่นไปด้วยเจตจำนงแห่งาทุกการโจมตีแฝงไว้ด้วยโทสะที่แผดเผาร้อนระอุดั่งดวงอาทิตย์!
“ตายซะ!!”
สิ้นเสียงคำรามดุดันขวานั์กวาดฟันศัตรูกว่าสิบคนตรงหน้าภายใต้แรงกดดันจากเคล็ดวิชาและอานุภาพของศาสตราวุธศัตรูเ่าั้ถูกสะกดข่มอย่างสมบูรณ์ ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะต่อต้านแม้แต่น้อย
ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ!
ร่างของศัตรูขาดสะบั้นเป็สองท่อนพวกมันไม่ทันได้กรีดร้องด้วยความเ็ปเสียด้วยซ้ำร่างกายและดวงิญญาก็ถูกแผดเผาจนมอดไหม้ในเสี้ยววินาทีดับสูญสิ้นโอกาสในการเวียนว่ายตายเกิด...ช่างเป็การลงมือที่เหี้ยมโหดและเด็ดขาดอย่างแท้จริง
“ไอ้เดรัจฉานหยุดการกระทำของเ้าเดี๋ยวนี้!”
สิ้นเสียงตวาดของชายชราแรงกดดันิญญามหาศาลก็ถาโถมเข้าใส่จากทุกสารทิศระลอกคลื่นพลังกวาดต้อนผู้คนแผ่รัศมีออกไปกว่าสิบกิโลเมตรแหวกม่านเมฆเหนือศีรษะของบุรุษสวมหน้ากากเผยให้เห็นเงาของดาบั์มหึมาที่เปล่งรัศมีสะกดข่มฟ้าดิน จิตสังหารสีดำทมิฬก่อตัวเป็รูปร่างของิญญาอาฆาตหมุนวนรอบตัวดาบอย่างบ้าคลั่ง
ตูมม!!
ชั่วพริบตาที่การโจมตีปะทะเป้าหมายลำแสงเจิดจ้าสว่างวาบกลืนกินทุกสรรพสิ่ง ตามมาด้วยะเิรูปดอกเห็ดขนาดั์การลงมือครั้งนี้เรียกได้ว่าไร้ความปรานีและไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ส่งผลให้ผู้ฝึกยุทธ์นับพันที่หนีไม่ทันสลายกลายเป็ผุยผงจากลูกหลง
สิบชั่วอึดใจผ่านไปฝุ่นควันจากแรงะเิค่อยๆ จางลงเหล่าผู้โชคดีที่รอดชีวิตอยู่รอบนอกทำได้เพียงยืนสังเกตการณ์ด้วยความหวาดหวั่นไม่มีใครกล้าขยับเข้าไปใกล้
“สำเร็จไหม?”
“บัดซบ!เหตุใดเ้าถึงพูดประโยคนี้ออกมา”สหายด้านข้างอดไม่ได้ที่จะสบถด่าไม่รู้หรือไรว่านั่นคือประโยคต้องห้ามที่มักนำมาซึ่งลางร้าย!
“เ้ายังต้องถามอีกหรือ? จ้าวเบิกฟ้าลงมือด้วยตัวเองไอ้เดรัจฉานนั่นจบสิ้นแล้วแน่นอน” น้ำเสียงของอีกคนแฝงไว้ด้วยความเคารพและยำเกรง
ฟรึ่บ!!
ร่างหนึ่งเคลื่อนย้ายพริบตาลงมาสู่ใจกลางสมรภูมิเขาคือชายชราในชุดนักพรตที่แผ่กลิ่นอายและบารมีของเซียนผู้สูงศักดิ์โดยมีผู้ติดตามอีกสามร่างร่อนลงมายืนอยู่เื้ัสายตาของชายชราเพ่งมองไปยังจุดสีดำทะมึนท่ามกลางม่านฝุ่น
ชายชราไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดเพียงตวัดมือขวาเบาๆ สายลมก็พัดโชย ปัดเป่าฝุ่นควันทั้งหมดให้มลายหายไปในพริบตา
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือบุรุษร่างโชกเืเกราะศึกแตกหักหลุดลุ่ย ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ อาวุธคู่กายสูญสลายไปสิ้นคาดว่าคงแหลกสลายจากการฝืนต้านทานการโจมตีปลิดชีพเมื่อครู่
“อ... อัก!”
บุรุษหนุ่มกระอักเืคำโตรสชาติคาวหวานปะปนกับความขมปร่าคละคลุ้งในลำคอดวงตาใต้หน้ากากจ้องเขม็งไปยังกลุ่มผู้ลอบโจมตีด้วยความแค้นเคือง
“จูเรน...หากเ้ายอมจำนนและส่งมอบสมบัติ์มาให้แต่โดยดี ข้าอาจจะละเว้นชีวิตเ้า”
จ้าวเบิกฟ้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงคุกคามสายตาจดจ้องไปยังจี้ห้อยคอของอีกฝ่ายอย่างหิวกระหายโดยไม่คิดจะปิดบัง
“ไอ้แก่บัดซบ!ต่อให้ข้าต้องตาย ข้าก็จะลากพวกแกทั้งหมดลงนรกไปด้วยกัน!”
จูเรนคำรามด้วยความเดือดดาลเขารู้สึกถึงความอยุติธรรมที่เสียดแทงหัวใจ เป็พวกมันที่รวมหัวกันใส่ความและฉวยโอกาสลอบกัดในจังหวะที่เขากำลังก้าวข้ามทะลวงสู่ขั้นจ้าว์!อีกเพียงก้าวเดียว... ก้าวเดียวเท่านั้นเขาก็จะบรรลุไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะระดมกำลังมาถล่มตำหนักราชันและสังหารสาวกของเขาจนหมดสิ้น
‘หากข้าตระหนักถึงภัยร้ายนี้เร็วกว่านี้สักนิดโศกนาฏกรรมครั้งนี้คงไม่เกิดขึ้น...’
น่าเสียดายที่โลกนี้ไม่มีคำว่า'ถ้าหาก' การถูกมือขวาคนสนิททรยศหักหลังแม้เขาจะสังหารมันด้วยมือตัวเองไปแล้ว แต่ก็ไม่อาจดับไฟแค้นที่สุมอยู่ในอกได้
ตู้ม!!!
โดยไม่มีใครคาดคิดบุรุษหนุ่มะเิพลังเฮือกสุดท้ายพุ่งทะยานเข้าหาศัตรูหมายจะแลกชีวิตให้ตกตายไปตามๆ กันเขาเผาผลาญแก่นแท้แห่งชีวิตเพื่อรีดเค้นศักยภาพสูงสุดในชั่วพริบตาิัแปรเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำ เส้นเืดำปูดโปนขดเคี้ยวไปทั่วร่างดูวิปลาสและน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
“เฮอะ!ช่างเป็มดปลวกที่ยโสโอหังไม่เจียมตัว”
หนึ่งในผู้ติดตามของจ้าวเบิกฟ้าแค่นเสียงดูแคลนเตรียมจะพุ่งเข้าไปจัดการกับมดปลวกตรงหน้าแต่ชายชราผู้เป็นายกลับยกมือขึ้นปรามไว้
จ้าวเบิกฟ้ามองดูการดิ้นรนครั้งสุดท้ายด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวกับภัยคุกคามตรงหน้าเป็เพียงสายลมพัดผ่าน
“เปิดใช้งานผนึกระดับแปด!”
สิ้นคำสั่งผู้ติดตามทั้งสามประสานมือดึงแผ่นยันต์ระดับสูงออกมาฉีกทึ้งกลางอากาศริมฝีปากขมุบขมิบร่ายคาถาภาษาโบราณ ปรากฏอักขระเรืองแสงขึ้นกลางฝ่ามือควบแน่นเป็ทรงกลมแล้วซัดออกไปเบื้องหน้า
อักขระเ่าั้หลอมรวมกันในพริบตาก่อเกิดเป็กิเลนทองคำสี่ตัวที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนพวกมันพุ่งทะยานเข้าใส่จูเรนด้วยความเร็วประดุจแสง!
จูเรนพยายามเบี่ยงหลบแต่ไม่ทันการณ์กิเลนทองทั้งสี่เหินข้ามศีรษะปลดปล่อยโซ่ตรวนเข้าพัวพันรัดรึงร่างของเขาจนแ่าราวกับดักแด้ก่อนจะส่งกระแสอัสนีบาตเข้าสะกดข่มพลังิญญาอย่างรุนแรง
“อ๊ากกก!!”
เสียงกระแสไฟฟ้าช็อตลั่นเปรี๊ยะผิวเนื้อไหม้เกรียมทั่วร่างพร้อมกลิ่นเหม็นไหม้คละคลุ้ง จูเรนรู้สึกตาพร่ามัวสติสัมปชัญญะเลือนรางใกล้จะดับสูญเต็มที แต่เขาฝืนรั้งมันไว้ด้วยความแค้นที่ฝังลึกทะลุกระดูก
“ท่านผู้นำการนำยันต์ิญญาระดับแปดมาใช้กับคนผู้นี้ จะไม่เป็การสิ้นเปลืองเกินไปหรือขอรับ?”
รองผู้นำร่างเตี้ยเอ่ยถามด้วยความเสียดายก่อนหน้านี้ไม่มีใครจับััของจูเรนได้เป็เพราะวิชาลับของอีกฝ่ายที่เร้นกายหลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับธรรมชาติ
“หากข้าจับมันได้ง่ายดายปานนั้นข้าจะนำของล้ำค่าเช่นนี้ออกมาใช้ทำไม”
จ้าวเบิกฟ้าถลึงตาใส่ลูกน้องเมื่อทอดสายตามองดูเหยื่อตรงหน้าั์ตาของชายชราแฝงไว้ด้วยความเสียดายและริษยาอยู่ลึกๆเสียดายที่บุรุษผู้นี้เลือกยืนอยู่ฝั่งศัตรู หากได้มาเป็สุนัขรับใช้ การพิชิตดินแดนเป่ยโจ่วคงร่นเวลาไปได้นับร้อยปี
เพื่อแย่งชิงศาสตร์ลับของอีกฝ่ายเขาถึงกับส่งกองกำลังไล่ล่าไปทั่วทุกสารทิศแต่นอกจากคนเ่าั้จะไม่ได้กลับมารายงานผลแล้วยังกลับกลายเป็หินรองเท้าที่ทำให้อีกฝ่ายแข็งแกร่งขึ้นไปอีก!นี่คือความน่ากลัวของอัจฉริยะที่แท้จริงใช้เวลาเพียงร้อยปีก็ก้าวล่วงถึงครึ่งขั้นจ้าว์สร้างความโกลาหลไปทั่วทั้งปฐี
จ้าวเบิกฟ้าเบนสายตากลับมาที่จี้ห้อยคอของจูเรนสิ่งนี้น่าจะซุกซ่อนความลับอันยิ่งใหญ่เอาไว้เพราะแม้แต่ััศักดิ์สิทธิ์ของเขาก็ไม่อาจตรวจสอบปฏิกิริยาใดๆ จากมันได้
เมื่อเห็นศัตรูคู่อาฆาตย่างสามขุมเข้ามาใกล้จูเรนยังคงกัดฟันไม่ยอมจำนน เขาพยายามฝืนโคจรพลังปราณเฮือกสุดท้ายแต่กลับถูกกระแสอัสนีจากโซ่ตรวนช็อตสลายพลังจนสิ้นกะลาหัว
“หึหึดูท่าเ้าคงไม่เคยคิดฝันว่าจะมีจุดจบเช่นวันนี้ ศาสตร์ลับทั้งหมดของเ้า...ข้าขอรับไปล่ะ”
จ้าวเบิกฟ้าแสยะยิ้มมองภาพความพ่ายแพ้ตรงหน้าด้วยความเบิกบานใจ
“ความคิดของเ้ามันตื้นเขินนัก...อย่าหวังเลยว่าจะได้อะไรจากข้าไปง่ายๆ”จูเรนแค่นหัวเราะด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“ข้ายอมแหลกสลายไปพร้อมกับทุกสิ่งดีกว่าปล่อยให้มันตกไปอยู่ในมือสุนัขอย่างพวกแก!”
สิ้นเสียงคำรามท้าทายจูเรนฝืนโคจรพลังย้อนกลับอย่างบ้าคลั่งโดยไม่สนข้อจำกัดของร่างกายและพันธนาการ
“พอได้แล้วต่อให้เ้าฝืนโคจรพลังปราณอีกกี่ร้อยกี่พันครั้ง ผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิม” จ้าวเบิกฟ้าส่ายหน้าด้วยความรำคาญใจกับคนบ้าตรงหน้า
“ฮ่า! เป็เช่นนั้นจริงรึ?”
ยังไม่ทันสิ้นคำจูเรนะเิพลังคลื่นลูกใหม่ออกมา แต่มันต่างออกไปจากครั้งก่อนคราวนี้มีแสงศักดิ์สิทธิ์สว่างไสวทะลักล้นออกมาอย่างบ้าคลั่ง!
“ป...เป็ไปได้อย่างไร!!”
จ้าวเบิกฟ้าเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีดเขาพยายามจะพุ่งเข้าไปหยุดยั้งแต่ก็สายเกินไปเสียแล้วเป็ไปได้อย่างไรที่มนุษย์เดินดินจะมีกลิ่นอายพลังของเผ่าพันธุ์เทพเ้าอยู่ในร่าง? ต้องรู้ก่อนว่าการกลืนกินสายเืแห่งเทพนั้นถือเป็การลบหลู่และขัดต่อเจตจำนงแห่ง์ซึ่งผู้ที่ฝ่าฝืนจะต้องถูกทัณฑ์์ตามล่าล้างบางจนกว่าจะสิ้นซาก!
“มันสายไปแล้ว!”
เมื่อเห็นสีหน้าตื่นตระหนกของไอ้พวกสิบแปดมงกุฎความโกรธแค้นในใจจูเรนก็บรรเทาลงเล็กน้อย
ครืน~ ครืน~
บรรยากาศเหนือสุสานโลหิตแปรปรวนอย่างฉับพลันท้องฟ้าที่เคยแดงฉานถูกแทนที่ด้วยเมฆหมอกสีดำทะมึนวังวนพายุสายฟ้าขนาดมหึมาก่อตัวขึ้นเหนือศีรษะ
“ไอ้บ้าเอ๊ย!!”
ไม่มีใครคาดคิดว่าบุรุษหนุ่มตรงหน้าจะกล้าดึงดูดทัณฑ์์ลงมาใส่ตัวเองเพื่อลากทุกคนให้ลงนรกไปพร้อมกัน!
“เวรเอ๊ย!เราทุกคนจะตายกันหมด!”
“หนี! หนีเร็วเข้า!”
ความโกลาหลขั้นสุดปะทุขึ้นในหมู่ฝูงชนผู้ฝึกตนที่สังเกตการณ์อยู่รอบนอกต่างแตกตื่นวิ่งหนีตายเอาชีวิตรอดให้ห่างจากรัศมีให้มากที่สุดแต่กลับพบว่ามีบาเรียล่องหนปิดกั้นเส้นทางเอาไว้
นี่คือความน่าสะพรึงกลัวของทัณฑ์์!มันสังหารทุกสรรพชีวิตโดยไม่แยกแยะ หากอยู่ในรัศมีหนึ่งร้อยกิโลเมตรมีเพียงความตายเท่านั้นที่รออยู่ หากใครริอาจทำให้์พิโรธผู้ที่โดนลูกหลงทำได้เพียงสบถสาปแช่งบรรพบุรุษสิบแปดชั่วโคตรของไอ้ตัวต้นเหตุเท่านั้น
ฟิ้ง!! เปรี้ยง!!!
แรงกดดันมหาศาลกดทับจนทุกคนแทบขาดใจแสงสว่างจ้าบาดตาฉายวาบลงมาจากฟากฟ้า ณ จุดกึ่งกลางของภัยพิบัติรัศมีกว่าร้อยกิโลเมตรยุบตัวลงกลายเป็หลุมลึกไร้ก้นบึ้งราวกับถูกอสูรกายั์กัดกินหายไปในชั่วพริบตาพื้นที่กว่าสองในสิบส่วนของสนามรบโลหิตถูกลบหายไปจากแผนที่
หากบอกว่าการโจมตีของจ้าวเบิกฟ้าคือภัยพิบัติทางธรรมชาติทัณฑ์์เมื่อครู่ก็คือจุดจบของวันสิ้นโลก!
ภายนอกรัศมีร้อยกิโลเมตรผู้คนรอดชีวิตตกอยู่ในความเงียบงันเมื่อดึงสติกลับมาได้และเห็นว่าเมฆทัณฑ์์สลายไปแล้วสัญชาตญาณความโลภก็เข้าครอบงำพวกเขารีบพุ่งทะยานเข้าไปยังจุดศูนย์กลางของหลุมั์หวังจะชิงสมบัติล้ำค่าที่อาจหลงเหลืออยู่
มนุษย์ก็เป็เช่นนี้...แม้เพิ่งเฉียดผ่านความตายมาหมาดๆ แต่ก็ไม่เคยหลาบจำพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อสนองความโลภ
เมื่อมีคนหนึ่งเปิดคนที่เหลือก็แห่ตามกันไปราวกับฝูงแร้ง ทว่าเมื่อลงไปสำรวจจนทั่วกลับพบเพียงจี้หยกชิ้นเล็กๆ ที่แฝงเจตจำนงแห่งกฎอัสนีบาต ก่อนที่มันจะค่อยๆเลือนรางและแตกสลายหายไปในอากาศธาตุ...
ณ สถาบันมัธยมปลายเวทมนตร์เอเชียที่ 17(ภูมิภาคกลาง ประเทศไทย)
่บ่ายของวันกิจกรรมการเรียนการสอนดำเนินไปตามปกติ ทุกห้องเรียนตกอยู่ในความเงียบสงบทว่าบรรยากาศกลับอวลไปด้วยความตึงเครียด โดยเฉพาะในหมู่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 เพราะเหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งสัปดาห์การสอบปลายภาคที่จะเป็ตัวตัดสินเส้นทางชีวิตของแต่ละคนก็จะเริ่มต้นขึ้น
แต่ในขณะที่ห้องอื่นกำลังเคร่งเครียดบรรยากาศของ ห้อง 602 กลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
อาจารย์สาวสวยในชุดรัดรูปกระโปรงทรงเอกำลังตั้งใจตวัดชอล์กวาดลวดลายบนกระดานดำเพื่อให้อักขระเวทมนตร์สำแดงรายละเอียดออกมาให้ชัดเจนที่สุดการเลือกใช้อุปกรณ์แบบดั้งเดิมแทนกระดานโฮโลแกรมเป็หนึ่งในกุศโลบายประหลาดของผู้อำนวยการสถาบันที่เชื่อว่าจะช่วยดึงดูดสมาธิของนักเรียนได้ดีกว่า ทว่าเมื่อครูสาวอธิบายสมการเวทมนตร์จบและหันกลับมามองผลลัพธ์กลับพบว่ามีนักเรียนเพียงหยิบมือที่สนใจฟังส่วนที่เหลือนั้นเอาแต่นั่งเหม่อและคุยเล่นอย่างไม่กระตือรือร้น
ครูเฟรย์ลอบถอนหายใจด้วยความสมเพชตัวเอง ทอดสายตามองสภาพนักเรียนตรงหน้าอย่างจนใจเธอเป็ถึงนักเรียนทุนเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยเวทมนตร์ชื่อดังในต่างประเทศด้วยผลงานการฝึกสอนที่โดดเด่นทำให้เธอได้รับการประเมินระดับสูงจากคณะยันต์คาถาศาสตร์และถูกส่งตัวมาสอนที่ห้องนี้ได้ราวสามเดือนแล้ว
ทว่าด้วยระบบการบริหารที่เน่าเฟะของ'สถาบันเอกชนเวสสุวรรณ' ที่ตั้งเงื่อนไขรับนักเรียนห่วยแตกเข้าเรียนเพียงแค่มี 'เงินยัดใต้โต๊ะ' มากพอ ห้อง 602จึงกลายเป็ศูนย์รวมลูกคุณหนูชนชั้นสูงและทายาทเศรษฐีที่วันๆ ไม่เอาไหน
ยิ่งคิดเธอก็ยิ่งหงุดหงิดดูท่าการประเมินผลงานของเธอในเทอมนี้คงจบลงด้วยความล้มเหลวสุดท้ายก็ต้องโดนผู้บริหารเรียกไปตำหนิและรับมือกับคำร้องเรียนไร้สาระจากผู้ปกครองเื่เกรดลูกตัวเองตกต่ำเธอไม่กลัวการปะทะกับผู้ปกครองหรอกแต่เธอทนไม่ได้ที่จะต้องกลายเป็ตัวตลกให้พวกครูห้องอื่นซุบซิบนินทา
(เอาเถอะถ้าเทอมนี้ประเมินไม่ผ่าน ก็แค่ยื่นเื่ขอย้ายห้องสอนผอ.ก็รับปากไว้แล้วนี่นาว่าจะให้เปลี่ยนห้องได้หากทนไม่ไหว)
“เอาล่ะ!ทุกคนตั้งใจฟังที่ครูบรรยาย และอย่าลืมกลับไปทบทวนบทเรียนของวันนี้ด้วยการสอบในอีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้า จะเป็ตัวกำหนดชีวิตที่เหลือของพวกเธอ!”
สิ้นเสียงเข้มงวดนักเรียนหลายคนสะดุ้งสุดตัวและรีบนั่งหลังตรงทันที พวกเขารู้ดีถึงความกดดันนี้หากสอบผ่าน พวกเขาจะได้เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำเส้นทางการบ่มเพาะพลังจะราบรื่น สามารถยกระดับฐานะทางสังคมและมีสิทธิ์ก้าวเข้าไปแสวงหาโชคลาภใน 'ดินแดนรกร้าง' เพื่อสร้างตำนานของตัวเองนี่คือความฝันอันสูงสุดของทุกคน
แต่หากสอบไม่ผ่านล่ะ? จุดจบก็คือการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยหางแถวจบมาเป็มนุษย์เงินเดือนชนชั้นล่าง หรือรับจ้างทำงานพาร์ทไทม์กลายเป็เพียงฝูงมดงานที่ไม่มีวันลืมตาอ้าปากได้ไปตลอดชีวิต
ครูเฟรย์พยักหน้าอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นคำขู่ของตนปลุกกระแสความกระตือรือร้นขึ้นมาได้บ้างทว่าเมื่อสายตาของเธอตวัดไปมองที่โต๊ะเรียนมุมหลังสุดฝั่งซ้ายคิ้วเรียวสวยก็ต้องขมวดเข้าหากันแน่น
ขวับ!!
เสียงจ้อกแจ้กในห้องเงียบลงกะทันหันนักเรียนทุกคนหันขวับไปมองยังเป้าหมายสายตาของครูสาว
ภาพตรงหน้าคือเด็กหนุ่มสองคน—คนหนึ่งอ้วนคนหนึ่งผอม—ที่ไม่ได้สนใจเนื้อหาบนกระดานเลยแม้แต่น้อยเ้าอ้วนกำลังจ้องมองสัดส่วนของครูสาวด้วยสายตาเคลิบเคลิ้มน้ำลายยืดในขณะที่ไอ้หนุ่มผอมกำลังนั่งเท้าคางเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างราวกับคนไร้ิญญา
ครูคนสวยสูดลมหายใจเข้าลึกจ้องเขม็งไปยังเด็กหนุ่มริมหน้าต่าง
“นพเก้า!ไหนเธอลองลุกขึ้นมาอธิบายหลักการทำงานของ ‘อักขระบุปผาลำเนาไพร’ ให้ครูและเพื่อนๆฟังหน่อยสิ!”เธอเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบกระด้าง
ซู้ดด!!
เสียงสูดลมหายใจด้วยความเสียวไส้ดังขึ้นรอบทิศทุกคนรู้ดีว่าเพื่อนร่วมชั้นคนนี้ชะตาขาดเสียแล้ว! ต้องรู้ก่อนว่า 'อักขระบุปผาลำเนาไพร' เป็เพียงยันต์ระดับ 2 ซึ่งไม่ใช่ของหายากอะไรในมณฑลสิงห์คำรณส่วนใหญ่มันถูกนำไปใช้ตามอุทยานและสวนพฤกษศาสตร์เพื่อปรับสภาพแวดล้อมและเร่งการเจริญเติบโตของสมุนไพรขึ้น 10%หาซื้อได้ตามหอการค้าทั่วไปในราคาไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
การอธิบายหลักการทำงานของยันต์ระดับนี้ให้เด็กปี6 ฟังไม่ใช่เื่ยากเลย เพียงแค่อ่านหนังสือ 'ยันต์คาถาชีวิตประจำวันเบื้องต้น' และ 'ทฤษฎีแอนิมัส (Animas) ขั้นกลาง' ก็สามารถอธิบายได้คร่าวๆแล้ว หากสุ่มถามคนอื่นในห้อง รับรองว่าแปดในสิบคนตอบได้แน่นอน
แต่สำหรับ นพเก้ากับเ้าอ้วนลูกหาบของเขาสองคนนี้คือคุณชายกระเป๋าหนักที่ไม่เคยสนใจเรียนเลยสักครั้ง!การที่วันนี้เห็นโผล่หัวมาเรียนได้ ก็นับว่าพระอาทิตย์ขึ้นผิดทิศแล้ว
“ล...ลูกพี่! ซวยแล้วคุณครูกำลังเรียกพี่อยู่น่ะ!”เ้าอ้วนสะดุ้งตื่นจากภวังค์ รีบสะกิดแขนเพื่อนสนิทด้วยความเลิ่กลั่ก
หืม?
นพเก้าดึงสติกลับมาจากความเหม่อลอยเขาััได้ถึงบรรยากาศในห้องที่เปลี่ยนไปก่อนจะหันไปสบตากับครูเฟรย์ที่ยืนหน้าตึงอยู่หน้าชั้น
“รบกวนครูช่วยทวนคำถามอีกครั้งได้ไหมครับ?”
นพเก้าเอ่ยถามด้วยใบหน้าเรียบเฉยไร้ซึ่งความตื่นตระหนกทว่าภายในใจเขากำลังสับสนและพยายามปะติดปะต่อสถานการณ์ตรงหน้า
“หึ!ครูสั่งให้เธอออกมาอธิบายหลักการของ ‘อักขระบุปผาลำเนาไพร’หน้าชั้นเรียนให้เพื่อนฟังเดี๋ยวนี้!”
เมื่อเห็นว่าลูกศิษย์คนนี้ไม่ได้ตั้งใจฟังคำถามั้แ่แรกครูสาวก็อดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงหยัน เธอตั้งใจไว้แล้วว่าหากเด็กนี่ตอบไม่ได้เธอจะสั่งลงโทษให้ไปยืนสำนึกผิดหน้าห้องเป็การประจาน
ครืดดด...
เด็กหนุ่มลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างเชื่องช้าเขาเดินล้วงกระเป๋าไปหยุดอยู่หน้าชั้นเรียน ก่อนจะก้าวขึ้นไปบนแท่นบรรยาย ทว่าจู่ๆฝีเท้าของเขาก็หยุดชะงัก สายตาคมกริบจ้องมองลวดลายอักขระบนกระดานดำพลางขมวดคิ้วก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ
“นี่มันวาดผิดนี่นา...”
แม้เพื่อนในห้องจะไม่ได้ยินเสียงพึมพำนั้นแต่ระดับการได้ยินของผู้บ่มเพาะขั้น 'ขัดเกลาศิลา' อย่างครูเฟรย์ซึ่งประสาทััฉับไวกว่าคนปกติถึงสิบเท่า ย่อมได้ยินชัดเจนเต็มสองหู!
“หา? เธอว่าอะไรนะ?” ครูเฟรย์เบิกตากว้าง นึกว่าตัวเองหูฝาด
“ลวดลายตรงนี้มีจุดผิดพลาดอยู่สามจุดและโครงสร้างการวาดก็ขาดความสมบูรณ์”นพเก้าเอ่ยเสียงเรียบ สีหน้าไร้คลื่นอารมณ์
“นี่เธอคิดจะล้อครูเล่นใช่ไหม!ครูให้เธอมาอธิบาย ไม่ใช่ให้มายืนพ่นเื่ไร้สาระ!ออกไปยืนสำนึกผิดหน้าห้องเดี๋ยวนี้!”
เธอตวาดลั่นหมดความอดทนกับพฤติกรรมโอหังของเด็กนักเรียนคนนี้เต็มทนบอกตามตรงว่าตอนแรกเธอค่อนข้างประทับใจในรูปลักษณ์ของเขา ใบหน้าหล่อเหลาั์ตาลึกล้ำฉายแววเฉลียวฉลาด รูปร่างสูงโปร่งร้อยแปดสิบเิเถือเป็ชายในฝันของสาวๆ หลายคน แต่ท่าทีเฉยเมยแถมยังกล้าดูถูกวิชาความรู้ของเธอมันทำให้ความประทับใจนั้นพังทลายลงในพริบตา!
เธอเป็ถึงศิษย์เอกจาก 'สถาบันเฟยหยาง' เป็อัจฉริยะด้านอักขระคาถาอันดับ3 ของรุ่น ที่แม้แต่าุโสูงสุดยังเอ่ยปากชม!
(แต่ไอ้เด็กเมื่อวานซืนนี่กลับกล้าวิจารณ์ว่าอักขระที่ฉันวาดเกินมาตรฐาน...เป็ของผิดพลาดเนี่ยนะ!?)
นพเก้าลอบถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่ายการได้กลับมาเกิดใหม่ในยุคที่ห่างจากอดีตนับร้อยปี ซึ่งเป็่ 'ฟื้นคืนอารยธรรมโบราณ' จึงไม่แปลกใจเลยที่องค์ความรู้ต่างๆจะสูญหายและถดถอยลงไปมาก
เขาเมินเฉยต่อคำสั่งไล่ตะเพิดของครูสาวเอื้อมมือไปหยิบชอล์กแล้วเริ่มตวัดวาดลวดลายอักขระชุดใหม่ลงบนพื้นที่ว่างด้านซ้ายของกระดานอย่างลื่นไหล
“เธอมัวทำอะไรอยู่!ยังไม่รีบไสหัวออกไปอีก!”
ครูเฟรย์ปรี๊ดแตกจนถึงขีดสุดเธอเตรียมจะปลดปล่อยแรงกดดันพลังปราณเพื่อขับไล่ไอ้เด็กไร้มารยาทคนนี้ออกไปให้พ้นหน้า
ทว่า...ไม่ถึงสิบวินาทีต่อมา!
คลื่นพลังปราณิญญามหาศาลจากทั่วทั้งห้องเรียนก็ถูกดึงดูดให้ไหลทะลักเข้าไปสถิตในสัญลักษณ์อักขระที่นพเก้าเพิ่งวาดเสร็จ!
“เฮ้ย!เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย!”
“น...นั่นมันบ้าอะไรกัน!!”
นักเรียนหลายคนเผลอสบถคำหยาบออกมาด้วยความตกตะลึงสุดขีดภาพปรากฏการณ์ที่พลังปราณฟ้าดินไหลเวียนเข้าสู่อักขระด้วยตัวมันเอง เป็เครื่องยืนยันว่า...ยันต์คาถานั้นถูกวาดจนเสร็จสมบูรณ์ระดับ 100%!
แต่นี่มันหลุดโลกเกินไปแล้ว!เขาใช้เวลาแค่วาดเพียงสิบวินาทีเนี่ยนะ!? ต้องรู้ก่อนว่าต่อให้เป็ปรมาจารย์ด้านอักขระที่มีชื่อเสียงก็ยังต้องใช้เวลาตั้งสมาธิอย่างน้อยหนึ่งนาทีในการรังสรรค์ยันต์ระดับสอง!
ครูเฟรย์ยืนอ้าปากค้างร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาป เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฝันไปไอ้เด็กหลังห้องที่ไม่เคยตั้งใจเรียนกลับสามารถตวัดชอล์กวาดยันต์ิญญาได้ด้วยความเร็วและแม่นยำยิ่งกว่าปรมาจารย์!
“เอาล่ะอย่างที่ทุกคนทราบ ยันต์อักขระบุปผาลำเนาไพร มีคุณสมบัติช่วยหล่อเลี้ยงและเร่งการเติบโตของสมุนไพร” นพเก้าเคาะชอล์กกับกระดานเบาๆ เรียกสติทุกคน
“หากวาดตามรูปแบบที่ถูกต้องสมบูรณ์ดังรูปของผมมันจะสามารถกระตุ้นปราณหล่อเลี้ยงในพื้นที่ให้เพิ่มขึ้นได้ถึง 50% ไม่ใช่แค่ 10%อย่างที่พวกคุณเข้าใจ สาเหตุที่ยันต์ในยุคปัจจุบันแสดงอานุภาพได้แค่นั้นเป็เพราะมันขาดปัจจัยหลักไปสามข้อ”
นพเก้าอธิบายฉาดฉานราวกับศาสตราจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ
“ข้อแรก...ต้องวาดจุดศูนย์รวมิญญาแบบคู่ขนานตามลำดับอักขระถึงจะแสดงประสิทธิภาพได้เต็มร้อย ข้อสอง...การลากเส้นขยายอักขระออกไปทั้งสี่ทิศถือเป็ความผิดพลาดอย่างมหันต์ทิศทางที่ถูกต้องในการเหนี่ยวนำพลังคือสองทิศทางเท่านั้น และข้อสุดท้าย...ลายเส้นของผู้วาดจะต้องไม่ทับซ้อนกันเด็ดขาด หากทับซ้อนแม้นิดเดียวประสิทธิภาพจะร่วงหล่นลงไปถึง 30% ทันที”
ชายหนุ่มกวาดสายตามองนักเรียนทั้งห้องที่กำลังนั่งอ้าปากค้างไม่มีใครจดจ่อกับคำอธิบายของเขาเลยสักคนเพราะทุกคนมัวแต่ช็อกกับภาพปรากฏการณ์ตรงหน้าจนสมองรวนไปหมดแล้ว
“สิ่งที่ผมจะอธิบาย...ก็มีเพียงเท่านี้”
นพเก้าวางชอล์กลงถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเดินล้วงกระเป๋าเปิดประตูออกจากห้องเรียนไปดื้อๆ
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมทั่วทั้งห้องเรียนเงียบจนแทบจะได้ยินเสียงเข็มตกพื้น ก่อนที่ในวินาทีต่อมา... เสียงฮือฮาโกลาหลจะะเิขึ้นราวกับรังผึ้งแตก!
ทางด้านนพเก้าเขาเดินทอดน่องออกจากตึกเรียนโดยไม่สนใจผลกระทบที่ตัวเองทิ้งไว้เื้ัเลยแม้แต่น้อย
“ระบบ...การแสดงเมื่อกี้ของข้าเป็อย่างไรบ้าง?” นพเก้าเอ่ยถามในใจ
[ติ๊ง~ น่าประทับใจมากโฮสต์] เสียงจักรกลตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว
[ติ๊ง~ ขอแสดงความยินดีโฮสต์ได้ทำการแสดงการวาดยันต์บุปผาลำเนาไพรฉบับสมบูรณ์แบบการกระทำของโฮสต์เริ่มสร้างแรงสั่นะเืต่อความรู้ในอุตสาหกรรมยันต์ิญญาระดับภูมิภาค!]
[รางวัลที่ได้รับ:เพิ่มช่องทรัพยากร +5 ช่อง]
“ระบบ แล้วข้าจะใช้งานมันได้อย่างไร?”
[โฮสต์สามารถเรียกเปิดหน้าต่าง'ช่องทรัพยากร' ได้ผ่านทางจิตสำนึกจากนั้นเพียงนำวัตถุที่้าใส่ลงไปในช่อง]
เมื่อได้ยินดังนั้นนพเก้าจึงปลดสร้อยคอทองคำหนักหนึ่งบาท ซึ่งเป็ของขวัญวันเกิดที่น้องสาวมอบให้แล้วนำมันโยนเข้าไปในช่องมิติของระบบทันที
หน้าต่างอินเตอร์เฟซโปร่งแสงเด้งขึ้นมาเบื้องหน้า
[ช่องทรัพยากร]
ความจุ: 1/5
วัตถุ: สร้อยคอทองคำ 1บาท
(ระยะเวลาในการทวีคูณ:23 ชั่วโมง 59 นาที 53 วินาที | อัตราเพิ่มจำนวน: 1 เท่าตัว)
“ระบบ...ถ้ามันนับถอยหลังครบ 24 ชั่วโมง ทองคำนี้จะเพิ่มจำนวนขึ้นมาเป็สองเส้นจริงๆ หรือ? แล้วมันมีข้อจำกัดอะไรไหม?” นพเก้าอดไม่ได้ที่จะตั้งข้อสงสัย
[จริงแท้แน่นอน]
[โฮสต์โปรดอย่าได้ดูแคลนความสามารถของระบบทรัพยากรไร้ขีดจำกัด!ต่อให้เป็ไอเทมระดับเทพเ้า สร้างปาฏิหาริย์ะเืฟ้าดินระบบก็สามารถก๊อปปี้และเพิ่มจำนวนมันได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด!]
น้ำเสียงของระบบเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและแฝงความเย่อหยิ่งจองหองไว้อย่างปิดไม่มิด
เมื่อได้รับคำยืนยันสีหน้าของนพเก้าก็แปรเปลี่ยนเป็ซับซ้อน ความสามารถในการทำซ้ำของระบบนี้ช่างเหมือนกับความสามารถของ 'จี้หยกปริศนา' ในชาติที่แล้วไม่มีผิดเพี้ยน!เหตุผลที่คนไร้พร์และรากฐานอ่อนแออย่างเขาสามารถพุ่งทะยานแซงหน้าเหล่าอัจฉริยะจนบรรลุถึงครึ่งขั้นจ้าว์ได้ก็เป็เพราะพลังอันไร้เหตุผลของจี้หยกวงนั้น
แต่ในชาตินี้มันแตกต่างออกไป...มันกลายสภาพมาเป็ 'ระบบ' ที่ผูกมัดกับจิติญญา แถมยังสามารถอัปเกรดขยายช่องทรัพยากรได้อีก!หากเป็เมื่อก่อน เขาทำได้เพียงใส่ของลงไปคัดลอกได้ทีละชิ้นเท่านั้น
[โฮสต์สามารถเพิ่มช่องทรัพยากรได้ 3 วิธี:]
[1. สร้างสถิติใหม่หรือสร้างผลกระทบต่อโลกของผู้บ่มเพาะพลังอย่างมีนัยสำคัญ]
[2. เก็บกู้สมบัติล้ำค่า ยิ่งสิ่งของมีมูลค่าสูงรางวัลในการปลดล็อกช่องก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น]
[3. ทำภารกิจที่ระบบมอบหมายให้สำเร็จ]
เสียงแจ้งเตือนของระบบดังขึ้นอธิบายกฎเกณฑ์ราวกับอ่านใจและรู้ล่วงหน้าว่านพเก้ากำลังจะถามอะไร
[ติ๊ง~ ปลดล็อกพลังวาสนาครั้งแรก:รัศมีตรวจจับของล้ำค่า!]
[โฮสต์สามารถใช้งานได้แล้วณ บัดนี้ โดยมีความสามารถในการสแกนหาสิ่งของที่มีมูลค่าสูงที่สุดในรัศมี 10กิโลเมตร (จำนวนการใช้งาน: 1 ครั้ง | ระยะเวลาคูลดาวน์: 1 เดือน)]
“พลังวาสนาของเ้านี่มีกี่ระดับกันแน่?” นพเก้าหรี่ตาถามด้วยความสนใจใคร่รู้
[สิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลของโฮสต์ยังไม่เพียงพอโฮสต์จำเป็ต้องยกระดับความแข็งแกร่งให้มากกว่านี้เพื่อปลดล็อกข้อมูลเชิงลึกของระบบ]
[ติ๊ง~ ระบบขอส่งมอบภารกิจจำกัดเวลา:‘มุ่งสู่ความเป็เลิศ’]
[รายละเอียดภารกิจ:จงใช้งาน 'รัศมีตรวจจับของล้ำค่า'เพื่อค้นหาและสมบัติที่มีมูลค่าสูงที่สุดภายในเวลา1 วัน ยิ่งสมบัติมีค่ามาก ผลตอบแทนยิ่งทวีคูณ!]
[ระยะเวลาคงเหลือ: 23ชั่วโมง 59 นาที 51 วินาที]
[รางวัลขั้นต่ำหากสำเร็จ:ช่องทรัพยากร +10 ช่อง]
“ระบบ...เ้าจะโหดร้ายเกินไปแล้วนะ”
นพเก้าเอ่ยตัดพ้อหน้าตายเขาเพิ่งจะได้กลับมาเกิดใหม่ยังไม่ทันข้ามวันฐานการฝึกปรือก็ยังอ่อนด๋อยเตะปี๊บไม่ดังแต่ระบบตัวดีกลับโยนภารกิจบีบบังคับเวลามาให้เสียแล้ว
[โฮสต์มีสิทธิ์เลือกที่จะปฏิเสธการทำภารกิจจำกัดเวลานี้ได้...แต่ระบบก็จะไม่มีของรางวัลใดๆ มอบให้เช่นกัน] ระบบตอบกลับด้วยน้ำเสียงเ็าไร้เยื่อใย
“แล้วถ้าหากภารกิจล้มเหลวเล่าจะมีบทลงโทษสับแขนตัดขาอะไรไหม?” นี่คือสิ่งที่อดีตจ้าว์กังวลมากที่สุด
[โฮสต์โปรดวางใจ 'ระบบทรัพยากรไร้ขีดจำกัด' ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสนับสนุนการเติบโตของโฮสต์แต่เพียงผู้เดียวจะไม่มีการลงโทษบ้าบอใดๆ ทั้งสิ้น]
“เยี่ยม! ถ้าอย่างนั้น...เปิดใช้งาน ‘รัศมีตรวจจับของล้ำค่า’ ทันที!”
นพเก้าออกคำสั่งในใจอย่างไม่ลังเล
[ติ๊ง~ เปิดใช้งาน:รัศมีตรวจจับของล้ำค่า]
สิ้นเสียงแจ้งเตือนวิสัยทัศน์เบื้องหน้าของนพเก้าก็บิดเบี้ยวสภาวะจิตใจของเขาถูกดึงเข้าสู่ความสว่างไสวว่างเปล่าชั่วขณะก่อนจะกลับคืนสู่สภาวะปกติ ทันใดนั้นคลื่นระลอกสีทองก็แผ่ซ่านพุ่งพรวดออกจากร่างของเขาเป็จุดศูนย์กลางครอบคลุมพื้นที่สิบกิโลเมตรรอบด้าน
ดวงตาของนพเก้าเปล่งประกายเขาััได้ถึงเส้นสายของ 'วาสนา' ที่ก่อตัวขึ้นเป็รูปร่าง ในสายตาของเขาปรากฏเส้นแสงสีต่างๆมากกว่าสิบเส้นลอยโยงใยชี้นำทางไปทั่วทิศ
นพเก้าไม่รอช้าเขาล็อกเป้าหมายไปยังเส้นแสงวาสนาสีทองอร่ามที่มีขนาดใหญ่และสว่างไสวที่สุดก่อนจะสาวเท้าก้าวเดินมุ่งหน้าตามการชี้นำนั้นไป... ซึ่งปลายทางของเส้นแสงนั้นชี้ตรงไปยัง 'สวนพฤกษศาสตร์ของคณะเวทมนตร์'!