อาณาจักรดาวศักดิ์สิทธิ์เมืองหลินเหยียน!
นี่คือหัวเมืองอันเจริญรุ่งเรือง ยามทิวาคนรถสัญจรมากมาย ผู้คนต่างหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสายยามราตรีเสียงประโคมดนตรีดังเพลิดเพลิน โคมแดงสุราเขียวพร้อมพรัก ผนวกกับเมืองหลินเหยียนตั้งอยู่ใกล้กับนครหลวงจึงทำให้เมืองนี้มั่งคั่งจนถึงขีดสุด
เมื่อแรกวสันต์มาเยือน ฤดูที่สรรพสิ่งควรฟื้นคืนสภาพ
แต่เมืองหลินเหยียนกลับต้องรับมือกับหิมะห่าใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนเข้าวสันตฤดู
หิมะโปรยปรายเต็มท้องฟ้าดูราวกับขนห่านขาวสะอาดสะอ้าน ร่วงหล่นลงทั่วทุกมุมของเมืองหลินเหยียนฉาบไล้ไปด้วยสีเงินยวง ขาวผุดผาดละลานตา ลมหนาวพัดพาดุจผีร้ายคำราม ลมหนาวเยียบเย็นเสมือนดาบกรีดตัดหน้าให้รวดร้าว
รัตติกาลที่สายลมและหิมะกอปร ถนนขนาดใหญ่กลับโล่งและเงียบสนิทผิดปกติ
แต่ยามนี้เอง ที่ร่างสะบักสะบอมกำลังเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าอยู่บนพื้น
ร่างนั้นนอนคว่ำลงกับพื้นทั้งตัวใช้ข้อต่อแขนขาตะเกียกตะกายให้ตัวเองขยับได้
ท่ามกลางชั้นหิมะหนา ปรากฏเป็รอยลากยาวๆ เื้ัที่เขาลากผ่านคือหิมะเย็นขาวพิสุทธิ์ที่อาบด้วยเืสดสีแดงฉานเกิดเป็สีสันทิ่มตำตา
เขาคือบุรุษหนุ่มผู้หล่อเหลาเอาการ อายุราวสิบห้าสิบหกเห็นจะได้
เครื่องหน้าหล่อเหลาองอาจ โครงหน้าแข็งแกร่ง ดวงตาคู่ดำสนิทดั่งหมึกอบอวลไปด้วยเพลิงแค้นและความเกลียดชังไร้สิ้นสุด โทสะจากขั้วิญญา เคียดแค้นถึงกระดูกดำ
ใบหน้าของเด็กหนุ่มขาวซีดราวกับกระดาษ ฟันกัดริมฝีปากอย่างแรงเืไหลกลบมุมปากไม่หยุดยั้ง หยาดโลหิตยังไม่ทันตกลงบนพื้นหิมะก็เยือกแข็งเป็น้ำแข็งสีแดงไปเสียแล้ว
กระดูกและเส้นปราณในกายของเขาแหลกละเอียดไปเกินครึ่งกระทั่งเอ็นข้อมือข้อเท้ายังถูกตัดสะบั้น
ต้องเคียดแค้นถึงเพียงไหน?
ถึงทำร้ายคนผู้หนึ่งได้ถึงขั้นนี้?
“พี่ฉู่เหิน...”
ทันใดนั้น เสียงใสอันร้อนรนและตะลึงลานก็แทรกมาตามลมหนาว
ชั่วพริบตา ร่างบางงดงามก็โผเข้ามาล้มลงตรงหน้าเด็กหนุ่มนางเป็ดรุณีวัยสิบสี่สิบห้า ริมฝีปากแดงฟันขาว ผิวพรรณดูราวกับหิมะดวงตาคู่โตเอ่อด้วยน้ำตามองร่างบุรุษตกอับเบื้องหน้า
“พี่ฉู่เหิน ทำไมพี่ถึงกลายเป็เช่นนี้? หลิ่วเซียวไอ้เ้าระยำชั่วช้าข้าเย่เหยาจะไม่มีวันปล่อยให้มันลอยนวล...”
เห็นท่าทางร้อนรนและโกรธเกรี้ยวของนางแล้ว เด็กหนุ่มกระตุกมุมปากสองครั้งดวงตามีแววซับซ้อนหลายส่วน
บุรุษหนุ่มมีนามว่าฉู่เหิน เป็หนึ่งในสี่ยอดอัจฉริยะแห่ง ‘สำนักเส้าจง’
เส้าจงเป็ ‘สำนักเรียนของคนหนุ่มสาว’ ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลินเหยียน สำนักเรียนของคนหนุ่มสาวที่ว่านี้คือสถานที่ซึ่งเหล่าผู้เยาว์วัยอายุไม่ถึงยี่สิบจะได้รับการอบรมสั่งสอน และจุดประกายวิชายุทธให้โดยเฉพาะ
เมื่อถึงวัยอันควรแล้ว เหล่าศิษย์สำนักหนุ่มสาวจะได้เข้าร่วมการทดสอบเพื่อออกจากสำนักและก้าวเข้าสู่สำนักยุทธขั้นสูง เหยียบย่างวิถีทางวรยุทธอย่างแท้จริง
อีกเพียงสามเดือน ฉู่เหินจะได้เข้าร่วมการทดสอบเข้าสำนักยุทธขั้นสูงแล้ว
ว่ากันว่าสำนักที่มาเปิดรับศิษย์ที่เมืองหลินเหยียนปีนี้คือ ‘สำนักยุทธวายุจักรพรรดิ’ หนึ่งในห้าสำนักขั้นสูงอันยิ่งใหญ่และเรืองนามของนครหลวง ฉู่เหินผู้เคยเป็หนึ่งในยอดอัจฉริยะเส้าจงหากคิดจะเข้าสำนักยุทธวายุจักรพรรดิ ย่อมมิใช่เื่ยากแม้สักนิด
แต่ไม่คิดเลย ไม่นึกไม่ฝันว่าหายนะจะกล้ำกรายฉู่เหินโดยไร้ลางบอกเหตุ
...
ยามสายัณห์ของวันนี้ฉู่เหินเตรียมจะกลับไปพักผ่อนหลังเรียนวิชาฝึกตนจบเรียบร้อยตามปกติ
แต่คราวนี้เขากลับได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง เนื้อหาในจดหมายกล่าวว่า้าให้ไปพบที่ ‘ศาลาคว้าต้นเฟิง*’ เห็นเป็ลายมือคุ้นตาฉู่เหินจึงไม่คิดอะไรมากแล้วออกเดินทางไปตามนัด
(*เมเปิ้ล)
ทว่าพอไปถึงศาลาคว้าต้นเฟิงกลับไม่ได้เจอคนในจดหมาย แต่เป็ดรุณีหน้าตาอ่อนหวานเปราะบางอีกนางหนึ่งแทน
ไม่ทันให้ฉู่เหินได้ซักถามต้นสายปลายเหตุดรุณีนางนั้นก็ฉีกเสื้อฉีกกระโปรงตัวเองจนขาดวิ่นเข้ามากอดฉู่เหินแล้วะโร้องขอความช่วยเหลือ
ฉู่เหินตั้งตัวไม่ทัน จึงยังไม่ทันได้โต้เถียง
คนกลุ่มหนึ่งปรากฏตัวขึ้น หัวหน้าคนกลุ่มนั้นมิใช่ใครอื่นแต่เป็ผู้นำสี่ยอดอัจฉริยะแห่งสำนักเส้าจง นายน้อยตระกูลหลิ่ว หลิ่วเซียว
เมื่อเห็นรอยยิ้มได้ใจยั่วเย้าของหลิ่วเซียวกอปรกับเด็กสาวอ่อนแอที่ร้องไห้น้ำตาเป็สายธารรวมทั้งแววตาโกรธเกรี้ยวทุกคู่รอบด้านแล้ว...ฉู่เหินก็รู้ตัวว่าตนติดกับ
วิธีต่ำช้าแสนง่ายดาย แต่มี ‘หลักฐานและพยาน’ พร้อม ต่อให้ฉู่เหินกระโจนลงแม่น้ำหวงเหอก็ล้างความผิดไม่ได้
ต่อจากนั้นคือการจู่โจม และรุมกระทืบอันโหดร้ายทารุณ
หัวเรือใหญ่ของสี่อัจฉริยะอย่างหลิ่วเซียวลงไม้ลงมือกับฉู่เหินผู้ไม่ปริปากพูดสักคำ
หลิ่วเซียวบำเพ็ญอยู่ระดับเปิดชีพจรขั้นเจ็ด แต่ฉู่เหินเพิ่งขั้นหกผนวกกับเ้าตัวครองขีดจำกัดสายเื ‘กายยุทธพลังราชสีห์’ ยังไม่นับที่ฉู่เหินติดกับจึงทำให้จิตใจปั่นป่วนรวนเรไม่เพียงพ่ายแพ้ให้หลิ่วเซียวอย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่ยังถูกทำลายชีพจรยุทธเก้าสายในร่างกายจนแหลกละเอียดมิหนำซ้ำยังถูกตัดเอ็นข้อมือและข้อเท้าอีกด้วย
...
สำหรับอัจฉริยะผู้แกล้วกล้าฮึกเหิมแล้ว นั่นคือการโจมตีชนิดทำลายล้างอย่างไร้มนุษยธรรม
หลังเสร็จกิจ หลิ่วเซียวก็นามกระเดื่องเลื่องลือได้รับการสรรเสริญเยินยอจากคนทั้งเมืองหลินเหยียน
แต่ฉู่เหินนั้นเล่า กลับถูกขับออกจากสำนักเส้าจงและต้องแบกรับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสเสียยิ่งกว่าตาย
...
“พี่ฉู่เหิน วางใจเถิดนะ ข้าจะรักษาท่านให้หายเองตระกูลเย่พวกเรามียาิญญาวิเศษมากมาย...” เย่เหยาน้ำตาคลอเบ้านางพยายามพยุงตัวฉู่เหินขึ้นมา
แต่ฉู่เหินที่ถูกตัดเอ็นแขนขาไปแล้วไม่อาจลุกขึ้นมาได้เลย
เย่เหยาร้อนใจจนร้องไห้ นางตะลีตะลานะโไปทางหนึ่ง “ท่านพี่! พี่ฉู่เหินอยู่นี่ พวกท่านรีบเข้ามาช่วยเร็วเข้า!”
สวบสาบ…
เสียงฝีเท้าเหยียบย่ำลงบนกองหิมะดังมาไม่ใกล้ไม่ไกลเห็นเป็ดรุณีอ่อนเยาว์สะสวยนางหนึ่งเดินมาทางนี้นางสวมอาภรณ์ขนพังพอนตัวใหญ่สีขาว ผมดำยาว เครื่องหน้าวิจิตรบรรจงบุคลิกลักษณะเฉกเช่นชนชั้นสูงเด่นชัด
เื้ันางยังมีองครักษ์รังสีแรงกล้าอีกสี่ห้าคนตามมาด้วย
“ท่านพี่ รีบช่วยพี่ฉู่เหินเร็วเข้า...” เย่เหยาดวงตาทอประกาย
เด็กสาวบุคลิกสูงส่งถอนหายใจแ่เบา จากนั้นจึงหยิบขวดขนาดเล็กวิจิตรออกมาใบหนึ่ง“เสี่ยวเหยา ให้เขาดื่ม พอจะบรรเทาความเจ็บได้”
“ได้...ได้...”
เย่เหยารีบรับขวดเล็กนั้นมาเทยาเม็ดกลมสีน้ำตาลหลายเม็ดออกมาแล้วยื่นไปที่ปากฉู่เหิน “พี่ฉู่เหินรีบกินเข้าสิ”
เพียงแต่ว่า ฉู่เหินกลับไม่สนใจอีกฝ่ายเลยแววตาลึกล้ำคู่นั้นเพียงสบตาดรุณีสูงส่งผู้นั้นอย่างเยียบเย็นไม่ปิดบัง
เย่เหยาใในท่าทีของฉู่เหินมาก เท่าที่นางจำได้ฉู่เหินไม่เคยเผยแววตาเช่นนี้ให้พี่สาวนางเห็นเลย
เด็กสาวสูงส่งมองคนตรงข้ามไม่รู้ร้อนรู้หนาว เอื้อนเอ่ยอย่างเรียบนิ่ง“ฉู่เหิน ข้ารู้ดีว่าเ้ากำลังเลอะเลือนจากนี้หวังว่าเ้าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเสียใหม่ เป็คนธรรมดาไปซื่อๆ เสีย”
เพียงถ้อยคำนั้นถูกเอ่ยออกมา เย่เหยาก็มองนางอย่างไม่อยากเชื่อสายตา “พี่ท่านพูดเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร? ท่านรู้ดีว่าพี่ฉู่เหินเป็คนเช่นไรเขาไม่มีทางทำเื่พรรค์นั้นแน่ คนที่เขาชอบก็มีพี่คนเดียวเท่านั้นนะ!”
‘พี่คือคนที่เขาชอบมาตลอดนะ!’
เด็กสาวสูงส่งยังมีสีหน้าเ็าเช่นเดิม “เื่พวกนี้มันไม่สำคัญอีกแล้ว”
“เหอะๆ ” จู่ๆ ฉู่เหินก็หัวเราะออกมาทว่าเป็เสียงหัวเราะเย็นอย่างไม่เห็นหัว มุมปากกระตุกเล็กน้อยน้ำเสียงเย็นเยียบดุจมีดดาบ “คุณหนูใหญ่เย่โยว เื่ใส่ร้ายข้า คงเป็ผลงานท่านด้วยกระมัง!”
‘อะไรนะ?’
“จะเป็ไปได้อย่างไร?” เย่เหยาอดโพล่งออกมาไม่ได้“พี่ฉู่เหิน ท่านจะใส่ความพี่ไม่ได้นะ พี่ต้องไม่มีวันทำร้ายท่านแน่...”
แววตาฉู่เหินยังเย็นยะเยียบ เฉียบคมดุจหนามน้ำแข็งใต้หลังคา
“คุณหนูใหญ่เย่โยว จดหมายที่นัดข้าไปพบที่ศาลาคว้าต้นเฟิงนั่น... ท่านเป็ผู้เขียน”
“เป็ไปไม่ได้ เป็ไปไม่ได้เด็ดขาด! พี่ฉู่เหินท่านต้องมองผิดไปแน่ ต้องมีคนปลอมลายมือพี่เขียนจดหมายฉบับนั้น...”
เย่เหยาร้อนใจจนน้ำตาร่วงเผาะ
ในสำนักเส้าจงแห่งนี้ คนที่นางพึ่งพาที่สุดคือพี่สาวคนที่นางเคารพที่สุดคือฉู่เหิน ในใจของฉู่เหินนั้น นางมองฉู่เหินเป็พี่เขยในอนาคตของตนเรียบร้อยแล้ว
แต่สถานการณ์เบื้องหน้ากลับทำให้นางหวาดกลัวจับใจ
สองตาของฉู่เหินแดงก่ำขึ้นมา นั่นคือโทสะ คือโทสะอย่างแน่นอนแววตาเย็นเฉียบคู่นั้นจดจ้องดวงหน้าสะสวยของเย่โยวไม่วางตา
“คนอื่นปลอมแปลงจดหมายข้ายังพอเชื่อได้แต่ตอนที่พวกหลิ่วเซียวมันลอบทำร้ายข้าเย่โยวเ้าก็อยู่ที่ศาลาคว้าต้นเฟิงนั่นด้วย... เ้าจะอำพรางกายเช่นไรก็ได้แต่ถุงหอมกลิ่นดอกบัวที่เ้าพกติดตัวมันขายเ้าเ้าซ่อนตัวมองดูข้าถูกหลิ่วเซียวทำลายเส้นชีพจรต่อหน้าต่อตาเ้ายังกล้าพูดว่าเื่นี้ไม่เกี่ยวอะไรกับเ้าอีกหรือ?”
ฉู่เหินแทบคำรามออกมาเยี่ยงสัตว์ป่า
เย่เหยาข้างกายตะลึงงัน คุกเข่าล้มลงบนพื้นหิมะเย็นเฉียบอย่างสิ้นเรี่ยวแรง
ดวงตาของเย่โยวปรากฏแววอารมณ์เล็กน้อย ทว่าก็กลับเป็ปกติอย่างรวดเร็ว
แววตาที่นางมองฉู่เหินฉายแววเวทนาขึ้นมาหลายส่วน ความเวทนานี้เหมือนราชนิกุลผู้สูงล้ำมองขอทานข้างถนนอย่างไรอย่างนั้น
และแววตานั้นก็ได้กรีดลึกเข้าไปในหัวใจฉู่เหินดั่งคมมีดเสียดแทง
เขาหวังเหลือเกินว่าจะได้ยินเย่โยวโต้เถียงอะไรกลับมาบ้างเขาหวังเหลือเกินว่าเย่โยวจะแก้ตัวให้นางเอง แก้ตัวว่ามันเป็เพียงแผนร้ายของหลิ่วเซียวนางไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเื่นี้ ฉู่เหินแค่เข้าใจผิดไปเอง
แต่ว่า... เย่โยวมิได้ทำเช่นนั้น
นางไม่อาจอธิบายอะไรได้ ก็เพราะไม่จำเป็ต้องทำเช่นนั้นนางเป็คุณหนูใหญ่ตระกูลเย่ ทั้งยังเป็หนึ่งในสี่ยอดอัจฉริยะสำนักเส้าจงเย่โยวมองฉู่เหินเวลานี้ไม่ต่างจากขอทานในสายตาราชนิกุลชนชั้นสูง
ทั้งสองแตกต่างกันปานนี้แล้ว ยังมีอะไรจะต้องอธิบายอีกเล่า?
“เห็นแก่มิตรภาพที่เราได้รู้จักกันมาก่อนข้าจะส่งคนไปรายงานคนจวนแม่ทัพให้มารับเ้า...”
เสียงแสนเ็าของเย่โยวเผยความทะนงเต็มที่
ฉู่เหินกัดฟันกรอด กลืนน้ำลายเปล่งคำๆ หนึ่งออกมาอย่างเยียบเย็น “ไสหัวไป!”
“พึ่งตัวเองเอาก็แล้วกัน!”
เย่โยวขมวดคิ้วงามเล็กน้อย ไม่เหลียวมองฉู่เหินอีก หันหลังเดินจากไปทันที
เย่เหยาข้างกันร้องะโอย่างลนลาน “ไม่! ท่านพี่ท่านจะทิ้งพี่ฉู่เหินไว้ที่นี่ไม่ได้ เขาจะตายได้นะ...”
“คุณหนูเย่เหยา ข้าจะรายงานจวนแม่ทัพให้มารับเขาแน่นอน ท่านไม่ต้องกังวล”
ไม่รอให้เย่เหยาว่าจบ องครักษ์สองคนก็บังคับพาตัวนางไปด้วย
ก่อนจะไป หนึ่งในองครักษ์ก็มองฉู่เหินมาด้วยแววตาดูถูกและขยะแขยง “ฮึเ้ายังคิดว่าเ้าเป็หนึ่งในสี่อัจฉริยะสำนักเส้าจงอยู่อีกหรือไร? สวะข้างถนนเอ๊ย ยังมีหน้ามาิ่คุณหนูข้า ถุย!”
องครักษ์ถ่มน้ำลายลงบนพื้นแล้วจึงหันหลังเดินจากไปไม่ยี่หระ
พวกเย่โยวหายลับไปในม่านรัตติกาล แว่วเสียงร้องไห้ของเย่เหยาดังอยู่กลายๆ
แววตาฉู่เหินแทบแปรเปลี่ยนเป็คมมีด
...
ใกล้ประตูใหญ่บ้านเย่
เย่โยวชะลอฝีเท้าลงกะทันหัน บอกให้องครักษ์ทั้งหลายพาเย่เหยาเข้าไปก่อน
ฟิ้ว!
ยามเหลือตัวคนเดียว ร่างหนุ่มแน่นก็ปรากฏกายอยู่ไม่ไกลออกไป
“ฮึๆ ยินดีกับคุณหนูใหญ่เย่โยวด้วยที่สลัดเ้าสวะนั่นทิ้งได้”
เสียงหัวเราะเหลาะแหละนั้นดลให้เย่โยวขมวดคิ้วไม่อาจห้าม “หลิ่วเซียวเ้ามาเพื่อพูดเื่ไร้สาระพวกนี้หรือ?”
บุรุษหนุ่มผู้นั้นหาใช่ใครอื่น หากแต่เป็หัวหน้าอัจฉริยะเส้าจงหลิ่วเซียว ผู้มีร่างกายสูงใหญ่ ฮึกเหิมแกล้วแกล้า หว่างคิ้วอันเรืองยุทธเผยความบ้าคลั่งและทระนงเด่นชัด
“ฮึๆ คุณหนูใหญ่เย่โยว ข้าจัดการฉู่เหินให้เ้าแล้วจะให้รางวัลกันสักหน่อยมิได้หรือ?”
“ข้าไม่ได้ให้เ้าทำลายวรยุทธเขา” เย่โยวเอ่ยเยียบเย็น
“แต่เ้าก็ไม่ได้ขัดขวางนี่หมายความว่าเ้าไม่ได้ต่อต้านที่ข้าทำเช่นนั้น” หลิ่วเซียวยิ้มเยาะสนุกสนาน
เย่โยวแววตาเยียบเย็นเล็กน้อย ไม่สนใจอีกฝ่าย หันหลังจะเดินจากไป
ทันใดนั้นหลิ่วเซียวก็ว่าต่อ “ข้ามาเพื่อบอกเ้าว่า พิธีทดสอบ ‘สำนักยุทธวายุจักรพรรดิ’ อีกสามเดือนให้หลังจะจัดขึ้นที่งานเลี้ยงวันเกิดคุณหนูใหญ่เย่โยวอย่างเ้าเ้าพอใจหรือไม่?”
เย่โยวหยุดฝีเท้าลงเล็กน้อย สีหน้าผ่อนคลายลงไม่น้อยจากนั้นจึงกลับเข้าบ้านตนไป
“ฮึๆ...” หลิ่วเซียวหัวเราะชอบใจ กายาเคลื่อนไหววูบหนึ่ง ก่อนจะหายลับไปในรัตติกาล
...
หิมะตกหนักขึ้นทุกที ลมหนาวเย็นะเืถึงกระดูก
ยังคงเป็ถนนสายเดิม และหนุ่มคนเดิม
เพียงแต่ร่องรอยเื้ัเขาก่อนหน้านี้ได้ถูกหิมะเย็นหนาเตอะกลบทับไปเรียบร้อยแล้ว
ฉู่เหินขยับตัวช้าลงทุกชั่วขณะ อุณหภูมิร่างกายต่ำลงเรื่อยๆ ดวงหน้าหล่อเหลาเอาการนั้นเริ่มเขียวแขนขาและร่างกายที่เ็ปหาใดเปรียบเริ่มชาไร้ซึ่งความรู้สึก
ชั่วขณะนั้น ร่างสูงใหญ่ก็ก้าวย่างมาเบื้องหน้าฉู่เหิน
ฉู่เหินเงยหน้าขึ้น ภาพสะท้อนในดวงตาคือใบหน้าชายวัยกลางคนแสนอ่อนโยนผู้หนึ่ง
เขาไม่เคยเห็นใบหน้านี้มาก่อน หน้าตาเขาไม่ได้จัดว่าหล่อเหลาแต่ดูแล้วให้ความรู้สึกสบายตาอย่างบอกไม่ถูกบุคลิกลักษณะเยือกเย็นงามสง่าปรากฏที่หว่างคิ้ว
ดวงตาของบุรุษมองตรงไปยังเด็กหนุ่มเบื้องหน้าราวบ่อน้ำอันสงบนิ่งริมฝีปากขยับเขยื้อนเล็กน้อย เอื้อนเอ่ยแ่เบา
“ชีวิตเ้า ร่อแร่เต็มที”
ชีวิตเ้า ร่อแร่เต็มที...
ฟังดูไร้อารมณ์อันใด เหมือนเป็ประโยคที่เอ่ยอย่างไม่แยแส
ฉู่เหินกระตุกมุมปากเล็กน้อยสองที แต่กลับไม่สนใจอีกฝ่ายไม่ส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ ยังคงฝืนพยุงร่างตะเกียกตะกายต่อไป
ฉู่เหินที่อ่อนเปลี้ยเพลียแรงรู้สึกราวกับตัวเองหนักขึ้นหมื่นชั่ง
เพิ่งคลานมาได้ไม่ถึงสองเมตรดี เขาก็ล้มพับไปกับหิมะเพราะสิ้นเรี่ยวแรงฉู่เหินพยายามพลิกตัวอย่างยากลำบาก หิมะเย็นเฉียบตกต้องใบหน้า
สติสัมปชัญญะเลือนรางลงทุกที ฉู่เหินค่อยๆ หลับตาลง
“หลิ่วเซียว หากวันนี้ข้าฉู่เหินไม่ตาย วันหน้าข้าจะทำให้ตระกูลเ้าทั้งตระกูล ต้องเสียใจ...”
.............................